LOGIN“ก็จะยังไง รูปหล่อพ่อรวยคนนั้นเขาสนใจแก ดูท่าอยากจะสานสัมพันธ์ด้วย”
“ใช่ ฉันเห็นด้วยกับเกนมันนะ”
ปนัสยาส่ายหน้าเบาๆ แต่ริมฝีปากเคลือบรอยยิ้มอ่อนๆ
“ฉันเพิ่งถูกทิ้งจากคนหลายใจ แล้วจะให้มาสานสัมพันธ์กับเสือผู้หญิงเนี่ยนะ คิดได้ไงเพื่อน”
มัสยาหันไปมองคนกลุ่มนั้นอีกครา พลางบอก
“แต่เขาน่าสนใจนะ” บอกเสียงอ่อย “ปล่อยไปเฉยๆ แบบนี้เสียดายของแย่”
“งั้นฉันยกให้แกเลยแล้วกัน” พูดพลางยกแก้วเหล้าขึ้นจิบเบาๆ โหนกแก้มที่เคยขาวผ่องบัดนี้แดงก่ำ บ่งบอกว่าเริ่มจะเมาแล้ว
“ถ้าฉันยังไม่มีแฟนละก็ไม่มัวมาเชียร์แกเหย็งๆ แบบนี้หรอกย่ะ” มัสยาค่อนแคะ ส่วนเกนใจนั้นหัวเราะเบาๆ
คุยกันอีกสักพัก พวกพี่ตี๋ก็เข้ามาสมทบ เพื่อนของพี่ตี๋ชื่ออินทร เขาแสดงท่าทีสนใจปนัสยาอย่างออกนอกหน้า ยิ่งดึก อินทรยิ่งขยับจนชิดร่างของปนัสยา
หญิงสาวเริ่มอึดอัดกับท่าทีของอีกฝ่ายที่แสดงออกอย่างชัดเจน แถมมือไวใจเร็วพยายามสัมผัสแตะต้องตลอดเวลา จึงพยายามขยับตัวออกห่าง แต่เหมือนว่าอินทรจะไม่ยอมรับรู้สัญญาณที่หล่อนพยายามส่งให้เขาเลยสักนิด
“ขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะ” หญิงสาวบอกกับทุกคนในกลุ่ม ทำให้อินทรลุกขึ้นแล้วบอก
“พี่ไปเป็นเพื่อน” เขายิ้มหวาน แววตาหยาดเยิ้มเพราะดื่มไปหลายแก้ว ปนัสยามองอีกฝ่ายแล้วส่ายหน้าทันที
“ปริมไปเองดีกว่าค่ะ” บอกพลางมองไปยังมัสยาที่เมายิ่งกว่าใครแต่ยังดีที่มีพี่อาร์มซึ่งเป็นคนรักคอยดูแล ส่วนเกนใจก็กำลังเต้นอยู่กับพี่ตี๋ซึ่งเป็นคนรักเช่นกัน จึงไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วง
“แต่พี่เป็นห่วง” อินทรเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ทั้งพยายามยื่นใบหน้ามาจนเกือบชนกับนวลแก้มแดงเรื่อ ทำให้ปนัสยาผงะหนีหน้าร้อนผ่าว เม้มปากแน่น ทั้งดวงตายังวาววับด้วยความโกรธ
“ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ” พูดจบก็ผละร่างออกมาจากอินทรทันที ร่างกลมกลึงรีบเดินตรงไปยังห้องน้ำ แม้พยายามเดินให้ตรงทางมากที่สุดแต่ก็ยังเซได้อย่างง่ายดายเมื่อถูกชน
“ขอโทษค่ะ” พอเงยหน้าขึ้นต่างคนต่างชะงัก น่านฟ้าหรี่ตามองคนตรงหน้า ก่อนจะยิ้มให้หล่อนทันทีที่จำได้
“คุณเป็นอะไรไหม” ขณะถาม มือของเขายังจับอยู่ที่ต้นแขนของหญิงสาวหน้าหวานที่ทำให้เขาถูกใจทันทีที่พบหน้า ดวงตากลมโตถูกแต่งเอาไว้อย่างงดงาม แต่ใบหน้ากลับมีแป้งบางๆ โหนกแก้มแดงฉ่ำนั้นเขามั่นใจว่าไม่ใช่ เพราะบรัชออนแน่ ทว่าเป็นฤทธิ์จากแอลกอฮอล์ล้วนๆ
“ไม่ค่ะ ขอบคุณ” พูดจบปนัสยาก็ดึงแขนออก เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่ยอมปล่อยมือง่ายดาย ทว่าปลายนิ้วเรียวยังรับรู้ถึงความเนียนนุ่มของท่อนแขนกลมกลึง จึงมองตามร่างหอมกรุ่นจากน้ำหอมเจือแอลกอฮอล์ของสาวสวยด้วยความสนใจไปจนลับตา
ปนัสยาเองก็ใจเต้นแรงเมื่อได้สบตาคมกริบของน่านฟ้าผู้ชายคนที่ตกเป็นหัวข้อสนทนาของหล่อนและเพื่อนถนัด ได้เห็นใกล้ชิดแบบนี้ก็ยิ่งต้องยอมรับกับตนเองว่าเขาดูดีจริงๆ นอกจากจะมีใบหน้าที่หล่อเหลาแล้วรูปร่างของเขายังโดดเด่นไม่แพ้กัน คะเนจากสายตา ผู้ชายคนนั้นน่าจะสูงมากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร เพราะขนาดหล่อนสูงถึงหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซนติเมตรก็ยังต้องแหงนคอมอง
เมื่อปนัสยากลับมานั่งที่โต๊ะอีกครั้งทั้งมัสยาและเกนใจก็เมาจนพูดลิ้นคับปาก ดื่มกันอีกเกือบชั่วโมงทั้งหมดจึงตกลงกลับกันในตอนนั้น
“ปริมมากับพี่ เดี๋ยวพี่พาไปส่งก่อน” พี่ตี๋คนรักของเกนใจบอกหลังจากพาคนรักเข้าไปนอนที่เบาะหลังเรียบร้อย ทว่าทางกลับห้องพักของอีกฝ่ายอยู่ไกลกันคนละทางกับห้องพักของหล่อน หญิงสาวรู้สึกหนักหัวเอาเรื่องแต่ยังพอมีสติจึงส่ายหน้า
“ไม่เป็นไร ปริมเรียกแท็กซี่กลับเองดีกว่า พี่พาเกนกลับไปเถอะ ดูท่าจะแย่แล้ววันนี้” ปนัสยามองเพื่อนอย่างอ่อนใจ เพราะอาเจียนไปสองรอบแล้ว ส่วนหล่อนเองก็อยากนอนเต็มแก่
พี่ตี๋ถอนหายใจเบาๆ แต่เขาก็เป็นห่วงเพื่อนของคนรักไม่ยิ่งหย่อน อีกอย่างเกนใจกำชับนักหนาว่าห้ามทิ้งให้เพื่อนของหล่อนเดินทางกลับเพียงลำพัง
“ไม่ได้หรอก ให้พี่ไปส่งดีกว่า”
ขณะที่เขากำลังจะเปิดประตูให้ อินทรก็เดินตามออกมาหลังจากร่ำลาอาร์มเสร็จ
“กูไปส่งปริมให้ก็ได้ บ้านกูกลับทางเดียวกับปริม”
อินทรเอ่ยอาสา ทำให้พี่ตี๋นิ่งเงียบก่อนจะมองไปทางคนรักอย่างลังเล แล้วหันมายังปนัสยาอีกหน หญิงสาวเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้ากับอีกฝ่าย
“พี่ตี๋กลับเถอะนะคะ ปริมกลับกับพี่ทรก็ได้”
พี่ตี๋สองจิตสองใจ แต่สุดท้ายก็ยอมให้ปนัสยากลับไปพร้อมกับอินทร เขามองเพื่อนด้วยสายตาขรึมๆ พลางบอกเสียงจริงจังว่า
“ช่วยไปส่งปริมให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัยด้วยนะ” พี่ตี๋เน้นหนักตรงคำว่า ‘ปลอดภัย’ อินทรไหวไหล่เบาๆ ส่งเสียงมาคำเดียวว่า
“เออ”
พี่ตี๋จึงหันไปทางหญิงสาวที่ดูท่าว่าจะเมาน้อยกว่าคนรักของตนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ไปถึงห้องพักแล้วโทร.บอกพี่ด้วยนะ”
ปนัสยามองคนพูดแล้วอดยิ้มไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายทำหน้าที่พี่ชายอย่างแข็งขัน
“ค่า ขับรถดีๆ นะคะ” หญิงสาวรับคำด้วยน้ำเสียงที่เริ่มยานนิดๆ
พี่ตี๋ออกจะหนักใจไม่น้อยแต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไว้ใจเพื่อนแล้วยิ้มให้หญิงสาวก่อนกลับเข้าไปในรถ ทั้งสองยืนมองจนรถยนต์ของพี่ตี๋และพี่อาร์มค่อยๆ ห่างออกไป ก่อนจะหันมาสบตากันจากนั้นร่างบางจึงเดินตามอีกฝ่ายตรงไปยังรถยนต์ของชายหนุ่ม
ค่ำคืนที่มีดาวประปรายบนท้องฟ้า แต่ก็ยังนับว่ามีดวงดาวทอแสงประกาย เช่นเดียวกับที่ริมระเบียงของบ้านพักบนเกาะส่วนตัวแห่งนี้ เพราะมีเพียงเขาและหล่อนสองคนที่กำลังพลอดรัก ปนัสยานอนหนุนแขนของชายหนุ่ม ดวงตาคู่สวย มองขึ้นไปบนท้องฟ้ากว้างไกล บรรยากาศค่ำคืนนี้ค่อนข้างหนาว ทว่าหล่อนกลับอบอุ่นเมื่ออยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่ม โดยรอบนั้นเงียบสงบ มีเพียงเสียงคลื่นลมที่กระทบจากชายฝั่งอยู่เป็นระยะ น่านฟ้าเอียงใบหน้ามองคนในอ้อมแขนของตน ริมฝีปากยกยิ้มแล้วพลิกจูบหน้าผากมนแผ่วๆ ดวงตาของเขายามนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยน รอบกายอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรัก การพาหล่อนมาพักผ่อนที่เกาะส่วนตัวถือเป็นการซ้อมใช้ชีวิตคู่ไปพลางๆ ผมรักคุณ เสียงกระซิบของเขาแผ่วเบา แต่หนักแน่นอยู่ในหัวใจ และดังก้องในความรู้สึกของคนฟัง หญิงสาวแก้มแดงเรื่อ ดวงตาคู่งามสบตาสีเข้ม รอยยิ้มอ่อนหวานตราตรึงไม่เสื่อมคลายไปจากใจน่านฟ้า ปริมก็รักคุณค่ะ หญิงสาวกระซิบกลับไปเช่นกัน ก่อนจะหันไปมองท้องฟ้าอีกคราว ทันใดนั้นดางหางสายหนึ่งก็พุ่งลงมา “อุ๊ย! นั่นดาวตก อธิษฐานก่อน” พูดจบปนัสยาก็
บทส่งท้ายงานแต่งงานของน่านฟ้าและปนัสยาถูกกำหนดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้าหลังจากบิดาและมารดาของชายหนุ่มเดินทางไปสู่ขอหญิงสาวที่บ้านเกิด สร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนๆ และคนรู้จักของน่านฟ้าไม่น้อย เพราะต่างรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้หวงแหนความโสดของตัวเองแค่ไหน เหตุใดจึงมาลงเอยกับปนัสยา ผู้หญิงที่โพรไฟล์แสนธรรมดาคนนี้ได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น คนที่ไม่มองอย่างอคติต่างรับรู้ว่า หญิงสาวเป็นคนน่ารักมากแค่ไหนเมื่อได้รู้จักกันจริงๆ โดยเฉพาะเพื่อนหนุ่มๆ ที่มองน่านฟ้าด้วยสายตาอิจฉาเป็นทิวแถว ชายหนุ่มรู้สึกภูมิใจที่หญิงสาวทำให้คนเหล่านั้นยอมรับได้โดยไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย เพียงแค่มีความจริงใจ รู้ว่าเวลาไหนควรแสดงออกอย่างไร ก็สามารถมัดใจใครหลายคนได้โดยง่ายดาย รอยยิ้มและการวางตัวของหญิงสาวยามเข้าพบผู้ใหญ่ เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญที่ทำให้หล่อนได้รับการยอมรับจากญาติๆ ของเขาได้ไม่ยากเย็นเลยสักนิด เสียงชื่นชมจึงค่อยๆ ดังขึ้นเป็นลำดับที่บ้านพักชายทะเลในช่วงค่ำ เสียงคลื่นกระทบฝั่งซ่าๆ ทว่าภายในห้องนอนมีเสียงของชายหญิงคู่หนึ่งกำลังดังประสานกันแผ่วๆ ด้วยความรัญจวนใจ
หลังจากนั้นปนัสยาขอร้องเพื่อนๆ เก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ เพราะทุกอย่างยังไม่มีอะไรแน่นอน ทว่าเมื่อถึงเวลาเลิกงาน น่านฟ้าก็โทรศัพท์มาหา “เสร็จหรือยัง ผมมารอหน้าบริษัทแล้ว” ปนัสยาหันไปมองเพื่อนที่กำลังเตรียมตัวกลับบ้านก่อนจะยิ้มกับโทรศัพท์พร้อมตอบออกมาเบาๆ “เสร็จแล้วค่ะ กำลังจะลงไป คุณน่านรอปริมเดี๋ยวเดียวนะคะ” น่านฟ้ายิ้มอย่างพอใจ เมื่อได้ยินปนัสยาแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นเหมือนอย่างที่เขาขอร้องในคืนที่เขาขอหล่อนแต่งงาน “ครับ” แก้มสาวแดงก่ำ แต่ทันทีที่ปิดกระเป๋าถือ หญิงสาวก็สะดุ้งนิดหนึ่งเมื่อเพื่อนรักทั้งสองโผล่หน้ามาพร้อมรอยยิ้มขบขันปนล้อเลียน “แหมมม...นัดแฟนเอาไว้ก็ไม่บอก” เพียงแค่นั้นปนัสยาก็ขว้างค้อนไปคนละที ก่อนจะเดินนำไปด้วยอาการขัดเขินสุดขีด เขินเสียยิ่งกว่าตอนที่ทั้งสองรู้ว่าหล่อนคบหากับน่านฟ้าอย่างลับๆ แต่เมื่อได้เวลาเปิดตัวจริงๆ กลับรู้สึกหัวใจเต้นโครมคราม ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะหล่อนไม่เคยคิดว่าคนอย่างน่านฟ้าจะมาจริงจังกับผู้หญิงที่เขาจะทิ้งเมื่อไรก็ได้
๒๖เปิดตัวว่าที่ภรรยาน่านฟ้ากลับบ้านมาก่อนปนัสยาสองวัน ชายหนุ่มตรงเข้าบ้านทันทีโดยไม่ได้กลับไปที่คอนโดฯ ก่อนมาถึงเขาโทรศัพท์บอกกับบิดาและมารดาว่ามีเรื่องสำคัญต้องการปรึกษา เมื่อน่านฟ้าเดินทางมาถึง ทั้งสองนั่งรออยู่แล้วที่ห้องนั่งเล่น คุณนันทวันเปิดยิ้มรับลูกชายทันที ส่วนพลอากาศโทวาทิศผู้เป็นบิดาวางหนังสือพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษลงบนโต๊ะตรงหน้าด้วยท่าทางนิ่งขรึม พร้อมดึงแว่นออกวางบนหนังสือพิมพ์เมื่อลูกชายนั่งลงตรงหน้าพวกท่าน สาวใช้ดูจะรู้งานเพราะรีบเสิร์ฟน้ำและของว่างก่อนจะรีบออกไปอย่างรวดเร็ว “แกมีอะไรจะพูดกับเราอย่างนั้นเรอะ” ชายหนุ่มวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ สบตามารดาแวบหนึ่งก่อนจะหันมาสบตากับบิดาที่นั่งรอฟัง “ผมอยากแต่งงานครับ” ได้ฟังคำนั้นของลูกชาย คนเป็นพ่อเพียงขมวดคิ้ว แต่คนเป็นแม่ถึงกับใจหายวับทันที ไม่รู้เหตุใดจึงนึกถึงปนัสยาขึ้นมา เพราะหากถามว่าผู้หญิงคนไหนที่ลูกชายอยากแต่งงานด้วย คงไม่ใช่จริยาเป็นแน่... “ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร” พลอากาศโทวาทิศเอ่ยถาม น่านฟ้าไม่ได้สบตามารดา ทว่าเขาจ้องตาพ่อแน่วนิ่งก่อนจะตอบ
เมื่อทั้งสองมาถึงบ้านของปนัสยา หญิงสาวก็บอกให้ชายหนุ่มเอารถไปจอดไว้ที่ใต้ต้นไม้ จากนั้นจึงเดินนำเข้าไปในบ้าน ยังไม่ทันเรียกหามารดา ท่านก็เดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่จางลงเล็กน้อยเมื่อพบชายหนุ่มรูปหล่อเดินตามบุตรสาวมาด้วย “สวัสดีครับคุณแม่ ผมชื่อน่านฟ้าครับ เรียกว่าน่านก็ได้” น่านฟ้าแนะนำตัวเองเสร็จสรรพ แต่ยั้งปากประโยคว่า ‘ผมเป็นแฟนปริม’ เอาไว้ได้ทัน ปาริดาถึงกับยิ้มเมื่อได้ยินเข้าเช่นนั้น ท่านมองลูกสาวด้วยสายตาเป็นคำถาม ทว่าเห็นแต่ความอ้ำอึ้ง เขินอายและแก้มแดงๆ ของคนตัวบาง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนที่แนะนำตัวเองด้วยสายตากังขาแกมขบขัน “ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ ว่าแต่เดินทางมาจนถึงที่นี่ได้ยังไงจ๊ะ” “ผมขึ้นเครื่องมาครับ แล้วเช่ารถขับมาพักที่รีสอร์ตของคุณแม่” คนฟังเลิกคิ้วสูง มองลูกสาวอย่างไม่เข้าใจ เป็นเพื่อนแบบไหนถึงไม่ชวนมาพักที่บ้าน แต่เมื่อมองลูกสาวอย่างค้นคว้า และเห็นแววตาเอ็นดูปนรักใคร่ของคนตัวโต หัวใจของคนเป็นแม่พลันหวั่นไหว “ตกลงมันยังไงกันฮึปริม ทำไมไม่เชิญเพื่อนมาพักที่บ้านของเราล่ะลูก มาๆ เข้าบ้านก
๒๕ตามมาก็เพราะแบบนี้เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ น่านฟ้าก็เดินตามปนัสยาออกไปยังบริเวณด้านหน้ารีสอร์ต หญิงสาวคร่อมรถจักรยานเตรียมกลับบ้าน ทำทีเป็นไม่สนใจคนตัวโตที่ตามมาเรื่อยๆ แต่เมื่อหล่อนกำลังจะปั่นจักรยานออกไป อาการหนักอึ้งที่ด้านท้ายก็ประท้วง ทำให้หญิงสาวต้องหันไปแล้วขมวดคิ้วนิ่วหน้า น่านฟ้ายิ้มกริ่มขณะนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานของหญิงสาวหน้าตาเฉย มือใหญ่คว้าหมับที่เอวกลม ทำให้คนตัวเล็กถลึงตาใส่พร้อมกับปัดมือของเขาออกจากเอวของหล่อน “คุณจะทำอะไร” “จะไปกับคุณ” เขาบอกหน้าตาเฉย ทำให้หญิงสาวถอนหายใจพรืด “ฉันจะกลับบ้าน” เขาพยักหน้า “ดีเลย ผมจะได้ถือโอกาสไปกราบสวัสดีคุณพ่อกับคุณแม่ของปริม” พูดจบก็ทำหน้าตาน่ารัก ทำให้หญิงสาวขมวดคิ้วกับท่าทางของเขา หัวใจแกว่งไปเล็กน้อย อ่อนลงอีกหน่อย แต่มีความสุขมากขึ้น “นี่คุณ” พยายามกดความสุขที่ฟุ้งออกมาอย่างยากเย็น “หืม…” คนตัวโตซบหน้ากับแผ่นหลังนุ่ม แล้วถูเบาๆ ไปมาจนหญิงสาวใจสั่นไหว มองซ้ายมองขวา กลัวคนมอง “อย่าทำแบบนี้สิคะ” คนที่







