LOGIN๒
คนแปลกหน้า
ขณะที่ปนัสยากำลังมึนงงอยู่ข้างๆ รถยนต์ของอินทรซึ่งจอดอยู่ที่หน้าสถานบันเทิง หญิงสาวก็ถูกกระชากผมจากด้านหลังอย่างรุนแรงจนล้มลงกับพื้นถนน“อีหน้าด้าน คิดจะแย่งผัวกูเหรอ!!”
“โอ๊ย!!” ปนัสยาที่มึนงงอยู่ก่อนหน้านั้นแทบตาสว่าง แต่ความเมาก็ยังไม่สร่างลงไปเสียทีเดียว หากสติรับรู้ค่อยๆ กลับมามากขึ้นและได้ยินเสียงของอินทรตวาดใส่ผู้หญิงคนที่กระชากผมของหล่อนจนล้มลงไปกับพื้น
“ทำบ้าอะไรวิไล น้องปริมเป็นยังไงบ้าง”
อินทรกำลังพยุงหญิงสาวให้ลุกขึ้น แต่กลับถูกวิไลกระชากออกแล้วปรี่เข้าหาพร้อมทำร้ายร่างกายปนัสยาทันที อินทรจึงผลักอีกฝ่ายออกจากปนัสยา สีหน้าท่าทางสุภาพก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นกักขฬะอย่างรวดเร็วเมื่อเป้าหมายใหม่ถูกผู้หญิงที่คบหาพุ่งเป้าจู่โจมจนเสียฤกษ์เสียยาม
“ฉันจะตบมัน ในเมื่อคุณกำลังนอกใจฉัน ฉันจะตบล้างน้ำ!”
ดวงตาของอินทรวาวโรจน์ เช่นเดียวกับปนัสยาที่พยุงตัวลุกขึ้นยืนด้วยอาการเซนิดๆ มองคนทั้งสองด้วยความโกรธปนมึนงง เริ่มปวดหัวตุบๆ
เวลาเดียวกันนั้น การ์ดเมียงมองรอระงับเหตุ นักท่องราตรีต่างมุงดูด้วยความตกใจ สายตาที่มองไปยัง ปนัสยาเต็มไปด้วยความกังขาระคนดูแคลน ทำให้หญิงสาวที่อยู่ในอาการมึนงงทั้งอับอายและโกรธขึ้ง ที่ร้ายไปกว่านั้นพิภพและรสิตาก็อยู่ที่นั่นด้วย ทั้งสามคนต่างชะงักงันด้วยความตกใจและแปลกใจ พิภพแทบไม่อยากสบตาอดีตคนรักเก่า ขณะที่รสิตาเมินหน้าด้วยความรู้สึกสมเพช ก่อนบอกกับคนข้างกายว่า
“น่าอายชะมัดเลย เรากลับกันดีกว่านะคะ พรุ่งนี้ สิตามีประชุมแต่เช้าเสียด้วย” ว่าแล้วสาวสวยก็รั้งท่อนแขนของคนรักให้เดินตามไป ทิ้งให้ปนัสยามองตามด้วยดวงตาร้อนผ่าว พิภพหลบสายตาอดีตคนรักแล้วยอมเดินตามคนรักใหม่ด้วยท่าทางโง่งมและไร้ปากเสียงเช่นเคย
ปนัสยาหัวเราะเยาะเบาๆ ด้วยความรู้สึกสมเพชทั้งตัวเองและพิภพ ก่อนจะค่อยๆ ถอยหลังออกมาจากสถานการณ์ย่ำแย่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกสับสนปนโง่เขลาท่ามกลางเสียงก่นด่า เหยียดหยันจากผู้คนรอบข้าง
“สมน้ำหน้า พวกชอบแย่งผัวคนอื่นต้องเจอแบบนี้นี่แหละ”
“หน้าตาก็สวย ทำไมถึงไม่มีปัญญาหาคนที่ยังโสดนะ”
“ขอโทษนะครับ”
สิ้นเสียงนุ่มทุ้มของผู้มาใหม่ คนเหล่านั้นต่างหันไปมองที่มาของเสียงทันที แล้วก็ต้องชะงักค้างเงียบกริบเมื่อพบกับชายร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาขยับเข้าไปรั้งท่อนแขนของคนที่ยืนโงนเงนตรงหน้า
“ผมว่าน่าจะมีการเข้าใจผิดกันเกิดขึ้น”
ปนัสยาหันกลับไปมองเจ้าของมือที่บังอาจแตะต้องหล่อนด้วยสายตาวาววับ แต่แล้วก็ต้องนิ่งขึงเมื่อสบตาคมกริบและใบหน้าเรียบเฉยของคนตรงหน้า
“กลับบ้านกันได้แล้ว” น่านฟ้าเงยหน้าจากปนัสยาที่ทำท่างงงันก่อนมองไปยังคู่รักที่กำลังยื้อยุดต่างก็หยุดชะงักไปตามๆ กัน พร้อมหันมามองเขาด้วยสายตาแปลกใจ “คุณผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นอะไรกับสามีของคุณ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากขึ้นโรงพักคดีทำร้ายร่างกายและหมิ่นประมาทพวกคุณควรพากันกลับบ้านก่อนที่ผมจะหงุดหงิดมากกว่านี้”
พูดจบน่านฟ้าก็ดึงหญิงสาวให้เดินตามไปยังรถของเขาที่จอดเอาไว้ยังที่จอดวีไอพี ปนัสยาเดินตามไปราวกับเป็นตุ๊กตาไขลาน มึนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้าไม่หาย หล่อนทำอะไรผิด...
ขณะเดียวกันสายตาทุกคู่มองตามคนทั้งสองไปด้วยความงุนงงยิ่งกว่า เมื่อได้เห็นยี่ห้อรถยนต์ของชายหนุ่มรูปหล่อก็ห่อปากกันเป็นทิวแถว ก่อนจะหันกลับมามองต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด แล้วเสียงตำหนิก็ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมสายตาที่เปลี่ยนเป็นสมเพชแทนการเห็นใจก่อนหน้านี้ทันที
“คดีพลิกซะงั้น” สิ้นเสียงนั้นต่างคนต่างแยกย้าย มีเพียงคู่รักคู่ร้ายที่ทะเลาะตบตีจนการ์ดต้องเข้ามาห้ามในท้ายที่สุด
ปนัสยาเข้ามานั่งในรถยนต์ของคนแปลกหน้าด้วยความรู้สึกพร่าเบลอ สมองทำการประมวลอย่างเชื่องช้า มึนงงจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก กระทั่งมีเสียงเพลงคลอมาเบาๆ จึงได้เงยหน้าขึ้นพร้อมกับบังคับสายตาให้หันไปมองคนข้างกาย
น่านฟ้าสบตาคนที่หันมาทางเขา มุมปากข้างหนึ่งยกยิ้ม ดวงตาคมกริบมองดวงหน้างามแล้วเมินมองไปยังทางข้างหน้า
“แย่หน่อยนะคืนนี้ คราวหน้าคุณคงต้องสืบประวัติให้ดีๆ สักหน่อย จะได้ไม่ต้องเจอเหตุการณ์ร้ายๆ อีก”
ปนัสยามองใบหน้าด้านข้างของคนพูด ไล่แนวกรามแกร่ง คิ้วเข้มหนา จมูกโด่งสวย มุมปากได้รูปแล้วคิดถึงคำพูดของเพื่อนรัก
‘ฉันว่าถึงเวลาที่แกจะลืมผู้ชายเฮงซวยคนนั้นแล้วละนะ’
‘ลืมยังไง’
‘ก็จะยังไง รูปหล่อพ่อรวยคนนั้นเขาสนใจแก ดูท่าอยากจะสานสัมพันธ์ด้วย’
“ทำไมคุณถึงช่วยฉัน”
คำถามของหญิงสาวถูกทิ้งระยะชั่วอึดใจ คนที่กำพวงมาลัยคุมรถจึงตอบออกมา
“ยืนเองแทบจะไม่ไหว แล้วจะไปสู้รบตบมือกับคนอื่นได้ยังไง ให้ผมทนมองผู้หญิงสวยๆ โดนรุมทึ้งเฉยๆ ก็คงไม่ได้เหมือนกัน”
คนฟังหันกลับไปมองข้างหน้าพร้อมกับทิ้งศีรษะลงกับพนักพิงอย่างไม่อาจต้านทานความมึนเมา แต่ขณะเดียวกันริมฝีปากสีหวานเผยอยิ้มเล็กน้อย เช่นเดียวกับหนังตาที่เริ่มหนักอึ้งลงทุกขณะ
“คุณไว้ใจได้ไหม” ไม่รู้อะไรดลใจให้ปนัสยาถามคำถามโง่ๆ แบบนั้นออกไป แต่หญิงสาวก็ถามออกไปแล้ว ทำให้เจ้าของรถหันมองคนข้างกาย คิ้วสีเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากข้างหนึ่ง
“คุณคิดว่าไงล่ะ”
คนถูกถามกลับยิ้มนิดๆ ก่อนจะหลับตาลงช้าๆ
“ไม่รู้สิ แต่คุณดูไม่อันตราย แต่ก็นั่นแหละ จะรู้ได้ไงจริงไหม” เสียงหวานๆ แผ่วเบาลงทุกที
“บ้านคุณอยู่ที่ไหน ผมจะไปส่ง” น่านฟ้าเอ่ยถาม ทว่าดูเหมือนคนข้างๆ ของเขาจะหลับไปเสียแล้ว...
คิ้วเข้มขมวดมุ่น คิดในใจว่าถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งคงมีถูกตีกันบ้าง มีเยี่ยงอย่างที่ไหนไว้ใจคนแปลกหน้าไม่พอ ยังหลับได้ลงคออีก
๘เสพสวาทภายในงานเลี้ยงระดับชาติ ที่ประกาศความสำเร็จของนักธุรกิจชั้นแนวหน้า มีการเปิดงานด้วยเสียงเพลงจากนักร้องชื่อดัง ผู้มาร่วมงานส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และนักการเมืองระดับบิ๊ก จากนั้นจึงนำเสนอผลงานอันโดดเด่นของบริษัทต่างๆ น่านฟ้าเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเชิญมาในงานนี้ เขาถูกเชิญมาในฐานะที่เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง รสิตาเองก็เป็นอีกคนที่มาร่วมงาน ทว่าหญิงสาวมากับบิดา เมื่อน่านฟ้าถูกเชิญขึ้นเวทีหญิงสาวก็แววตาเป็นประกาย เกิดความดีใจที่ได้พบเขาอีกครั้ง ทั้งยังคิดหาโอกาสได้พูดคุยกับชายหนุ่มร่างสูงในสูทสีน้ำเงินเข้มกำลังยืนพูดคุยอยู่กับนักธุรกิจรุ่นพ่อ ฝ่ายนั้นดูท่าจะชื่นชมชายหนุ่มเป็นอย่างมาก เพียงแค่นั้นยังไม่พอ แต่ยังแนะนำลูกสาวคนสวยให้รู้จัก ทำให้รสิตาที่คอยมองตามถึงกับเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ แล้วในที่สุดโอกาสก็เป็นของหล่อน เมื่อเขาปลีกตัวออกมา ร่างงามก็สาวเท้าเข้าไปหาทันที“ดีใจจังที่ได้เจอคุณอีก”น้ำเสียงอ่อนหวานคุ้นหูทำให้น่านฟ้าหันไปมอง เขาวางแก้วไวน์ลงบนถาดของพนักงานเสิร์ฟแล้วสบตาหญิงสาว ริมฝีปากยกยิ้มเพียงเล็กน้อยตามแบบของเขา แต่เป็นสิ่งที่ตรึงใจคนมองได้จนทุกวัน
อาหารถูกลำเลียงมายังโต๊ะของสามสาวและพี่ตี๋ ทั้งหมดคุยไปกินไป เป็นเกนใจที่ชะงักกึกมองนิ่งไปที่โต๊ะหนึ่ง ก่อนหันมามองปนัสยาที่กำลังคุยกับมัสยา จึงยื่นปลายเท้าไปเขี่ยอีกฝ่าย ปนัสยาเงยหน้ามองพลางขมวดคิ้ว“อะไร”เกนใจบุ้ยปากไปทางน่านฟ้า ทำให้ปนัสยาจำต้องมองตาม ชั่ววินาทีก็หันกลับมาสบตาเพื่อนที่ยกยิ้ม ส่วนมัสยาทำปากจู๋ แล้วมองหล่อนด้วยสายตาล้อเลียน“อะไรกันสาวๆ” พี่ตี๋มองตามสายตาของสาวๆ แล้วนิ่วหน้าพลางเอ่ยถาม“แอบส่องผู้ชายเหรอ” เปรยพลางมองตาคนรักดุๆ เกนใจค้อนขวับทันทีเหมือนกัน“ของยัยปริมมันต่างหากย่ะ”เมื่อพี่ตี๋หันมา มัสยาก็รีบพยักหน้ายิ้มสนับสนุน ส่วนปนัสยาหน้าแดงก่ำถลึงตาใส่เพื่อน“บ้าน่า พี่ตี๋อย่าไปสนใจ เกนชอบพูดเพ้อเจ้อ”“เหรอออ” ครานี้ทั้งเกนใจและมัสยาพูดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ทำให้พี่ตี๋หันไปมองคนคนนั้นอีกครั้ง ก่อนหันกลับมายังปนัสยาแล้วบอกยิ้มๆ“พี่ว่าก็ดีนะ หล่อดี ท่าทางกระเป๋าหนักด้วย หน้าตาก็คุ้นอยู่”“น่านฟ้า สิริคุปต์ไง” เกนใจบอกคนรัก ทำให้พี่ตี๋ถึงกับต้องหันกลับไปมองคนคนนั้นอีกครั้ง จนคนรักของเขาเอ็ดอึง “อย่ามองบ่อยสิ เดี๋ยวเขาก็เข้าใจผิดคิดว่าพี่ตี๋ปิ๊งเขาหรอก”พี่ตี๋หัน
พักเที่ยง เกนใจเดินมาที่โต๊ะทำงานของปนัสยา“ปริม ไปกินข้าวกัน วันนี้มีร้านเปิดใหม่ด้วย ร้านน่านั่งมาก”“ท่าทางจะแพงด้วย” มัสยาเปรย ทว่าแววตาดูตื่นเต้นบ่งบอกชัดว่าอยากไปประเดิม“พี่ตี๋เลี้ยง บอกด้วยว่าให้ชวนปริมไปให้ได้ ไถ่โทษที่คืนนั้นไม่ได้ไปส่งแกจนถึงห้อง” เกนใจยักคิ้วหลิ่วตา ทำให้ปนัสยาส่ายหน้าขบขัน“ก็บอกแล้วว่าไม่ได้โกรธพี่ตี๋เลย”“ตกลงไปนะ” เกนใจมัดมือชก“อือ”คนชวนยิ้มแป้นก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาติดต่อหาคนรัก ไม่นานคนทั้งสามก็ออกจากที่ทำงานตรงไปยังร้านอาหารเปิดใหม่โดยไม่ยอมเสียเวลากับอะไรทั้งนั้นพี่ตี๋ลุกขึ้นยืนทันทีที่สามสาวก้าวเข้ามาภายในร้านอาหาร เขายิ้มให้คนรักพร้อมกับมองปนัสยาด้วยสายตารู้สึกผิด“สวัสดีค่ะพี่ตี๋” หญิงสาวยกมือไหว้อีกฝ่าย พี่ตี๋รับไว้แล้วรีบเลื่อนเก้าอี้ให้ปนัสยานั่งอย่างเอาใจ ทำให้เกนใจและมัสยาเกือบหัวเราะกับท่าทางนั้น“แหม ไม่ต้องเอาใจกันขนาดนี้ก็ได้ค่ะ ปริมบอกแล้วว่าไม่โกรธ ไปดูแลยัยเกนเถอะ” หญิงสาวเอ็ดอึงพลางกระเซ้าพี่ตี๋ ฝ่ายนั้นยิ้มเจื่อน“พี่ก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี ดีนะที่ปริมไม่เจอเรื่องแย่ไปกว่านี้ ไม่งั้นพี่คงไม่กล้ามาเจอหน้าปริมแน่เลย”ปนัสยาหัวเราะเ
๗เพียงสบตา ก็สั่นถึงใจแม้ร่างกายจะถูกเคี่ยวกรำหนักหน่วงจากน่านฟ้ามาตลอดคืน ทว่าเช้านี้หญิงสาวกลับสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ดวงตากลมโตเปล่งประกายสดใสจนเพื่อนๆ ต่างร้องทัก“ไปทำอะไรมา ทำไมวันนี้ดูสวยจัง” มัสยาเดินวนไปรอบๆ ร่างของเพื่อนรักที่เดินเข้ามายังโต๊ะทำงานพร้อมด้วยออราที่เปล่งประกายจนใครต่อใครแสบตากับแสงสว่างที่สาดจ้ามาจากร่างของปนัสยา“เปล่านี่” คนตอบส่งยิ้มหวานพร้อมกับเข้าไปนั่งประจำโต๊ะทำงานส่วนตัว แล้วแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นสายตาจ้องจับผิดของเกนใจและมัสยา ไม่เพียงทั้งสองที่เห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีของหญิงสาว ทว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นต่างมองเห็นเช่นกัน โดยเฉพาะหนุ่มๆ ที่เมื่อหญิงสาวเป็นอิสระไร้พันธะก็เริ่มเมียงมอง สลับกันเข้ามาป้อนขนมจีบจนถึงที่ ทว่าปนัสยาเพียงแค่ยิ้มตอบเท่านั้น“ฉันไม่เชื่อแกหรอก นี่ มีอะไรดีๆ อย่างนั้นหรือ เล่าให้ฟังหน่อยไม่ได้หรือไง” เกนใจที่ลากเก้าอี้มานั่งข้างโต๊ะทำงานของปนัสยายื่นหน้าถาม ทำให้หญิงสาวถอนหายใจยาวอย่างระอาใจ“ตกลงจะซักฟอกให้ขาวเลยใช่ไหม” มองเพื่อนอย่างอ่อนใจ ส่วนคนทั้งสองพยักหน้าพร้อมเพรียงกัน“อือ!”ปนัสยาถอนหายใจพรืด“เกี่ยวกับคุณน่านห
คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น แอ่นอกยกปลายยอดให้เขาดูดกิน ปลายลิ้นใหญ่ห่อรวบ แล้วดูดดุนอย่างโลมเล้าเอาใจ ก่อนจะผละออกเล็กน้อย แล้วถอดเสื้อยืดออกทางศีรษะ โยนทิ้งอย่างไม่ไยดี ตามด้วยกางเกงผ้าเนื้อนุ่มที่ปราศจากกางเกงในอย่างที่คิดเอาไว้แต่แรกแก้มนวลแดงปลั่ง เหลือบตามองไปข้างๆ เนื้อตัวเปลือยเปล่าที่มีมัดกล้ามสวยงามพอดิบพอดี ไม่มากจนน่ากลัวเหมือนที่เห็นพวกนักกล้ามเป็นกันน่านฟ้ายกยิ้มเล็กน้อยกับท่าทางเสมองไปทางอื่นแต่แก้มแดงปลั่ง เขากวาดสายตามองเนื้อตัวขาวอมชมพู ทรวงอกกลมกลึงพอดีมือ ปลายยอดหดเกร็งเล็กจิ๋วสีหวาน ลงมายังหน้าท้องแบนราบ สะดือบุ๋ม และเนินนางหญิงสาวสะดุ้งเมื่อหน้าท้องนวลผ่องถูกจูบพลางขบเม้ม มือเรียวกำสลับคลายเป็นระยะ ใบหน้าสีเรื่อส่ายไปมาสลับกับการแหงนหงายพร้อมเสียงครางแผ่วออกจากลำคอระหง“อือ…”น่านฟ้าขบเม้มเนื้อเนียนหอมกรุ่น ดอมดมและไล้เลียอย่างพอใจ เขาอยากกลืนกินหล่อนทั้งตัวขณะขยับเลื่อนขึ้น มือยังไล้เลื่อนเคล้นคลึงร่างกาย สะกิดปลายยอดตุ่มไตเล็กจิ๋วอย่างหยอกเย้า บีบบี้และสะกิดจนได้ยินเสียงครางกระเส่าดังออกมา“คุณน่าน”ชายหนุ่มเหลือบตามองเจ้าของเสียงแผ่วหวานพร่า แล้วอ้าปากดูดเลียยอดถั
หลังเลิกงาน ปนัสยาแยกกับเพื่อนๆ แล้วเดินทางไปยังคอนโดฯ ของน่านฟ้า จากรถไฟฟ้าใช้เวลาเพียงห้านาทีก็ถึงคอนโดฯ ของเขา หญิงสาวหยิบคีย์การ์ดออกมาเตรียมพร้อมก่อนจะหลุบตามองถุงกระดาษที่บรรจุเสื้อของเขาเอาไว้ด้วย นึกถึงคำพูดของพิภพแล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย บอกตนเองว่าหล่อนไม่สนใจสักนิดว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร เพราะรู้ดีไม่น้อยไปกว่าฝ่ายนั้นว่าน่านฟ้าไม่ใช่ผู้ชายที่ใครๆ คิดจะจับเขาได้ง่ายๆ และหล่อนไม่เคยมีความคิดนั้นอยู่ในหัวสมองเลยสักนิดเดียว หล่อนและเขาก็แค่ มีสุขร่วมเสพเพียงเท่านั้นเรื่องอื่น ช่างหัวมันเถอะ!เมื่อคิดได้ตามนั้น ปนัสยาก็อารมณ์ดีขึ้น พร้อมกับความตื่นเต้นที่เข้าแทนที่ความหงุดหงิดเมื่อออกจากลิฟต์แล้วตรงไปยังห้องชุดของน่านฟ้าเมื่อเข้ามาภายในห้อง หญิงสาวก็นำเสื้อของเขาเข้าไปแขวนเอาไว้ในตู้เสื้อผ้า ก่อนก้าวออกมานั่งเล่นที่โซฟาพร้อมกับเปิดทีวีไปด้วย ก่อนมาเขาได้โทร.บอกกับหล่อนว่าจะกลับช้าสักหน่อย หญิงสาวก็คิดว่าดีเหมือนกัน จะได้มีเวลานอนพักสักงีบ เพราะเมื่อคืนวานกว่าจะได้นอนก็ปาไปเกือบตีสาม เขาเป็นผู้ชายที่อึดสุดยอด แต่หล่อนต้องยอมรับว่านอกจากอึดแล้ว น่านฟ้ายังเป็นผู้ชายที่ไ







