LOGIN
“ฉันก็นึกว่าเรื่องอะไร ได้สิ จะพักกี่วันก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอก”
น้อยเงยหน้าขึ้นทันที สีหน้าที่เคยกังวลคลายลงอย่างเห็นได้ชัด “ขอบคุณนะคะคุณหญิง ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ”
น้ำเสียงของเธอสั่นเครือด้วยความซาบซึ้ง ความหนักอึ้งที่แบกไว้ตั้งแต่เดินเข้ามาเหมือนถูกยกออกไปในพริบตา
“เรื่องแค่นี้เอง” คุณหญิงโบกมือเบา ๆ “แล้วไหนล่ะหลานสาว ไม่เข้ามาด้วยเหรอ?” ถามเสียงอ่อนขณะกวาดสายตามองรอบห้องเล็กน้อย เมื่อไม่เห็นใครยืนอยู่ใกล้ ๆ
“รออยู่ด้านนอกค่ะคุณหญิง”
“งั้นไปพาเข้ามาสิ ฉันอยากทำความรู้จักสักหน่อย”
“ได้ค่ะ สักครู่นะคะ”
น้อยรีบเดินออกไปด้วยฝีเท้าที่เบากว่าตอนเข้ามาเมื่อประตูปิดลง ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง
คุณหญิงหันกลับมาและเพิ่งสังเกตเห็นว่าปภาวียังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ทว่าคราวนี้ใบหน้าของลูกสาวไม่ได้เรียบเฉยเหมือนก่อนหน้านี้ คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มตึงคล้ายกำลังไม่พอใจกับบางอย่างที่เพิ่งได้ยิน
“ดูทำหน้าเข้าสิ แล้วนี่ไม่รีบไปคุยงานแล้วหรือไง?”
“ไปค่ะ”
“ไปแล้วทำไมยังนั่งอยู่อีกล่ะ รีบไปสิเดี๋ยวลูกค้าคนสำคัญจะรอนาน”
“คุณแม่ประชด?”
ปภาวีหันหน้าสบตาผู้เป็นแม่ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามตรง ๆ เพราะก่อนหน้านี้ตอนเธอจะไปกลับเป็นฝ่ายรั้งเอาไว้เอง แต่พอตอนนี้เธอยังนั่งอยู่กลับพูดเหมือนไล่ให้ไปเสียอย่างนั้น
“แม่ไม่ได้ประชด ก็ตอนแรกภัคบอกแม่เองไม่ใช่หรือไงว่ากำลังว่ารีบ แม่ก็เลยกลัวว่าภัคจะไปคุยงานกับลูกค้าไม่ทันแค่นั้นเอง”
“ภัคไม่รีบแล้วค่ะ!”
“ทำไมล่ะ หรือว่าจะรอเจอหลานสาวป้าน้อย?”
คุณหญิงรุจิราแกล้งถามหยั่งเชิงลูกสาว เพราะเห็นว่าอีกคนนั้นดูไม่รีบร้อนที่จะออกไปข้างนอกเหมือนในตอนแรก หลังจากที่รู้ว่าหลานสาวของน้อยจะเข้ามาพักค้างคืนที่นี่
และเธอก็รู้ดีว่าคนอย่างปภาวีที่ได้ชื่อว่าเป็นเสือผู้หญิง คงจะไม่พลาดที่จะเจอยู่รอเจอเด็กสาวคนนั้นอย่างแน่นอน
“เปล่าค่ะ ใครจะอยากเจอกัน ก็แค่หลานสาวคนใช้”
“หัดพูดจาให้เกียรติคนอื่นบ้างก็ดีนะภัค” เธอเอ็ดเสียงเข้ม ดวงตาคมตวัดมองลูกสาวอย่างตำหนิ
แต่ทว่าทางด้านของคนเป็นลูกไม่ได้มีทีท่าที่จะสะทกสะท้านเลยสักนิด หยักไหล่เอนกายพิงพนักโซฟายกขานั่งไขว่ห้างอย่างสบายใจ บางครั้งเธอก็ไม่แน่ใจว่าลูกสาวคนนี้กำลังปกป้องตัวเองด้วยความเย็นชาหรือเพียงแค่ไม่เห็นคุณค่าของความรู้สึกคนอื่นจริง ๆ กันแน่
จังหวะนั้นเอง เสียงคุ้นหูก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
“ขออนุญาตค่ะคุณหญิง”
น้อยก้าวเข้ามาอีกครั้ง และคราวนี้มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินตามหลังเข้ามาด้วย ท่าทางสำรวม เรียบร้อย มือทั้งสองประสานกันแน่นเล็กน้อยอย่างคนที่ยังไม่คุ้นชินกับสถานที่
“หนูพรีน ไหว้คุณหญิงกับคุณหนูก่อนสิลูก” น้อยกระซิบเบา ๆ พลางแตะข้อศอกหลานสาวอย่างให้กำลังใจ เธอพอจะเข้าใจดีว่าเด็กที่เติบโตอยู่บนดอยมาตลอด คงตื่นเต้นไม่น้อยที่ต้องเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหญ่แบบนี้
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ใบหน้าหวานละมุนปรากฏชัดในแสงไฟอุ่น ก่อนเอ่ยคำทักทายผู้ใหญ่ด้วยความนอบน้อม
แล้วหลังจากนั้นเธอจึงค่อย ๆ หันไปอีกฝั่งเพื่อที่จะทักทายอีกหนึ่งบุคคลซึ่งนั่งไขว้ห้าวอยู่บนโซฟาข้าง ๆ
“สะ สวัสดีค่ะคุณ ...”
ทว่าไม่ทันได้เอ่ยจบ ทุกคำพูดชะงักกลางคันทันทีที่สบตากับผู้หญิงตรงหน้าทุกอย่างรอบตัวราวหยุดนิ่งไปชั่วขณะนั้น
ดวงตากลมไล่มองหญิงสาวอีกคนที่อายุมากกว่านั่งเอนกายอยู่บนโซฟาในท่าทีสบาย ๆ เสื้อเชิ้ตสีเรียบพับแขนถึงข้อศอกเผยให้เห็นข้อมือที่สวมเรือนนาฬิกาหรู สายตาคมเฉียบจับจ้องกลับมาอย่างไม่ปิดบัง โครงหน้าคมชัด ผิวเนียนเรียบ และท่าทางนิ่งสงบที่แฝงความมั่นใจโดยไม่ต้องพยายาม
มันไม่ใช่ความสวยหวาน แต่เป็นความดึงดูดที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนถูกอ่านออกหมด
หัวใจของพรีนเต้นแรงอย่างไม่ทันตั้งตัว คำทักทายที่ควรเอ่ยต่อหายไปจากปลายลิ้น เหลือเพียงความประหม่าและความร้อนวูบวาบที่ไล่ขึ้นมาถึงใบหน้า
ยังไม่ทันที่เธอจะรวบรวมสติ เสียงเรียบเย็นก็ดังขึ้นตัดบรรยากาศ
“กองไว้ตรงนั้นแหละ!”
เพียงแค่ไม่รับไหว้ ปภาวียังปรายตามองชนากานต์ด้วยสายตาที่แฝงความดูแคลน ก่อนจะสะบัดหน้าหันไปอีกทางอย่างไม่ไยดี ราวกับการมีอยู่ของอีกฝ่ายไม่คู่ควรแก่การใส่ใจ
“ภัค! เดี๋ยวเถอะ” คุณหญิงหันเอ็ดเสียงเข้มเมื่อเห็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมของลูกสาว “ฉันต้องขอโทษแทนลูกสาวฉันด้วยนะจ๊ะ”
“แม่จะไปขอโทษยัยเด็กนี่ทำไมกันคะ”
“ยังอีก แม่ไม่เคยสอนให้ภัคเสียมารยาทแบบนี้เลยนะลูก ขอโทษน้องเดี๋ยวนี้!”
“ไม่ค่ะ! ภัคไม่ขอโทษ ภัคไม่ได้ทำอะไรผิด”
“ยัยภัค!!”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันตาเห็น ก่อนที่เสียงหนึ่งจะเอ่ยแทรกขึ้นอย่างระมัดระวัง
“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะคุณหญิง คุณหญิงอย่าดุให้คุณหนูเลยนะคะ คุณหนูเธอยังไม่ได้ทำอะไรผิดจริง ๆ” น้อยเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะตึงเครียดจนเกินไป อีกอย่างเธอไม่อยากเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนทั้งสองต้องมีปัญหากัน
“ไม่ผิดยังไงน้อย หลานสาวน้อยยกมือไหว้ก็แทนที่จะรับไหว้น้องดี ๆ ไม่ใช่พูดจาไร้มารยาทแบบนี้ทำผิดไม่ยอมรับผิด มีที่ไหนกัน”
หญิงสูงวัยพูดเสียงเข้ม ดวงตาคมกริบตวัดมองไปยังลูกสาวเชิงตำหนิ เธอบอกตามตรงเลยว่าเธอรู้สึกไม่ชอบใจกับพฤติกรรมของลูกคนนี้เลยจริง ๆ
“คุณแม่!!”
“หนูชื่อพรีนใช่ไหมลูก” คุณหญิงรุจิราถาม
“ชะ ใช่ค่ะ”
“รูปก็งาม นามก็เพราะแถมกิริยามารยาทยังดีเสียกว่าใครบางคนแถวนี้ซะอีก” คุณหญิงรุจิราพูดเหน็บแนมลูกสาวของตัวเองที่ตอนนี้นั่งวางสีหน้าเรียบเฉยไม่สนใจกับคำตำหนิหรือคำต่อว่าของเธอที่เป็นแม่เลยสักนิด
“น้อยบอกว่าหนูพรีนยังไม่มีที่พักงั้นใช่ไหม?”
“ค่ะคุณหญิง”
“ถ้างั้นก็ให้หนูพรีนมาอยู่กับน้อยที่นี่กับน้อยเลยก็แล้วกัน เป็นผู้หญิงคนเดียวออกไปอยู่หอพักอย่างนั้นมันไม่ปลอดภัย” พูดพร้อมระบายยิ้มออกมาเมื่อเห็นใบหน้าที่ใสสื่อของเด็กสาว
“ไม่ได้นะคะ!”
ปภาวีที่นั่งเงียบอยู่นานก็ค้านขึ้นเสียงแข็ง เธอไม่เห็นด้วยกับผู้เป็นแม่ที่จะให้คนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในบริเวณบ้านของตัวเองทั้งที่เพิ่งจะเห็นหน้าคร่าตากันอย่างนี้
“ทำไมจะไม่ได้!”
“คืออะไรคะพี่รัน มีอะไรปิดบังพรีนอยู่หรือเปล่า”“ปะ เปล่า ไม่มีอะไร จริงไหมคุณ”“จริงครับจริง”ภาสกรจำต้องฝืนยิ้มรับ พลางพยักหน้าประกอบคำพูดของแฟนสาว ทั้งที่ในใจแทบอยากหลุดหัวเราะกับท่าทีพิรุธของพวกตัวเอง“จริงครับ พี่รันเขาแค่ เอ่อ ยังไม่รู้จะอธิบายยังไงดี”ชนากานต์หรี่ตามองทั้งสองคนอย่างจับพิรุธดวงตากลมใสไล่มองจากใบหน้าพี่สาวไปยังภาสกรสลับกันไปมา ราวกับพยายามค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่“พวกพี่แปลก ๆ นะคะ”“แปลกตรงไหน ไม่มี๊” รติมารีบตอบเสียงสูงเกินปกติ จนภาสกรต้องรีบยกมือขึ้นลูบหน้าผากอย่างปลง ๆ“ก็วันนี้แดดมันร้อนน่ะครับ ทุกคนเลยดูตื่น ๆ กันหน่อย”คำแก้ตัวนั้นฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย ชนากานต์ยิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม“พี่ต้นโกหกไม่เก่งเลยนะคะ”“อ้าว”ภาสกรถึงกับไปไม่เป็น รติมาเห็นดังนั้นจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที“เอาเป็นว่าพรีนไปล้างมือเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีไหม เดี๋ยววันนี้พี่มีเซอร์ไพรส์”“เซอร์ไพรส์อะไรคะ”“บอกแล้วจะเรียกว่าเซอร์ไพรส์ได้ยังไง”ชนากานต์ยังคงมองทั้งคู่ด้วยความสงสัย แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าเบา ๆ“ก็ได้ค่ะ”เธอลุกจากเก้าอี้ ก่อนวางกรรไกรตัดกิ่งไม้ลงบนโต๊ะ แล้วเดินกลับเ
หลังจากมื้อค่ำผ่านพ้นไป บรรยากาศภายในคฤหาสน์ยังคงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและรอยยิ้มบทสนทนาของผู้ใหญ่ไหลเรื่อยตั้งแต่เรื่องสุขภาพ การเดินทาง ไปจนถึงเรื่องราวในอดีตที่ถูกหยิบขึ้นมาเล่าอย่างออกรส จนหลายครั้งเสียงหัวเราะก็ดังลั่นไปทั่วห้องรับแขกกระทั่งเวลาล่วงเข้าสี่ทุ่มชินพัฒน์ที่นั่งฟังทุกคนคุยกันเงียบ ๆ มาตลอดจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก“ผมมีเรื่องอยากขอร้องทุกคนครับ”ประโยคนั้นทำให้ทุกสายตาหันมามอง เขาหันไปสบตานิลเนตร ก่อนยิ้มบาง“ผมอยากกลับเชียงใหม่พรุ่งนี้เลย ได้รึเปล่าคะรับ”ปภาวีที่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นจิบชะงักเล็กน้อย“ได้สิคะคุณพ่อ ภัคก็อยากเซอร์ไพรส์น้องพรีนจะแย่อยู่แล้ว”“ขอบคุณที่รักลูกสาวพ่อนะภัค ขอบคุณที่ให้โอกาสขอบคุณจริง ๆ ลูก ไม่รู่ว่าป๋านนี้เด็กคนนั้นจะรู้หรือเปล่าว่าพ่อมารักษาตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ สงสัยคงยังคิดว่าพ่อนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเชียงใหม่เหมือนเดิม”“น้องพรีนยังไม่รู้ค่ะคุณพ่อ คุณแม่ เพราะอยากเก็บเป็นความลับไว้เซอร์ไพรส์”“ดีเลยภัค พ่ออยากไปยืนอยู่ตรงหน้า แล้วบอกเขาด้วยตัวเองว่าพ่อหายแล้ว”“เห็นด้วยค่ะ”นิลเนตรพยักหน้ารับ พลางยิ้มทั้งน้ำตาส่วนคุณหญิงรุจิราที่นั
ช่วงหัวค่ำแสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลกลางโถงใหญ่ส่องประกายอบอุ่นไปทั่วคฤหาสน์ บรรยากาศภายในบ้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงข้าวของกระทบกันเบา ๆ จากห้องอาหารด้านในป้าน้อยกำลังช่วยแม่บ้านจัดโต๊ะมื้อค่ำอย่างขะมักเขม้น ขณะที่คุณหญิงนั่งรออยู่ในห้องรับแขก พลางเหลือบมองนาฬิกาเป็นระยะ“นี่ก็ได้เวลาแล้วนะ ทำไมภัคยังไม่กลับอีก”“คงใกล้ถึงแล้วล่ะค่ะคุณหญิง”ยังไม่ทันสิ้นเสียง เสียงเครื่องยนต์รถก็ดังแว่วมาจากหน้าคฤหาสน์ป้าน้อยชะเง้อมองทันที ก่อนจะรีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน“เดี๋ยวน้อยออกไปรับเองค่ะ”หญิงวัยกลางคนก้าวเร็ว ๆ ไปยังประตูใหญ่ ก่อนเปิดออกกว้างด้วยรอยยิ้มต้อนรับตามปกติแต่ทันทีที่เห็นคนที่ยืนอยู่หน้าบ้านรอยยิ้มนั้นก็หยุดค้างดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที“พัฒน์?”เสียงเรียกสั่นพร่าแทบไม่เชื่อตัวเองชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างนิลเนตรเงยหน้ามอง ก่อนรอยยิ้มอบอุ่นจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า“พี่น้อย”เพียงได้ยินคำเรียกนั้น น้ำตาของป้าน้อยก็เอ่อคลอในทันที“โอ๊ย พัฒน์จริง ๆ ด้วย”เธอรีบก้าวเข้าไปหา ก่อนเอื้อมมือไปแตะแขนอีกฝ่ายราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเลือนหายไป“หายแล้วเหรอ มองเห็นแล้วจริง ๆ เหรอ”“ครับพี่น้อ
มันเหนือความคาดหมายไปไกลกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้ จากเด็กชายตัวอ้วนผิวคล้ำที่เคยวิ่งตามหลังเธอต้อย ๆ ในวัยเด็ก เด็กที่ดูไม่ค่อยสนใจการเรียน ใครจะไปคิดว่าเด็กคนนั้นจะเติบโตมาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอในวันนี้ปภาวีกะพริบตาช้า ๆ คล้ายเรียกสติกลับคืน ก่อนจะเอ่ยถามออกไปในที่สุด“นายเป็นหมอประจำอยู่ที่โรงพยาบาลนี้เหรอ”“ครับ”“แล้วทำไมนายถึงได้ไปอยู่ที่โรงพยาบาลฝั่งโน้นแล้วยังตรวจไข้ให้พรีนอีกด้วยอ่ะ”“ผมไปหาคุณพ่อครับ คุณพ่อผมเป็นผู้อำนวยการอยู่ที่โรงพยาบาลฝั่งโน้น” เขาตอบเรียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยเสริมอย่างสุภาพ “แล้ววันที่พี่เห็นผม ผมไม่ได้เป็นคนตรวจไข้หรอกนะครับ รวมถึงเคสของน้องพรีนด้วย”“เดี๋ยวนะ ฉันงงหมดแล้ว นายหมายความว่ายังไง”“วันนั้นที่น้องพรีนเข้าโรงพยาบาล หมออีกท่านเป็นคนเจ้าของไข้ แต่พอดีตอนนั้นท่านติดเคสด่วนกะทันหัน ผมเลยอาสามาแจ้งแทนเท่านั้นเองครับ”เขาอธิบายเหตุการณ์วันนั้นด้วยความใจเย็น จริง ๆ แล้วเขาเพียงไปหาพ่อตามปกติอย่างเช่นทุกวัน ซึ่งวันนั้นบังเอิญว่าเขามีธุระสำคัญที่จะต้องคุยกับนายแพทย์คนหนึ่งจึงทำให้กลับช้ากว่าปกติ ในขณะที่เขากับแพทย์รุ่นพี่กำลังคุยกันอยู่ท
ก่อนที่เสียงทักทายของใครบางคนจะดังแทรกเข้ามาจากทางประตู“ขออนุญาตครับ”บานประตูเลื่อนเปิดออกช้า ๆ พร้อมเสียงเสียดสีแผ่วเบา น้ำเสียงนั้นนุ่มลึก สุภาพ และมีจังหวะการพูดที่ทำให้หัวใจของเธอสะดุดไปหนึ่งจังหวะมันคุ้นหูอย่างประหลาดเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน หรือว่าจะเป็น!ความคิดยังไม่ทันสิ้นสุด ปภาวีก็หันขวับไปตามสัญชาตญาณ สายตาเบิกกว้างโดยไม่รู้ตัว เมื่อภาพตรงหน้าปรากฏชัดร่างสูงในชุดกาวน์สีขาวสะอาดยืนอยู่ตรงกรอบประตู แสงไฟเหนือศีรษะสะท้อนผ้าสีอ่อนจนดูสว่างตา ใบหน้าคมคุ้นเคยนั้นทำให้เธอชะงักไปชั่วขณะ“แทนคุณ!”ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ อย่างสุภาพ ก่อนจะยกมือไหว้เล็กน้อย“สวัสดีครับ พี่ภัค”คำทักทายสั้น ๆ แต่ชัดเจนในน้ำเสียง ทำให้ปภาวีนิ่งค้างไปชั่วอึดใจ เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนลงชั่วคราว เธอยกเรียวนิ้วยาวขึ้นขยี้เปลือกตาเบา ๆ ราวกับต้องการยืนยันว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่ภาพลวงตาเพราะเท่าที่จำได้ อีกฝ่ายนั้นเป็นหมอประจำโรงพยาบาลทางฝั่งธนบุรีไม่ใช่แถวนี้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้มายืนวางมาดนิ่งอยู่ตรงหน้าเธอได้“สวัสดีครับคุณน้า” แทนคุณหันไปกล่าวทักทายนิลเนตรและชินพัฒน์ด้วยน้ำเสียงสุภาพ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนที่
ว่าจบเขาก็ลุกขึ้นเต็มความสูง เหยียดแขนขึ้น บิดไหล่เบา ๆ คลายความเมื่อยล้าจากการนั่งรออยู่นาน ก่อนจะหมุนตัวเดินนำไปอย่างรู้ทาง ก่อนหยุดที่หน้าห้องหนึ่ง“ห้องนี้แหละ” พยักเพยิดหน้าเล็กน้อย พร้อมปรายตามองเพื่อนสาวที่เดินตามมาห่าง ๆ“แกไม่เข้าไปด้วยกันเหรอ?”ยังไม่ทันที่ภาสกรจะเอ่ยตอบ เสียงสั่นของโทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้น เขาหยิบออกพร้อมก้มมองหน้าจอแล้วเห็นว่าชื่อ ตติญาน้องสาวปรากฏเด่นอยู่กลางจอ จึงยกเครื่องขึ้นโชว์ให้เพื่อนดูแทนคำตอบปภาวีเหลือบตามองแล้วพยักหน้ารับเบา ๆ อย่างเข้าใจ“เดี๋ยวฉันตามเข้าไปทีหลัง ไปคุยธุระแป๊บนึง” เขาว่าพลางยกมือตบไหล่เพืีอนสาวเบา ๆ อย่างเป็นมิตร ก่อนถอยหลังสองก้าว กดรับสายแล้วหมุนตัวเดินลับไปทางปลายโถงอย่างเร่งรีบโดยที่ปภาวียังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมราวสิบนาที แล้วจึงหันกลับมาที่ประตูตรงหน้าอีกครั้ง มือเรียวเอื้อมบิดลูกบิดอย่างช้า ๆ แล้วผลักเข้าไปภายในห้องด้วยความระมัดระวังเพียงก้าวแรกที่ก้าวเข้ามา หัวใจก็เต้นแรงขึ้นอย่างน่าประหลาด มันมีทั้งความตื่นเต้นและความกังวลในเวลาเดียวกัน หรือว่าอาการเกล่านี้จะเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เธอจะได้เห็นหน้าบ
ห้องพักผู้ป่วยพิเศษชั้นห้าถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย พื้นที่ภายในกว้างขวางแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน โซนเตียงผู้ป่วยติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน แยกจากพื้นที่พักของญาติซึ่งมีโซฟา เตียงเสริม และห้องน้ำส่วนตัว แสงไฟสีขาวนวลให้ความรู้สึกอบอุ่น ม่านสีครีมถูกรูดเปิดครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นกระจกใสบานใหญ่จากพื้น
ใช้เวลากว่าครึ่งวันกับการดับไฟในบริษัท ปภาวีกลับถึงบ้านในช่วงหัวค่ำ ร่างกายอ่อนล้าจากความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดบ่าย แต่ก็ยังดีที่ทุกอย่างจบลงได้ด้วยดีปัญหาทั้งหมดเกิดจากความเข้าใจผิดของคุณธนัช ประธานบริษัทสิงห์ศิลา ที่ไม่พอใจอย่างหนักกับการถูกยกเลิกการประชุมแบบกะทันหัน เขามองว่าเป็นการเสียมารยาทแล
ราวสองชั่วโมงนับจากที่ปภาวีออกไป เสียงเคาะประตูสีขาวดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของใครบางคนสนทนากับพยาบาล ทำให้เปลือกตาของคนป่วยที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ“ห้องนี้ค่ะ”“ขอบคุณครับ” เสียงตอบรับอย่างสุภาพดังขึ้นจากชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เสียงนั้นคุ้นหูจนชนากานต์ขยับตัวเล็กน้อ
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา...ปภาวีขับรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานสำหรับลูกค้า VVIP ของ Velluto Club สถานบันเทิงหรูย่านกลางเมืองที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมักใช้เป็นที่พักใจยามมีเรื่องไม่สบายใจเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จังหวะหนัก ๆ ดังทะลุออกมาถึงลานจอดรถ ไฟนีออนสีม่วงเข้มจากป้ายชื่อร้านสะท้อนกับกระโปร






![Sexy the Series | รักนี้เกินต้าน [YAOI] + [BDSM] + [NC25+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
