LOGINคฤหาสน์หลังใหญ่
คุณหญิงรุจิราในชุดผ้าไหมสีอ่อนนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายพนักพิงสูงตรงมุมห้องรับแขก ท่าทางของเธอยังคงสุขุมและเปี่ยมด้วยบารมีไม่เสื่อมคลาย มือหนึ่งประคองถ้วยชาหรู ส่วนอีกมือกางหนังสือพิมพ์อ่านข่าวเช้าอย่างตั้งอกตั้งใจ ก่อนเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากบันไดด้านใน ปภาวีปรากฏตัวในชุดลำลองเรียบง่ายแต่ดูดีตามสไตล์เจ้าตัว เธอเดินเข้ามาด้วยท่าทางสบาย ๆ ก่อนจะเอ่ยทักเสียงเรียบ “อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณแม่” คุณหญิงรุจิราเงยหน้าขึ้นเพียงนิด พยักหน้าเบา ๆ รับคำทักทายโดยไม่ละสายตาจากหน้าหนังสือพิมพ์ที่อยู่ในมือ ปภาวีที่เดินเข้ามาก็หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกันกับมารดา ก่อนเอนหลังพิงพนักเล็กน้อย มือหนึ่งยกขึ้นปิดปากหาววอดใหญ่ด้วยความเหนื่อยล้า แววตาปรือราวกับคนที่ยังนอนหลับไม่เต็มตื่น และแน่นอนว่าอาการเหล่านั้น ไม่อาจรอดพ้นสายตาแหลมคมของคุณหญิงรุจิราไปได้ “นอนดึกเหรอภัค?” “เอ่อ...นิดหน่อยค่ะ พอดีเมื่อคืนภัครีบเคลียร์งานเก่าให้เสร็จน่ะค่ะ” “งานเก่า? งานอะไรล่ะ ใช่งานที่เรือนแม่บ้านหรือเปล่า” “คะ...คุณแม่พูดเรื่องอะไรคะ ภัคไม่เข้าใจ!”ฝืนตอบเสียงเรียบ พยายามเก็บสีหน้าให้ดูไม่รู้เรื่องเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ภายในอกนั้นเต้นแรงจนแทบสะท้าน ใบหน้าร้อนวูบวาบ เหงื่อซึมออกตามขมับโดยไม่รู้ตัว มือเรียวเผลอยกขึ้นปาดอย่างลวก ๆ สายตาหลบเลี่ยง ไม่กล้าสบตาคนตรงหน้า เธอรู้ดี...ว่ามารดาหมายถึงอะไร แต่เมื่อไม่มีคำอธิบายที่ฟังขึ้นพอจะใช้แก้ตัวได้ ก็ทำได้เพียงปั้นหน้าไม่รู้ไม่ชี้อย่างเงอะงะแค่เท่านั้น “เมื่อคืนภัคไปทำอะไรที่เรือนแม่บ้าน อย่าคิดว่าแม่ไม่เห็นนะ” “เอ่อ...คือ ภัค...คือ...” น้ำเสียงพลันหายไปในพริบตา ริมฝีปากขยับพยายามจะพูดอธิบายออกมา ทว่าไม่อาจหาเหตุผลได้มาแก้ต่างให้ตัวเองได้เลย และในจังหวะสำคัญของชีวิตนั้น เสียงของหญิงวัยกลางคนก็ดังขึ้นมาช่วยเธอไว้ได้ทันเวลา “ขออนุญาตค่ะคุณหญิง น้อยจัดโต๊ะอาหารเสร็จแล้วคุณหญิงจะทานมื้อเช้าเลยหรือเปล่าคะ” คุณหญิงรุจิราเหลือบตามองสาวใช้ ก่อนจะพับหนังสือพิมพ์วางลงข้างตัวอย่างเรียบร้อยแล้วเอ่ยขึ้น... “อื้ม ทานเลยน้อย ไปภัคไปทานมื้อเช้ากับแม่ก่อน” เสียงนั้น...ไม่ต่างจากออกซิเจนที่มอบโอกาสให้เธอได้กลับมาหายใจอีกครั้ง ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันพลางถอนหายใจออกมาอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะลุกขึ้นตามมารดาไปยังห้องอาหารอย่างเงียบ ๆ โดยที่หัวใจยังเต้นระส่ำกับวินาทีเฉียดเส้นตายเมื่อครู่ @ห้องอาหาร กลิ่นหอมของข้าวต้มร้อน ๆ และกลิ่นชาอ่อน ๆ ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ คุณหญิงรุจิราที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเงยหน้าขึ้นจากจานอาหาร เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ทว่าฟังดูแฝงความใส่ใจอยู่ในที “น้อย...แล้วหนูพรีนล่ะ หายดีหรือยัง เช้านี้ดูสดชื่นขึ้นบ้างไหม?” “ดีขึ้นบ้างแล้วค่ะคุณหญิง” เจ้าของบ้านเพียงพยักหน้าเล็กน้อยอย่างพึงใจ ก่อนจะหันกลับไปสนใจอาหารตรงหน้าอีกครั้ง ทว่าผ่านไปไม่นาน เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งก็ค่อย ๆ ดังขึ้นจากทางเดิน และในไม่กี่วินาทีต่อมา ร่างบางในชุดนักศึกษาก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าห้องอาหาร “อ้าวหนูพรีน มาพอดีเลย มาทานข้าวด้วยกันก่อนสิจ๊ะ” คุณหญิงเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมพยักหน้าเชิงต้อนรับด้วยรอยยิ้มสดใสที่ประดับบนใบหน้า ปภาวีที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็หันหน้ามองตามเสียงนั้นอย่างอัตโนมัติ ...และในวินาทีนั้น โลกก็เหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ ปภาวีที่กำลังยกช้อนขึ้นถึงกับชะงักกลางอากาศ ทันทีที่สายตาคมสบเข้ากับหญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม ผู้ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสุภาพอ่อนโยน ผมยาวสลวยปล่อยตามธรรมชาติไหวเบา ๆ ไปกับจังหวะเดิน ใบหน้าแต่งแต้มเพียงบางเบาพอให้ดูสดใส แม้จะยังมีร่องรอยความอ่อนเพลียจากพิษไข้หลงเหลืออยู่ แต่นั่น...ก็ไม่อาจบดบังความสวยของอีกคนได้เลยแม้แต่น้อย “ภัค” “...” “ภัคลูก ภัค!” เสียงเรียกสุดท้ายของผู้เป็นแม่สะกิดให้หญิงสาวที่กำลังเหม่อลอยสะดุ้งเล็กน้อย ราวกับเพิ่งถูกดึงออกจากภวังค์ ปภาวีกะพริบตาถี่ ๆ พยายามเรียกสติกลับมา ก่อนจะหันไปตอบอย่างลนลาน แม้แววตาจะยังไม่อาจซ่อนความพร่าไหวเอาไว้ได้หมด “คะคุณแม่?” “เป็นอะไร ทำไมมองน้องแบบนั้น” “ปะ...เปล่านะคะ ไม่ได้มองซะหน่อย” คำปฏิเสธหลุดออกมาอย่างรวดเร็วทั้งที่ข้างในกำลังเดือดปุด ๆ อย่างห้ามไม่อยู่ เพียงแค่สายตาเผลอไล่มองผ่านเสื้อนักศึกษาที่รัดแน่นจนกระดุมเม็ดกลางแทบจะปริออก กระโปรงที่สั้นจนเกินงามเพียงแค่ก้าวเดินก็แทบจะเห็นไปถึงต้นขาขาวที่อยู่ด้านใน ...เพียงเท่านั้นคิ้วเรียวของปภาวีขมวดเข้าหากันทันทีด้วยความไม่พอใจ คุณหญิงส่ายหน้าเบา ๆ พลางยิ้มกรุ้มกริ่มกับปฏิกิริยาของลูกสาว แล้วหันไปพูดกับเด็กสาวในชุดนักศึกษาอีกครั้ง ดวงตาเรียวยังมองสำรวจใบหน้าขาวจัดที่แม้จะพยายามยิ้มให้ดูปกติ แต่กลับแฝงแววเหนื่อยล้าและซีดเซียวอย่างปิดไม่มิด “ฉันว่าไปหาหมอก่อนดีกว่าไหมหนูพรีน ดูซิแก้มแดง หูแดงหมดแล้ว” “ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนไหวค่ะ” “แต่ฉันว่า...” “คุณแม่จะไปสนใจทำไมคะ เธอบอกไม่ไปก็คือไม่ไปก็แค่นั้น ทานข้าวกันต่อดีกว่าค่ะ เสียเวลาเปล่า ๆ!” คำพูดนั้นทำเอาบรรยากาศบนโต๊ะเงียบงันลงชั่วขณะ ก่อนที่คุณหญิงจะหันไปปรามเสียงเข้ม “เดี๋ยวเถอะภัค! น้องไม่สบายอยู่นะ” “แล้วไงคะ ไม่เกี่ยวอะไรกับภัคสักหน่อย”พูดแล้วก็หยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “เอ่อ...พรีนขอตัวก่อนนะคะคุณหญิง สวัสดีค่ะ” เด็กสาวก้มศีรษะให้เล็กน้อยก่อนหมุนตัวเดินออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้มาโดยตลอดกำลังไหลรินจากหางตา เพราะคำพูดเย็นชาที่เพิ่งได้ยินเมื่อครู่ยังคงสะท้อนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมันก็เพียงพอที่จะผลักให้เธอหนีออกจากตรงนั้น ก่อนที่หัวใจจะพังยับเยินไปมากกว่านี้ “อ้าว เดี๋ยวสิหนูพรีน หนูพรีน!” “ปล่อยเธอไปเถอะค่ะคุณแม่ คุณแม่จะ...” “หยุดสักทีได้ไหมภัคแม่ขอร้อง...อย่าให้คำพูดร้าย ๆ ทำร้ายน้องไปมากกว่านี้เลย แม่บอกตรง ๆ ว่าแม่สงสารหนูพรีน” “สงสาร? สงสารทำไมคะ ก็ในเมื่อให้บอกไปหาหมอก็ไม่ไป ทำเป็นเล่นตัวอย่างกับตัวเองสูงส่งมาจากไหน”พูดพลางยักไหล่เบา ๆ เพราะไม่ได้คิดจะใส่ใจคำพูดอะไรกับของแม่ตั้งแต่แรก สายตาคมก้มมองชามข้าวตรงหน้า ก่อนจะตักข้าวเข้าปาก อุตส่าห์จะไม่อะไรแล้วแท้ ๆ แต่กลับไม่ยอมรับความหวังดีที่อื่นมอบให้ แบบนี้เธอก็ไม่มีเหตุผลใดที่เธอจะต้องใส่ใจหรือให้ค่ากับคนที่เพิ่งเดินออกไปก่อนหน้าเลยสักนิด “ก็ถ้าภัคเป็นน้อง แล้วเจอคำพูดแบบนี้ ภัคจะไปหรือเปล่าล่ะฮึ?” “...” “เปลี่ยนแปลงตัวเองได้แล้วนะภัค อายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว แม่เตือนเพราะหวังดี” *** “นี่เธอ หยุดก่อน” เสียงนั้นดังขึ้นจากด้านหลัง ชัดเจนจนชนากานต์ต้องชะงักเท้าไปเสี้ยววินาที แต่กระนั้นเธอไม่ได้หยุดหรือไม่หันกลับแต่อย่างใด ตรงข้ามกันเธอกลับเร่งฝีเท้าเดินไปข้างหน้าเพื่อที่จะออกจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด “ฉันบอกให้หยุด! เธออยากจะลองดีกับฉันใช่ไหมพรีน” คราวนี้เสียงของปภาวีเข้มขึ้นเป็นเท่าตัว เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่ปิดไม่มิด น้ำเสียงเด็ดขาดนั้นแทรกด้วยความหงุดหงิดชัดเจน และมันยิ่งชัดขึ้นเมื่อเธอยืนนิ่งมองอีกฝ่ายที่ยังเดินต่อไปโดยไม่หันกลับมามองสักนิด แววตาของปภาวีเริ่มแข็งขึ้น ใบหน้าเรียบเฉยพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เธอก้าวเท้าเร็วขึ้นโดยไม่คิดจะยั้ง ระยะห่างที่เคยมีหดหายไปในพริบตา จากนั้นมือเรียวก็เอื้อมคว้ากระชากข้อมือเล็กของคนที่กำลังจะเดินพ้นจากกรอบสายตาอย่างแรงจนร่างบางหลุดร้องออกมาโดยอัตโนมัติ “อะ...โอ๊ย!” “ฉันบอกให้เธอหยุด ทำไมไม่ฟังฉัน!”เสียงของปภาวีดุดันจนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้เงียบ เธอยืนประชิดกันเต็มระยะ ใบหน้าใกล้กันแค่คืบ แรงข้อมือที่จับไว้แน่นจนอีกฝ่ายไม่อาจสะบัดออกได้ “คุณหนูมีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า ถ้าไม่มีฉันขอตัว” “ตามฉันมานี่!” ปภาวีไม่ตอบคำถาม แต่เลือกจะสั่งการออกมาแทน ดวงตาที่มองชนากานต์เต็มไปด้วยแรงกดดันจนไม่มีช่องให้ร่างบางโต้กลับกลับได้... “คุณหนูจะพาฉันไปไหน ฉันไม่ไป ปล่อยนะ!” “ฉันไม่ปล่อย แล้วถ้าเธอยังเสียงดังอีกละก็...ฉันจูบเธอแน่”19:15 น.ณ โรงพยาบาลหลังจากขับรถออกมาจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ปภาวีใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมสติขับรถมุ่งหน้ามายังจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่มีใครบางคนนอนพักรักษาตัวอยู่แต่กว่าจะมาถึง ท้องฟ้า ณ ตอนนี้ก็ได้ถูกม่านรัตติกาลสีเทาเข้มกลืนกินไปเกือบหมด เหลือเพียงไฟถนนที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดวงสะท้อนผิวถนนเป็นเงาวาว เธอดับเครื่องยนต์แล้วนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยครู่หนึ่งอย่างชั่งใจว่าควรขึ้นไปดีหรือไม่สุดท้ายการกระทำก็ทำงานไวกว่าความคิด มือเรียวเอื่อมหยิบช่อดอกทิวลิปสีชมพูอ่อนบนเบาะข้างคนขับขึ้นมาถือไว้แนบอกแล้วจึงเปิดประตูลงจากรถเข้าไปภายในอาคาร แสงไฟสีอุ่นจากโคมระย้าตามทางเดินได้สาดสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องขัดเงาเงาร่างของเธอเคลื่อนไปพร้อมจังหวะก้าวที่เงียบงัน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ความว่างเปล่าของโรงพยาบาลยามค่ำยิ่งเด่นชัดเมื่อมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะยกมือแตะลูกบิดแล้วค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปอย่างเบามือภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอและแสงจากโคมข้างเตียงที่ส่องลงมาบ
ภาสกรถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกตามออกไปแทบจะทันที ใจเต้นโครมครามอย่างไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างปภาวีเดินฉับ ๆ เข้าไปโดยไม่สนใจสายตาของใครในร้าน เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังกังวานตัดกับบรรยากาศเงียบสงบของร้านอาหารแค่ไม่กี่ก้าว เธอก็ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของโต๊ะที่มีชายหนุ่มและหญิงสาวอีกคนกำลังนั่งอยู่ ดวงตาคมเฉียบของเธอจ้องไปที่ณัฐนนท์ราวกับพร้อมจะเฉือนคำถามออกจากใจตรงนั้น“บังเอิญจังเลยนะ ไม่คิดว่าจะได้เจอนายที่นี่อีก”เสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยแรงกดดันทำให้ชายหนุ่มชะงัก เงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียง พร้อมรอยยิ้มฝืด ๆ ที่แวบขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหายวับไปหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาก็ชะงักไปเช่นกัน ดวงตากวาดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะขยับตัวนั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อยและยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรออกมา ภาสกรก็โผล่พรวดเข้ามาทันที ก่อนจะยกมือแตะหลังเพื่อนสาวเบา ๆ พลางกระซิบเสียงเบา“ใจเย็นก่อนไอ้ภัค มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกันดิวะ”“เช้าไปเยี่ยมผู้หญิงอีกคน กลางวันอยู่กับผู้หญิงอีกคน นายทำแบบนี้กับพรีนได้ยังไงห๊ะ!”คำพูดที่เปล่งออกมาชัดถ้อยชัดคำของปภาวีดัง
ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสิบหาของบริษัท แอคซิส ไพรม์ สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านกระจกบานสูงรอบด้าน บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยพลังของการตัดสินใจครั้งสำคัญภาพสไลด์สุดท้ายของพรีเซนเทชันจบลงพร้อมเสียงคลิกเบา ๆ จากแท็บเล็ตในมือหญิงสาวเจ้าของบริษัทปภาวี เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสงบ แววตายังนิ่งและเฉียบขาดตามแบบฉบับของผู้บริหารหญิงที่หลายคนยกให้เป็น ‘นักเจรจาหัวเหล็ก’ แห่งวงการอสังหาฯ“...และนั่นคือโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด รวมถึงประมาณการผลตอบแทนในไตรมาสแรกหลังเปิดโครงการค่ะ”เธอกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงมั่นคงชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะวางแฟ้มลงบนโต๊ะ“ผมเข้าใจแล้วว่าทำไม ‘แอคซิส ไพรม์’ ถึงเติบโตเร็วขนาดนี้ในเวลาไม่กี่ปี”ธนัช CEO จากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ อีกแห่งกล่าวพลางมองเธออย่างพินิจปภาวีเพียงยิ้มนิด ๆ ไม่อธิบายใดให้เกินความจำเป็น“ข้อเสนอของคุณน่าสนใจครับ โดยเฉพาะการดึงระบบ Eco Smart Living เข้ามาเป็นจุดขายในโครงการใหม่ ผมจะนำกลับไปเสนอบอร์ดของเราอีกครั้ง”“ตามที่แจ้งในตอนแรกค่ะ หากคุณตกลงร่วมลงทุน ฉันต้องได้สิทธิ์ในการควบคุมฝ่ายปฏิบัติการแล
ราวสองชั่วโมงนับจากที่ปภาวีออกไป เสียงเคาะประตูสีขาวดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของใครบางคนสนทนากับพยาบาล ทำให้เปลือกตาของคนป่วยที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ“ห้องนี้ค่ะ”“ขอบคุณครับ” เสียงตอบรับอย่างสุภาพดังขึ้นจากชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เสียงนั้นคุ้นหูจนชนากานต์ขยับตัวเล็กน้อย แล้วเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง“ณัฐ”ณัฐ หรือ ณัฐนนท์ หนุ่มเหนือวัยยี่สิบปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพูแบบคนที่เติบโตบนพื้นที่สูง ใบหน้าคมแต่ดูสุภาพ ดวงตาเรียบนิ่งแฝงความใจดี เส้นผมดำขลับตัดสั้นสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มอ่อนโยนทำให้เขาดูน่าไว้ใจตั้งแต่แรกเห็นชายหนุ่มในชุดนักศึกษาหันมาทางเตียงทันที รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าทันใดเมื่อเห็นว่าเธอรู้สึกตัวแล้ว“ณัฐเอง พรีนเป็นยังไงบ้าง” เขากล่าวเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้พยาบาลสาวที่พาเขาเข้ามายิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะขอตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ในห้องกันตามลำพัง“เป็นไง ดีขึ้นบ้างหรือยัง” ลูกนัทเอ่ยถาม พลางหย่อนตัวนั่งลงข้างเตียง“อืม ดีขึ้นบ้างแล้ว แล้วนััทรู้ได้ไงว่าเราอยู่ที่นี่”“ป้าน้อยบอก”“ป้าน้อย?”เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย“ใช่ พอดีนัทเห็นพรีนไม
ห้องพักผู้ป่วยพิเศษชั้นห้าถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย พื้นที่ภายในกว้างขวางแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน โซนเตียงผู้ป่วยติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน แยกจากพื้นที่พักของญาติซึ่งมีโซฟา เตียงเสริม และห้องน้ำส่วนตัว แสงไฟสีขาวนวลให้ความรู้สึกอบอุ่น ม่านสีครีมถูกรูดเปิดครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นกระจกใสบานใหญ่จากพื้นจรดเพดาน มองออกไปเห็นวิวเมืองยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจนปภาวีก้าวเข้ามาช้า ๆ พร้อมเสียงประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา สายตาเหลือบไปเห็นร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง หัวใจก็พลันกระตุกเบา ๆ อย่างห้ามไม่ได้ชนากานต์นอนนิ่ง ใบหน้าซีดเผือดจนเห็นเส้นเลือดฝาด สายน้ำเกลือไหลหยดเป็นจังหวะอยู่ข้างแขนข้างหนึ่งที่วางแนบลำตัว ผ้าห่มผืนบางคลุมร่างไว้เพียงครึ่งหน้าอก ขณะที่เปลือกตาปิดสนิทและลมหายใจสม่ำเสมออย่างคนหมดเรี่ยวแรงปภาวียืนนิ่งอยู่ปลายเตียงอยู่ครู่หนึ่ง จ้องมองคนป่วยอย่างไม่อาจละสายตา ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างในกลับคล้ายจะทะลักออกมาเสียให้ได้ ทั้งห่วง ทั้งโกรธ ทั้งหวั่นไหว สารพัดอารมณ์ตีกันยุ่งไปหมดในหัวของเธอตอนนี้บอกตามตรงเลยว่าไม่ได้คิดเรื่องค่ารักษา ไม่ใช่เรื่องของแทนคุณและไม่ใช่แม้แต่เรื่องที่ผู้เป็
คำพูดเพียงไม่กี่คำกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงฉับพลัน ชนากานต์เบิกตากว้างอย่างตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งร่าง เพราะไม่คิดมาก่อนเลยว่าปภาวีจะกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมาและยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดโต้ตอบหรือแม้แต่ตั้งสติคนร่างสูงก็ออกแรงกระชากข้อมือของเธออีกครั้ง แล้วลากตรงไปยังโรงจอดรถของบ้าน ฝีเท้าของปภาวีเต็มไปด้วยความเร่งรีบและเด็ดขาด จนร่างบางแทบตั้งตัวไม่ทันเมื่อถึงตัวรถ คนโตกว่ารีบเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ แล้วออกแรงดันให้ชนากานต์ขึ้นไปนั่งบนเบาะโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านใด ๆ“คุณจะพาฉันไปไหนคะ ปล่อยนะ!”“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้! ถ้าเธอยังขัดคำสั่งฉันอีก ฉันไม่ทำแค่ขู่แน่” บ้าอำนาจที่สุด นี่คือคำที่พูดออกจากหัวของเธอประโยคสุดท้ายหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มอย่างเย็นชา ก่อนที่ประตูรถจะถูกปิดใส่หน้าเธออย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ปัง ราวกับเป็นการตัดบทสนทนาไปโดยปริยาย ปภาวีเดินอ้อมมานั่งฝั่งคนขับ ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเหยียบคันเร่งขับออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะฟังคำคัดค้านจากคนด้านข้างเลยสักนิดด้านชนากานต์ที่นั่งตัวแข็งอยู่บนเบาะข้างก็ทำได้เพียงพิงพนักอย่างจำนน หัวใจเต้นแรงเพราะความตื่นกลัว แม
“กรี๊ดด!! จะ ... เจ็บ ฮึก ๆ คุณหนูพรีนเจ็บ”นิ้วเรียวนั้นก็หายเข้าไปภายในทีเดียวจนสุดข้อ ทำให้คนใต้ร่างที่กำลังสะท้านกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อของที่มีค่าได้ขาดพึ่งลงไปพร้อมเลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลรินออกมาตามร่องนิ้ว เสียงร้องของชนากานต์ ดึงสติของปภาวีที่เคยขาดหายไปเพราะความมึนเมาให้กลับมาแม้
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา...ปภาวีขับรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานสำหรับลูกค้า VVIP ของ Velluto Club สถานบันเทิงหรูย่านกลางเมืองที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมักใช้เป็นที่พักใจยามมีเรื่องไม่สบายใจเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จังหวะหนัก ๆ ดังทะลุออกมาถึงลานจอดรถ ไฟนีออนสีม่วงเข้มจากป้ายชื่อร้านสะท้อนกับกระโปร
“พรีน หนูเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมวิ่งหน้าตาตื่นลงมาแบบนี้”“ปะ เปล่าค่ะ”“เป็นเด็กริอาจโกหกผู้ใหญ่มันไม่ดีรู้หรือเปล่า” คุณหญิงรุจิราวางหนังสือพิมพ์ในมือลงก่อนเอ่ยถามอย่างใจเย็น เธอไม่ใช่คนไร้เดียงสาที่จะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ถามออกไปก็เพียงแค่ต้องการฟังจากปากของเด็กสาวตรงหน้าให้แน่ใจว่าสิ่งท
“ว่าอะไรเหรอคะป้า?”“เปล่าหรอกไม่มีอะไร เอาเป็นว่าพรีนอยู่ห่างจากคุณหนูไว้น่ะดีที่สุด แต่ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใกล้คุณหนูจริง ๆ พรีนก็จะต้องเว้นระยะห่าง อย่าเข้าใกล้จนเกินไป เข้าใจที่ป้าพูดไหม?”“ทำไมละคะ ทำไมพรีนถึงอยู่ใกล้คุณหนูไม่ได้”เธอถามด้วยความไม่เข้าใจ เพราะเธอไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมป้า







