Share

บทที่ 9

last update Tanggal publikasi: 2026-06-17 19:55:16

มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่าง

คุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบปลาย ๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะในค่ำคืนนี้

ขณะที่บรรยากาศดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นจากบันได ปภาวีเดินลงมาด้วยท่าทีสงบ แต่ทันทีที่สายตาของเธอสบกับใบหน้าของแทนคุณ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งบนโต๊ะร่วมกับมารดา สีหน้าของนางพญาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ดวงตาคมเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่

“อ้าวภัค มาทานข้าวด้วยกันสิ”คุณหญิงหันไปเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ

หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน เธอเดินตรงไปนั่งที่ฝั่งขวาของมารดาอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้ตอบโต้ใด

“สวัสดีครับพี่ภัค ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”

ณิชคุณหันมายิ้มพร้อมเอ่ยทักทายให้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ทว่ารอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของเขา ช่างตัดกับสายตาเย็นชาของปภาวีอย่างสิ้นเชิง หญิงสาวที่เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปถามมารดาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจ

“นี่มันอะไรกันคะ แม่จะให้คนอื่นมาร่วมทานข้าวกับเราด้วยงั้นเหรอ”

“อย่าเสียมารยาท แทนคุณเป็นลูกชายของน้านิภา เพื่อนของแม่ เพราะฉะนั้นน้องไม่ใช่คนอื่น ขอโทษน้องเดี๋ยวนี้” คุณหญิงรุจิราเหลือบตามองลูกสาวเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวตำหนิด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแบบคนมีวุฒิภาวะ

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณป้า ผมไม่ถือ เดี๋ยวอีกสักพักพี่ภัคก็คงจะชินน่ะครับ”

“ชินอะไรของนาย”ปภาวีหันขวับไปทางชายหนุ่ม เสียงเธอเริ่มแข็งขึ้น

“ก็ชินที่พี่จะได้เห็นหน้าผมทุกวันไงล่ะครับ”แทนคุณตอบด้วยรอยยิ้มเจือความขี้เล่น ทว่าคำพูดกลับทำให้คิ้วของหญิงสาวขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเดิม

“เห็นหน้านายทุกวัน หมายความว่าไง”

“ก็หมายความว่า...แม่จะให้แทนคุณ มาติวหนังสือหนูพรีนยังไงล่ะ น้องจะเข้ามหาลัยแล้ว อีกอย่างแม่ก็อยากจะให้แทนคุณพาน้องออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตานอกบ้านบ้าง ไม่ต้องอยู่แต่บ้านแบบนี้”คุณหญิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นในที ปภาวีได้ยินดังนั้นจึงหันกลับไปมองแม่ด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด

“ได้ไงอ่ะคะคุณแม่ ยัยเด็กนั่นเป็นผู้หญิง คุณแม่จะให้ไปกับผู้ชายสองต่อสองเนี่ยนะคะ”

“ใช่ ภัคมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

“ก็ยัยนั่น...”ปภาวียังพูดไม่ทันจบ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังขึ้นมาจากอีกมุมของห้อง

ชนากานต์เดินเข้ามาพร้อมใบหน้านิ่งเรียบ ราวกับไม่รับรู้ถึงบรรยากาศตึงเครียดที่ปกคลุมอยู่ในห้อง เธอยังคงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเนื้อบางแนบไปกับเรือนร่าง และกางเกงขาสั้นเหนือเข่า ชุดเดิมที่ใส่ตอนอยู่ในครัวเมื่อตอนบ่าย เพราะยังไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน

นี่เป็นครั้งแรกที่ปภาวีได้เห็นชนากานต์ในชุดแบบนี้

ภาพตรงหน้าทำให้นางพญาผู้เย่อหยิ่งเลือดขึ้นหน้า ดวงตาคมวาวโรจน์แฝงความบึ้งตึงที่เก็บไว้ไม่มิด แม้จะยังไม่ปริปากกล่าวอะไร แต่ริมฝีปากเม้มแน่นราวกับกำลังข่มกลั้นความไม่พอใจไว้จนสุดกำลัง

ขณะเดียวกัน คุณหญิงก็หันไปเหลือบตามองลูกสาวอย่างจับสังเกต สีหน้าของปภาวีที่ดูจะฝืนเก็บอาการไว้เงียบ ๆ ไม่รอดสายตาของผู้เป็นมารดาไปได้

เพียงชั่วครู่ สายตาของคุณหญิงก็ไพล่ไปทางสาวใช้ที่ยืนประจำตรงมุมห้อง ทั้งคู่ส่งยิ้มบาง ๆ ให้กันอย่างรู้กัน ก่อนที่คุณหญิงจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับสถานการณ์ตรงหน้า ด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่งตามเดิม

“หนูพรีนมาพอดีเลย มาทานข้าวด้วยกันก่อนสิลูกนั่งข้างพี่แทนคุณเขาก็ได้”

“เอ่อไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง เดี๋ยวพรีนไปนั่งทานในครัวดีกว่าค่ะ”

“นั่งตรงนี้เนี่ยแหละ นี่คือคำสั่ง!”

เมื่อไม่มีคำปฏิเสธ ชนากานต์จึงจำต้องเดินมานั่งข้างแทนคุณตามคำสั่ง และเมื่อชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงลุกขึ้นอย่างสุภาพ ก่อนขยับเก้าอี้ให้กลับหญิงสาวร่างบางนั่งอย่างเรียบร้อย พร้อมมองด้วยแววตาอบอุ่นและแฝงความสนใจอย่างเป็นพิเศษ

คุณหญิงยิ้มบางกับภาพที่เห็นตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยแนะนำให้เด็กทั้งสองรู้จักกันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“พี่เขาชื่อแทนคุณ ส่วนแทนคุณน้องชื่อว่าพรีนนะลูก เป็นหลานสาวของป้าน้อยเขานะ”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ น้องพรีน”

แทนคุณเอ่ยพลางส่งยิ้มให้หญิงสาวข้างกาย น้ำเสียงสุภาพและแววตาเป็นมิตรที่มอบให้ดูจะมีน้ำหนักมากกว่าปกติ ชนากานต์ตอบเบา ๆ พร้อมยิ้มตอบกลับอย่างสุภาพเช่นเดียวกัน แม้จะยังมีความเก้อเขินซ่อนอยู่ในท่าที

“เช่นกันค่ะ”

ทั้งสองส่งยิ้มให้กันอย่างสุภาพ ทว่าภาพตรงหน้านั้นไม่อาจเล็ดลอดสายตาเฉียบคมของปภาวีที่นั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้ ดวงตาคู่สวยแม้จะไร้แววอารมณ์ แต่กลับแฝงพายุเงียบที่กำลังหมุนวนอยู่ข้างในจนแทบจะทะลักออกมา

สายตาเย็นยะเยือกจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของคนทั้งคู่ แม้ใบหน้ายังคงเรียบนิ่ง แต่แววตากลับบ่งบอกเด่นชัดถึงความไม่พอใจที่สุมอยู่ในอก ราวกับพร้อมจะปัดรอยยิ้มนั้นให้หายไปในพริบตา

“นี่มันเป็นโต๊ะทานข้าว...สำรวมกิริยามารยาทสักหน่อยก็ดีนะ”เสียงเรียบขรึมของปภาวีดังขึ้นกลางความเงียบ ถ้อยคำนั้นแม้ไม่ดังมาก แต่ก็ชัดเจนพอจะทำให้ทุกคนบนโต๊ะชะงักไปชั่วขณะ

คุณหญิงปรายตามองลูกสาวด้วยแววตานิ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เพื่อกลบเกลื่อนบรรยากาศที่เริ่มตึงเครียดและไม่ต้องให้สถานการณ์ลุกลามไปมากกว่านี้

“เอาล่ะ ทานข้าวกันได้แล้ว เดี๋ยวจะเย็นซะหมด”

สิ้นเสียงคุณหญิงรุจิรา ทุกคนจึงเริ่มลงมือทานอาหารกันอย่างเงียบ ๆ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับมานิ่งสงบ แม้จะไม่ชวนคึกคักนัก แต่ก็ไม่ถึงกับอึดอัดเท่าเดิม

ไม่นาน แทนคุณก็เอื้อมมือไปตักอาหารจากจานตรงกลางอย่างใจเย็น ก่อนจะคีบใส่จานของหญิงสาวข้างตัวอย่างสุภาพนุ่มนวล

“ลองชิมจานนี้ดูสิครับน้องพรีน พี่ว่ารสชาติดีเลยนะครับ”

ชนากานต์ชะงักเล็กน้อย ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะทำอะไรแบบนี้ต่อหน้าทุกคน เธอกะพริบตาถี่ ๆ อย่างพยายามตั้งหลัก ก่อนจะส่งยิ้มและเอ่ยขอบคุณแบบเก้ ๆ กัง ๆ

“เอ่อ...ขะ ขอบคุณค่ะ คุณแทนคุณ”

“คนกันเอง เรียกว่าพี่แทนเฉย ๆ ก็ได้ครับ”พูดพร้อมหัวเราะเบา ๆ อย่างเป็นกันเอง

“คะ...ค่ะพี่แทน”เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อยเพราะทำตัวไม่ถูกนักเมื่อเจอเข้ากับสถานการณ์แบบนี้ ทั้งอึดอัด กระอักกระอ่วนจนแทบจะหายใจไม่ออก และในขณะที่เธอกำลังจะตักข้าวเข้าปากดวงตาเจ้ากรรมก็ดันเผลอไล่มองไปยังคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่รู้ตัว

ทันทีที่สายตาเธอประสานเข้ากับดวงตาคมกริบของผู้หญิงใจร้ายตรงหน้า ทว่าก็ต้องเบือนหน้ากลับแทบในทันที เพราะสายตาคู่นั้นทั้งนิ่งเรียบ ดุดัน และเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่มองเพียงครั้งเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังไม่พอใจ

...และในขณะที่ความเงียบเริ่มครอบคลุมบรรยากาศไว้ด้วยความอึดอัด เสียงช้อนส้อมกระทบกับจานก็ดังขัดจังหวะอย่างแรงจนทุกคนที่นั่งอยู่ถึงกับสะดุ้งตกใจ

ก่อนจะตามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองที่แทรกแรงอารมณ์ไว้ชัดเจน

“ขอตัวนะคะ พอดีว่าทานไม่ลง”

“เดี๋ยวสิภัค อย่าเสียมารยาทแบบนี้”

“ก็ใครมันจะไปมารยาทดี...เหมือนคนบางคนกันละคะ”ปรายตามองไปทางแทนคุณด้วยสายตาเย็นยะเยือก ก่อนหันกลับมาทางมารดา แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “เห็นแล้วรำคาญลูกตา”

พูดจบ หญิงสาวเจ้าของส่วนสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตรก็ยืดตัวลุกขึ้นเต็มความสูง ก่อนหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง

ชนากานต์ที่เห็นดังนั้นก็ขยับตัวอย่างลนลานและเตรียมจะลุกขึ้นตามไปด้วยสีหน้าร้อนรน แต่ทว่ายังไม่ทันจะลุกพ้นเก้าอี้ เสียงทรงอำนาจของคุณหญิงก็ดังขึ้นขัดไว้เสียก่อน

“ไม่ต้องตามไปหนูพรีน”

หญิงสาวชะงักนิ่ง หันไปแผ่นหลังของอีกฝ่ายไปจนลับสายตาด้วยแววตาที่เป็นกังวล ใจหนึ่งก็อยากตามออกไป แต่ในขณะที่อีกใจก็ไม่อาจขัดคำผู้ใหญ่ตรงหน้า

คุณหญิงรุจิรามองเด็กสาวด้วยสายตาสงบนิ่งก่อนจะผ่อนลมหายใจออกเบา ๆ

“ทานข้าวกันต่อดีกว่านะ แล้วจะเย็นซะหมด”

เพียงไม่นานหลังจากมื้ออาหารอันแสนอึดอัดสิ้นสุดลง ความเงียบก็ยังคงเกาะกุมอยู่รอบโต๊ะอย่างเหนียวแน่น แม้จะไม่มีใครพูดอะไรออกมา ทว่าบรรยากาศกลับหนักอึ้งราวกับมีบางสิ่งที่คั่งค้างอยู่ในใจของทุกคน โดยเฉพาะชนากานต์

แม้พยายามจะกินให้หมดตามมารยาท แต่รสชาติของอาหารที่เคยโปรดกลับจืดชืดไปถนัด เธอรู้ดีว่ามันไม่ใช่เพราะรสมือที่เปลี่ยนไป แต่เป็นเพราะเหตุการณ์เมื่อครู่ที่ยังติดอยู่ในหัวไม่จางหายต่างหาก

ในขณะที่ทุกอย่างกำลังตกอยู่ในความเงียบนั้น เสียงขยับเก้าอี้ดังขึ้น แทนคุณลุกขึ้นยืนก่อนจะหันไปพูดกับเจ้าของบ้านด้วยน้ำเสียงนอบน้อมเช่นเคย

“ผมขอตัวกลับก่อนนะครับคุณป้า ไว้โอกาสหน้าผมจะแวะมาหาใหม่ครับ”

คุณหญิงปรายตามองเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ได้เลยจ้ะ บ้านนี้ยินดีต้อนรับ มืด ๆ ค่ำ ๆ ขับรถระมัดระวังด้วยนะแทน”

“ครับป้า พี่กลับก่อนนะครับน้องพรีน” ชนากานต์เงยหน้าขึ้นสบตาเขาเพียงชั่ววินาที ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มบางอย่างมีมารยาท

“ค่ะ ขับรถดี ๆ นะคะ”

แทนคุณพยักหน้ารับเบา ๆ แล้วจึงหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงคุณหญิงรุจิรา ชนากานต์ และน้อยสามคนที่ยังคงอยู่ภายในห้องอาหารท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบเชียบจนน่าอึดอัด

ชนากานต์เม้มริมฝีปากแน่นเล็กน้อย ก่อนจะหันไปสบตากับคุณหญิง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาราวกระซิบ

“เอ่อ...พรีนขอตัวนะคะคุณหญิง”

คุณหญิงพยักหน้าเป็นการอนุญาต หญิงสาวจึงค่อย ๆ ลุกจากเก้าอี้เดินออกไปอย่างเงียบงัน ท่ามกลางความเงียบที่ยังคงปกคลุมทั่วทั้งห้อง

น้อยมองตามหลานสาวด้วยสีหน้าเป็นกังวล ก่อนจะขยับตัวคล้ายจะเดินตามออกไป แต่ทว่าเสียงของคุณหญิงรุจิราก็เอ่ยขัดไว้เสียก่อน

“ยังไม่ต้องตามไปน้อย ปล่อยให้เด็กเขาได้อยู่กับความรู้สึกของตัวเองบ้าง”

“แต่ว่า...”

“เชื่อฉันเถอะน่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นเดี๋ยวฉันรับผิดชอบเอง”

“ค่ะ...คุณหญิง”

21:00 นาฬิกา

แสงไฟจากตัวบ้านส่องกระทบผิวน้ำในสระจนเป็นประกายวูบไหวเล็ก ๆ ประจวบกับสายลมเย็นในยามค่ำคืนที่พัดผ่านเข้ามาทำให้บรรยากาศโดยรอบดูเงียบสงบ

...แต่ทว่าความเงียบสงบของบรรยากาศนั้นช่างตรงข้ามกับใจของคนที่นั่งอยู่ริมขอบสระอย่างสิ้นเชิง

ประภาวีนั่งเอนงหลังพิงกับพนักเก้าอี้ไม้ โดยที่ในมือถือแก้วไวน์ที่ด้านในบรรจุน้ำสีอำพัน ดวงตาคมทอดมองผิวน้ำตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง เมื่อนึกถึงใบหน้าและภาพรอยยิ้มของชนากานต์ที่มอบให้กับชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์อย่างแทนคุณ

“ขอบคุณค่ะพี่แทนคุณ น่าหมั่นไส้ชะมัด!”พึมพำกับตัวเองอย่างหงุดหงิดพลางสูดลมหายใจแรงแล้วปล่อยออกพยายามระงับความคิดและอารมณ์ที่ฟุ้งซ่าน ก่อนจะยกแก้วไวน์ในมือขึ้นกระดกพรวดลงลำคอรวดเดียวจนหมด

แต่ทว่ารสขม กลับไม่อาจกลบความหงุดหงิดในใจได้เลยสักนิด ภาพของผู้หญิงคนนั้นยังคงฉายชัดในหัว ไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไปง่าย ๆ

ทั้งที่ความเป็นจริงเธอควรจะดีใจเสียด้วยซ้ำที่อีกฝ่ายเริ่มมีคนเข้ามาในชีวิต แต่ทำไมกลับกลายเป็นว่าหัวใจของตัวเธอเองมากกว่าที่กลับรู้สึกตรงกันข้าม

ก่อนหน้านี้เธอก็ไม่ได้รู้สึกชอบผู้หญิงคนนั้นสักเท่าไหร่นัก แต่ก็หาเหตุผลที่แน่ชัดมารองไม่ได้เลยว่าทำไมจึงทำให้เธอรู้สึกแบบนั้น หากจะรู้ ก็รู้เพียงแค่ว่าเวลาที่ได้พบหน้า ได้สบตาหรือได้อยู่ใกล้ ๆ มันก็พาให้หัวใจอึดอัดขึ้นมายังไงชอบกล

แล้วนี่มันเป็นเพราะอะไรกัน...แค่เพียงได้เห็นหล่อนใกล้ชิดสนิทสนมกับคนอื่น เธอถึงรู้สึกกระวนกระวายได้มากขนาดนี้ มันรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังจะถูกแย่งไปของรักบางอยากไปอย่างไม่เต็มใจ

...ทั้งที่จริง เธอไม่ควรจะรู้สึกแบบนี้เลยด้วยซ้ำ

และในขณะที่ปภาวีกำลังว้าวุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองอยู่นั้น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เธอได้ยินแต่แน่นอนว่าเธอไม่ได้หันกลับไปมอง นั่นก็เป็นเพราะว่าเธอรู้ดีว่าเสียงฝีเท้านั้นเป็นของใคร

ปภาวีหลุบตามองผิวน้ำในสระที่นิ่งสนิท ราวกับมันกำลังสะท้อนความวุ่นวายทั้งหมดอยู่ในใจของเธอตอนนี้ ไม่ได้เอ่ยปากไล่ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากต้อนรับเช่นเดียวกัน

“ฉัน...ขอนั่งด้วยคนได้ไหมคะ”เสียงของเธอเบา ราวกับกลืนหายไปกับสายลมแต่ก็ยังชัดเจนพอจะทำให้คนที่นั่งอยู่ก่อนนั้นหันมามองนิ่ง ๆ

ไม่มีคำพูด ไม่มีคำอนุญาต มีเพียงแค่แววตาที่ประสานกันชั่วครู่หนึ่งก่อนที่ปภาวีจะหันหน้ากลับไปยังทิศเดิม ราวกับหญิงสาวร่างบางนั้นเป็นเพียงแค่อากาศ

ด้านชนากานต์ที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธ เธอก็สูดลมหายใจลึกเพื่อเสริมความมั่นใจ แล้วค่อย ๆ ทรุดตัวนั่งลงข้าง ๆ อีกฝ่ายโดยเว้นระยะห่างไว้อย่างรู้กาลเทศะ

“คุณหนู...มานั่งทำอะไรตรงนี้เหรอคะ”

ปภาวีหันขวับมามองช้า ๆ แววตานิ่งเสียจนยากจะคาดเดาความคิด เธอไม่เอ่ยตอบคำถามนั้น ริมฝีปากบางยังคงแตะอยู่กับขอบแก้วไวน์ราคาแพง ก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยงอีกครั้ง

ทันทีที่วางแก้วลง น้ำเสียงเย็นเฉียบก็ตามมา แทรกผ่านริมฝีปากของนางพญาอย่างไร้เยื่อใย

“ตามมาทำไม”

คำถามนั้นทำให้ชนากานต์นิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ตอบออกมาอย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่น

“ก็...ฉันเป็นห่วงคุณ”

คำตอบที่ดูแสนธรรมดากลับทำให้ปภาวีชะงักไปชั่วขณะ แววตาคมเบิกขึ้นเล็กน้อยคล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน เธอไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้ จากผู้หญิงที่เธอเคยทำร้ายจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เพียงเสี้ยววินาที ตาคมสีรัตติกาลเบี่ยงหลบอย่างไม่ตั้งใจ เหมือนกลัวว่าความรู้สึกบางอย่างจะเผลอไหลผ่านดวงตาไป เธอรีบตั้งท่า กลับสู่โหมดเย็นชาเช่นเดิม ราวกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่ไม่มีผลอะไรกับใจเธอเลยแม้แต่น้อย

“เหอะ! เป็นห่วงฉัน... เป็นห่วงทำไม?”

เสียงเย้ยหยันแทรกขึ้นแทนคำขอบคุณ ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีแม้แต่ความยินดีในน้ำเสียง

“ก็คุณหนูยังไม่ได้ทานข้าวสักคำเลยนี่คะ ฉันก็เลย...”

“ฉันจะกินหรือไม่กิน มันก็เรื่องของฉัน ไม่ใช่เรื่องของเธอ!”

ปภาวีวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะอย่างแรง เสียงกระแทกดังกึกพร้อมท่าทางเย็นชาและเย่อหยิ่ง ทำให้ชนากานต์สะดุ้งเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้น...หญิงสาวก็ยังนั่งนิ่งไม่ไหวติง

ก่อนที่ถ้อยคำดูแคลนอีกระลอกจากปากนางพญาจะฟาดซ้ำลงมาอย่างไม่ปรานี

“อ้อ! แล้วที่ออกมาวุ่นวายกับฉันได้แบบนี้ ก็เพราะว่าแทนคุณคงจะกลับไปแล้วสินะ...ไปทำอีท่าไหนมาล่ะ ผู้ชายถึงได้แจ้นมาหาถึงที่บ้าน?”

ถ้อยคำเชือดเฉือนเสมือนมีดคมกริบ กรีดลึกลงกลางใจผู้ฟังอย่างไร้ความ... น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูแคลน ปราศจากแม้แต่เศษเสี้ยวของความเห็นใจหรือสำนึกใด ๆ

“ฉันไม่เคยรู้จักพี่แทนคุณมาก่อน แล้วฉันก็ไม่เคยทำอะไรต่ำ ๆ อย่างที่คุณหนูคิดด้วย...”

ชนากานต์น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย แต่ยังคงพยายามอธิบายเพื่อให้อีกฝ่ายได้เข้าใจ ทว่ายังไม่ทันได้พูดจบดี เสียงหัวเราะแค่นเย้ยหยันของปภาวีก็ดังกลบขึ้นมาเสียก่อน

"เหอะ! แต่งตัวล่อเสือล่อตะเข้ บางจนเห็นไปถึงไหนต่อไหน นี่ถ้าอยู่กันสองต่อสองก็คงจะพากัน..."

เพี้ยะ!!

เสียงฝ่ามือกระทบผิวหน้าดังขึ้นทั่วบริเวณ ชนากานต์ตบเข้าเต็มแรงโดยไม่ทันยั้งมือ ใบหน้าของปภาวีสะบัดไปตามแรง ก่อนจะหันกลับมาช้า ๆ สายตาคมกริบจ้องเขม็ง ก่อนร่องรอยแดงฉาดปรากฏชัดบนแก้ม

"คุณจะว่าฉันยังไงก็ได้ แต่อย่ามาดูถูกศักดิ์ศรีของฉัน ฉันไม่ใช่ผู้หญิงใจง่ายที่จะนอนกับใครต่อใครไปทั่ว"

“ยอมให้ผู้ชายจับมือถือแขน แต่บอกตัวเองไม่ใช่ผู้หญิงใจง่าย อย่ามาทำเป็นพูดให้ตัวเองดูสูงส่งนักเลยยัยขี้ข้า...มันทุเรศ!”

น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเต็มไปด้วยการเหยียบย่ำ ราวกับเจตนาจะฉีกศักดิ์ศรีของอีกฝ่ายให้ขาดไม่มีชิ้นดี คำพูดของปภาวีเยียบเย็นและเหี้ยมเกินกว่าจะเรียกว่าแค่ใจร้าย

ทุกถ้อยคำล้วนไร้ความเมตตา ไร้ซึ่งความสำนึก และไม่หลงเหลือแม้แต่เงาของความอ่อนโยน มีเพียงถ้อยคำที่เปล่งออกมาด้วยเจตนาจะทำลาย…บดขยี้ทุกอย่างในตัวชนากานต์ให้แหลกสลายอยู่แทบเท้า

พูดจบ ปภาวีก็กระแทกมือเข้ากับขอบโต๊ะหมายจะลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นอย่างที่เธอตั้งใจ ขาเรียวสั่นเล็กน้อยเพราะฤทธิ์ไวน์ที่กรอกเข้าปากเป็นระยะโดยไม่เว้น โลกตรงหน้าหมุนวูบ ก่อนที่ร่างสูงจะเซเสียหลัก พุ่งถลาไปทางด้านข้างอย่างไม่ทันตั้งตัว

ชนากานต์ที่เห็นดังนั้นจึงคว้าเข้าที่แขนของอีกฝ่ายโดยสัญชาตญาณ แม้จะเพิ่งถูกตวาดใส่อย่างเจ็บแสบเมื่อครู่ แต่เธอก็ยังยื่นมือออกไปช่วย…เพราะต่อให้ถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความห่วงใยในใจกลับไม่เคยลดลงเลยแม้แต่นิดเดียว

"คุณไหวไหม"

แต่แทนที่จะรับความห่วงใยนั้นไว้ ปภาวีกลับสะบัดตัวออกอย่างแรง แม้จะยังทรงตัวไม่ถนัด ใบหน้าขาวแดงเรื่อเพราะแอลกอฮอล์ แต่ทว่าดวงตากลับแข็งกร้าวเต็มไปด้วยแรงโกรธ

"อย่าเอามือสกปรกของเธอมาโดนตัวฉัน มันน่าขยะแขยง…หลีกไป!"

"อะ...โอ๊ย!"

แรงสะบัดทำให้ชนากานต์เซถลาไปอีกทางอย่างไม่ทันตั้งตัว โชคดีที่คุณหญิงรุจิราซึ่งยืนมองอยู่ก่อนหน้านี้ พุ่งเข้ามารับไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่ร่างบางจะล้มลงกับพื้น

"หนูพรีน! เจ็บไหมลูก”

“สำออย!”

ปภาวีปรายตามองแม่ของตนที่โผเข้าไปหาผู้หญิงคนนั้นด้วยแววตาเหยียดเย้ย ก่อนจะหมุนตัวสะบัดอย่างไม่แยแส เดินจ้ำกลับเข้าบ้านราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

“กลับมาเดี๋ยวนี้นะยัยภัค! ยัยภัค!”

เสียงเรียกของคุณหญิงรุจิราดังขึ้นพร้อมกับก้าวฉับหมายจะตามลูกสาวไป ทว่าเพียงเท้าแตะเฉลียงหินที่ทอดยาวขนานตัวบ้านริมสระน้ำ ข้อมือของเธอก็ถูกมือเรียวของชนากานต์คว้าไว้แน่น

แรงคว้านั้นไม่รุนแรงมาก...แต่แน่วแน่พอที่จะหยุดการก้าวเดินของคุณหญิงได้

"พะ...พรีนไม่เป็นอะไรค่ะคุณหญิง ปล่อยคุณหนูไปเถอะนะคะ"

"ไม่ได้หนูพรีน ยัยภัคชักจะเอาใหญ่เข้าไปทุกที ฉันปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แล้ว"

"คุณหญิงอย่าทำอะไรคุณหนูเลยนะคะ พรีนขอร้อง...ฮึก ๆ"

น้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอในดวงตาทำให้หญิงสูงวัยชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งสงสัย ทั้งไม่เข้าใจ...ว่าทำไมถึงยังปกป้อง ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม

แต่เมื่อสบเข้ากับแววตาที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่และจริงใจ คุณหญิงก็ไม่อาจฝืนความปรารถนาของเด็กสาวได้ลง

"ก็ได้...ครั้งนี้ฉันจะปล่อยไปก่อน

“ขะ...ขอบคุณค่ะคุณหญิง”เสียงที่แผ่วเบาและสั่นเครือ คล้ายกับลมหายใจที่ปล่อยออกมาพร้อมกับความรู้สึกผิดปะปนอยู่ในน้ำเสียงนั้น แววตาหลบต่ำลงเล็กน้อยอย่างเกรงใจและขอบคุณในเวลาเดียวกัน

คุณหญิงรุจิราถอนหายใจเบา ๆ ก่อนอื่นต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าเดิม

“ถ้างั้นหนูพรีนไปพักผ่อนก่อนเถอะ นี่ก็ดึกมากแล้ว แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน"

ชนากานต์พยักหน้าเป็นอันว่าเข้าใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป เสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืดของบ้าน

คุณหญิงมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง ทั้งสงสาร ทั้งเข้าใจ และบางครั้งก็มีก้อนความเจ็บปวดที่ไม่อาจพูดออกมาได้

เมื่อชนากานต์หายลับไปหลังบานประตู คุณหญิงเองก็หันหลังเดินเข้าบ้านอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดของค่ำคืนที่ปกคลุมทุกอย่าง

ในอีกฟากหนึ่งของบ้าน ปภาวีก้าวเข้ามาในห้องนอนด้วยอารมณ์ที่ยังคงคุกรุ่นจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ก่อนที่จะเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียงอย่างแรงคล้ายต้องการระบายบางอย่างออกไปผ่านการกระทำ

คิ้วเรียวขมวดแน่น ใบหน้าแดงเรื่อเพราะฤทธิ์ของไวน์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกาย ดวงตาฉายแววขุ่นเคืองราวกับอารมณ์นั้นไม่มีทีท่าจะจางลงง่าย ๆ

แต่แล้ว...

ความเงียบในห้องกลับทำหน้าที่ได้ดีกว่าที่ควรจะเป็น มันค่อย ๆ ฉุดให้บางอย่างไหลย้อนกลับมาอย่างเงียบงัน

“ก็ฉันเป็นห่วงคุณ...”

“คุณยังไม่ได้ทานข้าวสักคำเลยนี่คะ...”

“คุณไหวไหม...”

เสียงเหล่านั้นผุดขึ้นมาในห้วงความคิดท่ามกลางอารมณ์ที่ยังปั่นป่วน หัวใจของเธอเหมือนสะดุดนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับเงาสะท้อนของผู้หญิงอีกคนค่อย ๆ แทรกเข้ามาในความคิด ทั้งน้ำเสียง แววตา และความห่วงใยที่อีกฝ่ายมอบให้โดยไม่มีข้อแม้

และมันก็ทำให้เธอรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง...บางอย่างที่คล้ายจะเป็นความผิดหวังในตัวเอง

...หรือบางที อาจเป็นแค่ความรู้สึกผิดจนก่อให้เกิดคำถามภายในใจ

คำพูดที่เธอเอ่ยออกไปก่อนหน้านั้น...มันอาจรุนแรงเกินไป ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายแค่เป็นห่วง แต่เธอกลับปัดมันทิ้งอย่างเย็นชา

ริมฝีปากเม้มแน่น ดวงตาคู่คมหรี่ลงเล็กน้อย ขณะที่ทอดมองไปยังความมืดเบื้องหน้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ

ไม่สิ...เธอไม่มีเหตุผลต้องรู้สึกผิด

ทุกอย่างที่ทำลงไปมันถูกต้องที่สุดแล้วและผู้หญิงคนนั้น...ไม่ควรเข้ามามีผลกับหัวใจของเธอ เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงส่ายหน้าแรง ๆ พยายามสลัดความคิดไร้สาระที่ยังหลงเหลือออกไปจากหัว

ก่อนที่จะลุกขึ้น คว้าผ้าเช็ดตัวจากปลายเตียงเดินตรงเข้าห้องน้ำไปอย่างเงียบงันทิ้งไว้เพียงความเงียบที่ค่อย ๆ ปกคลุมห้อง…ราวกับไม่เคยมีความลังเลใด ๆ เกิดขึ้นเลยก่อนหน้านี้

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 20

    19:15 น.ณ โรงพยาบาลหลังจากขับรถออกมาจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ปภาวีใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมสติขับรถมุ่งหน้ามายังจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่มีใครบางคนนอนพักรักษาตัวอยู่แต่กว่าจะมาถึง ท้องฟ้า ณ ตอนนี้ก็ได้ถูกม่านรัตติกาลสีเทาเข้มกลืนกินไปเกือบหมด เหลือเพียงไฟถนนที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดวงสะท้อนผิวถนนเป็นเงาวาว เธอดับเครื่องยนต์แล้วนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยครู่หนึ่งอย่างชั่งใจว่าควรขึ้นไปดีหรือไม่สุดท้ายการกระทำก็ทำงานไวกว่าความคิด มือเรียวเอื่อมหยิบช่อดอกทิวลิปสีชมพูอ่อนบนเบาะข้างคนขับขึ้นมาถือไว้แนบอกแล้วจึงเปิดประตูลงจากรถเข้าไปภายในอาคาร แสงไฟสีอุ่นจากโคมระย้าตามทางเดินได้สาดสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องขัดเงาเงาร่างของเธอเคลื่อนไปพร้อมจังหวะก้าวที่เงียบงัน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ความว่างเปล่าของโรงพยาบาลยามค่ำยิ่งเด่นชัดเมื่อมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะยกมือแตะลูกบิดแล้วค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปอย่างเบามือภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอและแสงจากโคมข้างเตียงที่ส่องลงมาบ

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 19

    ภาสกรถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกตามออกไปแทบจะทันที ใจเต้นโครมครามอย่างไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างปภาวีเดินฉับ ๆ เข้าไปโดยไม่สนใจสายตาของใครในร้าน เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังกังวานตัดกับบรรยากาศเงียบสงบของร้านอาหารแค่ไม่กี่ก้าว เธอก็ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของโต๊ะที่มีชายหนุ่มและหญิงสาวอีกคนกำลังนั่งอยู่ ดวงตาคมเฉียบของเธอจ้องไปที่ณัฐนนท์ราวกับพร้อมจะเฉือนคำถามออกจากใจตรงนั้น“บังเอิญจังเลยนะ ไม่คิดว่าจะได้เจอนายที่นี่อีก”เสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยแรงกดดันทำให้ชายหนุ่มชะงัก เงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียง พร้อมรอยยิ้มฝืด ๆ ที่แวบขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหายวับไปหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาก็ชะงักไปเช่นกัน ดวงตากวาดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะขยับตัวนั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อยและยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรออกมา ภาสกรก็โผล่พรวดเข้ามาทันที ก่อนจะยกมือแตะหลังเพื่อนสาวเบา ๆ พลางกระซิบเสียงเบา“ใจเย็นก่อนไอ้ภัค มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกันดิวะ”“เช้าไปเยี่ยมผู้หญิงอีกคน กลางวันอยู่กับผู้หญิงอีกคน นายทำแบบนี้กับพรีนได้ยังไงห๊ะ!”คำพูดที่เปล่งออกมาชัดถ้อยชัดคำของปภาวีดัง

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 18

    ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสิบหาของบริษัท แอคซิส ไพรม์ สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านกระจกบานสูงรอบด้าน บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยพลังของการตัดสินใจครั้งสำคัญภาพสไลด์สุดท้ายของพรีเซนเทชันจบลงพร้อมเสียงคลิกเบา ๆ จากแท็บเล็ตในมือหญิงสาวเจ้าของบริษัทปภาวี เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสงบ แววตายังนิ่งและเฉียบขาดตามแบบฉบับของผู้บริหารหญิงที่หลายคนยกให้เป็น ‘นักเจรจาหัวเหล็ก’ แห่งวงการอสังหาฯ“...และนั่นคือโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด รวมถึงประมาณการผลตอบแทนในไตรมาสแรกหลังเปิดโครงการค่ะ”เธอกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงมั่นคงชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะวางแฟ้มลงบนโต๊ะ“ผมเข้าใจแล้วว่าทำไม ‘แอคซิส ไพรม์’ ถึงเติบโตเร็วขนาดนี้ในเวลาไม่กี่ปี”ธนัช CEO จากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ อีกแห่งกล่าวพลางมองเธออย่างพินิจปภาวีเพียงยิ้มนิด ๆ ไม่อธิบายใดให้เกินความจำเป็น“ข้อเสนอของคุณน่าสนใจครับ โดยเฉพาะการดึงระบบ Eco Smart Living เข้ามาเป็นจุดขายในโครงการใหม่ ผมจะนำกลับไปเสนอบอร์ดของเราอีกครั้ง”“ตามที่แจ้งในตอนแรกค่ะ หากคุณตกลงร่วมลงทุน ฉันต้องได้สิทธิ์ในการควบคุมฝ่ายปฏิบัติการแล

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 17

    ราวสองชั่วโมงนับจากที่ปภาวีออกไป เสียงเคาะประตูสีขาวดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของใครบางคนสนทนากับพยาบาล ทำให้เปลือกตาของคนป่วยที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ“ห้องนี้ค่ะ”“ขอบคุณครับ” เสียงตอบรับอย่างสุภาพดังขึ้นจากชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เสียงนั้นคุ้นหูจนชนากานต์ขยับตัวเล็กน้อย แล้วเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง“ณัฐ”ณัฐ หรือ ณัฐนนท์ หนุ่มเหนือวัยยี่สิบปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพูแบบคนที่เติบโตบนพื้นที่สูง ใบหน้าคมแต่ดูสุภาพ ดวงตาเรียบนิ่งแฝงความใจดี เส้นผมดำขลับตัดสั้นสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มอ่อนโยนทำให้เขาดูน่าไว้ใจตั้งแต่แรกเห็นชายหนุ่มในชุดนักศึกษาหันมาทางเตียงทันที รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าทันใดเมื่อเห็นว่าเธอรู้สึกตัวแล้ว“ณัฐเอง พรีนเป็นยังไงบ้าง” เขากล่าวเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้พยาบาลสาวที่พาเขาเข้ามายิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะขอตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ในห้องกันตามลำพัง“เป็นไง ดีขึ้นบ้างหรือยัง” ลูกนัทเอ่ยถาม พลางหย่อนตัวนั่งลงข้างเตียง“อืม ดีขึ้นบ้างแล้ว แล้วนััทรู้ได้ไงว่าเราอยู่ที่นี่”“ป้าน้อยบอก”“ป้าน้อย?”เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย“ใช่ พอดีนัทเห็นพรีนไม

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 16

    ห้องพักผู้ป่วยพิเศษชั้นห้าถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย พื้นที่ภายในกว้างขวางแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน โซนเตียงผู้ป่วยติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน แยกจากพื้นที่พักของญาติซึ่งมีโซฟา เตียงเสริม และห้องน้ำส่วนตัว แสงไฟสีขาวนวลให้ความรู้สึกอบอุ่น ม่านสีครีมถูกรูดเปิดครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นกระจกใสบานใหญ่จากพื้นจรดเพดาน มองออกไปเห็นวิวเมืองยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจนปภาวีก้าวเข้ามาช้า ๆ พร้อมเสียงประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา สายตาเหลือบไปเห็นร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง หัวใจก็พลันกระตุกเบา ๆ อย่างห้ามไม่ได้ชนากานต์นอนนิ่ง ใบหน้าซีดเผือดจนเห็นเส้นเลือดฝาด สายน้ำเกลือไหลหยดเป็นจังหวะอยู่ข้างแขนข้างหนึ่งที่วางแนบลำตัว ผ้าห่มผืนบางคลุมร่างไว้เพียงครึ่งหน้าอก ขณะที่เปลือกตาปิดสนิทและลมหายใจสม่ำเสมออย่างคนหมดเรี่ยวแรงปภาวียืนนิ่งอยู่ปลายเตียงอยู่ครู่หนึ่ง จ้องมองคนป่วยอย่างไม่อาจละสายตา ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างในกลับคล้ายจะทะลักออกมาเสียให้ได้ ทั้งห่วง ทั้งโกรธ ทั้งหวั่นไหว สารพัดอารมณ์ตีกันยุ่งไปหมดในหัวของเธอตอนนี้บอกตามตรงเลยว่าไม่ได้คิดเรื่องค่ารักษา ไม่ใช่เรื่องของแทนคุณและไม่ใช่แม้แต่เรื่องที่ผู้เป็

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 15

    คำพูดเพียงไม่กี่คำกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงฉับพลัน ชนากานต์เบิกตากว้างอย่างตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งร่าง เพราะไม่คิดมาก่อนเลยว่าปภาวีจะกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมาและยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดโต้ตอบหรือแม้แต่ตั้งสติคนร่างสูงก็ออกแรงกระชากข้อมือของเธออีกครั้ง แล้วลากตรงไปยังโรงจอดรถของบ้าน ฝีเท้าของปภาวีเต็มไปด้วยความเร่งรีบและเด็ดขาด จนร่างบางแทบตั้งตัวไม่ทันเมื่อถึงตัวรถ คนโตกว่ารีบเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ แล้วออกแรงดันให้ชนากานต์ขึ้นไปนั่งบนเบาะโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านใด ๆ“คุณจะพาฉันไปไหนคะ ปล่อยนะ!”“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้! ถ้าเธอยังขัดคำสั่งฉันอีก ฉันไม่ทำแค่ขู่แน่” บ้าอำนาจที่สุด นี่คือคำที่พูดออกจากหัวของเธอประโยคสุดท้ายหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มอย่างเย็นชา ก่อนที่ประตูรถจะถูกปิดใส่หน้าเธออย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ปัง ราวกับเป็นการตัดบทสนทนาไปโดยปริยาย ปภาวีเดินอ้อมมานั่งฝั่งคนขับ ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเหยียบคันเร่งขับออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะฟังคำคัดค้านจากคนด้านข้างเลยสักนิดด้านชนากานต์ที่นั่งตัวแข็งอยู่บนเบาะข้างก็ทำได้เพียงพิงพนักอย่างจำนน หัวใจเต้นแรงเพราะความตื่นกลัว แม

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 14

    คฤหาสน์หลังใหญ่คุณหญิงรุจิราในชุดผ้าไหมสีอ่อนนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายพนักพิงสูงตรงมุมห้องรับแขก ท่าทางของเธอยังคงสุขุมและเปี่ยมด้วยบารมีไม่เสื่อมคลาย มือหนึ่งประคองถ้วยชาหรู ส่วนอีกมือกางหนังสือพิมพ์อ่านข่าวเช้าอย่างตั้งอกตั้งใจก่อนเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากบันไดด้านใน ปภาวีปรากฏตัวในชุดลำลองเรียบง

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 13

    เวลา 23:50 น.ก๊อก ๆ ๆเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามจังหวะติดกัน เรียกให้คนด้านในที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียงสะดุ้งตัวตื่นขึ้น ก่อนจะรีบลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู และทันทีที่บานประตูถูกแง้มออก ก็เผยให้เห็นใบหน้าของใครบางคนที่เจ้าของห้องไม่คิดว่าจะได้เห็นในเวลานี้“คุณหนู!!”“ใช่ ฉันเอง”“คุณหนูมาทำอะไรที่นี่คะ!

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 12

    ใช้เวลากว่าครึ่งวันกับการดับไฟในบริษัท ปภาวีกลับถึงบ้านในช่วงหัวค่ำ ร่างกายอ่อนล้าจากความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดบ่าย แต่ก็ยังดีที่ทุกอย่างจบลงได้ด้วยดีปัญหาทั้งหมดเกิดจากความเข้าใจผิดของคุณธนัช ประธานบริษัทสิงห์ศิลา ที่ไม่พอใจอย่างหนักกับการถูกยกเลิกการประชุมแบบกะทันหัน เขามองว่าเป็นการเสียมารยาทแล

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 11

    บริษัทแอคซิสไพรม์ เรียลเอสเตท จำกัดตึกสูงทันสมัยใจกลางย่านธุรกิจ ถูกประดับด้วยแผ่นกระจกสะท้อนเงาแสงแดดยามสาย พนักงานในชุดยูนิฟอร์มเรียบร้อยเดินสวนกันขวักไขว่บริเวณล็อบบี้ด้านหน้า ทว่าเมื่อเสียงส้นสูงคู่หรูของปภาวีดังกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะมั่นคง ทุกสายตาก็อดเหลียวมองตามไม่ได้เธอก้าวเดินผ่านไปโ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status