LOGIN“ป๊อบ ! ไปโรงเรียนกันเถอะ” เสียงตะโกนเรียกของเด็กหนุ่ม สวมชุดนักเรียนประถม สะพายกระเป๋า โย้ยดึงมาข้างหลัง จนร่างเล็กยืดตรง
“ป้าประภาครับ ป๊อบตื่นหรือยังครับ” เด็กหนุ่มเกาะกรงรั้วไม้ เรียกเด็กสาวอย่างไม่ลดละ “มันสายแล้วนะป๊อบ ครูอรุณทำโทษเราแน่” เด็กหนุ่มยื่นคำคล้ายเป็นคำขู่ เพื่อล่อให้เธอออกมาจากบ้าน แกร็ก ๆ ~ “หนูกานต์ไปโรงเรียนเถอะลูก ป๊อบเขาไม่ค่อยสบายน่ะ …” แม่ประภา หญิงวัยเดียวกับแม่ของเด็กหนุ่ม ด้วยรูปร่างหน้าตา รวมถึงลักษณะต่าง ๆ ที่เหมือนกับลูกสาวไม่มีผิด เปิดประตูบ้าน พร้อมส่งข่าวให้เด็กหนุ่มด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “... อีกแล้วเหรอครับป้า” “อีกแล้วจ้ะ” แม่ของเด็กสาวเม้มปากพยักหน้ารับ ด้วยสีหน้าหนักใจ “หนูกานต์ไปโรงเรียนเถอะนะ เดี๋ยวมันจะสายเอา” “งืม... ครับ” เด็กหนุ่มหันหน้ากลับมายังถนน เดินก้าวออกจากประตูรั้วกรงเหล็ก พลางหันกลับไปมองเข้าในบ้าน ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงอยู่ลึก ๆ “ที่ป๊อบไม่สบาย อาจจะเพราะเหตุการณ์เมื่อสองวันก่อนก็ได้ ...” เดิมทีเธอเองก็ไม่ค่อยสบายบ่อยเอามาก ๆ ตั้งแต่รู้จักกันครั้งแรกเมื่อตอนเข้าเรียนอนุบาลสอง เธอมาเรียนได้สองอาทิตย์ แล้วหายไปอีกสองอาทิตย์ ในตอนนั้นเด็กหนุ่มยังไม่เข้าใจในเหตุผลที่เธอหายไป คิดแต่ว่าเธอน่าจะย้ายโรงเรียนเหมือนเพื่อนคนก่อน ๆ ที่หายไปนาน ๆ จนมารู้จากปากของคุณแม่ “กานต์ลูก เวลาลูกเล่นกับหนูป๊อบ ลูกอย่าเล่นกันแรงนะ หนูป๊อบเขาไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไหร่น่ะ” “ครับแม่” จนขึ้นชั้น ป.2 เด็กสาวเริ่มมาโรงเรียนถี่ขึ้น หยุดเรียนน้อยลง หลายคนคิดว่าเธอน่าจะหายดีแล้ว แต่ก็ไม่วาย ที่เธอจะหายไปเป็นอาทิตย์อยู่เนือง ๆ แต่ก็ถือว่าน้อยกว่าก่อนหน้านี้ ที่หายไปนาน จนคิดว่าเธอย้ายโรงเรียนหนีไปแล้วซะอีก จนเวลาล่วงผ่ามา 2 ปี ในตอนนี้ที่เด็กหนุ่มมาเรียกเด็กสาวชวนไปโรงเรียน ก็นับได้ว่านี่เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ที่เด็กสาวกลับมาป่วยอีกครั้ง แต่เด็กหนุ่มก็อดสงสัยไม่ได้ ในสาเหตุของการป่วย เขายังคงพยายามไถ่ถามจากผู้เป็นแม่ เผื่อบางทีเขาอาจจะพอช่วยเธอได้บ้าง เด็กหนุ่มเดินเอื่อยเฉื่อย แกว่งไม้เรียวยาวตียอดต้นไม้ ใบหญ้า ไม่รีบไม่ร้อน เพราะถึงยังไงตอนนี้ก็สายแล้ว และตอนนี้ครูอรุณ ก็น่าจะยืนเช็ดไม้เรียวรอจนเงาวับ . . . ณ โรงเรียนวาสอุดมวิทยา หรือที่เรียกกันว่า “วาสวิทฯ” วาสวิทฯ เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษใจกลางเมือง มีตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมตอนปลาย ตึกในโรงเรียนจะแยกโซนระดับนักเรียนอย่างชัดเจน ในส่วนของน้องอนุบาลจะอยู่ห้องชั้นเดี่ยว เรียงรายกันสองหลังหน้าโรงเรียน ถัดมาจะเป็นตึกสองชั้นของน้องเล็กประถม ประถมต้นจะอยู่ชั้นหนึ่ง ส่วนพี่ประถมปลายจะขึ้นไปเรียนบนชั้นสอง ถัดไปจะเป็นตึกสี่ชั้นสี่ตึกที่เต็มไปด้วยพี่ ๆ ชั้นโต คั่นระหว่างตึกพี่ ๆ กับตึกน้องรองรับด้วยโรงจอดรถ แต่ก็ยังสามารถพูดคุย ทักทาย รวมถึงกวนโอ้ยผ่านหน้าต่างข้ามกันได้ เด็กหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องเรียน เงยหน้ามองดูป้ายเพื่อเช็กว่าไม่ได้มาผิดห้อง “ป.5/3” “ขออนุญาตครับ” เด็กหนุ่มพูดแทรกขึ้นขณะที่ครูสาวชุดลายไทยสีชมพูอ่อน กำลังสอน ครูสาวหันมองตามเสียง พยักหน้าให้เด็กหนุ่มยืนรอสักพัก “กานต์ทวี มาช้าสิบห้านาที ทั้ง ๆ ที่บ้านอยู่ข้างโรงเรียน … แต่ … กานต์ทวี อาจจะมีเหตุที่ให้ต้องมาสาย ถ้าครูจะให้เพื่อนเข้าไปนั่ง นักเรียนจะว่าอะไรไหมคะ ?” ครูอรุณผายมือมาที่เขา พร้อมยกตัวอย่างประกอบ “ได้ครับ/ค่ะ” เสียงแหลมแจ๋วของเพื่อนตอบพร้อมกัน “ไปนั่งที่ได้จ้ะ กานต์ทวี” “ขอบคุณครับ” “และในวันนี้เด็กหญิงปานใจไม่สบาย หลังเลิกเรียนใครว่างก็ไปเยี่ยมเพื่อนได้นะ” “ป๊อบไม่สบายอีกแล้วเหรอ — ประจำเลย — นึกว่าหายไปแล้วซะอีก — สงสารจังเลย …” เสียงกระซิบของเพื่อนร่วมชั้น พูดคุยกันเรื่องของเธอ “เอาล่ะนักเรียนขา อย่างที่ครูยกตัวอย่างของเด็กชายกานต์ทวีไปเมื่อครู่ นักเรียนคนไหนตอบได้ว่า ครูกำลังจะสอนเรื่องอะไร นักเรียนพอจะทราบไหมเอ่ย ?” “การให้อภัยค่ะ / ครับ” “ใช่แล้วจ้ะ การให้อภัย ” เด็กหนุ่มนั่งเหม่อลอยด้วยความซึม ที่เพื่อนสนิทไม่มาโรงเรียน ก่อนจะสลัดความรู้สึกทิ้ง เปิดหนังสือ มุ่งหน้าตั้งใจเรียน ในวันนี้เป็นอีกหนึ่งวัน ที่เด็กหนุ่มจะต้องใช้ชีวิตด้วยความเหงาและเงียบ เพราะเพื่อนสนิทไม่มา ความสนุกในโรงเรียนจึงหายไปจนหมด ได้แต่นั่งคิดว่าเมื่อไหร่จะหมดวันนี้ไป เป็นไปได้เขาอยากป่วยไปพร้อมกับเธอ จะได้ไม่ต้องมาโรงเรียน1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอที่มักจะปล่อยให้โทรศัพท์แบตเตอรี่หมดอยู่บ่อย ๆ กระนั้นแม่ก็ไม่เคยจะคุ้นชินได้เลย ใจแม่เริ่มหวิวกังวลนิด ๆ ด้วยที่สาวน้อยเริ่มที่จะเป็นสาว อะไรที่ไม่เคยได้ห่วง ก็พลันห่วงขึ้นมาอย่างผลักออกไปไม่ได้ แม่นั่งครุ่นคิดตัดสินใจอยู่สักครู่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ มุ่งไปยังบ้านของหนุ่มน้อย ที่เธอบอกว่าเธอจะรอกลับพร้อมเขา “หนูกานต์ ๆ” เสียงตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พลางเสียงกริ่งแทรกซ้อนไม่หยุด จนเจ้าของบ้านต้องรีบเดินออกมาดู“ว่าไงยัยแก้ว แกมีอะไร … ทำไมทำหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น”“หนูกานต์อยู่ในบ้านไหม ?”“อยู่ --- กำลังอาบน้ำน่ะ แกมีไร”“แล้วหนูป๊อบล่ะ” แม่ของสาวน้อยพยายามชะโงกหน้า มองหาลูกสาวในบ้านผ่านกระจกใสบ้านใหญ่“ไม่เห็นหนูป๊อบนะ” แม่หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“ก็ยัยป
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะไปแอบดูบนตึก 3 ไปข้างขนามไก่ก็ตื่นดิ”“มึงหลบดี ๆ นะ อย่าให้พี่สแตนด์ตามหามึงเจอล่ะ” เพื่อนสาวเดินแยก โบกมือไปมาสองสาวเดินแยกออกจากกัน เธอแยกเดินอ้อมไปหลังตึก 3 ส่วนเพื่อนสาวของเธอแยกไปยังสนาม เธอนั่งรอเฝ้ามองดูผู้คนที่ค่อย ๆ มายังสนามทีละคน ๆ รวมไปถึงพี่กล้าที่ก็มาซ้อมเหมือนกัน เธอได้แต่อมยิ้มเบา ๆ ความในใจที่เคยหนักอึ้ง มันได้สะสาง จากแต่ก่อนที่ไม่อยากแม้จะเห็นหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด “มันก็ไม่แย่นะ” เธอเอ่ยเบากับตัวเอง จนหนุ่มน้อยย่างเข้าสนามพร้อมกระเป๋าประจำตัว วางบนไม้หินอ่อนข้าง ๆ สายตาของเธอจ้องมองเขม็ง ราวกับเสือโหยที่จ้องจะเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมกัดกินเหยื่อนั้นในคำเดียว “ใครที่มันบังอาจมายุ่งกั
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียนเธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า“หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง”“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ”“ตอแหล ดูออก”เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว“เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี”“ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ”“โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก”สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ“ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้







