เข้าสู่ระบบกริ๊งงงงงงงงงง ~~
เสียงสัญญาณดังยาวสามครั้ง เป็นเสียงที่นักเรียนทุกคนหลงรัก บางคนเรียกมันว่า “เสียงสวรรค์” เสียงที่บ่งบอกว่า “วันหนัก ๆ ของเราหมดลงแล้ว” นักเรียนทุกคนพร้อมใจกันหยิบข้าวของยัดใส่กระเป๋า โดยไม่สนว่าตอนจัดกระเป๋าในตอนเช้า จะบรรจงใส่เข้ามาอย่างเป็นระเบียบเท่าไหร่ก็ตาม พร้อมกับเสียงเท้าจากชั้นบนกรู่เดินกรู่วิ่ง ราวกับว่าพื้นของตึกจะถล่มลงมาในสักวัน “อ่า ... กานต์ทวีอย่าลืมเอาการบ้านไปให้ปานใจด้วยนะ” “ครับครู” เด็กหนุ่มก้าวไปหยิบสมุดการบ้าน ที่วางโดดเดี่ยวอยู่บนโต๊ะครู เด็กหนุ่มมุ่งหน้าไปยังบ้านของเด็กสาว แทนที่จะกลับบ้านไปก่อน แต่เขาเลือกที่จะแวะมาหาเธอก่อน ด้วยบ้านที่อยู่ในซอยเดียวกันด้วยแล้ว การมาบ้านของเธอก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร “เข้ามาข้างในสิลูก” ป้าประภาเรียกเด็กหนุ่ม ที่ยืนส่องมองอยู่หน้ารั้วบ้าน “ผมเอาการบ้านมาให้ป๊อบน่ะครับ” เด็กหนุ่มถอดรองเท้า วางเรียงคู่อย่างเป็นระเบียบ ก่อนก้าวเข้าบ้าน “ป๊อบเขาอยู่ในห้องน่ะลูก ถ้าเล่นกันก็อย่าเล่นกันแรงนะลูก” “อย่าเล่นกันแรง” เป็นคำที่เด็กหนุ่มจำได้ขึ้นใจ ทั้งแม่ของป๊อบและแม่ของเขาเอง รวมถึงผู้ใหญ่รอบข้าง มักจะย้ำเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง จนบางทีเขาก็ไม่เข้าใจถึงเหตุผลเท่าที่ควรจะเข้าใจ เพราะพวกผู้ใหญ่มักจะเบี่ยงประเด็นหนีทุกครั้ง ที่ต้องตอบเหตุผล “ไงป๊อบ” “ไงกานต์” “เราเอาการบ้านมาให้น่ะ” “ขอบคุณกานต์มากเลยนะ” “เพื่อน ๆ ถามหาป๊อบกันใหญ่เลย” “จริงเหรอ ? พรุ่งนี้ป๊อบก็น่าจะไปเรียนได้แล้วล่ะ” “ป๊อบไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม ?” “ไม่เป็นไรแล้ว พร้อมวิ่งไล่กานต์ได้รอบหมู่บ้านเลยล่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ” “ทำเป็นเก่ง ... อย่าลืมทำการบ้านส่งล่ะ เรากลับก่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาหาใหม่” “บาย / บาย” เด็กสาวหยิบสมุดการบ้านขึ้นมาเปิดดู เพื่อที่จะดูว่าครูสั่งการบ้านอะไร “กานต์ ...” เด็กสาวมองตามหลังเด็กหนุ่ม ที่เดินออกจากประตูบ้านผ่านหน้าต่างห้องนอนชั้นสอง “ทำจนเสร็จแล้วเอามาให้เรานี่นะ” เด็กสาวเปิดดูการบ้านที่เสร็จแล้วจนครบทุกหน้า “คงใช้มือซ้ายเขียนอีกแน่เลย เริ่มจะใกล้เคียงลายมือเราไปทุกทีแล้วนะ” เด็กสาวยิ้มปริ่มหัวเราะ ที่เด็กหนุ่มพยายามลอกเลียนแบบลายมือเธอ โดยใช้มือข้างที่ไม่ถนัดเขียน เพราะลายมือเธอนั้นเข้าขั้นห่วยบรม หลังจากวันนั้น เธอก็กลับไปเรียนได้อย่างปกติ โดยมีกานต์เพื่อนรัก ที่คอยช่วยเหลือเธอทุกอย่าง จนทั้งคู่ประคองช่วยเหลือกัน จนมาถึงวันสุดท้ายของชีวิตนักเรียนประถม “กานต์จะต่อที่นี่ไหม ?” เด็กสาวที่ในมือถือไอติมแท่ง พลางเลียโคนที่ย้อยเลอะมือ “กานต์ไม่แน่ใจอะ พ่อกานต์จะได้ย้ายที่ทำงาน ไม่รู้ว่าแม่จะย้ายด้วยไหม” เด็กหนุ่มตอบกลับด้วยสีหน้าซึม ๆ “พ่อกานต์ไปไกลมากเลยเหรอ ?” “แม่บอกว่าไกลมาก ๆ และแม่ก็พูดแปลก ๆ นะ ว่าให้กานต์กอดพ่อไว้เยอะ ๆ เดี๋ยวจะไม่ได้กอดแบบนี้อีก” “พูดเหมือนจะไม่ได้เจอกันอีกเลยเนอะ” “อืม ...” “แต่ ... ไม่ว่ากานต์จะไปเรียนต่อไหน ป๊อบก็จะตามไปเรียนกับกานต์นะ ไกลแค่ไหนป๊อบก็จะไป” เด็กสาวทิ้งไอติม ที่เป็นปัญหาย้อยใส่มือไม่หยุดทิ้งไป หันมาคุยกับเด็กหนุ่มด้วยความจริงใจ “จริงเหรอ ? แต่ก็นะ เรื่องนี้กานต์ตัดสินใจเองไม่ได้หรอก” เด็กหนุ่มทำหน้าดีใจได้สักพัก ก่อนจะกลับมาซึมอีกครั้งภายในพริบตา “ป๊อบอยากอยู่กับกานต์ไปตลอด ๆ เลยนะ” เด็กสาวเช็ดมือเข้ากับเสื้อขาว กุมลงที่หลังมือของเด็กหนุ่ม “กานต์ก็เหมือนกันนะ” เด็กหนุ่มหันหน้าสบตาเธอด้วยความจริงใจ สายตาที่เด็กหนุ่มส่งมายังเด็กสาว ทำเธอเก็บอาการไม่อยู่ หัวใจของเธอเต้นรัวกว่าทุกครั้งที่เคยเป็น เต้นแรงกว่าตอนครูอรุณสุ่มตอบคำถามเสียอีก ใบหน้าขาวใสกลับกลายเป็นอมชมพูระเรื่อ ใบหูทั้งสองข้างแดงก่ำกว่าตอนกินเผ็ด ริมฝีปากสั่นชาชั่วขณะ ความรู้สึกแบบนี้สำหรับเธอ ช่างเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่เอามาก ๆ หรือความรู้สึกแบบนี้เหรอที่เขาเรียกกันว่า “ความรัก” “กานต์ !” เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้เด็กหนุ่ม “กานต์ว่าเราน่ารักป้ะ” เธออมยิ้มกริ่ม พร้อมทำหน้าแบ๊ว “เอิ่ม ... ป๊อ ...บ น่ารักเสมอนะ สำหรับเรา” เด็กหนุ่มตอบกลับด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ “งั้น ... โตขึ้นเราแต่งงานกันนะ” เด็กสาวจ้องไปในตาของเด็กหนุ่ม พร้อมชะโงกหน้าเข้าหา เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนจะค่อย ๆ คลี่มือที่เธอกุมไว้ “เรายังตอบไม่ได้หรอก คนที่จะแต่งงานกันต้องรักกันก่อนสิ” เด็กหนุ่มเหนียมอายพยายามหลบตาเธอ หันมองหน้าตรง “แต่ป๊อบว่า ... ป๊อบรู้สึกแล้วนะว่ารักเป็นแบบไหน” เธอกลอกตามองไปมา พร้อมรอยยิ้มที่กรุ้มกริ่ม “แบบไหน ?” เด็กหนุ่มหันหน้าถาม เพราะความอยากรู้อย่างเต็มเปี่ยม “แบบที่ป๊อบเป็นอยู่ตอนนี้ไง” เธอยิ้มกว้างออกมา จนเห็นฟันแทบจะทุกซี่ “ป๊อบไม่รู้หรอกว่าป๊อบจะอยู่ได้นานแค่ไหน เรื่องโรคของป๊อบ ป๊อบก็พอจะรู้บ้างอยู่แหละ” สีหน้าของเธอซึมเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน “... แต่ถ้าป๊อบจะตาย ป๊อบอยากตายอยู่ข้าง ๆ กานต์นะ” เธอฝืนยิ้มออกมา สีหน้าของหนุ่มน้อยเปลี่ยนไป ตาเบิกกว้าง คิ้วเข้มขมวดชนกัน หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องโรคที่เด็กสาวเป็นอยู่ “การแต่งงานก็เป็นอีกความฝันของป๊อบ ป๊อบฝันว่าอยากแต่งงานใส่ชุดเจ้าสาวแสนสวย แล้วโยนช่อดอกไม้ให้เพื่อน ๆ รับ ... ป๊อบเห็นในละครน่ะ” เธอหันกลับมาหน้ามองตรง เคลิ้มกับความฝันที่อยู่ตรงหน้า “กานต์จะแต่งงานกับป๊อบไหม” จู่ ๆ เธอก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทื่อ ๆ “เรายังเด็กกันอยู่เลยนะ” หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยน้ำเสียงอึ้งกึ่งตกใจ “ไม่ใช่ตอนนี้ แต่เป็นในอนาคตน่ะ” หนุ่มน้อยครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตอบไปเพื่อให้เธอสบายใจ “โอเค ! กานต์จะแต่ง” เด็กหนุ่มพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบ “ห๊า ... อะไรนะ” เด็กสาวชะงักฝันที่อยู่ตรงหน้า หันมามองหน้าเด็กหนุ่ม “กานต์จะแต่งงานกับป๊อบ” เด็กหนุ่มหันมามองหน้าเธอ ด้วยสีหน้าจริงจัง “สัญญานะ” เธอยื่นนิ้วก้อยมาที่เด็กหนุ่ม “สัญญา” เด็กหนุ่มยื่นนิ้วก้อยไปเกี่ยว สีหน้าของเด็กสาวดูมีความสุขมากกว่าที่เคยเห็น ลุกขึ้นวิ่งไปมา พลางเดินเลียนแบบท่าเจ้าสาว เด็กหนุ่มนั่งกอดเข่ามองเธอมีความสุข อมยิ้มส่ายหัวเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู พลางหัวเราะในท่าทางที่เธอแสดง1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอที่มักจะปล่อยให้โทรศัพท์แบตเตอรี่หมดอยู่บ่อย ๆ กระนั้นแม่ก็ไม่เคยจะคุ้นชินได้เลย ใจแม่เริ่มหวิวกังวลนิด ๆ ด้วยที่สาวน้อยเริ่มที่จะเป็นสาว อะไรที่ไม่เคยได้ห่วง ก็พลันห่วงขึ้นมาอย่างผลักออกไปไม่ได้ แม่นั่งครุ่นคิดตัดสินใจอยู่สักครู่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ มุ่งไปยังบ้านของหนุ่มน้อย ที่เธอบอกว่าเธอจะรอกลับพร้อมเขา “หนูกานต์ ๆ” เสียงตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พลางเสียงกริ่งแทรกซ้อนไม่หยุด จนเจ้าของบ้านต้องรีบเดินออกมาดู“ว่าไงยัยแก้ว แกมีอะไร … ทำไมทำหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น”“หนูกานต์อยู่ในบ้านไหม ?”“อยู่ --- กำลังอาบน้ำน่ะ แกมีไร”“แล้วหนูป๊อบล่ะ” แม่ของสาวน้อยพยายามชะโงกหน้า มองหาลูกสาวในบ้านผ่านกระจกใสบ้านใหญ่“ไม่เห็นหนูป๊อบนะ” แม่หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“ก็ยัยป
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะไปแอบดูบนตึก 3 ไปข้างขนามไก่ก็ตื่นดิ”“มึงหลบดี ๆ นะ อย่าให้พี่สแตนด์ตามหามึงเจอล่ะ” เพื่อนสาวเดินแยก โบกมือไปมาสองสาวเดินแยกออกจากกัน เธอแยกเดินอ้อมไปหลังตึก 3 ส่วนเพื่อนสาวของเธอแยกไปยังสนาม เธอนั่งรอเฝ้ามองดูผู้คนที่ค่อย ๆ มายังสนามทีละคน ๆ รวมไปถึงพี่กล้าที่ก็มาซ้อมเหมือนกัน เธอได้แต่อมยิ้มเบา ๆ ความในใจที่เคยหนักอึ้ง มันได้สะสาง จากแต่ก่อนที่ไม่อยากแม้จะเห็นหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด “มันก็ไม่แย่นะ” เธอเอ่ยเบากับตัวเอง จนหนุ่มน้อยย่างเข้าสนามพร้อมกระเป๋าประจำตัว วางบนไม้หินอ่อนข้าง ๆ สายตาของเธอจ้องมองเขม็ง ราวกับเสือโหยที่จ้องจะเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมกัดกินเหยื่อนั้นในคำเดียว “ใครที่มันบังอาจมายุ่งกั
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียนเธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า“หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง”“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ”“ตอแหล ดูออก”เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว“เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี”“ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ”“โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก”สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ“ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้







