FAZER LOGIN“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ พี่คิดถึงแทบแย่” ชายหนุ่มยันมือวางลงบนโต๊ะ ทับหน้าหนังสือที่เธอกำลังอ่าน
“น้องปานใจไม่คิดถึงพี่เลยเหรอ” ชายหนุ่มถามด้วยเสียงออดอ้อน พร้อมค่อย ๆ ก้มมองเสยหน้าที่เธอกำลังก้มอยู่ “ไม่ค่ะ” สาวน้อยหลับตาเบือนมองหน้า พร้อมตอบอย่างมั่นใจ “ไม่ใจดีกับพี่เลยน้า” ชายหนุ่มคืนร่างกายกลับมายืนตรง ด้วยสีหน้าที่ผิดหวังกับคำตอบสุด ๆ “แล้วนี่ไม่มีที่อ่านหนังสือที่ดีกว่านี้แล้ว...?” พี่กล้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย “ไม่มีค่ะ” เจสตอบห้วน “ห้องสมุดก็ได้หนิ” “มันเมาท์ไม่ได้ค่ะ” เพื่อนสาวตอบกลับด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง “โอเค พี่เข้าใจและ” พี่กล้าพยักหน้ารับ “ไม่ไปอ่านห้องชมรมล่ะ หลายคนก็อยู่ในนั้น คิดไรไม่ออกก็น่าจะคิดถึงห้องชมรมบ้างนะ” พี่กล้ายื่นข้อเสนอให้ “พวกหนูไม่กล้าไปค่ะ” เพื่อนสาวตอบกลับเขิน ๆ “ไม่มีใครว่าไรหรอก พี่ก็อ่านอยู่นั่น --- งั้นไปพร้อมพี่นะ รอพี่แป๊บ พี่เข้าห้องน้ำก่อน ... รออยู่ตรงนี้นะ” พี่กล้าเดินไปเข้าห้องน้ำ พร้อมชี้นิ้วบอกให้รอ ทันทีที่พี่กล้าเดินเข้าไปในห้องน้ำ บทสนทนาของทั้งคู่ก็เริ่มขึ้น “มึงจะไปจริงดิ” สาวน้อยเอ่ยถาม “กูไม่ได้พูดว่าจะไป” เพื่อนสาวตอบปัด “กูไม่อยากไปกับพี่บ้านี่” สาวน้อยพูดร้ายพร้อมหันไปมองในห้องน้ำ แต่ ... สิ่งที่เธอกำลังเห็นในตอนนี้จากการเผลอมองไป ทำเธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ... ชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังยืนจับเป้าแอ่นเอวเข้าจุด เส้นเลือดจากการเป็นนักกีฬาผุดออกลายชัด เงยหน้าเผยลูกกระเดือกนูนรับความสุขของการปลดปล่อย เธอค้างมองราวกับหลุดไปชั่วขณะ แล้วรีบดึงสติกลับคืนมา “เจส ! เจส ! … อีเจส !!!” สาวน้อยเรียกสติเพื่อนสาวที่มองภาพเดียวกับเธอ อ้าปากค้าง น้ำลายสอริมปาก “ห้ะ ห้ะ ห้ะ” เพื่อนสาวตื่นสะดุ้ง หลุดจากภวังค์ “อย่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ” สองสาวมองหน้ากัน สบตาที่รู้ใจว่าคนตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่ พร้อมพูดคำออกมาพร้อมกัน ราวกับอ่านคำในหัวกันออก เพียงพวกเธอผละหน้าหนี พี่กล้าก็เดินออกมาจากห้องน้ำด้วยสีหน้าของความปลดปล่อย พร้อมเอียงหัวบอกเป็นสัญญาณให้สองสาวเดินตามไป จนมาถึงห้องชมรมเรื่องเล่าขนหัวลุก “หาที่นั่งตามสบายเลยนะ” พี่กล้าเอ่ยบอก ก่อนจะรีบเดินไปนั่งหน้าคอมฯที่เสียบจอยเกมไว้บนโต๊ะครู “เอ้า น้องสองคนนั้นหนิ พี่นึกว่าจะไม่ได้เจอน้องในห้องนี้แล้วสะอีก ตามสบายเลยนะคะ” พี่สาวคนที่รับลงทะเบียนพูดต้อนรับพลางหัวเราะเบา ๆ “ค่ะ” สองสาวยิ้มกร่อย ๆ ตอบกลับ “หาที่นั่งตามสบายบ้าอะไร เหลือแค่สองโต๊ะ” สาวน้อยกระซิบกับเพื่อนพร้อมมองไปที่โต๊ะสองที่ที่อยู่ข้าง ๆ ถังขยะหลังห้อง “มันต่างจากหน้าห้องน้ำยังไงวะ” สาวน้อยบ่นพึมพำ “เออ กูว่าหน้าห้องน้ำดีกว่าอีก ได้เห็นผู้ชายยืนฉี่ด้วย” เพื่อนสาวทำหน้ายู่ไม่พึงใจ “อีกอย่างห้องนี้ก็น่ากลัวแปลก ๆ มึงดูโปสเตอร์พวกนั้นดิ ไหนจะอะไรในโหลพวกนั้นอีก บรึ๋ยยยย” เพื่อนสาวมองสำรวจรอบห้องก่อนจะทำท่าสะบั้นขนลุก “เออ ๆ นั่ง ๆ ไปเถอะ ไหน ๆ ก็มากันแล้ว” สาวน้อยวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ หยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้เปิดกางออก ทั้งสองนั่งอ่านหนังสือของตัวเองจนลืมที่จะกลัว และกลายเป็นว่าเหมือนจะชินไปแล้ว เพราะก่อนหน้าอ่านยังไงก็ไม่เข้าหัว แต่พอเข้ามาอ่านในห้องนี้ กลับอ่านได้รู้เรื่องกว่าที่ไหน ๆ อาจจะเพราะต้องตั้งใจอ่านเพื่อให้กลบความกลัว จึงทำให้อ่านได้ดีขึ้น จนแทบจะไม่ได้ดูนาฬิกา กริ๊งงงงงง กริ๊งงงงงง ~ เสียงสัญญาณดังยาว พร้อมด้วยเพลงมาร์ชโรงเรียนต่อท้าย นั่นหมายถึงได้เวลาที่เหนื่อยมาทั้งวันได้สิ้นสุดลงแล้ว คนอื่น ๆ ที่นั่งอ่านเงียบอยู่ตั้งนาน ต่างก็พากันลุกเก็บข้าวของเข้ากระเป๋า เร่งเท้าเดินออกจากห้องไปอย่างไม่สนใจใครทั้งนั้น เพียงไม่กี่วิหลังความวุ่นวายจากการลุกพร้อมกัน ทั้งห้องก็เหลือเพียงสี่คน “ไม่กลับกันเหรอครับ” พี่กล้าเอ่ยถาม “กลับช้าระวังนะ” พี่สาววันรับลงทะเบียนกล่าวขึ้นด้วยเสียงยืดทุ้ม “กลับ ๆ กลับค่ะ กลับตอนนี้ล่ะค่ะ” เจสรีบตอบกลับพร้อมกวาดต้อนแล้วโยนอุปกรณ์การเรียนเข้ากระเป๋า “อีแจ๋วมึงก็ไปแกล้งน้อง” พี่กล้าร้องด่าเพื่อนสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “กูชื่อจิ๋ว ... ไอ้ควาย” พี่สาวด่ากลับพร้อมทำปากกว้างเน้นคำว่า “ควาย” สองสาวหยิบกระเป๋าขึ้นสะพาย แล้วเดินออกมารอหน้าห้อง รอพี่สาวปิดประตู ใส่กุญแจล็อก “เป็นไงห้องชมรม สบายดีไหม” พี่สาวเดินมาเคียงข้าง ลงบันได ถามไถ่ความรู้สึก “ก็ดีค่ะ” สาวน้อยตอบกลับเสียงหวาน “ถ้าดีก็มาบ่อย ๆ นะ ห้องนี้ต้อนรับพวกหนูเสมอ” พี่สาวโอบไหล่ทั้ง “ค่ะ” สองสาวพยักหน้ารับพร้อมกัน “พี่ไปล่ะ ไว้เจอกันนะ บาย” พี่สาววิ่งเร่งไปก่อน พร้อมหันกลับมาโบกมือลา สองสาวโบกมือลาตอบ ทั้งสองเดินเคียงเมาท์มอยกันจนถึงหน้าโรงเรียน สาวน้อยโบกมือลาเพื่อนสาวขึ้นรถที่แม่มารับ มองรอบ ๆ ตัว ไม่เห็นเพื่อนหนุ่มที่เคยเดินกลับด้วยกันบ่อยครั้ง แต่ช่วงหลัง ๆ ก็ไม่ค่อยได้เดินกลับพร้อมกันบ่อยนัก และวันนี้คงต้องได้เดินกลับเองอีกตามเคย เธอเดินตามทางประจำที่คุ้นเคย เตะฝุ่นตรงหน้า กิ่งไม้เรียวยาวในมือฟาดยอดไม้ที่ขึ้นมาให้เธอฟาดอยู่ทุกวัน มือเขี่ยโทรศัพท์รีเฟรชอย่างเบื่อ ๆ จนเธอเหลือบไปเห็น หนุ่มน้อยที่เคยเดินเคียงข้างเธอ ตอนนี้เดินไปกับกลุ่มเพื่อนห้องเดียวกัน กอดคอหยอกล้อกันสนุกสนาน เป็นภาพที่เธอก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะทำให้เธอเจ็บจี้ดในใจ กลุ่มเด็กผู้ชายห้าคนเดินนำหน้าเธออยู่ระยะไกล เดินเข้าซอยก่อนถึงซอยบ้านเธอสี่ซอย นั่นทำให้เธอครุ่นคิดขึ้นมาว่าซอยนั้นเป็นซอยบ้านใคร เพราะเท่าที่รู้มา นอกจากเธอกับกานต์แล้วก็ไม่มีใครอยู่ในละแวกนี้ ถ้าอยู่ก็น่าจะรู้จักกันไปนานแล้ว เธอจึงตัดสินใจแอบเดินตามไปอย่างห่าง ๆ จนมาถึงที่ที่พวกเขาเดินเข้าไป เธอแอบเดินมาใกล้ ๆ เสียงหัวเราะเจี๊ยวจ๊าวดังออกมาจากตึกแถว เธอค่อย ๆ ย่องเข้าไปดูใกล้ยิ่งขึ้น ด้วยความที่อยากรู้ทั้งต้องคอยหลบไม่ให้กานต์เห็น เธอแหงนมองอ่านป้ายที่ทำให้เธอถึงบางอ้อ “อ.อ้อย ติวเตอร์” “อ๋ออออออ” เธอพยักหน้ารับรู้ ถึงสาเหตุที่ช่วงหลัง ๆ มานี้ไม่ค่อยเห็นกานต์หลังเลิกเรียน หรือไม่ได้เดินกลับพร้อมกัน เพราะมาเรียนพิเศษนี่เอง เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ถ่ายรูปป้ายหน้าร้านไว้ ก่อนจะถอยหลังเดินออกจากซอย เธอหยิบไม้เรียวที่วางไว้ก่อนจะเดินเข้าซอยขึ้นมาถือ ก้มหน้าก้มตากลับบ้านที่อยู่ห่างจากซอยนี้อีกไม่กี่ซอย ฟาดฟันกับความเหงาเหมือนเช่นเคย ปล่อยให้ความเหงานำพาเธอกลับบ้านอย่างปลอดภัย1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอที่มักจะปล่อยให้โทรศัพท์แบตเตอรี่หมดอยู่บ่อย ๆ กระนั้นแม่ก็ไม่เคยจะคุ้นชินได้เลย ใจแม่เริ่มหวิวกังวลนิด ๆ ด้วยที่สาวน้อยเริ่มที่จะเป็นสาว อะไรที่ไม่เคยได้ห่วง ก็พลันห่วงขึ้นมาอย่างผลักออกไปไม่ได้ แม่นั่งครุ่นคิดตัดสินใจอยู่สักครู่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ มุ่งไปยังบ้านของหนุ่มน้อย ที่เธอบอกว่าเธอจะรอกลับพร้อมเขา “หนูกานต์ ๆ” เสียงตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พลางเสียงกริ่งแทรกซ้อนไม่หยุด จนเจ้าของบ้านต้องรีบเดินออกมาดู“ว่าไงยัยแก้ว แกมีอะไร … ทำไมทำหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น”“หนูกานต์อยู่ในบ้านไหม ?”“อยู่ --- กำลังอาบน้ำน่ะ แกมีไร”“แล้วหนูป๊อบล่ะ” แม่ของสาวน้อยพยายามชะโงกหน้า มองหาลูกสาวในบ้านผ่านกระจกใสบ้านใหญ่“ไม่เห็นหนูป๊อบนะ” แม่หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“ก็ยัยป
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะไปแอบดูบนตึก 3 ไปข้างขนามไก่ก็ตื่นดิ”“มึงหลบดี ๆ นะ อย่าให้พี่สแตนด์ตามหามึงเจอล่ะ” เพื่อนสาวเดินแยก โบกมือไปมาสองสาวเดินแยกออกจากกัน เธอแยกเดินอ้อมไปหลังตึก 3 ส่วนเพื่อนสาวของเธอแยกไปยังสนาม เธอนั่งรอเฝ้ามองดูผู้คนที่ค่อย ๆ มายังสนามทีละคน ๆ รวมไปถึงพี่กล้าที่ก็มาซ้อมเหมือนกัน เธอได้แต่อมยิ้มเบา ๆ ความในใจที่เคยหนักอึ้ง มันได้สะสาง จากแต่ก่อนที่ไม่อยากแม้จะเห็นหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด “มันก็ไม่แย่นะ” เธอเอ่ยเบากับตัวเอง จนหนุ่มน้อยย่างเข้าสนามพร้อมกระเป๋าประจำตัว วางบนไม้หินอ่อนข้าง ๆ สายตาของเธอจ้องมองเขม็ง ราวกับเสือโหยที่จ้องจะเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมกัดกินเหยื่อนั้นในคำเดียว “ใครที่มันบังอาจมายุ่งกั
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียนเธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า“หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง”“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ”“ตอแหล ดูออก”เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว“เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี”“ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ”“โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก”สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ“ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้







