LOGINRome Game #6
ยื่นข้อเสนอ
Laphit : พี่ใกล้ถึงคณะแล้ว หนูรอพี่ที่โต๊ะประจำพี่ได้เลย
Ninew : ค่ะ
เพราะเมื่อช่วงเที่ยงตอนฉันตื่นพี่โฬมส่งสติ๊กเกอร์มาให้ฉันแค่ตัวเดียวตอนตีสอง สงสัยคงจะระเริงรักกับสาวที่นัดด้วยเพลินไปหน่อยมั้ง ฉันก็เลยถามเขาว่ามีเรียนกี่โมงฉันเอาเสื้อช้อปมาคืนเขา พี่โฬมเลยตอบว่าเขากำลังจะถึงมหาลัยตอนบ่ายโมงกว่า ฉันก็เดินมานั่งรอที่โต๊ะหินอ่อนหน้าคณะ เนื่องจากเพื่อนๆ ฉันยังไม่มีใครมาเลยสักคนเดียว ด้วยความที่ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยเดินมาหยุดตรงบ่อน้ำหน้าคณะ ภายใต้ต้นไม้ที่ให้ความร่มเย็นรวมไปถึงแสงแดดยามบ่ายที่ค่อนข้างอ่อนลง อาจจะเป็นเพราะความมืดครึ้มของเมฆฝนกำลังก่อตัวหรือเปล่านะ
พรึ่บ
จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดึงสติให้ฉันกลับมามองตรงหน้า ดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อเห็นตัวอะไรบางอย่างกำลังคืบคลานขึ้นจากบ่อน้ำและเดินตรงเข้ามาหาด้วยท่าทางที่น่าหวาดกลัว
“ไป ชิ้ว!” ฉันเอามือโบกเจ้าตัวคลานสี่ขาที่เรียกอีกหนึ่งก็คือมันคือเจ้าตัวตะกวด ไม่ใช่ตัวเล็กๆ เลยนะ ตัวโคตรพ่อโคตรแม่ใหญ่มาก ใหญ่จนคิดว่าเขมือบฉันลงท้องได้มันคงทำไปแล้ว “ต่างคนต่างแยกย้ายเนอะ”
มันหยุดนิ่งและแลบลิ้นยาวๆ ออกมา ราวกับฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง แหงสิ มันเป็นสัตว์ไง จะฟังออกได้ไงล่ะนินิว!
“คนละครึ่งทาง โอเค” ฉันทำท่าโอเคใส่มันและถอยหลังอย่างเชื่องช้า เจ้าตัวนี้มันชอบตื่นคนและวิ่งกระโจนใส่ ดังนั้นพอฉันถอยหลังเพื่อใช้โครงการคนละครึ่ง ให้มันไปอีกทาง ฉันจะเป็นฝ่ายล่าถอยออกมาเอง “ดีมาก หยุดอยู่เฉยๆ แกน่ารักมาก เจ้าตะกวด”
เปราะ!
เสียงเท้าฉันเหยียบลงบนกิ่งไม้แห้งๆ จนเกิดเสียงดังทำให้ฉันและมันสะดุ้งพร้อมกัน เจ้าตัวตะกวดตกใจและวิ่งตรงเข้ามาหาฉันอย่างรวดเร็ว “ว้าย!”
“เฮ้” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ด้วยความตกใจแบบสุดขีด ฉันกระโดดกอดคอใครบางคนและเอาขาเกี่ยวเอวสอบเอาไว้เพราะเจ้าตัวตะกวดมันวิ่งกู่เข้ามาพร้อมจะทำร้ายกันแบบไม่คิดชีวิต ขอริบคำพูดที่ชมแกว่าน่ารักคืน! “มันไปแล้ว หนูดูสิ”
ส่ายหน้าไปมาซุกหน้าลงลำคอแกร่งที่มีกลิ่นหอมเย็นๆ คุ้นจมูก ฉับพลันก็ผงกใบหน้ามามองพี่โฬมที่เลิกคิ้วมองหน้าฉันนิ่งๆ เขาชี้นิ้วไปยังเจ้าตัวการที่ลงไปแหวกว่ายในบ่อตามเดิม ลมหายใจถูกถอนออกมาอย่างโล่งอกพอหันกลับมามองพี่โฬมอีกครั้งก็ต้องพบว่าลมหายใจอุ่นร้อนรดรินบนกลีบปาก ฉันกอดคอเขาแน่นไม่พอยังเอาขาเกี่ยวเอวสอบไว้ พี่โฬมก็ยังมีน้ำใจนะอุตส่าห์เอามือโอบเอวฉันเอาไว้เพียงท่อนแขนเพียงข้างเดียว
“หนูจะลงจากตัวพี่ได้ยัง หืม” เขาอมยิ้มพลางทำหน้าเจ้าเล่ห์
“หนูอยากลง” ทำหน้างอง้ำใส่เขา “แต่หนูลงไม่ได้”
“หือ”
“ขาหนูแข็งไปหมดแล้ว” คำตอบของฉันทำให้พี่โฬมถึงกับระเบิดหัวเราะออกมา อดไม่ไหวฟาดมือลงบนแผงอกเขา “ไม่ตลกนะคะ หนูควรทำยังไง”
พี่โฬมไม่ให้คำตอบเขาก็แกะขาฉันออกจากเอวตัวเองอย่างเชื่องช้า เพราะฉันช่วยตัวเองไม่ได้เลย มันกลัวท่าทางของเจ้าตัวตะกวดเมื่อกี้จนไม่มีแรงจนลงจากตัวเขา กระทั่งพอพี่โฬมแกะขาฉันออกให้ยืนเต็มความสูง ขายังสั่นพับๆ อยู่เลย จนต้องยึดไหล่หนาเอาไว้ประคองตัวเองไม่ให้เซล้มลงไปกองบนพื้น
“มันเห็นหนูสวยเลยอยากขึ้นมาเชยชมหนูมั้ง”
“ไม่ตลกนะพี่โฬม หนูกลัวฉี่แทบเล็ดแล้ว” นึกไปถึงภาพที่มันคลานวิ่งเข้ามาเหมือนจะตะครุบเหยื่อ ฉันก็แทบจะเป็นล้มกองอยู่ตรงนั้น คิดดูว่าถ้าเขาไม่มาขาแข้งฉันคงอ่อนแรงโดนมันกัดแน่เลย เขายิ่งบอกอยู่ว่าน้ำลายมันมีพิษด้วย “เสื้อค่ะ”
“พอดีเลย พี่ไม่ได้หยิบเสื้อช้อปมา” เพิ่งสังเกตว่าพี่โฬมสวมแค่เสื้อยืดสีดำตัวเดียว พอหยิบเสื้อช้อปที่เขาให้ฉันสวมเมื่อคืนในถุงกระดาษก็สวมทันที
“หนูยังไม่ได้ซักเลยนะคะ”
“ไม่เห็นเหม็น หอมจะตาย หนูฉีดน้ำหอมใส่เสื้อพี่ด้วยสินะ” ก็ไม่ได้ซักให้เขาไงกลัวมันจะเหม็นเหงื่อฉันเมื่อคืนตอนไปเดินตลาดก็เลยเลือกฉีดน้ำหอมของผู้หญิงแบรนด์ดัง กลิ่นไอความหวานจากดอกไม้นานาพรรณผสานกับกลิ่นของวนิลา ทำให้รู้สึกสดชื่นเวลาได้ฉีดมันลงบนตัว เป็นน้ำหอมที่ฉันชอบมากราคาเป็นหมื่นเลยนะจะบอกให้ ประโคมฉีดใส่เสื้อพี่โฬมเพราะไม่คิดว่าเขาจะสวมช้อปและเอาไปซัก ที่ไหนได้เขาใส่มันทันที “กลิ่นหอมมาก”
“กลิ่นผู้หญิงเลยนะคะ”
“แล้วไง... ไม่เห็นจะฉุนเลย เหมาะกับหนูนะ” พี่โฬมมองหน้าฉันพลางอมยิ้ม “อีกอย่าง พี่ก็ชอบกลิ่นน้ำหอมหนู”
พูดอะไรไม่ออกเลยเจอคำพูดเลี่ยนๆ ของเขาแบบนี้ จึงยกมือเกาแก้มตัวเองเสมองไปเห็นร่างสูงใหญ่คุ้นตาที่ยกมือปิดปากหาวและยีเส้นผมสีดำสนิทของตัวเอง พี่เจคมองหน้าฉันแวบหนึ่งเขาก็เดินสวนเราสองคนเพื่อทิ้งตัวลงนอนบนเก้าอี้หินอ่อน โกรธฉันหรือเปล่านะที่วันนั้นฉันพูดจาไม่ดีใส่เขาและยังไม่บอกเหตุผลเรื่องอาการป่วยให้เขาฟัง
“เลิกเรียนพี่ส่งข้อความบอก”
“บอกหนูเหรอคะ” ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างงุนงง
“ลืมหรือไงว่าพี่ชวนเราไปกินแฮมเบอร์เกอร์” เออจริงด้วย ลืมไปซะสนิทเลยแหะ “หรือจะเบี้ยวพี่”
“หนูเปล่า แค่ลืมเฉยๆ”
“ลืมเก่งนะ” นิ้วชี้จิ้มลงบนหน้าผากจนฉันลูบตำแหน่งนั้นพลางทำหน้าหงุดหงิดใส่เขา “ไปเรียนได้แล้ว เจอกันครับ”
ลงท้ายด้วยคำว่า ‘ครับ’ เล่นเอาฉันไปไม่เป็นเลย แทบจะก้าวเท้าไปออกก่อนพี่โฬมจะเดินสวนฉันไปนั่งโต๊ะประจำของตัวเอง ฉันจึงรีบดึงสติก้าวเท้าฉับๆ ไปยังโต๊ะหินอ่อนหน้าลานเกียร์ของคณะ เพื่อรอเพื่อนของตัวเอง จังหวะนั้นก็คือเอาหน้าฟุบลงบนกระเป๋า ภาพในหัวดันนึกไปถึงตอนที่ตัวเองกระโดดขี่เอวเขายังกับลิงน้อยกอดแม่ลิงไม่ยอมปล่อย อยากจะบ้าตายอยู่แล้ว ทำไมพี่โฬมต้องทำให้ฉันรู้สึกไม่เป็นตัวเองขนาดนี้ด้วย ไม่เข้าใจเลย
“นี่หล่อน”
เสียงเล็กแหลมของใครบางคนเรียกให้ฉันผงกหน้าขึ้นจากกระเป๋า มองรุ่นพี่คณะวิศวะสาขาอื่นประมาณสามคนยืนกอดอกมองฉันด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“คะ?”
“อย่าคิดอ่อยโฬม” พี่โฬมเหรอ... “เขาเป็นของฉัน”
“พี่พูดอะไร หนูไม่เข้าใจ”
“หล่อนอ่อยเขา”
“ห๊ะ!” อุทานออกมาเสียงดังลั่นจนนักศึกษาบางคนหันมามองโต๊ะเราด้วยความตกใจ “หนูเปล่าอ่อยพี่โฬม”
“เหรอ แล้วที่หล่อนขี่เอวเขาล่ะ แกล้งทำเป็นกลัวตัวตะกวด ไม่อ่อยเลย”
“พี่ไม่กลัวเหรอ” ฉันย้อนกลับจนหล่อนทำหน้าเลิ่กลั่ก “ใครจะไปรู้ว่าพี่โฬมจะโผล่มาล่ะคะ”
“นั่นแหละ ห้ามยุ่งกับเขา”
“พี่โฬมเป็นแฟนพี่เหรอ” คำถามที่ย้อนกลับทำให้หล่อนถึงกับไปไม่เป็นเลย “ไว้เป็นแฟนพี่เขาก่อน หนูถึงจะหยุด”
“หน้าด้าน”
“หมายถึงตัวเองเหรอคะ” ทั้งสามคนเบิกตากว้างคิดว่าฉันจะไม่กล้าตอกกลับเหรอ รู้จักนินิวน้อยไปแล้วบอกไว้แค่นี้ ฉันไม่พูดใช่ว่าฉันเถียง ฉันด่าไม่เป็นนะ “ให้พี่โฬมมาบอกหนูเองนะคะ ถ้าเขามีแฟน”
“แก...”
“ตอนนี้พี่โฬมโสด หนูไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเลิกยุ่งกับพี่เขาเลย” ฉันฉีกยิ้มกว้างพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ “สำคัญเลยคือหนูไม่เคยอ่อยพี่โฬมค่ะ หนูไม่ใช่พี่”
“นี่!”
“มีอะไรกันนิว” เสือขมวดคิ้วและเอ่ยทักเสียงดัง ทำให้รุ่นพี่ผู้หญิงวิศวะสาขาไฟฟ้าสลายหายไปทันที
“เปล่าหรอก แค่มาถามเรื่องไร้สาระ” ที่ไม่บอกเสือฉันไม่อยากให้เพื่อนต้องมาเป็นห่วงมากกว่า เขาน่ะห่วงฉันเรื่องที่บ้านก็ว่ามากแล้ว เรื่องไร้สาระแบบนี้ไม่จำเป็นอย่าให้เขารู้น่ะดีที่สุด เสือพยักหน้ารับและทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ฉัน
“เมื่อคืนลงรูปโจ๊ก”
“ใช่มะ น่ากินมาก ไว้เราไปกินกันนะ”
“ทำไมถึงมีสองถ้วย” ถึงกับชะงักไปทันทีเพราะรูปที่ฉันส่งให้แชทกลุ่มเป็นรูปโจ๊กที่กินกับพี่โฬม ฉันลืมคิดตรงนี้ไปซะสนิทเลย พอเสือเสมองฉันด้วยสีหน้าเรียบนิ่งก็คิดหาคำพูดแก้ตัว “ไปกับใครนิว”
“ไปกับเยลไง เมื่อวานเยลโทรมาบอกว่าทำแคลคูลัสแล้วอยากจะเป็นลม ก็เลยชวนกันไปเจอที่ตลาด” เพราะเมื่อคืนมีเยลคนเดียวที่ยังไม่ได้ตอบแชทกลับมา ดังนั้นฉันจึงขออ้างเพื่อนไปก่อนก็แล้วกัน “จริงๆ”
เสือยังคงทำหน้าไม่เชื่อ กระทั่งคนที่ถูกเอาชื่อมาแอบอ้างมาถึงพร้อมสภาพที่โทรมราวกับซอมบี้เดินได้ เยลทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามฉันและซุกหน้าลงบนกระเป๋าเป้
“เฮ้อ เหนื่อย”
“เมื่อคืนไปกินโจ๊กกับนิวมาใช่ไหม” คำถามของเสือทำให้เยลเงยหน้ามองฉันที่ยักคิ้วลิ่วตาส่งซิกให้เยลมันรู้ว่าต้องตอบคำถามเสือแบบไหน พอเห็นหน้าเพื่อนสนิทเยลก็เข้าใจถึงการกระทำ
“ใช่อะดิ แคลคูลัสทำเอาฉันปวดหัวสุดๆ เลยชวนนิวไปเดินเล่นตอนกลางคืน ทำไมอะ”
“เปล่า เห็นแชทกลุ่มลงรูปโจ๊กสองถ้วย”
“ของฉันเองล่ะ มันหิวนี่นา เนอะนิว”
“อือ โคตรอร่อย ไว้ไปกินกันนะ” เกาะแขนล่ำๆ ของเสือที่มองฉันกับเยลสลับกันไปมา เขาจึงพยักหน้ารับและหยิบชีทงานออกมาเพื่อทบทวนการเรียนวิชาเคมีต่อไป ฉันพ่นลมออกมาทางปากมองสบตากับยัยเพื่อนตัวแสบที่ส่งข้อความผ่านสายตาว่า ‘ไม่เล่า ความลับแกแตกแน่’ จึงหยิบมือถือขึ้นมาส่งข้อความบอกเยลผ่านแชทส่วนตัวว่า ‘ไม่ต้องห่วง เล่าแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้’
ติ๊ง~
Laphit : พี่รอที่ลานจอดรถ
Ninew : แปบนะคะ อีกห้านาทีอาจารย์จะปล่อยค่ะ
Laphit : ครับ
ผละใบหน้าจากจอมือถือเพราะใกล้เวลาเลิกเรียน พี่โฬมเลยส่งข้อความมาบอกพิกัดว่าเขาจะรออยู่ส่วนไหนของมหาลัย พออ่านเรียบร้อยก็จับมันยัดลงกระเป๋าเป้สะพายสีขาวของตัวเอง มองไปยังคลาสเรียนเพื่อตั้งใจเรียนอีกห้านาทีเท่านั้น
“ใครส่งข้อความมา ทำไมต้องยิ้มด้วย” เยลโน้มใบหน้ามากระซิบข้างใบหู “ห้ามมีความลับไงนิว”
“รู้แล้ว เดี๋ยวบอก... แต่ไม่ใช่ตอนนี้”
ฉันเองก็ไม่ได้ไม่อยากบอกเพื่อนนะ หากแต่ว่าฉันกับพี่โฬมเราไม่ได้เป็นอะไรกันไง มันก็แค่เป็นเพราะเรารู้จักกันและจู่ๆ มาเริ่มสนิทกันได้ไง ตัวฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทั้งที่ตอนแรกไม่ชอบหน้าเขาสุดๆ มาตอนนี้เขาเป็นเหมือนความสบายใจให้ฉันโดยแบบรู้ตัวนะ รู้เลยว่าอยู่ใกล้พี่โฬมแล้วไม่เป็นตัวเอง ได้ยิ้มได้หัวเราะหรือเปิดประสบการณ์อะไรแปลกใหม่ ทำให้ความเครียดหรือวิตกกังวลมันจางหายไป รู้สึกเหมือนกับว่าเขาเป็นคนอื่นที่พึ่งพาได้
แม้ว่าพี่โฬมจะทำแบบนี้เพราะต้องการอะไรบางอย่าง ฉันเองก็ไม่รู้หรอกอ่านใจเขาได้ก็คงจะดีไง ก็ไม่เห็นเขาจะเคยบอกหรือเคยอยากได้ ดังนั้นจึงคิดว่าคงมีเรื่องอย่างว่าในหัวของเขาเกี่ยวกับฉันมั้ง (หรืออาจไม่ใช่) ไม่ได้อยากจะคิดอะไรเยอะนะ เพราะนั่นเป็นเรื่องส่วนตัวฉันก็ไม่ขอเกี่ยวข้อง แค่พอได้คุยกับเขามันเหมือนเป็นความสบายใจจริงๆ นะ
[50%]
*------------------------------------------------------*
หนูเองก็ดีใจที่คนๆ นั้นคือพี่โฬม ฉันเลือกที่จะตอบคำถามนี้เอาไว้ในใจและหันมาจัดแจงข้าวของเครื่องใช้ของตัวเองต่อ โดยมีเขานั่งกอดอยู่แบบนั้น“ปล่อยหนูได้ไหม หนูทำไม่ถนัด”“ไม่ปล่อยจนกว่าหนูจะเล่าเรื่องของหนูให้พี่ฟังทั้งหมด”“ก็ได้ค่ะ หนูจะเล่า แต่พี่โฬมต้องปล่อยหนูก่อน” บอกเขาน้ำเสียงเด็ดขาด แน่นอนว่าดูเหมือนจะไม่อยากทำตาม เขากลัวตัวเองจะไม่ได้ฟังเรื่องของฉันจำยอมขยับออกไปนั่งพิงขอบประตูชันเข่าข้างหนึ่งขึ้น มือทั้งสองกำชายกระโปรงชุดเดรสแน่น สบตากับพี่โฬมที่จ้องหน้าฉันเพื่อตั้งใจฟังเรื่องราวทั้งหมดยกเว้นที่ไม่เล่าและไม่มีวันเล่าก็คือเรื่องอาการป่วยของฉัน แค่ไม่อยากให้พี่โฬมต้องมองฉันเป็นผู้หญิงที่เอาแต่คิดมากกับเรื่องในอดีตจนกลายเป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตประจำวันหรือใช้ชีวิตร่วมกับเขาครึ่งปีหลังจากนี้ แค่อยากให้พี่โฬมมองว่าฉันเป็นผู้หญิงปกติ ไม่ต้องกินยาวิตกกังวลหรือยานอนหลับเพื่อช่วยให้อาการเครียดเหล่านั้นถูกขจัดมลายหายไป“ผู้หญิงคนนั้น ตอนผับ LC มายั่วพี่”“จริงเหรอคะ!”“ไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นลูกติดพ่อเลี้ยงหนู ถึงว่าทำไมให้แม่หนูเปลี่ยนตัวหมั้น” ร้ายนักนะยัยเดือน!“พี่โฬมจะนอนกับใครก็ไ
Rome Game #12คู่หมั้นขัดดอก“ทีนี้หนูก็ไม่มีข้ออ้างที่จะไม่นอนร่วมเตียงกับพี่”“เรื่องนั้นหนูรู้ แต่สัญญาของเราก่อนหน้านั้นพี่โฬมห้ามลืมด้วย”“หึ”ยังจะมายืนขำอีกนะ ฉันมองค้อนร่างสูงที่ขนกระเป๋าของฉันเข้ามาในห้องนอน แน่นอนว่าถ้าหากพี่เจคไม่ได้อยู่อีกห้องฉันจะขอนอนแยกทันทีอย่างเสียไม่ได้ ถึงจะสับสนและมึนงงอยู่กับเรื่องที่มันเกิดขึ้นแบบกะทันหัน ฉันจับพลัดจับผลูมาหมั้นกับพี่โฬมเป็นที่เรียบร้อย“หนูไม่รู้เหรอว่าหน้าที่ของคู่หมั้น มันมีอะไรบ้าง” พี่โฬมเดินต้อนฉันเข้ามาเรื่อยๆ จนขาสะดุดเข้ากับปลายเตียงจนเซล้มลงนั่ง พี่โฬมไม่รีรอที่จะโน้มตัวลงมาเอาแขนทั้งสองกักกันร่างฉันไม่ให้ขยับหนีไปไหน ลมหายใจอุ่นร้อนมีกลิ่นหอมเย็นจากบุหรี่ที่เขาสูบรดรินอยู่บนกลีบปาก ส่ายหน้าไปมาเพราะไม่รู้จริงๆ นี่นา “เอาไว้หลังดินเนอร์กับพ่อแม่พี่เสร็จ พี่จะบอก”“พี่โฬมสัญญากับหนูแล้วนะ” ยังไงก็ขอทวงสัญญาเรื่องนั้นก่อน ไม่ไว้ใจพี่โฬมสุดๆ พี่โฬมหื่นอะ!“พี่ไม่ได้ลืม พี่ทำตามสัญญา”“ขอบคุณค่ะ”“ตอนที่เราสัญญา เราสองคนยังไม่ได้เป็นอะไรกัน ถูกไหม”“!”“ตอนนี้เป็นคู่หมั้นกันแล้ว พี่ลืมมันได้ใช่หรือเปล่า” ดวงตาของฉันเบิกกว้า
“ลาภิศเป็นลูกชายของเราเองค่ะ” แนะนำตัวพี่โฬมให้พวกเราทั้งหมดรู้จัก ท่านทั้งสองนอกจากจะรักกันมากแล้วยังมีโซ่ทองคล้องใจเป็นลูกชายหน้าตาดีและเป็นคนเดียวที่ฉันพึ่งพาเขาได้เสมอ “ลาภิศเป็นลูกชายคนเล็กค่ะ คนโตชื่อรชต เขาปฏิเสธจะหมั้นหมายกับนินิว ลูกชายคนเล็กของเราก็เลยตกลงแทน”นี่มัน... เรื่องบ้าอะไรกันล่ะเนี่ย! ฉันตกใจจนอ้าปากค้าง ต่างจากพี่โฬมพอรู้ว่าฉันไม่ต้องไปหมั้นกับชายรุ่นพ่อและรู้ว่าตัวเองเป็นคู่หมั้นคนใหม่ของฉัน เขากลับอมยิ้มพลางจ้องมองฉันที่แต่งตัวสวยตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า รู้สึกอายเขาขึ้นมาเสียดื้อๆ“หนูสวยมากเลยนะวันนี้” คำชมของพี่โฬมทำให้คุณท่านทั้งสองลอบมองหน้ากันพลางยิ้มกริ่ม“คุณแม่คะ หนูขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิคะ” จู่ๆ เดือนก็สะกิดแม่ของฉันให้ลุกขึ้นตามออกไปจากห้องรับแขก ฉันไม่รู้หรอกนะว่าหล่อนมีแผนอะไรอีก ก็ช่างเถอะตอนนี้ฉันดีใจมากที่ได้เจอกับพี่โฬม มันโล่งใจยังไงบอกไม่ถูกเลย“พี่ลาภิศจะหมั้นกับหนูนะ นินิว” คุณหญิงภริตาลุกขึ้นเดินมาโอบไหล่ฉันเอาไว้หลวมๆ “แม่รู้ว่าหนูคงลำบากใจ พ่อเขาก็เลยมาปรึกษาแม่น่ะ จริงๆ พ่อเขาไม่ได้คิดจะหมั้นกับหนูเลยนะ แค่หาทางออกให้กับตัวเองแล้วก็หนู”“อีแ
Rome Game #11การหมั้นหมายเริ่มขึ้นและแล้วงานหมั้นก็มาถึง ฉันนั่งมองตัวเองในกระจกขณะนั่งแต่งหน้าจนสวยงามเหมาะกับงานมงคลที่กำลังจะเกิดขึ้น ทว่าสีหน้าของคนที่กำลังจะมีงานมงคลไม่ได้รู้สึกดีใจเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันปล่อยเส้นผมที่ดัดเป็นลอนใหญ่คลายตรงปลายผมและเหน็บข้างใบหู สวมชุดเดรสผ้าชีฟองพิมพ์ลายดอกไม้ เปิดไหล่อวดผิวขาวอมชมพูริ้วระบายราวกับเจ้าหญิงในนวนิยายชีวิต... มันไม่ได้สวยงามเหมือนในนิยายหรอก กว่าฉันจะแต่งหน้าตรงใต้ตาไม่ให้ดูหมองคล้ำก็ใช้เวลานาน เป็นเพราะตัวเองดันร้องไห้นับตั้งแต่เดินจากพี่โฬมมา เขาติดต่อหาฉันเป็นร้อยๆ สาย ส่งข้อความมาหาฉันอีกนับครั้งไม่ถ้วน ฉันแค่ไม่อยากให้เขาต้องเข้ามาวนเวียนในชีวิตจึงเลือกปิดเครื่องเพื่อยอมรับการตัดสินใจของตัวเอง เวลาผ่านไปฉันไม่ได้ไปเรียน ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนขนาดเพื่อนมาที่บ้านแม่ก็ไล่กลับไป เพราะต้องการให้ฉันเก็บตัวรอวันหมั้นที่มาถึงในเร็ววันเสมองข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกแพคเก็บลงกระเป๋าประมาณสามใบและกระเป๋าเป้อีกสองใบ มีสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เอามันไปด้วยนั่นก็คือรูปถ่ายของฉันกับพ่อหรือรูปครอบครัว ให้มันฝังอยู่ที่นี่เถอะ เพราะครึ่งปีต่อจากนี้ฉันจะ
ด้วยความหงุดหงิดเลยลุกขึ้นเดินหนีมันเข้ามาในห้อง ทิ้งตัวลงนอนคว่ำหยิบมือถือขึ้นมากดต่อสายหานินิว มันก็เหมือนเดิมจนผมกดเข้าไปที่แอพฯ กดดูรูปโปรไฟล์ของเธอที่สวมเสื้อสายเดี่ยวสีขาว ปล่อยผมสยายผมแสกกลางเปิดรับใบหน้าเรียวสวยและเท้าคางให้เห็นโครงหน้าชัดๆ ปลายนิ้วโป้งของผมลากไล้บนรูปเธอและกดเข้าไปยังกล่องข้อความ แน่นอนว่านินิวไม่ได้เปิดอ่านมันแม้แต่อันเดียวLaphit : พี่เป็นห่วงหนู ตอบกลับพี่หน่อยนะ นินิวLaphit : หนูคุยกับพี่ได้ทุกเรื่อง เราจะมาแก้ปัญหานี้ด้วยกัน ขอแค่หนูรับสายพี่ผมรู้ว่าสุดท้ายนินิวไม่ตอบผมหรอก แค่อยากให้เธอรู้เอาไว้ว่าผมพร้อมเป็นที่พึ่งพิงให้เธอเสมอ... ไม่ยอมให้เธอหมั้นกับชายแก่คราวพ่อแน่ ครึ่งปีเชียวนะที่เธอต้องทรมานเป็นเมียเก็บเมียน้อยน่ะ ให้ตายยังไงผมก็ไม่ยอมเด็ดขาด! จะด้วยฐานะเหี้ยอะไรก็ช่างแม่ง ผมสนแค่นินิว แค่เธอคนเดียวเท่านั้นจริงๆคณะวิศวกรรมศาสตร์ เวลา 15.05 น.หลังเลิกเรียนผมก็เดินวนไปมาอยู่หน้าคณะวิศวะ เพราะรู้แค่ว่าเด็กวิศวะคอมฯ ใกล้เลิกคลาสตอนนี้ ดังนั้นมันเลยไม่ได้มีแค่ผมที่เดินวนไปมา มีไอ้เจคที่เอนตัวลงนอนบนขอบปูนทางขึ้นลงบันได เอามือสองข้างสอดใต้ท้ายทอยและ
“กูจะรอวันนั้น” รอยยิ้มของไอ้เกียร์ทำให้ผมแปลกใจมาก มันไม่เคยยิ้มแบบนี้มาก่อนเลย ยิ้มที่ฉีกกว้างซึ่งปกติยิ้มของมันจะเน้นไปที่กวนตีนเสียมากกว่า “หยาส่งข้อความมา กูไปรับเมียก่อนแล้วกัน”ไอ้เกียร์เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเดินสวนผมออกไปทางประตู หากแต่ว่ามันกลับชูนิ้วชี้ขึ้นและชี้หน้าผม “อะไร”“ในเมื่อติดต่อไม่ได้” ราวกับกำลังชี้ทางสว่างให้ผม “ถามเพื่อนน้องที่คณะ”จริงด้วย ผมลืมไปเสียสนิทว่านินิวมีกลุ่มเพื่อนที่สนิทสนมด้วยนี่นา อย่างน้อยๆ เธอน่าจะติดต่อเพื่อนตัวเองบ้างล่ะนะ“อย่าใช้อารมณ์” ไอ้เกียร์ทิ้งท้ายพลางเอานิ้วชี้จิ้มขมับตัวเอง “ใช้ความคิด”“อือ”“สอนคนอื่นน่ะง่าย ทีเรื่องตัวเองดันยาก”“คนมันโมโหนี่หวา” ผมยืนเท้าเอวเสมองไปยังคนอื่นที่นั่งดื่มในโซนวีไอพี คงตกใจกับการกระทำของผมไม่มากก็น้อยละนะ ปกติโฬมคนเฟรนลี่ไม่เคยอารมณ์ร้อน ไม่เคยร้อนอกร้อนใจหรือกระวนกระวายแบบนี้มาก่อนในชีวิต ให้หลังไอ้เกียร์เดินไปผมก็ยืนระงับสติอารมณ์ของตัวเองให้ใจเย็นลงกว่านี้ ไม่เป็นไรโฬม พรุ่งนี้มึงไปถามเพื่อนน้องก็ได้นี่หวา“พี่โฬมคะ”กดล็อกรถเรียบร้อยเตรียมจะกลับห้อง เพราะวันนี้ผมไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้น หากแต่







