로그인“คุณชาญรอสักครู่นะคะ พราวใกล้ถึงแล้วค่ะ ขอโทษด้วยจริง ๆ นะคะคุณชาญ”
พริ้มพราวกดวางสาย เท้าเหยียบคันเร่งเพื่อขับรถไปหาเจ้าของที่ดินผืนงามที่นัดคุยรายละเอียดไว้ให้เร็วที่สุด ก็ต้องเหยียบเบรกอีกครั้งหลังข้างหน้ามีไฟแดง
วันนี้เธอติดประชุมสำคัญ กว่าจะแอบหนีบอดี้การ์ดลงมาได้ก็ทำให้ออกจากออฟฟิศใกล้เวลาที่นัดหมายอย่างฉิวเฉียด แถมการจราจรบนท้องถนนในช่วงบ่ายยังไม่เป็นใจยิ่งทำเธอร้อนรน
ด้วยที่ดินผืนงามผืนนี้เธอหมายตามานาน เมื่อพี่ชายซึ่งเป็นประธานบริหารเอ่ยปากให้เธอหาที่ดินสำหรับทำ Shopping Mall แล้วจะยกที่นั่นให้เธอบริหาร ไฟในกายนักธุรกิจสาวจึงลุกโชน
“โอ๊ย รถจะติดอะไรแบบนี้เนี่ย ถ้าคุณชาญไม่พอใจขึ้นราคาที่ดิน พี่พอร์ชบ่นหูชาแน่”
สาวสวยในชุดเดรสทันสมัยชะเง้อคอมองไปด้านหน้า ตีไฟเลี้ยวเพื่อเปลี่ยนเลนแล้วเหยียบคันเร่งอีกครั้งเมื่อสัญญาณไฟขึ้นสีเขียว
แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อรถยนต์คันหรูสีดำมันปลาบข้างหน้าดันเหยียบเบรกกะทันหัน และเธอที่กำลังเหยียบคันเร่งเพื่อออกตัวด้วยความใจร้อนก็หยุดรถไม่ทันเสียแล้ว จึงชนท้ายรถคันนั้นอย่างจัง
“ว้าย...”
พริ้มพราวนั่งตั้งสติอยู่ครู่ใหญ่ด้วยความตกใจ เสียงบีบแตรดังสนั่นและความวุ่นวายที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้เธอได้สติ จนกระจกด้านข้างโดนเคาะเท่านั้นจึงสะดุ้งโหยง
“คุณ ขับรถประสาอะไรเนี่ย รถมันติดคุณก็เห็นอยู่ จะรีบไปไหนครับ”
“ซวยแล้วยัยพราว ยิ่งสาย ๆ อยู่”
นักธุรกิจสาวรีบเปิดประตูลงจากรถ เธอเดินตรงดิ่งผ่านผู้ชายร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีกรมท่าไปสำรวจร่องรอยความเสียหายก็พบว่ารถยนต์ราคาแพงต่างฝ่ายต่างบุบนิดเดียวเท่านั้น จึงหันกลับมาหาชายที่น่าจะเป็นเจ้าของรถ
แต่ทันทีที่สาวสวยในชุดเดรสทันสมัยสีดำหันกลับมา ชายหนุ่มรูปหล่อเรือนร่างสูงใหญ่ก็ชะงักงัน หัวใจดวงโตเต้นกระตุก รู้สึกชอบผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น
“ขอโทษด้วยนะคะ พอดีฉันรีบมาก ๆ เลยค่ะ คงรอประกันไม่ไหว ต้องขอตัวก่อน ต่างคนต่างแยกย้ายกันเข้าอู่นะคะ เรื่องค่าซ่อมยังไงคุณติดต่อฉันมานะ รู้ว่ามันอาจฟังเป็นข้ออ้างและไร้ความรับผิดชอบ แต่ฉันสัญญาว่าไม่หนีแน่นอน เอานามบัตรของฉันไปก่อนนะคะคุณ”
เธอเปิดรถหยิบนามบัตรส่งให้ชายหนุ่มที่ยังคงยืนมองหน้าเธออย่างตกตะลึง เท่านั้นเขาจึงได้สติ รับนามบัตรมาแล้วก้มอ่านข้อความบนนั้น
พริ้มพราว คลาร์ก รองประธานบริหารบริษัทพิมพ์มาดาพร็อพเพอร์ตี้และรองประธานบริหารบริษัทพิมพ์มาดากรุ๊ป
มุมปากหยักยกยิ้มชอบใจ ก่อนยื่นนามบัตรของตัวเองให้เช่นกัน
“นี่นามบัตรของผมครับ”
“เอ่อ ขอบคุณค่ะ ยังไงติดต่อฉันมานะคะ”
เธอยัดนามบัตรใบนั้นใส่กระเป๋าแบรนด์เนมโดยไม่แม้แต่จะมองสักนิด ก่อนจะรีบกลับขึ้นรถแล้วออกตัวทันที
สาวสวยขับรถออกไปแล้ว แต่ชายหนุ่มรูปหล่อยังคงยืนมองท้ายรถยนต์ที่แล่นห่างออกไปด้วยรอยยิ้ม
“พริ้มพราว คลาร์ก โคตรสวยเลย”
แอนดริว ราล์ฟ ลูกชายอีกคนของแอรอนกระตุกยิ้มมุมปาก ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้ามองนามบัตรของสาวสวยที่เป็นถึงทายาทมาเฟียตระกูลดังด้วยความชอบใจ
ถ้าเขาได้เป็นลูกเขยตระกูลคลาร์ก เขาก็จะเหนือกว่าพี่ชายทุกอย่าง แฟนที่เป็นทายาทศัตรูของพี่ชายหรือจะสู้แฟนที่เป็นทายาทมาเฟียตระกูลยิ่งใหญ่ของอเมริกาแบบเขาได้ แม่คงภูมิใจมาก เผลอ ๆ เขาอาจได้ครอบครองทุกอย่างของพ่อก็ได้ ใครจะไปรู้
เพราะฉะนั้น สาวสวยที่ทำให้เขาตกหลุมรักทันทีที่เห็นหน้าคนนี้จะเป็นใบเบิกทางสำคัญให้กับอนาคตที่เต็มไปด้วยเงินทองและอำนาจ
“พี่จะมาว่าผมไม่ได้นะ พี่เอเดน”
ดวงตาคมกริบวาบขึ้นชั่วขณะ เขาแค่นยิ้มหยันแล้วขับรถออกไปจากจุดนี้ทันที
*****************
“เอ่อ คุณชาญไม่คิดว่ามันแพงไปหน่อยหรือคะ พราวว่า...”
พริ้มพราวเห็นราคาของที่ดินผืนงามที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบที่สุดแล้วยิ้มแหย ไม่รู้ว่าเจ้าของที่เดินเพิ่งเปลี่ยนใจเพิ่มมูลค่าหลังจากที่เธอมาสายไปสิบนาทีหรือเปล่า
“ผมพอใจที่จะขายราคานี้ครับ บริษัทโอพีกรุ๊ปก็เพิ่งได้ราคานี้ไปเหมือนกัน”
หนุ่มใหญ่เจ้าของที่ดินอมยิ้มเจ้าเล่ห์ ขายที่ดินให้บริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่างพิมพ์มาดาพร็อพเพอร์ตี้และพิมพ์มาดากรุ๊ปที่เป็นเจ้าของกิจการมากมายในไทยทั้งที มันก็ต้องโก่งราคากันหน่อย
“ที่ดินแพงขนาดนี้ พราวคงเอาไปทำอะไรต่อลำบาก ไม่รู้จะคืนทุนในชาตินี้ไหม”
พริ้มพราวปิดแฟ้มใบเสนอราคาแล้วยื่นคืนให้ หวังให้เจ้าของที่ดินที่กำลังเล่นเกมกับเธออยู่เปลี่ยนใจ อาจจะไม่ใช่วันนี้แต่อย่างไรก็ต้องรอลุ้น
“คุณพราวก็พูดไปนั่น พิมพ์มาดาพร็อพเพอร์ตี้กับพิมพ์มาดากรุ๊ปจับธุรกิจอะไรก็ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ห้างสรรพสินค้าพวกนี้ก็ด้วย ถ้าคุณพราวมานั่งแท่นบริหารเอง ยังไงก็คืนทุนครับ”
“ขอบคุณค่ะ แต่พราวคงต้องเอาราคานี้ไปเสนอท่านประธานก่อน”
“ครับ ผมทราบ ยังไงถ้าสนใจก็ติดต่อผมมานะครับ แต่อย่าตัดสินใจนานเกินไป เพราะหลายบริษัทก็จ้องที่ดินผืนนี้อยู่”
ก็ต้องจ้องแน่นอนอยู่แล้ว ที่ดินผืนนี้อยู่ในทำเลทองเหมาะกับการทำธุรกิจ แต่ก็คงทำได้แค่จ้องเพราะราคาของมันแพงเกินกว่าที่ใครจะกล้าลงทุน
“ค่ะ แล้วพราวจะรีบให้คำตอบนะคะ”
รอยยิ้มทางธุรกิจถูกส่งไปให้หนุ่มใหญ่วัยกลางคน ก่อนที่เขาและเลขานุการจะขอตัวกลับ เธอจึงทิ้งแผ่นหลังพิงพนักโซฟาในคาเฟ่หรูด้วยความเซ็ง
“วันนี้ซวยชะมัด ไม่มีอะไรเป็นใจสักอย่าง ไหนจะขับรถชน ไหนจะเจอคนหน้าเลือด นี่ที่ดินหรือเหมืองแร่ไวเบรเนียมเนี่ย ขายแพงอย่างกับมีแร่สมบัติของจักรวาลอยู่ในดิน”
คนสวยบ่นอุบ แต่สุดท้ายก็ต้องโทรรายงานพี่ชายที่มอบหมายงานสำคัญมาให้ แต่แค่งานแรกก็ดูจะล้มเหลวไม่เป็นท่าเสียแล้ว
“ว่าไงพราว คุยกับเจ้าของที่ดินแล้วเหรอ”
พิพัฒน์กดรับสายน้องสาว มือก็เซ็นชื่อลงในแฟ้มงานกองโต
“คุยแล้วค่ะ พี่พอร์ชรู้ไหมว่าคุณชาญหน้าเลือดจะขายที่ดินผืนนั้นให้เรากี่บาท”
เสียงโวยวายที่ลอยมาตามสายทำท่านประธานหนุ่มยกโทรศัพท์ออกห่างก่อนกดเปิดลำโพงแทน เพราะดูท่าแล้วว่ากว่าจะพูดจบคงจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเดซิเบล
“แล้วพี่จะรู้ได้ไงล่ะ พี่ให้แกไปจัดการนะ นั่งเซ็นงานแทนแกอยู่เนี่ยจนมือจะหงิก” พูดกลั้วหัวเราะ แม้จะรู้ว่าเป็นการยั่วประสาทน้องสาวก็ตามที
“แหม พี่พอร์ช ทำงานเซ็นเอกสารสบาย ๆ ในออฟฟิศทำบ่น พราวนี่ต้องออกมาวิ่งโร่หาที่ดินงก ๆ เจ้านี้ไม่ได้ก็ต้องหาเจ้าอื่นอีก ถ้าพี่เหนื่อยเซ็นเอกสารมาแลกกับพราวไหม”
“น้อย ๆ หน่อยยัยพราว จะเอาไหม Shopping Mall น่ะ พี่หรือก็อุตส่าห์หากิจการที่น้องชอบให้ไปบริหาร ตามใจขนาดนี้ยังไม่ดีอีกเหรอ แกจะนั่งสวย ๆ ชี้นิ้วสั่งอย่างเดียวหรือไง หมดเวลาสบายของคุณหนูพราวแล้ว”
นักธุรกิจหญิงที่เพิ่งจะจบปริญญาโทมาหมาด ๆ ด้วยวัยเพียงยี่สิบสี่ปีทำหน้ามุ่ย เมื่อก่อนใคร ๆ ก็ตามใจ แต่พอเข้าสู่ชีวิตวัยทำงานแล้วไม่เป็นแบบนั้น
แม้ก่อนหน้านี้เธอจะเรียนปริญญาโทไปด้วยทำงานไปด้วยเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะลำบากอะไร จนเมื่อเรียนจบก็ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหญ่โตเพราะเป็นบริษัทของครอบครัว แถมกำลังจะมีธุรกิจที่แตกแขนงออกไปให้เธอไปนั่งแท่นบริหาร แต่ทำไมกว่าจะได้มาถึงลำบากแบบนี้
“โห พี่พอร์ช พราวก็ไม่ได้อยากสบายอะไรขนาดนั้นสักหน่อย แต่วันนี้มันแค่ไม่มีอะไรเป็นใจให้พราวเลยก็เท่านั้น”
“ทำไม คุณชาญเขาขายที่ดินให้คนอื่นแล้วเหรอ”
“ยังค่ะ และคงน่าจะยังขายไม่ออกอีกนาน ถ้าพี่ได้ฟังราคาแล้วพี่จะตกใจ”
พิพัฒน์ที่ได้ฟังราคาจากน้องสาวแล้วก็ต้องตกใจจริง ๆ เพราะมันน่าจะสูงกว่าราคาประเมินอีกสามเท่าตัว
“นี่แหละนะ เขาถึงบอกว่าที่ดินจะขายราคาเท่าไหร่ก็ได้ อยู่ที่ผู้ขายพอใจและผู้ซื้อรับไหว” พิพัฒน์ทิ้งแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ใช้ความคิด
“แล้วเรารับไหวไหมคะ”
“ไหวก็บ้าแล้ว ราคานี้ชาติหน้าแกก็ไม่คืนทุน”
“พราวก็คิดอย่างนั้น”
“งั้นก็หาใหม่ นี่พี่ก็เล็ง ๆ ไว้หลายที่เหมือนกัน เดี๋ยวพี่ช่วย”
“ที่ดินของคุณธานินทร์เหรอคะ”
หมายถึงที่ดินผืนงามใจกลางเมืองที่สมบูรณ์แบบที่สุด แถมราคายังสมเหตุสมผล ติดตรงที่เจ้าของที่ดินยังไม่ยอมตัดสินใจเสียทีว่าจะขายหรือไม่ขายให้ใคร
“ใช่ ที่ดินของคุณธานินทร์ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ไม่นานแกคืนทุนได้แน่ เชื่อพี่”
“พราวก็ชอบที่ผืนนั้นนะคะ แต่คุณธานินทร์ไม่ยอมขายให้เราเสียที ไม่รู้จะดึงเกมอะไรอยู่”
“แกต้องใจเย็น ที่ดินผืนนั้นใครก็อยากได้ คุณธานินทร์เองก็ไม่ได้อยากจะขายแต่แรก มีแต่พวกนักธุรกิจนี่แหละที่ไปเสนอขอซื้อ สู้ราคากันไม่มีใครยอมใครเลย”
“แต่ถ้าเราช้า ธุรกิจเราก็ไม่เดินสักทีสิคะ”
“ไม่นานหรอก เพราะเราเองก็รอไม่ได้นานขนาดนั้น ถ้ามีที่ดินผืนอื่นที่เหมาะสมกว่าแกก็ทำไปก่อน ไว้ถ้าได้ผืนนี้จริง ๆ พี่จะอนุมัติงบให้แกสร้างอีกที่”
“จริงนะคะ สัญญาแล้วนะ”
“อืม สัญญา แต่ตอนนี้ตั้งใจหาที่ดินให้ได้ก่อนเถอะ”
“ค่ะ พราวไปเจรจามาจนหมดแล้วค่ะ ยังไม่เจอที่ถูกใจ คงต้องไปหาข้อมูลกับเลขาอีกรอบแล้วค่อยนัดกับเจ้าใหม่”
“อืม ตั้งใจทำงาน งั้นแค่นี้นะ เจอกันที่บ้าน”
“ค่ะพี่พอร์ช”
เธอกดวางสายก่อนสะพายกระเป๋าแบรนด์เนมเดินออกจากคาเฟ่หรูหราแห่งนี้เพื่อกลับบ้านทันทีด้วยความเซ็งที่วันนี้ก็คว้าน้ำเหลวอีกครั้ง จนลืมเลือนเจ้าของนามบัตรที่ตอนแรกว่าจะโทรถามเขาเรื่องค่าซ่อมรถไปเลย
งานแต่งงานของทายาทมาเฟียทั้งสองตระกูลถูกจัดขึ้นอย่างอลังการในโรงแรมห้าดาวชื่อดัง เจ้าบ่าวสั่งให้เนรมิตห้องจัดเลี้ยงเป็นสวนสวรรค์ตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวนานาชนิดส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วงานแขกผู้มีเกียรติมองเจ้าสาวในชุดเกาะอกผ้าลูกไม้ฝรั่งเศสสีขาวงาช้างยืนตัดเค้กเคียงข้างเจ้าบ่าวในชุดสูทสีน้ำตาลอ่อนช่างดูเหมาะสมราวเจ้าหญิงเจ้าชายก็ไม่ปานเจ้าบ่าวเจ้าสาวจูบกันดูดดื่มเมื่อตัดเค้กเสร็จ แสงแฟลชจากกล้องราคาแพงสว่างวาบทั่วบริเวณ ก่อนพิธีการบนเวทีจะสิ้นสุดลงเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมในห้องหอที่ถูกจัดเตรียมไว้เหลือเพียงเจ้าบ่าวเจ้าสาวป้ายแดงเมื่อพิธีส่งตัวจบลง เอเดนรั้งเอวบางเข้าหา มือประคองกรอบหน้าแล้วโน้มลงละเลียดจูบด้วยสัมผัสลึกซึ้งแสนหวานทำคนตัวบางสั่นเทา“ที่รัก คืนนี้เราเป็นของกันและกันอย่างสมบูรณ์แล้วนะครับ”“ค่ะ”สิ้นสุดเสียงตอบรับแผ่วเบา ชุดแต่งงานบานฟูฟ่องก็ถูกถอดลงกองแทบเท้า เขาช้อนอุ้มเธอขึ้นไปนอนบนเตียงกว้างที่โรยด้วยกลีบกุหลาบสีแดง กวาดตามองเรือนร่างเปลือยเปล่าแล้วลุกขึ้นยืนถอดเสื้อผ้าของตนออกจากกายทีละชิ้นอย่างช้า ๆพริ้มพราวมองเสื้อสูทที่ถูกถอดทิ้งลงบนพื้น เบนสายตากลับมามองคนตัวโตที่ค่อ
อาชวินจับมือพารจเลขเข้ามาเดินเล่นในสวนสาธารณะใจกลางกรุงเทพฯ ที่ประดับไฟสวยงามตลอดคืน“พี่วิน นึกยังไงถึงพารจมาที่นี่”ร่างบอบบางเดินตามอยู่ก้าวหนึ่ง มองมือที่จับกันก่อนเงยขึ้นมองแผ่นหลังกว้างที่เธอสวมกอดมานับครั้งไม่ถ้วน“มันเงียบสงบดี ไฟก็สวย รจชอบไหม”“ชอบค่ะ แต่นี่ก็ดึกแล้วนะคะ ไม่เห็นมีใครมาเดินเล่นอย่างเราเลย รจว่าเรากลับกันเถอะ”“เดี๋ยวสิ จะรีบกลับไปไหนล่ะ อยู่กับพี่ก่อน”คนตัวโตหมุนกายกลับมาหา มองเธอด้วยแววตาอ่านไม่ออก รู้แค่ว่ามันทำเธอรู้สึกวูบวาบไปทั้งร่าง“เอ่อ ค่ะ”“รจลาออกจากบริษัทพราวได้ไหม”“ให้ลาออกแล้วรจจะไปทำอะไรล่ะคะ งานสมัยนี้หายากจะตาย”“ก็มาทำงานกับพี่ไง เป็นเลขาพี่แทน”“ไม่เอาหรอกค่ะ เจอหน้ากันทุกวัน เบื่อขี้หน้าพี่แย่”“นี่เธอกล้าเบื่อหน้าพี่เหรอ รจเลข”อาชวินชี้หน้ารจเลข มุมปากยกยิ้มชอบใจในความดื้อรั้นปากร้ายของอดีตคู่กัด อยากเปลี่ยนสถานะจนแทบทนไม่ไหว อุตส่าห์วางแผนให้เธอมาทำงานใกล้ตัวเพื่อที่เธอจะได้ไม่สามารถหนีเขาไปไหนได้อีกแท้ ๆ แต่คนตัวบางกลับไม่ได้ควบคุมง่ายอย่างนั้น“ค่ะ เบื่อ แล้วถ้ารจไปเป็นเลขาพี่ เกิดพี่เอาสาว ๆ มาที่บริษัท รจทำสาว ๆ พี่กระเจิงจะว่ายัง
“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไมคะ”อินทิราเอ่ยถามขึ้นเมื่อแอนดริวเดินจับมือพาเธอเข้ามานั่งข้างกันที่เก้าอี้ในสวนริมแม่น้ำ“แค่อยากพาคุณมานั่งชมวิว ที่นี่บรรยากาศดีนะครับ”ดึกแล้ว บรรยากาศรอบกายจึงหนาวเย็นกว่าปกติ แอนดริวจึงถอดเสื้อสูทคลุมทับไหล่บอบบางให้“บรรยากาศดีจริงด้วยค่ะ”“หนาวไหมครับ”“ไม่หนาวแล้วค่ะ คุณให้เสื้อฉันมาแล้วนี่”“แต่ผมหนาวจัง”“งั้นเอาเสื้อคืนไปสิคะ”อินทิราจะถอดเสื้อสูทคืนให้ แต่แอนดริวกลับยกร่างบางขึ้นมานั่งตักแล้วกอดเธอแน่น ๆ แทน“คุณแอนดริว เดี๋ยวใครเห็น ที่นี่ที่สาธารณะนะ”“ก็ไม่ได้จะทำอะไรนี่ครับ แค่นั่งตักเอง ผมหนาว ขอกอดคุณให้อุ่นหน่อยสิ”“ฉันว่าคุณจะเจ้าเล่ห์เกินไปแล้วนะคะ”คนตัวบางตวัดสายตาค้อนขวับอย่างไม่จริงจังนัก แอนดริวหัวเราะเบา ๆ ก่อนรั้งคางเรียวให้หันกลับมาหา“พอพี่ชายใกล้จะแต่งงาน ผมก็เริ่มอยากแต่งบ้างแล้วสิ”“แล้วมาบอกฉันทำไมคะ อยากแต่งก็ให้พ่อคุณหาภรรยาให้แบบพี่ชายคุณสิ”“แน่ใจหรือครับที่อยากให้ผมทำอย่างนั้น”อินทิราเม้มปาก สะบัดหน้าหนี แอนดริวจึงได้โอกาสไต่จูบแผ่วเบาบนซอกคออย่างต้องการหยอกเย้า เธอยันอกแกร่งแล้วเอนกายหนี แต่เขากลับรั้งต้นคอเล็กเข้ามารับจู
มือใหญ่กุมมือเล็กเดินเข้ามาจนถึงโต๊ะตัวที่เพื่อนนั่งอยู่ ก่อนอาชวินจะยกมือเกาท้ายทอยด้วยความเขินที่ทุกสายตาจับจ้องมายังเขาเขม็ง“มองอะไรกันขนาดนั้นเล่า”“นี่มันอะไร แกกับรจ อย่าบอกนะว่าแกสองคนเป็นแฟนกัน” อินทิราเป็นฝ่ายซักฟอก“อือ ที่จริงก็คบกันมาได้สักพักแล้ว”“สถานะแฟน?” อินทิราเลิกคิ้วถาม“จริง ๆ ก็ยังไม่เคยคุยกันเรื่องสถานะ”“เฮ้ย ได้ไงวิน ตอนไหน ทำไมฉันไม่รู้ ยัยรจทำงานอยู่กับฉันทุกวันก็ไม่เคยเห็นพิรุธ รู้ว่าคุยกับหนุ่ม ที่แท้ก็แกนี่เองเหรอ”“อืม ก็ตั้งแต่วันนั้นนั่นแหละ” อาชวินอ้ำอึ้ง“วันไหน”“ก็วันที่แกงอนคุณเอเดนแล้วหนีไปนอนห้องฉันไง คืนนั้นแกนอนคนเดียว ฉันลากรจไปนอนด้วย”“พี่วิน...”รจเลขที่ถูกอาชวินบังคับให้เรียกพี่แถมยังบังคับให้ขนของไปอยู่ด้วยฟาดต้นแขนล่ำดังเพียะ เธออับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปแทรกไว้ที่ไหน“อุ๊ย พี่วิน...เขาเรียกกันพี่ด้วยว่ะ” อินทิราเอ่ยแซวทำคนตัวบางแทบม้วน“อิน เลิกแซวสักที รจอายหมดแล้วเนี่ย” อาชวินปรามเพื่อนรัก“แอบมี Something กันมาตั้งนานแต่เก็บเงียบเลยนะ ไม่ให้ฉันแซวได้ไง เมื่อก่อนกัดกันอย่างกับอะไรดี ไปตกหลุมพรางอีท่าไหนล่ะยัยรจ” อินทิรายังคงเอ่ยแซว
“คุณรอยด์ครับ ผมพร้อมดูแลคุณดุจดาวกับคุณดา แต่เรื่องแต่งงานคุณรอยด์อย่าบังคับคุณดาเลยครับ ผมเป็นแค่บอดี้การ์ด ไม่มีอะไรคู่ควรกับคุณดาสักอย่าง วันหนึ่งคุณดาก็ต้องเจอคนที่เหมาะสมคู่ควรและทำให้คุณดารักได้ ที่ไม่ใช่ผม”รดาเหลือบมองบอดี้การ์ดส่วนตัวแล้วเงยหน้าขึ้นมองพ่อ ในแววตาเต็มไปด้วยความสับสน“เอาล่ะ เรื่องนี้ก็ตัดสินใจกันเอาเอง ฉันจะไม่บังคับฝืนใจใครอีกแล้ว ถ้านายไม่อยากแต่งงานรับผิดชอบยัยดาที่เคยทำยัยดาท้องก็ไม่เป็นไร”“ไม่ใช่อย่างนั้นครับคุณรอยด์ แต่ผม เอ่อ ผม...”“พอ ๆ บอกแล้วไงว่าไปตัดสินใจกันเอาเอง ฉันจะไม่ยุ่ง แต่ขออย่างเดียว ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร ฉันฝากนายดูแลเมียกับลูกของฉันด้วย”“ครับ เรื่องนี้คุณรอยด์ไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะดูแลคนที่คุณรอยด์รักให้ดีที่สุด”เมื่อรอยด์และดุจดาวกลับไปพักผ่อนที่บ้านเพื่อเตรียมตัวเกี่ยวกับเรื่องคดีความ ในห้องพักผู้ป่วยจึงเหลือเพียงมาร์ตินและรดาอีกครั้ง“นายไม่คิดจะรับผิดชอบชีวิตฉันใช่ไหม ตอนนี้ไม่มีลูกแล้วเลยลอยตัวสินะ”มือใหญ่ที่กำลังห่มผ้าให้คนป่วยชะงัก สบตาเธอด้วยสายตาเจ็บปวดตัดพ้อ“แค่ผมทำคุณดาท้องก็เลวมากพอแล้วครับ ตอนนี้คุณดาเป็นอิสระจากคน
แอนดริวมองพี่ชายที่ยังไม่มีท่าทีจะฟื้นแม้จะถูกย้ายออกมาอยู่ในห้องพักผู้ป่วยหลายวันแล้ว พริ้มพราวยืนข้างเตียง ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดใบหน้าขาวซีดไร้เลือดฝาด เธอมาอยู่เฝ้าเอเดนทุกวันไม่ยอมห่างไปไหนเพื่อให้แอรอนและสิริมาได้มีเวลาไปจัดการกับเรื่องคดีความเขมมิกายืนมองร่างใหญ่ที่ยังไม่ได้สติแล้วเหยียดยิ้ม สะกิดแขนลูกชายให้เดินตามออกมายังทางเดินหนีไฟ“แม่ว่าไอ้แอนดริวมันนอนเป็นผักแบบนี้ก็ดีแล้ว นี่เป็นโอกาสของเราที่จะฮุบทุกอย่างมาจากมัน ทำไมมันไม่ตาย ๆ ไปเลยนะ จะรอดมาเป็นหนามตำใจแม่ทำไม”ดวงตาที่ตกแต่งด้วยเครื่องสำอางราคาแพงวาววับ ความเคียดแค้นชิงชังฉายชัดในแววตาแอนดริวถอนใจพรืด ในเมื่อมันมาถึงขั้นนี้แล้วเขาควรทำให้ทุกอย่างมันกระจ่างเสียที“แม่ครับ ผมจะไม่แย่งชิงตำแหน่งประธานกับพี่เอเดนอีก”เขมมิกาหันขวับมองหน้าลูกชาย“นี่มันอะไร แค่มันเอาตัวบังกระสุนแทนแกก็ซาบซึ้งกับความดีของมัน จนลืมเรื่องที่มันกับแม่ของมันทำกับแกและแม่แล้วเหรอ แกอย่าลืมสิว่าแม่มันทำอะไรกับแม่ไว้บ้าง แม่เจ็บปวดที่มันคอยรังแกแม่ตลอดเวลาแกก็เห็น อีกอย่างมันไม่เคยรักแก มันเกลียดแก ขนาดรถบังคับที่พ่อซื้อให้มันยังทำของแกพัง แถมมันยั







