LOGIN18
กลับบ้าน
ภารกิจที่ฉันมั่นใจนักมั่นใจหนาว่ายังไงก็ต้องสำเร็จแน่นอน พังทลายลงต่อหน้าต่อตาเมื่อท่าน ส.ส. เมืองราดยืนยันว่า...เขานั้นไม่รู้จักคนชื่อเดรก!
ส่งผลให้ฉันในตอนนี้หงอยเหงาราวกับไก่โดนน้ำร้อน จนคิมหันต์ที่พึ่งเดินเข้ามาในห้องปฏิบัติการ ถึงกับแปลกใจกับท่าทางที่ฉันไม่เคยเป็นมาก่อน
“เจ้เขาเป็นอะไรเฮีย นั่งหงอยอย่างกับคนโดนผัวทิ้ง”
“ก็ลองเข้าไปถามดูสิ เผื่อจะรู้”
“ไม่เอาหรอก กลัวโดนด่า”
“งั้นก็อยู่เงียบๆ แล้วทำงานของเอ็งต่อไป”
ฉันเหลือบสายตาขึ้นมองบุคคลที่กำลังพูดถึงฉันอยู่โดยไม่ได้พูดอะไรออกมา ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมาจ้องหน้าจอโทรศัพท์เหมือนเดิม เพื่อต่อสายไปหาคนที่บ้านให้เตรียมอาหารไว้รอ
ตู๊ด ตู๊ด
รอสายไม่นานมากนักเสียงจากปลายสายก็ดังขึ้น
(ว่าไงลูก)
“แม่เตรียมอาหารไว้หรือยังคะ อีกหนึ่งชั่วโมงหนูกับเพื่อนๆ ก็จะไปถึงที่บ้านแล้วนะคะ”
(ยังเลยลูก เอ็งอยู่ตั้งกรุงเทพฯ อะไรจะเดินทางเร็วขนาดนั้น เหาะเอาหรืออย่างไร)
“เหาะเอาก็ไม่เกินจริงนะ”
(แม่ประชด)
“เถอะน่าแม่ เอาเป็นว่าเตรียมอาหารเลย ไม่เกินสองชั่วโมงเบลและเพื่อนไปถึงบ้านแน่นอน”
(จ้ะๆ เดี๋ยวแม่เตรียมไว้รอ รีบมานะ แม่คิดถึง)
“ค่ะแม่ คิดถึงเหมือนกันค่ะ”
ฉันกดวางสายหลังจากที่คุยธุระกับแม่เสร็จแล้วเรียบร้อย ตามบทสนทนาข้างต้นสรุปได้ง่ายๆ เลยก็คือ...วันนี้สมาชิก Black Room จะเดินทางไปที่บ้านของฉัน เพื่อใช้วันหยุดพักร้อนที่ผู้บัญชาการจอร์นได้มอบให้อย่างกะทันหันนั่นเอง แน่นอนว่าระดับหน่วยงานลับของเอกชนแล้ว ไม่มีทางที่เราจะนั่งรถให้เมื่อยตูดกันนานๆ เป็นสิบๆ ชั่วโมงอย่างแน่นอน
“เฮลิคอปเตอร์ที่เตรียมไว้พร้อมหรือยังพี่เคน”
“จัดให้เรียบร้อยแล้วค้าบ”
พี่เคนตอบรับเสียงใส ก่อนจะยกหูขึ้นคุยโทรศัพท์แล้วเดินออกจากห้องปฏิบัติการไปโดยไม่สนใจฉันอีกเลย ใช่แล้วล่ะค่ะ พาหนะที่เราจะใช้เดินทางกลับบ้านฉันในวันนี้คือเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยงานนั่นเอง
เป็น VVip สุดๆ
ทุกคนในทีมรวมถึงมารินที่จะร่วมเดินทางไปพักร้อนที่บ้านของฉัน ต่างขึ้นมารวมตัวกันที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์บนชั้นดาดฟ้าของหน่วยงาน เพื่อออกเดินทางไปยังบ้านของฉันในอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้
“บ้านเจ้มีห้องรับแขกกี่ห้องอ่ะ”
คิมหันต์สะกิดถามขณะที่ฉันกำลังก้มหน้าพิมพ์แชทไปบอกแม่ถึงเมนูอาหารที่อยากกิน
“ไม่มีเลย นอนพื้นเท่านั้นที่เอฟวี่ติง” ฉันเงยหน้าขึ้นมาตอบคิมหันต์พร้อมยักคิ้วอย่างยียวน
“สำเนียงภาษาอังกฤษเจ้ไม่ผ่านอย่างยิ่ง”
“ใครแคร์กันเล่า สื่อสารรู้เรื่องก็พอแล้ว”
“คุยอะไรกันสองคนนี้ ไป...รีบขึ้นฮอล์กันได้แล้ว” พี่เคนพูดแทรกบทสนทนาของเราทั้งสองขึ้นมา พลางดันหลังของเราทั้งสองให้เดินขึ้นไปบนเฮลิคอปเตอร์ เพื่อออกเดินทางไปยังบ้านของฉันที่ต่างจังหวัด
ฉันกวาดสายตามองไปรอบบริเวณดาดฟ้าก็พบว่าทุกคนต่างประจำที่นั่งกันหมดแล้ว เหลือแค่ฉันกับคิมหันต์ที่มัวชักช้าลีลากันอยู่สองคน
“เอ้า! พร้อมกันหมดแล้วเรอะ”
“ใช่”
ทุกคนที่นั่งประจำที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ตอบขึ้นพร้อมกันด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดังนั้นฉันจึงได้แต่ส่งยิ้มแหยกลับไปแล้วรีบกุลีกุจอขึ้นเครื่องทันที ไม่นานนักคนขับก็นำเครื่องขึ้นบิน แล้วนำเราทั้งห้าคนออกเดินทางทันที
ผ่านไป 2 ชั่วโมงเห็นจะได้ เพราะฉันมัวแต่หลับจนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร รู้สึกตัวอีกทีก็มาถึงบ้านของตัวเองแล้ว
“ว้าว~” มารินอุทานออกมาพร้อมกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อขาทั้งสองข้างของเธอเหยียบลงบนลานจอดเฮลิคอปเตอร์ที่บ้านของฉัน “ไม่ยักรู้ว่าก่อนเลยว่าบ้านของเบลจะกว้างขวางและใหญ่โตขนาดนี้”
“จะรู้ได้ยังไงก็รินไม่เคยมาบ้านเบลเลยสักครั้ง”
“เอ๋? ก็ใช่” มารินหันหน้าไปมองพี่เคนที่พูดแทรกขึ้นมาพลางขมวดคิ้วสงสัย และไม่กี่วินาทีต่อมาเธอก็เบิกตากว้างขึ้น ราวกับว่าพึ่งนึกขึ้นได้ว่าตนนั้นไม่เคยมาบ้านของฉันเลย ท่าทางและสีหน้าของมารินต่างก็เรียกรอยยิ้มจากทุกคนที่กำลังมองดูอยู่ได้เป็นอย่างดี
“คุณหนูเบล คุณหนู”
เสียงตะโกนเรียกดังขึ้นมาแต่ไกล ทำให้พวกเราทั้งห้าคนที่กำลังยิ้มหัวเราะกันอยู่นั้น จำต้องหันไปมองเจ้าของเสียงที่กำลังขับรถพ่วงข้าง โบกมือสะบัดทักทายมาแต่ไกล ไม่ต้องรอให้มาถึงฉันก็รู้ได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นฉีกยิ้มกว้างแค่ไหน
“ป้าหยวน”
“คุณหนู คุณหนูเบล มาถึงนานหรือยังคะ?”
“ไม่ต้องเรียกเบลว่าคุณหนูก็ได้ค่ะป้าหยวน เบลเขิน” ฉันก้มตัวไปกระซิบป้าหยวนที่ข้างหูเมื่อท่านมาถึง
“ป้าชินน่ะ ไว้ป้าจะพยายามนะ” ป้าหยวนตอบด้วยรอยยิ้ม พลันก้าวขาลงจากรถพ่วงข้างแล้วหันไปพูดกับเพื่อนในทีมของฉันที่ยืนมองดูเราทั้งสองคนคุยกันอยู่ “พวกหนูๆ ทุกคนคงเหนื่อยเดินทางกัน เดี๋ยวขึ้นรถได้เลยนะ ส่วนสัมภาระ กระเป๋าเดินทางไม่ต้องเอาไปด้วย ป้าบอกคนมายกให้แล้ว สักพักคงมาถึง”
“เอ่อ..รถอยู่ไหนคับป้า” คิมหันต์เอ่ยถาม ระบายยิ้มแห้งๆ มองป้าหยวนที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า ก่อนจะชี้นิ้วไปที่รถพ่วงข้างที่จอดอยู่ พลันพูดต่อด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “อย่าบอกนะว่า ป้าจะให้พวกเราขึ้นรถคันนี้ไป ฮ่า ๆ”
“จ้ะ ไม่ได้เหรอ?”
“ได้ค่ะป้า ไป...ขึ้นรถกันเร็ว มัวชักช้ากันอยู่ได้” ประโยคแรกมารินพูดกับป้าหยวน ส่วนประโยคหลังมารินหันไปพูดกับคิมหันต์พร้อมกับขึงตาใส่ไปที
ราวกับคำสั่งจากฟากฟ้า เพราะทุกคนต่างก็รีบก้าวขาขึ้นไปทิ้งตัวลงบนรถพ่วงข้างกันให้ไว ไม่เว้นแม้แต่มกราที่ก่อนหน้านี้ยืนทำหน้าเคร่งขรึมอยู่ข้างๆ พี่เคน ฉันที่เห็นดังนั้นก็ได้แต่สายหน้าไปมาช้าๆ ด้วยความเหนื่อยใจ
“ก็ไม่น่าทำให้เขาโมโห”
“บ้านเบลก็ใหญ่โตเอาเรื่องอยู่นะเนี่ย มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ในตัวด้วย” พี่เคนพูดขึ้นพร้อมกับหันหน้ามามองฉัน ที่นั่งซ้อนท้ายป้าหยวนด้วยสีหน้าเกินจะเหลือเชื่อ
ฉันหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดกับพี่เคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “พื้นเพเดิมบ้านของเบลก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรขนาดนี้ พอได้มาทำงานกับจอร์น ก็ทำให้เบลมีรายได้มากขึ้น และสามารถสร้างบ้านได้ใหญ่โตอย่างที่เห็นนี่แหละ”
“เก่งมากเลยน้องสาวพี่”
ฉันยกมือขึ้นมาตรงหน้าพร้อมทำนิ้วเหมือนขยี้มด เป็นเชิงบอกว่าเรื่องแค่นี้จิ๊บๆ
พี่เคนเอื้อมมือเข้ามาเขกลงบนหัวของฉันหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะหันไปคุยกับมารินหน้าตาเฉย โดยลืมไปเลยว่าหนึ่งวินาทีก่อนหน้านี้กำลังคุยกับฉันอยู่
...รู้สึกไร้ตัวตน TT_TT
ดังนั้นฉันจึงเลิกสนใจพี่เคนที่กำลังคุยสนุกกับมาริน แล้วกลับหลังหันไปมองมกราที่นั่งเอาหน้าลิ่วลมอยู่บนรถพ่วงข้างด้านหลังแทน ก่อนจะพบว่าเขาก็กำลังมองมาที่ฉันอยู่เหมือนกัน
สองสายตาสบประสานโดยไร้ซึ่งคำพูด ทว่ากลับให้ความอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ฉันรู้สึกได้เลยว่ามกราเขาปฏิบัติกับฉันเปลี่ยนไปจากเดิมมากเลยล่ะ
และก็หวังว่าต่อจากนี้เขาจะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ
ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีเราทั้งหมดก็เดินทางมาถึงตัวบ้าน และก็พบว่าแม่กับพ่อยืนรอต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว
“คิดถึงที่สุดเลย” ฉันโผเข้ากอดท่านทั้งสองแน่นด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ
“แม่กับพ่อก็คิดถึงลูกมากๆ เลย กว่าจะมีเวลากลับมาบ้านได้นะ”
“ก็งานหนูเยอะนี่นา อ่ะ พ่อคะแม่คะ นี่เพื่อนๆ เบลค่ะ” ฉันหันหน้าไปหาเพื่อนๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลังพลางแนะนำชื่อให้พ่อกับแม่รู้จัก “มาริน พี่เคน คิมหันต์ แล้วก็มกราค่ะ”
ทั้งสี่ต่างยกมือขึ้นไหว้แม่กับพ่อด้วยความเคารพพร้อมกล่าวทักทาย
“สวัสดีครับ ผมเคน”
พี่เคนทักทายก่อนเป็นคนแรกต่อด้วยมกราและคิมหันต์ตามลำดับ ปิดท้ายด้วยมารินกล่าวทักทายเป็นคนสุดท้าย
“หนูมารินค่ะ พึ่งเคยมาบ้านเบลเป็นครั้งแรก ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
“สวัสดีจ้ะ” แม่กล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม แต่ไม่นานมากนักท่านก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย “เอ..เราเคยเจอกันที่ไหนรึเปล่าจ๊ะ ทำไมแม่รู้สึกคุ้นเคยกับหนูจัง เนอะพ่อ..พ่อรู้สึกคุ้นเคยกับไอ้หนูคนนี้เหมือนแม่ไหม”
“นั่นน่ะสิ พ่อก็รู้สึกคุ้นเคยอยู่เหมือนกัน เหมือนกับว่าเคยเจอกันที่ไหน แต่ก็นึกไม่ออก”
“แม่รู้สึกถูกชะตากับหนูมารินมากเลยลูก จะเคยเจอกันที่ไหนก็เอาไว้ก่อน” แม่เดินเข้าไปโอบไหล่มารินเบาๆ “ตอนนี้เรารีบเข้าบ้านกันก่อนดีกว่า เดี๋ยวกับข้าวที่แม่เตรียมไว้รอจะเย็นเสียก่อน”
“หนูเบล...”
ขณะที่แม่กำลังจะพามารินก้าวเดินเข้าไปในบ้าน เสียงทักทายจากทางประตูหน้าบ้านก็ดังขึ้น ฉันที่เป็นผู้ถูกเรียกจึงกลับหลังหันไปมองว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร ก่อนจะพบว่าคนที่กำลังเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มแป้นคือ...
ป้าระวีกับลุงพด
“ป้าวีลุงพดสวัสดีค่ะ”
“มาถึงนานหรือยังหนูเบล”
“สักพักหนึ่งแล้วค่ะ”
“แล้วนี่กินข้าวกินปลากันมาหรือยัง” ป้าระวีหันไปพูดกับพวกเพื่อนๆ ของฉันที่ยืนยิ้มแหย่กันอยู่ “ป้าทำกับข้าวมาเพิ่ม กลัวว่าจะไม่พอกันกัน”
“ป้ารู้ได้ไงว่าหนูมาบ้าน”
ฉันถามป้าระวีด้วยความสงสัย พลันหันหน้าไปหาแม่ที่ยืนอยู่ข้างกันกับมาริน
“แม่โทรบอกแม่ระวีเองแหละ นานๆ ทีเบลจะกลับมาบ้าน แถมระวีก็เทียวถามหาอยู่แทบทุกครั้งที่เจอหน้ากัน แม่ก็เลยโทรบอกน่ะ”
“อ๋อ”
“ไปๆ เข้าบ้านกันดีกว่า เดินทางมาไกลคงเหนื่อยกัน” คราวนี้เป็นพ่อของฉันที่พูดแทรกขึ้นมาขณะที่แม่กำลังจะพูดต่อ “ไปเบล พาพวกเพื่อนเข้าไปด้านในไป ป่านนี้ป้าหยวนน่าจะเตรียมโต๊ะเสร็จแล้วมั้ง ไปแม่ระวีกับพ่อพดเข้าบ้านกัน เข้าไปคุยกันในบ้านดีกว่า ยืนนานปวดขา”
“เดี๋ยวก่อน...หนูคนนี้ใครเหรอ” ป้าระวีถามพร้อมกับเดินเข้าไปจับแขนของมาริน
ฉันสังเกตเห็นว่านัยน์ตาของป้าระวีสั่นระริกราวกับกำลังจะร้องไห้ ซึ่งข้อนี้ฉันรู้ดีว่าเกิดจากอะไร
“หนู...มาริน โอ้ย!”
“ริน เป็นอะไรไหม โอเคหรือเปล่า”
พี่เคนรีบถลาเข้าไปประคองร่างของมารินที่กำลังจะเซล้มลงกับพื้นด้วยความเร็ว
“ปวดหัว อยู่ ๆ ก็เจ็บจี๊ด ริน...”
“ริน!”
มารินยังพูดไม่ทันจบประโยคก็หมดสติไปในอ้อมแขนของพี่เคน เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเธอซีดเผือดพี่เคนก็รีบช้อนร่างของมารินขึ้นมา แล้วก้าวฉับ ๆ เดินเข้าบ้านไปทันที
บางทีการกลับมาพักผ่อนที่บ้านในครั้งนี้อาจมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นก็เป็นได้
20ค่ำคืนแห่งความสุข แปะ! ฉันฟาดฝามือไปที่แผงอกกว้างอย่างเต็มแรง จนทำให้มกราที่นอนราบอยู่บนโซฟากระเด้งตัวขึ้นมาทันควันด้วยความเจ็บ “ตีฉันทำไมเนี่ย” มกราโอดครวญด้วยสีหน้าเหยเก “มันเจ็บนะ” “ความเจ็บแค่นี้ไม่เท่ากับที่ฉันได้รับหรอก รู้ไหมว่าฉันเจ็บปวดแค่ไหนที่นายไม่รับรักฉันน่ะ” “ฉันขอโทษ” “ไม่ให้อภัยได้ไหม” ฉันบอกออกไปเสียงแผ่วค่อย จ้องมองใบหน้าของเขาด้วยสายตาที่สั่นระริก “ฉันทั้งผิดหวัง ทั้งร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่เป็นอาทิตย์เลยนะ กว่าจะผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ รู้ไหมว่ามันทรมานแค่ไหน ฮึก” “หลังจากเลิกงานเธอจะซื้อขนมปังสอดไส้ช็อกโกแลตกับนมจืดไปนั่งกินที่ป้ายรถเมล์ เธอจะกลับขึ้นคอนโดเวลาสองทุ่มของทุกวันเพื่อไปหาลีโอ ในเวลาสี่ทุ่มครึ่งเธอจะนั่งจิบวายมองรูปถ่ายของเราทั้งสี่คนด้วยแววตาที่ว่างเปล่า เธอ..” “นาย...” ฉันเปล่งเสียงแทรกขึ้นมาระหว่างที่มกรากำลังจะพูดต่อ “นายคอยตามดูฉันอย่างนั้นเหรอ” “ใช่ ฉันตามดูเธอตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ ที่เธอเอาแต่ทำเรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา”
19ฉันจะไม่ปฏิเสธหัวใจตัวเองอีกแล้วบรรยากาศอาหารเย็นไม่เป็นไปตามที่วาดฝัน เพราะทุกคนต่างแสดงออกทางสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะพี่เคนที่จะกังวลใจหนักมากกว่าคนอื่นหลังจากที่ทานอาหารเย็นกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็แยกตัวเข้ามาหามารินที่นอนพักอยู่ในห้องรับแขก ได้แต่ยืนมองใบหน้าอันขาวซีดที่นอนหลับอยู่บนเตียงฉันก้าวเข้าไปทิ้งตัวลงบนที่นอนพร้อมกับเอื้อมมือขึ้นไปลูบไล้หน้าผากมนอย่างแผ่วเบา“รินดา...” ชื่อของบุคคลที่ฉันหวนนึกถึงอยู่ตลอดเวลาถูกเปล่งออกมาจากลำคอด้วยเสียงแผ่วค่อย “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอยังมีชีวิตอยู่”ฉันรู้สึกจุกอยู่ในอกขณะที่ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบเอ็ดปีที่แล้วฉายซ้ำเข้ามาในหัว เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาฉันไม่อาจลืมเรื่องราวอันเลวร้ายได้ลงไม่เคยลืมแม้แต่วินาทีเดียว...“เมื่อกี้...เบลได้พูดกับรินหรือเปล่า?”ฉันหลุดออกจากห้วงความคิดของตัวเอง เมื่อเสียงอันแหบพร่าดังแทรกขึ้นมา พอเลื่อนสายตาขึ้นไปมองก็พบว่ามารินกำลังจ้องหน้าฉันอยู่“เปล่า ฉันไม่ได้พูดอะไรเลย รินเป็นยังไงบ้าง ยังปวดหัวอยู่ไหม”“...รู้สึกดีขึ้นแล้ว ขอน้ำกินหน่อย”“ได้” ฉันเอื้อมมือไปหยิบแก้วน
18กลับบ้านภารกิจที่ฉันมั่นใจนักมั่นใจหนาว่ายังไงก็ต้องสำเร็จแน่นอน พังทลายลงต่อหน้าต่อตาเมื่อท่าน ส.ส. เมืองราดยืนยันว่า...เขานั้นไม่รู้จักคนชื่อเดรก!ส่งผลให้ฉันในตอนนี้หงอยเหงาราวกับไก่โดนน้ำร้อน จนคิมหันต์ที่พึ่งเดินเข้ามาในห้องปฏิบัติการ ถึงกับแปลกใจกับท่าทางที่ฉันไม่เคยเป็นมาก่อน“เจ้เขาเป็นอะไรเฮีย นั่งหงอยอย่างกับคนโดนผัวทิ้ง”“ก็ลองเข้าไปถามดูสิ เผื่อจะรู้”“ไม่เอาหรอก กลัวโดนด่า”“งั้นก็อยู่เงียบๆ แล้วทำงานของเอ็งต่อไป”ฉันเหลือบสายตาขึ้นมองบุคคลที่กำลังพูดถึงฉันอยู่โดยไม่ได้พูดอะไรออกมา ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมาจ้องหน้าจอโทรศัพท์เหมือนเดิม เพื่อต่อสายไปหาคนที่บ้านให้เตรียมอาหารไว้รอตู๊ด ตู๊ดรอสายไม่นานมากนักเสียงจากปลายสายก็ดังขึ้น(ว่าไงลูก)“แม่เตรียมอาหารไว้หรือยังคะ อีกหนึ่งชั่วโมงหนูกับเพื่อนๆ ก็จะไปถึงที่บ้านแล้วนะคะ”(ยังเลยลูก เอ็งอยู่ตั้งกรุงเทพฯ อะไรจะเดินทางเร็วขนาดนั้น เหาะเอาหรืออย่างไร)“เหาะเอาก็ไม่เกินจริงนะ”(แม่ประชด)“เถอะน่าแม่ เอาเป็นว่าเตรียมอาหารเลย ไม่เกินสองชั่วโมงเบลและเพื่อนไปถึงบ้านแน่นอน”(จ้ะๆ เดี๋ยวแม่เตรียมไว้รอ รีบมานะ แม่คิดถึง)“ค่ะแม่ คิ
17ถ้าหากตกลง “ดูจากผลงานที่ผ่านมา ไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นคนที่ลงมือฆ่าลูกสาวตัวเอง เพราะดูจากบุคลิกแล้ว ท่านเป็นคนที่รักครอบครัวมากๆ เลยทีเดียว” พี่เคนแสดงความคิดเห็นขึ้นมา ขณะที่นั่งมองภาพจากจอแท็บเล็ตขนาดสิบนิ้ว ที่กำลังฉายภาพเหตุการณ์สด ณ สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า “ท่านดูเป็นคนดีเกินกว่าจะฆ่าลูกตัวเอง” “คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ เมื่อความโลภเข้าครอบงำ ทุกคนล้วนแสดงอีกตัวตนหนึ่งออกมากันทั้งนั้น” มกราแสดงความคิดเห็นบ้าง ขณะที่กำลังจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะหันหน้ามาพูดกับฉันที่กำลังนั่งเช็คเครื่องมือสื่อสารอยู่ “เธอมั่นใจนะโนเบล ว่าต้องการรื้อคดีนี้ขึ้นมาสืบสวนใหม่ แม้ว่าทางตำรวจของรัฐจะสรุปปิดคดีไปแล้วก็ตาม” ฉันใส่วิทยุสื่อสารขนาดจิ๋วเข้าไปในหูข้างขวา ส่องกระจกตรวจเช็คความเรียบร้อยให้แน่ใจว่าแน่นหนาพอที่จะไม่หลุดหายระหว่างปฏิบัติงานอีก เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วค่อยหันหน้าไปตอบมกรา ที่นั่งรอคำตอบอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ “ฉันไม่ได้ต้องการรื้อคดีขึ้นมาสืบสวนใหม่ แต่สิ่งที่ฉันต้องการที่แท้จริงคือการลักพาตัวท่
16โชว์พิเศษ (ที่สมจริง)เอี๊ยดเสียงเครื่องยนต์หยุดลงบริเวณด้านหลัง ตามมาด้วยเสียงปืนอีกสามถึงสี่นัด ส่งผลให้ผู้คนรอบข้างส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ในส่วนของฉันและทีมการ์ดก็ต่างก้มหลบกระสุนกันเป็นพัลวัน“เบล! รีบขึ้นรถเร็ว!!”เสียงจากคนในรถเรียกให้ฉันได้สติและเงยหน้าขึ้นมองอย่างอยากรู้ ก่อนจะพบว่าคนที่อยู่หลังพวงมาลัยคือมกราที่เข้ามาช่วยได้ทันเวลาพอดีแต่จะดีมากถ้าเขาไม่กราดยิง จนเกือบจะคร่าชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวไปด้วยฉันรีบสืบเท้าขวายันเข้ากลางลำตัวของการ์ดที่ก้มหลบกระสุนออก แล้วรีบกระเสือกกระสนเปิดประตูรถพลันยัดร่างเข้าไปด้านใน ก่อนที่จะโดนกระสุนของทีมการ์ดเจาะเข้าลำตัว ได้แผลเพิ่มกลับไปโดนหมอไอรินบ่นจนหูชา“ไม่เป็นไรใช่ไหม”“อืม นายมาช่วยได้ทันพอดี” ฉันเอนหลังพิงเบาะพลางสูดหายใจเข้าลึก กดมือลงไปบริเวณแผลผ่าตัดก็พบว่ามีเลือดไหลซิบออกมามากขึ้นกว่าเดิม “แต่แผลน่าจะฉีกตอนที่กำลังต่อสู้”“โอเค” มกราตอบรับน้ำเสียงราบเรียบ เอื้อมมือซ้ายไปคว้านหาอะไรบางอย่างที่เบาะหลัง ไม่กี่อึดใจต่อมาผ้าพันแผลจำนวนมากก็ถูกโยนมาบนหน้าตัก “ใช้ผ้าพันแผลห้ามเลือดเอาไว้ก่อน”“ว้าว
15ถูกจับตัว“ในห้องนี้ไม่ได้มีแค่พวกเธอสองคนนะ”เสียงของไอรินทำให้ฉันและมกรารีบผละออกจากกันโดยอัตโนมัติ พลันนิ่วหน้าใช้มือกดแผลบริเวณสีข้างราวกับเจ็บนักเจ็บหนา ด้านมกราเองก็ยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยจับนู่นจับนี่ด้วยท่าทางเคอะเขิน“ตื่นแล้วทำไมไม่เรียก ฉันจะได้ตรวจดูอาการ”“ก็เห็นเธอนอนอยู่ ก็เลยไม่อยากกวน”“ไม่อยากกวนก็ต้องเรียก เพราะฉันมีหน้าที่ดูแลรักษาเธอนะเบล”“ขอโทษ...ฉันรู้ว่าเมื่อคืนเธอต้องอดหลับอดนอนเพราะฉันนี่นา”ไอรินมองค้อน เป็นเชิงดุก่อนจะหันหน้าไปพูดกับมกรา “นายไปนั่งรอที่โซฟาก่อนนะ ฉันตรวจดูอาการข้างเคียงของเบลแป๊บหนึ่ง”“อืม ได้สิ”ไอรินใช้เวลาไม่นานมากนักก็ตรวจดูอาการเสร็จ พร้อมกับให้ยาระงับปวดและบอกรายละเอียดเพิ่มเติมนิดหน่อย จากนั้นเธอจึงขอตัวออกไปหาอะไรรองท้องและเตรียมกับข้าวให้ฉันด้วย ดังนั้นในห้องพยาบาลขณะนี้จึงเหลือแค่ฉันและมกราอยู่สองคนและเพื่อเป็นการไม่ทำให้บรรยากาศภายในห้องดูอึดอัดเกินไป ฉันจึงกระแอมไอในลำคอพลางหาเรื่องชวนคุย“เรื่องเมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้างเหรอ ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม”“เรียบร้อย แต่ก็จับได้บางส่วน และยังสาวถึงผู้อยู่เบื้องหลังไม่ได้ ส่วนผู้ประ







