LOGIN10
เหตุฆาตกรรม K.a.e.n. IT เมื่อเวลา 22.00 น. ที่ผ่านมามีพลเมืองดีแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าพบศพปริศนาผูกคอตาย หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจึงรุดเข้าตรวจสอบ ก่อนจะพบว่าศพปริศนาดังกล่าวคือ น.ส.กมลวรรณ ลูกสาวของ ส.ส.เมืองราด คาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง ซึ่งสาเหตุยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่จะเร่งสืบหาข้อมูลต่อไป... “อย่างที่เป็นข่าวศพนั่นเป็นลูกสาวของ ส.ส.เมืองราด” เควินเริ่มอธิบายถึงหัวข้อที่เรียกประชุมในวันนี้ “ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นการฆ่าตัวตายเพราะศพถูกแขวนคออยู่ แต่คุณจอร์นอยากให้ทีมของเราสักสองคนลงไปตรวจสอบดูพื้นที่เกิดเหตุ” “ส.ส.เมืองมาด” ฉันทวนชื่อ ส.ส. คนนั้นกับตัวเอง มันจะใช่คนเดียวกันกับที่เดรกว่าเมื่อคืนหรือเปล่า “มีอะไรหรือเปล่าเบล” “ฉันแค่สงสัยน่ะ เป็นไปได้มั้ยที่ ส.ส. เมืองมาด อะไรนั่น...อาจจะไปก่อเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลเอาไว้” ฉันตั้งข้อสงสัยกับเควิน บางทีมือขวาของจอร์นอาจจะมีข้อมูลที่ฉันต้องการอยู่ก็ได้ “เมืองราดๆ ไม่ใช่เมืองมาด” คิมหันต์ทวนชื่อของ ส.ส. ให้ถูกต้องพลางส่ายหน้าใส่ฉันอย่างเอือมระอาและพูดต่อ “ไม่เคยมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับเขาเลยนะครับ มีแต่ข่าวการกุศลและข่าวออกเยี่ยมเยือนประชาชนก็เท่านั้น” “เธอไปรู้อะไรมา” มกราเงยหน้าจากภาพถ่ายขึ้นมามองฉันอย่างอยากรู้ นายนั่นควงปากกาในมือราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “คำถามของเธอเหมือนไปรู้เรื่องอะไรมา หรือว่าเมื่อคืนที่โดนไล่ล่าจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้” คำถามชวนสงสัยของมกราต้อนฉันให้จนมุม จนนึกหาคำแก้ตัวไม่ออก ส่งผลให้คนอื่นๆ ที่ร่วมประชุมต่างก็จ้องมองมาที่ฉันด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน “ฉันก็แค่สงสัย” มกรากระตุกคิ้วขึ้นข้างหนี่ง ใบหน้าของเขาไม่แสดงออกถึงความรู้สึกใดๆ มีเพียงแววตาคมกริบที่ทอดมองฉันอย่างกับต้องการจะกดดันให้พูดถึงเรื่องที่เขาอยากจะให้พูด ทำให้บรรยากาศเริ่มมาคุขึ้นมาจนทุกคนมีท่าทางอึดอัด และสุดท้ายก็เป็นฉันเองที่ทนความกดดันนั่นไม่ไหว “ฉันไม่ได้ไปรู้เรื่องอะไรมาทั้งนั้นแหละน่า เลิกทำให้เสียบรรยากาศได้แล้ว” “สองคนนี้ไม่หาเรื่องทะเลาะกันสักวันจะได้ไหม เถียงกันไปเถียงกันมาเดี๋ยวก็ได้รักกันหรอก” ตามด้วยพี่เคนที่เหลือบสายตามองเราทั้งคู่ ตามมาด้วยการส่ายหน้าอย่างเอือมระอาแล้วเริ่มอธิบายถึงรูปภาพที่ได้รับมาจากทีมเก็บหลักฐาน “จากที่ดูในรูป...ตรงข้อมือ คอ และลำตัว มีร่องรอยของการถูกทำร้ายเต็มไปหมด ไม่น่าจะใช่การฆ่าตัวตายอย่างที่เห็นนะ” “เพราะแบบนี้จึงมีคำสั่งให้พวกนายลงพื้นที่ไง” เควินเสริมขึ้นหลังจากที่พี่เคนอธิบายจบ “เดี๋ยวฉันไปเอง” “ไม่ได้” มกรารีบปฏิเสธขึ้นมาทันที “ทำไม-” “ภารกิจนี้ไม่ควรเป็นเธอ ที่เกิดเหตุมันใกล้กับไนต์คลับ เป็นไปได้ว่าคนของที่นั่นอาจจะจำหน้าเธอได้” “หมายความว่ายังไง” เควินโพล่งแทรกพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น “เมื่อคืน? มีเรื่องอะไรที่ฉันยังไม่รู้ด้วยหรือเปล่า” “ก็ยัยนี่ไปก่อเรื่องไว้เมื่อคืนน่ะสิ พูดกันมาจนขนาดนี้แล้ว นายพึ่งเข้าใจเหรอ” คำตอบของมกราทำให้เควินเบนความสนใจมาที่ฉันทันที แถมยังใช้สายตามองอย่างจับผิดราวกับว่าฉันไปฆ่าลูกสาวของ ส.ส. คนนั้นอย่างงั้นแหละ และก่อนที่ฉันจะโดนคาดคั้นทางสายตาไปมากกว่านี้ จึงต้องรีบเปิดปากอธิบายถึงเหตุผล “เพราะใกล้ไนต์คลับมันถึงต้องเป็นฉันยังไงล่ะ เฮ้อ...” ฉันถอนหายใจอย่างหมดทางเลือก “เรื่องที่ฉันรู้มาน่ะ...คิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับ ส.ส. ที่เรากำลังพูดถึง” “ไหนลองอธิบายมาสิ” “ไนต์คลับมีฉากหลังที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เมื่อคืนฉันถูกเข้าใจผิดว่าเป็นลูกสาวของ ส.ส. ที่ถูกส่งตัวเข้าไปหานายใหญ่ของที่นั่น ที่ชื่อว่าเดรก เพื่อใช้หนี้ที่พ่อของเธอได้ก่อไว้ ไม่สิ...ต้องบอกว่าขายลูกเป็นนางบำเรอ” “เดรก” “ใช่...ซึ่งฉันไม่รู้ว่าควรทำยังไงจึงต้องเล่นไปตามน้ำ” ฉันเว้นวรรคเบนสายตาไปที่มกรา “ก็เลยถามไงว่า ส.ส. คนนั้นได้ไปสร้างเรื่องอะไรไว้หรือเปล่า” “เดี๋ยวผมไปกับเจ้เอง” คิมหันต์ออกตัวหลังจากที่ฉันพูดจบ “ถ้างั้นก็ให้คิมหันต์ไปกับเบลก็แล้วกัน เพราะมัวแต่ถกเถียงกันอยู่แบบนี้ก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา” พี่เคนสรุปและจัดแจงหน้าที่ให้เสร็จสรรพ “อืม...ไว้มีอะไรผมจะรายงานเข้ามา ถ้างั้นเราออกไปกันเถอะเจ้” ฉันพยักหน้ารับคิมหันต์ก่อนจะหยัดยืนขึ้นจากเก้าอี้แล้วก้าวเดินออกจากห้องประชุม BlackRoom และในขณะที่กำลังจะผลักประตูให้เปิดออก เสียงเข้มเรียบเฉยทว่าแฝงไว้ด้วยความเหน็บแนมก็ดังแหวกอากาศขึ้นมา “หวังว่าคงไว้ใจได้และไม่ก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีก” ฉันสะบัดหน้าหันไปมองเจ้าของเสียงด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง จ้องมองใบหน้าคมคายนั่นด้วยสายตาวาวโรจน์ ฉันไม่เข้าใจว่ามกราจงเกลียดจงชังอะไรฉันนักหนา ถึงได้เอาแต่พูดจาถากถางโดยไม่คำนึงถึงจิตใจของฉันเลยสักนิดเดียว ฉันยืนกำมือแน่นและปล่อยให้เป็นอิสระในเวลาต่อมา เลือกที่จะสูดหายใจเข้าลึกไม่ต่อปากต่อคำกับนายนั่นให้เคลือบแคลงใจ กลับหลังหันไปพยักหน้าให้คิมหันต์ จากนั้นจึงสาวเท้าออกจากห้องประชุมมาด้วยความหงุดหงิด “ไม่ต้องไปสนใจคำพูดของเฮียเขาหรอกนะเจ้ รายนั้นปากร้ายก็จริงแต่เป็นห่วงพี่มากๆ ก็เช่นกันนะ” “ห่วง...งั้นเหรอ นายนั่นก็ห่วงแต่ตัวเองนั่นแหละ” “เฮ้อ~” คิมหันต์ถอนหายใจยาว ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ ขึ้นมายืนดักหน้าฉันเอาไว้ “พูดไปเท่าไหร่เจ้ก็ไม่เชื่อหรอก แต่ก็ควรรู้เอาไว้ ว่าพี่มกราเขาเป็นห่วงเจ้มากจริงๆ” “แต่-” ยังไม่ทันที่ฉันจะได้แย้งอะไรต่อ เจ้าบ้าคิมหันต์ก็เดินจากไปปล่อยให้ฉันยืนทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ตรงทางเดินคนเดียว อะไรนะ ‘ห่วง’ จากคนอย่างมกราเนี่ยนะ! เหอะ...ต่อให้อมพระหมดวัดมาพูดฉันก็ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด ไม่มีทาง! “ศพคงอยู่ในสภาพปกติทางเราคาดว่าน่าจะเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 24 ชั่วโมง แถมตามเนื้อตัวและข้อมือยังมีร่องรอยของการถูกทำร้าย ส่วนตัวผมคิดว่าไม่น่าจะใช่การฆ่าตัวตาย แม้จะถูกพบโดยการห้อยต่องแต่งอยู่ใต้สะพานก็ตาม” “เหมือนจะเป็นการจัดฉาก” คิมหันต์ช่วยเสริมในสิ่งที่ ‘ผู้หมวดอัน’ เจ้าหน้าที่ที่คอยติดต่อประสานงานกับสายสืบของเราอธิบายมาเมื่อครู่ “ใช่ นั่นแหละคือสิ่งที่ผมอยากจะสื่อ” ในตอนที่ฉันและคิมหันต์เดินทางมาถึง ณ สถานที่ที่พบศพ ก็พบว่าทางเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมหลักฐาน และนำศพของลูกสาว ส.ส. กลับไปชันสูตรแล้วเรียบร้อย ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ทำงานแทรกแซงอยู่ในภาคของรัฐนั่นก็คือ ‘ผู้หมวดอัน’ จึงเฝ้ารอที่นี่เพื่อบอกเล่าถึงรายละเอียดต่างๆ “มีแค่นี้เหรอ” “ก็มีแค่นี้แหละ ถ้าอยากได้เยอะกว่านี้ก็ลองไปหาดูสิ” “ได้ข่าวว่านายทำงานให้เรานะผู้หมวดอัน” “ก็พวกคุณมาช้าเอง” “ไอ้นี่เดี๋ยว-” ฉันกางมือขึ้นเหนือหัวกะว่าจะฟาดฝ่ามือลงไปกลางลำแขนของไอ้เจ้าหน้าที่จอมกวนนี่หน่อย แต่ก็ต้องปล่อยไปก่อนเพราะหางตาดันเหลือบไปเห็นใบหน้าของใครบางคนที่รู้สึกคุ้นตาแปลกๆ “คราวนี้ถือว่าโชคดีที่ฉันไม่ฟาดฝ่ามือใส่นายนะผู้หมวดอัน ฮึ่ย” “กลัวที่ไหน” “เดี๋ยวเหอะ ไปเถอะคิม มีธุระด่วนเข้ามาน่ะ” “ครับ ธุระ...ธุระอะไรเหรอ?” คิมหันต์ที่กำลังตามเก็บภาพรายละเอียดต่างๆ วิ่งหน้าตั้งกลับมาโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ “ธุระที่ว่าคือธุระอะไรเจ้” “เถอะน่า...ขึ้นรถเร็ว” ฉันรีบคะยั้นคะยอผลักร่างของคิมหันต์ให้เข้าไปประจำที่นั่งคนขับ และรีบสาวเท้ายาวๆ เปิดประตูอีกฝั่งและยัดร่างของตัวเองเข้าไปในรถ ก่อนจะออกคำสั่งให้คิมหันต์รีบขับรถตามบุคคลที่ฉันเห็นเมื่อครู่อย่างรีบร้อน “ตามรถคันข้างหน้าไปเร็ว!” “ทำไมต้อง” “อย่าถามมาก รีบๆ ขับไปเถอะน่า” ดอน...คือผู้ชายที่ฉันพบเมื่อเดือนที่แล้วในไนต์คลับ บุคคลที่เห็นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาในห้างสรรพสินค้าโดยบังเอิญ และเป็นบุคคลที่ปรากฏตัวขึ้น ณ สถานที่เกิดเหตุ มันจะบังเอิญอยู่ในสถานที่เดียวกันถึงสามครั้งเชียวหรือ? ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ “มีอะไรหรือเปล่าเจ้ ทำไมถึงต้องตามรถคันข้างหน้าไปด้วย มีเรื่องอะไรอย่างงั้นหรือ” “ในรถคันนั้น...มีคนที่ฉันบังเอิญเจอ” “แล้วมันเกี่ยวกันยังไง ทำไมเราต้องขับรถตามเขาไปด้วย” คิมหันต์ยังคงเซ้าซี้ต่อ แม้ว่าฉันจะเลี่ยงตอบไปแล้วหลายรอบ “ฉันก็ไม่รู้” ฉันบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ จ้องมองไปที่รถเก๋งสีดำอย่างไม่ลดละ “ตามไปก่อน” ท้ายที่สุดคิมหันต์ก็ละความพยายามที่จะเอาคำตอบ และขับรถต่อไปแต่โดยดี ฮอนด้าซีวิคสีดำข้างหน้าขับผ่านตรอกซอยที่เต็มไปด้วยผู้คนข้างถนน ขับเข้ามาเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาจนฉันแทบจะจำทางออกไม่ได้ กระทั่งหยุดลงที่หน้าร้านอาหารว่างสไตล์เกาหลี จากนั้นไม่กี่วินาทีต่อมาร่างสูงทะมัดทะแมงของดอนก็ปรากฏขึ้น พลันก้าวเดินเข้าไปในร้านอาหารพร้อมบอดี้การ์ดอีกสองสามคน “ใครเหรอ?” “ผู้ชายคนนั้นชื่อดอน ฉันเจอเขาตอนที่ไปไนต์คลับครั้งแรกและโดนลักพาตัว” ในที่สุดฉันก็ยอมบอกในสิ่งที่คิมหันต์พยายามถามมาตลอดทาง ขณะเดียวกันก็ปลดล็อคเข็มขัดนิรภัยออก เตรียมลงจากรถเพื่อตามดอนเข้าไปในร้าน ทว่าระหว่างนั้นแขนข้างขวาก็ถูกคิมหันต์คว้าหมับเอาไว้ “ไม่เอาน่าเจ้ เราถูกส่งมาดูสถานการณ์นะ เดี๋ยวก็โดนพี่มกราว่าเอาหรอก” “นี่คิมหันต์...ถ้ากลัวโดนด่ามากนักก็รออยู่ในรถ” ปึง~ ฉันไม่มัวโยกโย้เสียเวลาต่อปากต่อคำอยู่กับลูกแหง่ของมกราอีกต่อไป ทำการสะบัดแขนออกจากการจับกุม ก่อนจะลงจากรถและกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปข้างในร้านอาหารสไตส์เกาหลี ฉันกวาดสายตาไปทั่วร้านเพื่อมองหาคนที่ฉันตามมาติดๆ ก่อนจะพบว่าเขากำลังเดินเข้าไปในห้องอาหาร “เจ้เบลรอผมก่อน” ในขณะที่ฉันกำลังจะตามดอนเข้าไปเสียงของคิมหันต์ก็ดังขึ้นด้านหลัง ทำให้ต้องชะงักฝีเท้าลงและหันหลังกลับไปหาไอ้เจ้าตัวถ่วงเวลาอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ถ้าจะเข้าไปก็ไปพร้อมกันเผื่อมีเหตุฉุกเฉิน ดูสิการ์ดชุดดำยืนเต็มหน้าห้อง คงจะไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่คิด” “...อืม” ที่คิมหันต์บอกก็มีเหตุผลฉันจึงพยักหน้ารับหนึ่งที แล้วปรับสีหน้าท่าทางให้ดูเหมือนลูกค้าที่เข้ารับบริการ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องข้างๆ ที่ดูเหมือนจะว่างอยู่พอดี บางทีฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าจะตามเขามาทำไม? แต่เซ้นส์ของฉันมันบอกว่าผู้ชายคนนี้อาจมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรบางอย่าง “เรื่องผู้หญิงที่ฉันให้สะกดรอยและตามสืบประวัติไปถึงไหนแล้ว” “คนแรกเป็นน้องสาวของผู้บัญชาการของสำนักงานเอกชน ส่วนอีกคนเราไม่รู้ประวัติที่แน่ชัดของเธอครับ” มาริน...อย่าบอกนะว่าน้องสาวของผู้บัญชาการที่ว่าคือมาริน? ฉันนึกในใจถึงสิ่งที่ได้ยินพลันหันหน้าไปขมวดคิ้วกับคิมหันต์ที่นั่งเบิกตาโตอยู่ข้างๆ “ผมจ่ายไปตั้งเท่าไหร่ ทำไมถึงได้ทำงานช้ากันอย่างนี้” “ขอโทษครับ คาดว่าไม่เกิน 3 วันประวัติของเธอน่าจะได้รู้อย่างแน่ชัด” “อย่าทำให้ยืดเยื้อนักล่ะ รู้ใช่ไหมว่าคุณเดรกไม่ชอบรอนาน แล้วเรื่องที่ฉันให้สืบประวัติของผู้หญิงที่ท่านไม่ได้ออกสั่ง ห้ามเขียนลงในรายงาน เข้าใจไหม?” “ครับ” “และให้ระวังตัวด้วย ผู้หญิงที่ชื่อโนเบล เธอน่าจะมีทักษะในการต่อสู้อยู่พอตัว ดูจากที่ต่อสู้กับคนของไนต์คลับแล้ว” “ผมจะระวัง” ไม่อยากจะเชื่อว่าฉันจะตกเป็นเป้าสายตาของพวกไนต์คลับเข้า ถ้าฉันเดาไม่ผิดในวันที่ฉันเข้าไนต์คลับครั้งแรกและโดนใส่ยาก็น่าจะเป็นฝีมือของเขา และที่เขาเข้ามาทำทีเหมือนทำความรู้จักก็เพื่อจะถ่วงเวลาให้ยาสลบออกฤทธิ์สินะ ว้าว...องค์กรนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่คิดไว้เลยแฮะ โธ่เว้ย! ฉันทำงานพลาดเองซะแล้วสิ “เจ้...” จู่ ๆ คิมหันต์ก็กระซิบขึ้นมาข้างหู ฉันที่มัวแต่สนใจบทสนทนาของห้องข้างๆ และนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาต้องสะดุ้งเฮือกรีบเอามือทาบอก เล่นเอาหัวใจหล่นไปอยู่แทบเท้าแน่ะ พอได้สติจึงหันหน้าไปถลึงตาใส่พลางกระซิบกลับ “อะไร?” “ดูเหมือนว่าบุคคลที่พวกนั้นกำลังพูดถึงน่าจะเป็นเจ้กับพี่มารินนะ” “ฉันก็คิดอย่างนั้น” “แต่ว่า-” กริ๊ง กริ๊ง~ คิมหันต์ยังไม่ทันได้เอ่ยประโยคที่กำลังจะพูด จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็กรีดร้องขึ้นมา (จังหวะนรกจริงๆ) ทันใดนั้นเองสายตาของเราทั้งสองก็ประสานเข้าหากันโดยอัตโนมัติ พร้อมกับเบิกตากว้างด้วยความแตกตื่น “ชิบผายแล้ว!” และก่อนที่เสียงเรียกเข้าจะร้องลั่นไปมากกว่านี้ คิมหันต์ก็รีบหยิบโทรศัพท์เจ้ากรรมขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อ พลันสไลด์หน้าจอตัดสายจากผู้ที่โทรเข้ามาไม่ดูเวลาร่ำเวลาและเก็บกับไว้ที่เดิม ทว่ามันดันไม่ทันการเอาเสียแล้ว...เมื่อเสียงฝีเท้าของการ์11Happy Birth Day“มัวทำอะไรอยู่ คุณดอนเสร็จธุระแล้ว มาเร็ว”“ครับ”“แล้วเข้าไปทำไมในนั้นหิวหรือไง”“เอ้า...ครับ เดี๋ยวผมตามออกไป”ตึก ตึก ตึก“เฮ้อ...โล่งอกไปที”ฉันทอดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หลังจากที่บอดี้การ์ดคนนั้นเดินออกไปจากห้องอาหารที่เราอยู่ หัวใจที่เต้นระทึกเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมาตอนนี้ก็กลับมาเต้นเป็นปกติดังเดิมถึงกับต้องปาดเหงื่อ“ไม่คิดเลยว่าคนที่ไม่กลัวปืนจ่อหัวอย่างเจ้ จะกลัวบอดี้การ์ดแค่คนเดียว”“โถ่...สถานการณ์มันบีบบังคับนี่น่า”“ผมก็ว่าอย่างนั้น หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำเลยเหอะ”“อย่าว่าแต่นายเลย”ฉันหลับตาลงพลางเอนศีรษะซบผนังตู้ ขณะเดียวกันก็ฉุกคิดถึงบทสนทนาของห้องข้างๆ ว่าพวกนั้นตามสืบประวัติของฉันไปทำไม จะไม่รู้สึกกังวลอะไรเลยถ้าหากไม่มีมารินเข้ามาเกี่ยวข้อง ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องเข้ามาให้ตามสืบเพิ่มอีกแล้วสิฉันลืมตาขึ้นอีกครั้งหลังจากตัดสินใจถึงเรื่องที่ต้องทำต่อไปนี้ มัวแต่คิดถึงเรื่องอื่นจนลืมไปว่าควรออกจากใต้ตู้คุดคู้นี่ ก่อนที่จะขาดอากาศหายใจไปเสียก่อน ทว่าเมื่อฉันเบนสายตาไปหาคิมหันต์ ก็พบว่ามันกำลังจ้องมองมาที่ฉันอยู่ก่อนแล้ว คำพูดมากมายที่กำลังจะพูดออกมาจำต
10เหตุฆาตกรรมK.a.e.n. ITเมื่อเวลา 22.00 น. ที่ผ่านมามีพลเมืองดีแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าพบศพปริศนาผูกคอตาย หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจึงรุดเข้าตรวจสอบ ก่อนจะพบว่าศพปริศนาดังกล่าวคือ น.ส.กมลวรรณ ลูกสาวของ ส.ส.เมืองราด คาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง ซึ่งสาเหตุยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่จะเร่งสืบหาข้อมูลต่อไป...“อย่างที่เป็นข่าวศพนั่นเป็นลูกสาวของ ส.ส.เมืองราด” เควินเริ่มอธิบายถึงหัวข้อที่เรียกประชุมในวันนี้ “ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นการฆ่าตัวตายเพราะศพถูกแขวนคออยู่ แต่คุณจอร์นอยากให้ทีมของเราสักสองคนลงไปตรวจสอบดูพื้นที่เกิดเหตุ”“ส.ส.เมืองมาด” ฉันทวนชื่อ ส.ส. คนนั้นกับตัวเอง มันจะใช่คนเดียวกันกับที่เดรกว่าเมื่อคืนหรือเปล่า“มีอะไรหรือเปล่าเบล”“ฉันแค่สงสัยน่ะ เป็นไปได้มั้ยที่ ส.ส. เมืองมาด อะไรนั่น...อาจจะไปก่อเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลเอาไว้” ฉันตั้งข้อสงสัยกับเควิน บางทีมือขวาของจอร์นอาจจะมีข้อมูลที่ฉันต้องการอยู่ก็ได้“เมืองราดๆ ไม่ใช่เมืองมาด” คิมหันต์ทวนชื่อของ ส.ส. ให้ถูกต้องพลางส่ายหน้าใส่ฉันอย่างเอือมระอาและพูดต่อ “ไม่เคยมีข่าวไม่ดีเกี่
9สืบต่อไปท่าเรือสถานที่แห่งนี้คือท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ประกอบไปด้วยตู้คอนเทนเนอร์ เคนยกของขนาด 25 ตัน เรียงรายออกไปนับสิบ ถัดออกไปตรงชายฝั่งคือเรือขนส่งสินค้ากำลังจอดเทียบท่า โดยรวมมันก็เหมือนท่าเรือขนส่งสินค้าธรรมดาทั่วไปแล้วถ้าเป็นสถานที่ขนส่งสินค้าทั่วไปทำไมผมถึงมาที่นี่ นั่นเป็นเพราะผลของการสืบเสาะหาข้อมูลของคนร้ายผู้ต้องสงสัยเมื่อช่วงเช้าตรู่ยังไงล่ะ“แน่ใจนะเว้ยไอ้คิม ไม่เห็นผิดสังเกตเลยสักนิด” เคนที่กำลังเช็ดลำกล้องตั้งข้อสงสัย“เออครับ…รอดูสถานการณ์ไปก่อน อย่าลืมสิว่าคราวก่อนเจ้ก็ถูกพวกนั้นจับไปที่ท่าเรือเหมือนกัน”“ก็จริง”“ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นสถานที่ลักลอบขายคนออกนอกประเทศของพวกมัน” ผมแสดงความคิดเห็นบ้าง เมื่อเห็นว่าไอ้เคนไม่ค่อยอยากจะเชื่อในสิ่งที่พวกผมสองคนหาข้อมูลมานัก“นั่นไง เจอตัวแล้ว”ผมชะโงกหน้าดูที่หน้าจอบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในมือคิมหันต์ ที่ขึ้นแท็บแสดงบนหน้าจอว่าลักษณะใบหน้าของชายร่างใหญ่ หนวดเครารุงรังกำลังยืนคุยอยู่กับพรรคพวกอีกสามคน คือคนเดียวกับภาพสแกนใบหน้าในกล้องวงจรปิด“ดักฟังได้ไหม”“นี่ใคร...เคนซะอย่างอุปกรณ์ไม่ล้ำไม่ใช่เคน” เคนกดปุ่มคอ
8สาดกระสุนบนท้องถนนผลัวะจู่ ๆ ไอ้การ์ดหมายเลขหนึ่ง (หรือไอ้คนที่ออกคำสั่งฉันขอเรียกว่าการ์ดหมายเลขหนึ่งแล้วกัน) ที่ยืนแหกปากอยู่เมื่อครู่ก็ลงไปนอนกองกับพื้น และพอหันไปมองก็พบกับตัวต้นเหตุที่เข้ามาจัดการกับการ์ดคนนั้น“มกรา” คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติเมื่อมกราปรากฏตัวขึ้นที่นี่ “มาได้ไง?”“ก็มาดูคนอวดดีไง”“สรุปมาช่วย?”“อืม...”“แน่ใจ?” ฉันตอบอย่างเหลือเชื่อ นายนั่นไม่ได้แหกตาดูสถานการณ์บ้านเมืองเลย“ทำไม”“นายช่วยดูด้วยว่าตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์แบบไหน!”“ไม่เห็นต้องกลัว” มกราก้มตัวหลบการ์ดที่พุ่งเข้ามาทางด้านหลังของเขา พร้อมกับเด้งตัวขึ้นมาอย่างคล่องแคล่วและเหวี่ยงขาสูงเข้าใส่บริเวณก้านคอของฝ่ายตรงข้าม “แค่นี้กลัวหรือไง”“ฉันเนี่ยนะ!” ฉันตะโกนแหวกอากาศเสียงดังลั่นพลันชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ขณะเดียวกันก็ก้มตัวหลบคู่ต่อสู้ที่พุ่งเข้ามา “ไม่เคยหวั่นเลยเหอะ”ตุ้บ ผลัวะ พลั่กเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นไปทั่วบริเวณลานกว้างก่อนถึงลานจอดรถของไนต์คลับ ตะลุมบอนสิบรุมสองไม่สิ...ยี่สิบรุมสองถึงจะถูก แต่ดูเหมือนว่าคนของที่นี่จะถูกฝึกฝนการต่อสู้มาอย่างดีไม่ได้ไก่กา ผ่านไปเกือบสิบน
7สาวน้อยอ่อนแอ“คือว่า...”“ปล่อยให้คุณเดรกรอนานมันจะไม่ดีเอานะสาวน้อย”“ฉัน...” ฉันรีบเก็บสีหน้าตื่นตูม ขณะเดียวกันก็พยายามคิดหาคำพูดที่พูดออกไปแล้วดูน่าเชื่อถือที่สุด “ฉันจำห้องคุณ ดะ เดรก คุณเดรกไม่ได้ค่ะ”การ์ดตัวโตหรี่ตามองจนฉันทำตัวไม่ถูก ได้แต่ส่งยิ้มแหะๆ พลางยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยอย่างเก้อเขิน และก่อนที่ฉันจะแสดงพฤติกรรมกระโตกกระตากไปก่อน การ์ดคนนั้นก็พูดขึ้นแถมยังมองฉันด้วยความประหลาดใจอีกต่างหาก “แปลกแฮะไม่ร้องไห้ไม่โวยวาย แถมสีหน้ายังดูปกติกว่าทุกคนที่ผ่านมา ค่อนไปทางเฉยเมยซะมากกว่า แต่ก็...ดีๆๆ ถ้างั้นก็เดินตามฉันมา”มีข้อสงสัยมากมายหลายอย่างที่พุ่งปรี๊ดเข้ามาในสมองของฉันตอนนี้ ทว่าก็ต้องเก็บความสงสัยเหล่านั้นและเดินตามคุณพี่การ์ดคนนี้ไปแบบเงียบๆ ก่อน เนื่องจากฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณเดรกอะไรนั่นน่ะ...หน้าตาเป็นยังไง?“คงถูกส่งมาใช้หนี้สินะ”“คะ?”เมื่อกี้เขาถามอะไรนะ ‘หนี้’ หรือ ‘หนี’“สาวๆ ส่วนมากที่ถูกส่งมาที่นี่ก็เรื่องหนี้ทั้งนั้น“เอ่อ…คงงั้นมั้งคะ”“ใจเย็นขนาดนี้คงสมยอมสินะ”“คะ...”ฉันรีบเงยหน้ามองการ์ดจนเกือบหงานหลัง สิ่งที่เขาพูดมามันชักจะทะแม่ง ๆ ยังไงชอบกล
6ลอบฆ่าสัปดาห์ต่อมา...ฟิ้ว~ จึกฉันรีบหันขวับไปมองมีดสั้นที่เฉียดแก้มไปประมาณหนึ่งมิลลิเมตร ที่พึ่งปักลงบนต้นไม้สดๆ ร้อนๆ ฉันเดินตรงไปยังต้นไม้พลันขมวดคิ้วอย่างสงสัย แล้วยกมือไปดึงมีดสีดำออกมาพิจารณามีดสั้นที่ถูกลับคมเป็นอย่างดี ลักษณะคล้ายๆ มีดที่เอาไว้ลอบสังหารศัตรู ในหนังบู๊แอ็กชันอะไรทำนองนั้น ถ้าเกิดฉันเบี่ยงตัวหลบไม่ทันละก็...มีดเล่มนี้ได้ปักลงกลางหน้าผากฉันแทนต้นไม้แน่!‘Nightmare’ฉันพึมพำกับตัวเองหลังจากที่ได้อ่านลายสลักบนมีด ทันใดนั้นความสงสัยก็วิ่งพุ่งเข้ามาในหัวอย่างกะทันหัน“ใครเป็นคนทำ”ว่างเปล่า?ฉันทำการกวาดสายตามองหาบุคคลผิดสังเกต ทว่าไม่มีใครอื่นนอกจากคุณตาขายไส้กรอกหน้าโรงงานผลิตรองเท้าแตะฝั่งตรงข้าม แล้วก็คุณยายขายส้มตำ ถัดจากคุณตาขายไส้กรอกห่างออกไปประมาณร้อยเมตร ดูแล้วท่านสองคนคงไม่มีแรงพอที่จะเขวี้ยงมีดมาได้ไกลขนาดนี้เพื่อคลายข้อสงสัยฉันจะต้องข้ามไปฝั่งตรงข้ามเพื่อหาสาเหตุ แต่เมื่อก้าวขาไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงใสของใครบางคนก็เอ่ยเรียกชื่อฉันขึ้นมา“โนเบล”ฉันกลับหลังหันไปมองเจ้าของเสียงเมื่อครู่ พลันรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าพร้อมคำกล่าวทักทาย “มาริน..







