Masuk6
ลอบฆ่า
สัปดาห์ต่อมา...
ฟิ้ว~ จึก
ฉันรีบหันขวับไปมองมีดสั้นที่เฉียดแก้มไปประมาณหนึ่งมิลลิเมตร ที่พึ่งปักลงบนต้นไม้สดๆ ร้อนๆ ฉันเดินตรงไปยังต้นไม้พลันขมวดคิ้วอย่างสงสัย แล้วยกมือไปดึงมีดสีดำออกมาพิจารณา
มีดสั้นที่ถูกลับคมเป็นอย่างดี ลักษณะคล้ายๆ มีดที่เอาไว้ลอบสังหารศัตรู ในหนังบู๊แอ็กชันอะไรทำนองนั้น ถ้าเกิดฉันเบี่ยงตัวหลบไม่ทันละก็...
มีดเล่มนี้ได้ปักลงกลางหน้าผากฉันแทนต้นไม้แน่!
‘Nightmare’
ฉันพึมพำกับตัวเองหลังจากที่ได้อ่านลายสลักบนมีด ทันใดนั้นความสงสัยก็วิ่งพุ่งเข้ามาในหัวอย่างกะทันหัน
“ใครเป็นคนทำ”
ว่างเปล่า?
ฉันทำการกวาดสายตามองหาบุคคลผิดสังเกต ทว่าไม่มีใครอื่นนอกจากคุณตาขายไส้กรอกหน้าโรงงานผลิตรองเท้าแตะฝั่งตรงข้าม แล้วก็คุณยายขายส้มตำ ถัดจากคุณตาขายไส้กรอกห่างออกไปประมาณร้อยเมตร ดูแล้วท่านสองคนคงไม่มีแรงพอที่จะเขวี้ยงมีดมาได้ไกลขนาดนี้
เพื่อคลายข้อสงสัยฉันจะต้องข้ามไปฝั่งตรงข้ามเพื่อหาสาเหตุ แต่เมื่อก้าวขาไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงใสของใครบางคนก็เอ่ยเรียกชื่อฉันขึ้นมา
“โนเบล”
ฉันกลับหลังหันไปมองเจ้าของเสียงเมื่อครู่ พลันรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าพร้อมคำกล่าวทักทาย “มาริน...มาทำอะไรแถวนี้เหรอ?”
“รินก็มาหาเบลน่ะสิ ได้ข่าวว่าหายดีแล้ว กะว่าจะมาเยี่ยมสักหน่อย ที่จริงก็ว่าจะไปเยี่ยมตั้งแต่วันที่ได้ข่าวแล้วแหละ แต่รินยุ่งๆ น่ะเลยไม่ได้ไปหาเลย ไม่โกรธรินใช่ไหม”
“เบลเคยโกรธรินเหรอ”
“ไม่เคยเลยสักครั้ง” เธอส่ายหัวเบาๆ “ว่าแต่ซ่อนไรไว้ข้างหลังอ่ะ ขอดูหน่อย” มารินไม่ว่าเปล่า ชะโงกหน้าไปดูด้านหลังของฉันด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เปล่าๆ ไม่มีอะไร” ฉันรีบปฏิเสธพลางเอี้ยวตัวหลบสุดชีวิต ก่อนจะเหน็บมีดไว้ใต้เสื้อด้านหลังเพื่อซ่อนไม่ให้เธอเห็น
“โกหก…ก็เห็นอยู่ว่าซ่อนอะไรไว้”
“ไม่มีจริงๆ อ่ะ...ดูสิ ว่างเปล่า โหวงเหวง” ฉันชูมือขึ้นให้เธอดูทั้งสองข้าง
“ไม่มีได้ยังไง เมื่อกี้ยังเห็นอยู่เลย”
“ตาฝาดเปล่า~”
“รินว่าไม่นะ” มารินครุ่นคิด...แต่ก็เพียงเสี้ยววินาที แล้วก็กลับมายิ้มร่าเหมือนเดิมแถมยังเดินเข้ามากอดแขนฉันไว้แน่น “เราเข้าไปด้านในกันเถอะ อยู่ข้างนอกนานๆ รินร้อน”
“อืม...ไปสิ
มารินเธอเป็นห่วงฉันยิ่งกว่าอะไร ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจว่าเธอจะเป็นห่วงทำไมขนาดนั้น ไอรินที่เห็นบ่นๆ ให้ฉันแบบนั้นน่ะ ยังไม่เท่ามารินเลยสักครึ่ง อย่าให้เธอได้บ่นเชียว นั่งฟังนอนฟังจนหูชาก็ยังไม่จบ
แม้แต่จอร์นเองยังส่ายหัวให้กับความชอบบ่นของเธอเลย
ฉันรู้สึกผูกพันกับมารินราวกับว่าเราสองคนเคยรู้จักกันมาก่อน ซึ่งความเป็นจริงเราพึ่งรู้จักกันได้สามปี ส่วนมารินเองก็บอกว่ารู้สึกผูกพันกับฉันจนน่าประหลาดใจเช่นกัน นั่นเลยทำให้เราสองคนสนิทสนมราวกับแฝดที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่แน่ะ
เพล้ง~
ฉันทิ้งมีดลงบนโต๊ะประชุมที่มีเพื่อนร่วมงานทั้งสามคนนั่งอยู่ ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย ไม่กี่อึดใจต่อมามกราจึงเอ่ยถาม
“อะไร?”
“มีดไง”
“รู้...แต่ทิ้งลงกลางโต๊ะแบบนี้ หมายความว่าไง”
ฉันกลอกตาขึ้นบน ไหวไหล่ขึ้นข้างหนึ่งเล็กน้อยด้วยท่าทางสบายๆ พลางตอบคำถาม “มีคนลอบฆ่า”
“ฮะ! ลอบฆ่า!!”
“อืม..ใช่”
พี่เคนและคิมหันต์โพล่งขึ้นพร้อมกันด้วยท่าทางตกใจสุดขีด ต่างจากมกราที่นั่งนิ่งควงปากกาในมือเล่น อย่างกับเรื่องที่ฉันบอกเป็นเรื่องที่ไม่น่าเดือดเนื้อร้อนใจมากเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีที่ยอมเปิดปากไถ่ถาม
“เมื่อไหร่?”
“สิบนาทีที่ผ่านมา”
มกราหันมาสบตา “ระวังตัวไว้หน่อย! มีคนรู้เรื่องพวกเราแล้ว”
“อะไรนะ!”
ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวที่โพล่งขึ้นเสียงดัง รวมถึงมารินที่เปิดประตูเข้ามาได้ยินด้วยเช่นกัน แน่นอนว่ามารินรู้เรื่องหน่วยงานลับๆ ของเรา ก็แหงล่ะเพราะเธอเป็นน้องสาวของหัวหน้าองค์กรนี่นา แถมเธอยังชอบพาตัวเองมาคลุกคลีอยู่กับพวกฉันด้วยแม้จะโดนจอร์นบ่นไปตั้งหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่ยอมเชื่อฟัง
สงสัยอยู่กับฉันมากเกินไปเลยติดนิสัยหัวแข็งไปด้วยกัน
“หมายความว่ายังไงคะ มีคนรู้เรื่องพวกพี่แล้วเหรอ?” รินถามต่อทันทีหลังจากพาตัวเองไปทรุดนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ กับพี่เคน
“อย่างที่พวกพี่ได้ยิน ในช่วงที่เจ้พักรักษาตัว ทางเราได้ค้นหาพนักงานขับแกร็บคนนั้นจนพบ และได้เจออุปกรณ์บางอย่างคล้าย GPS ติดตามตัว เลยสันนิษฐานว่าน่าจะมีผู้อยู่เบื้องหลังอีกที” คิมหันต์อธิบาย
“รินด้วยนะถ้าไม่จำเป็นอย่าไปไหนมาไหนคนเดียวบ่อยๆ อีกอย่างไม่ต้องมาที่นี่เลยยิ่งดี” พี่เคนพูดเสริม หันหน้ามองมารินด้วยแววตาเป็นห่วง
“รินจะระวังตัวค่ะ”
“เป็นอะไรกันไปหมด” บรรยากาศเริ่มกระอักกระอวนฉันจึงโพล่งขึ้นเสียงราบเรียบ “ใครมันจะรู้ก็ให้มันรู้ไปสิ ใช้ชีวิตไปปกติเหมือนเดิมนี่แหละ ปอดแหกกันไปได้”
“ใช่ๆ พี่เห็นด้วย” พี่เคนพยักหน้าหงึกหงัก
“ฉันอุตส่าห์ถ่อมาที่นี่ทันทีหลังจากหายป่วย นึกว่าจะมีอะไรสนุกๆ ให้ทำ”
ทุกคนในที่นี้มองหน้าซึ่งกันและกันสลับไปมา โดยไม่สนใจถึงประโยคที่ฉันพูด แล้วเริ่มประชุมงานที่ค้างไว้ก่อนหน้าที่ฉันจะเข้ามาในห้องประชุมหน้าตาเฉย พอเห็นดังนั้นฉันก็เลยหุบปากเงียบนั่งฟังวาระการประชุมเหมือนกับคนอื่นๆ
หัวข้อประชุมมีแต่เรื่องเดิม ๆ ซะจนฉันเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย นั่งเคาะนิ้วไปบนโต๊ะพลางครุ่นคิด พลันหุนหันลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเมื่อคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะหันหน้าไปหามารินที่กำลังตั้งใจฟังพี่เคนพูดด้วยใบหน้าสุดเซ็ง
“ขอโทษที่ขัดจังหวะ ริน...คืนนี้เจอกันที่ไนต์คลับนะ เบื่อๆ เซ็งๆ อยากดื่มผ่อนคลายสักหน่อย”
“หา อ้อ...ได้สิเจอกันเย็นนี้” เธอดูไม่เข้าใจแต่ก็ยอมตอบตกลง
“ไปด้วยๆ ขอดื่มคลายเครียดสักหน่อย”
“เห...” ทว่าสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกทึ่งคือคิมหันต์ ที่จู่ ๆ ก็เสนอตัวขอไปด้วย เพราะโดยปกติมันจะติดเกมจนแทบจะรวมร่างกับคอมพิวเตอร์เครื่องโปรด “ได้ดิ่ เจอกันเย็นนี้ฉันไปนะ บาย~”
“เตือนอะไรไปหัดฟังซะบ้าง การที่มีคนลอบทำร้ายมันไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยปละละเลย อย่าคิดว่าตัวเองเก่งและเอาตัวรอดได้ตลอดไป”
น้ำเสียงราบเรียบแต่กับแฝงไว้ด้วยความเหน็บแนมจากมกรา ทำให้ฉันยืนสงบนิ่งทางจิตใจอยู่หน้าประตูทางออก แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่โต้กลับ และเก็บเอาคำพูดพวกนั้นมาใส่ใจให้เสียอารมณ์ เอื้อมมือไปเปิดประตูแล้วก้าวฉับ ๆ ออกจากห้องประชุมมาในที่สุด
ฮึ...ฉันไม่เคยกลัวว่าใครจะมาลอบทำร้ายหรือลอบฆ่า และก็ไม่เคยถือตัวว่าตัวเองเก่งไปทุกเรื่อง ฉันแค่เอาตัวรอดได้ในสถานการณ์นั้นๆ ในเมื่อเลือกที่จะทำงานนี้แล้วก็ต้องเลิกวิตกกังวลในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต!
ตกเย็น…
ผู้คนมากมายต่างโยกย้ายส่ายสะโพกไปตามทำนองเพลงแดนซ์ ที่ดีเจหนุ่มหล่อชื่อดังอย่าง ‘โนวาร์’ นำมารีมิกส์อย่างสนุกสนาน โดยต่างก็ไม่ห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองเลยสักนิดเดียว ทำไมฉันถึงเลือกมาไนต์คลับอีกครั้งทั้งที่คราวก่อนโดนลักพาตัวไปแบบไม่รู้สาเหตุ
นั่นก็เป็นเพราะว่าฉันสงสัยบริเวณชั้นสองของคลับแห่งนี้ยังไงล่ะ
จำได้ว่าคืนนั้นฉันเห็นคนสนิทของพวกคนใหญ่คนโต ขึ้นไปบนชั้นของแขก VIP ก่อนที่จะเดินออกไปเข้าห้องน้ำและหมดสติไป อีกอย่างที่สงสัย...บาร์เทนเดอร์แอบใส่ยาอะไรลงไปในแก้ววิสกี้?
นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ฉันกลับมาที่นี่และพยายามมองหาบาร์เทนเดอร์คนนั้น แต่ก็ไม่เห็นมีวี่แวว
“ทำไมต้องเป็นผับนี้?” คิมหันต์ตะโกนแหวกเสียงเพลงดังสนั่นขึ้นมา “ครั้งที่แล้วพี่มาพี่โดนพวกมันจับตัวไปนะลืมแล้วเรอะ”
“แล้วไง” ฉันยกแก้วเหล้ากระดกลงคอ เลื่อนสายตากลับมามองหน้าของคิมหันต์นิ่ง “จำเป็นต้องกลัวรึไง”
“เดี๋ยวได้โดนพี่มกราเขาบ่น พี่ไม่เบื่อบ้างไง”
“ชินแล้ว”
“ฉันล่ะยอมจริงๆ” รินที่นั่งฟังบทสนทนาของเรากล่าวร่วมบทสนทนา “ทะเลาะกันได้ทุกครั้งที่เจอหน้า แต่ก็ยังทำงานร่วมกันอย่างไม่มีปัญหาได้”
ฉันเลือกไม่พูดอะไรต่อเพียงแค่ยักไหล่แทนคำตอบพร้อมแสดงสีหน้ายียวนส่งให้สองคนนั้น และกลับมานั่งมองบรรยากาศโดยรอบของผับแห่งนี้ต่อ แล้วสะกิดเรียกพนักงานที่เดินผ่านมาทางนี้พอดี เพื่อถามอะไรบางอย่าง
“น้อง ๆ”
“ครับ! ต้องการอะไรเพิ่มหรือเปล่าครับ?”
“พี่อยากรู้ว่า…ต้องทำยังไงเราถึงจะขึ้นไปบนนั้นได้” ฉันเปล่งเสียงตะโกนแข่งกับเสียงดนตรี พร้อมกับชี้นิ้วไปยังชั้น VIP ของผับ
“อ๋อ...ห้อง VIP มีไว้สำหรับลูกค้าผู้ชายครับ สำหรับลูกค้าผู้หญิงจะต้องเป็นคนสำคัญของคุณเดรกถึงจะได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปครับ”
“คุณเดรก” ฉันพึมพำในลำคอพลางพยักหน้า “ขอบใจจ้ะ”
“ยินดีครับ”
“พูดอะไรกะเด็กเสิร์ฟ”
“นั่นซิ ๆ”
รินเป็นคนถามแต่เหมือนว่าคนที่อยากรู้น่าจะเป็นคิมหันต์มากกว่า
“ถามว่าซื้อเหล้าฟรีมิกซ์รึเปล่าน่ะ ไม่มีไรหรอก” แน่นอนว่าที่บอกออกไปคือเรื่องโกหก “ไปเข้าห้องน้ำแป๊บนะ”
“อือ”
ฉันแยกตัวออกมาจากโต๊ะเมื่อบอกกับสองคนนั้นแล้ว แต่เส้นทางที่จะไปไม่ใช่ห้องน้ำ แต่เป็นชั้น VIP ต่างหากล่ะ ในเมื่อพนักงานบอกว่าต้องเป็นคนสำคัญของคุณเดรกอะไรนั่นถึงเข้าไปได้ ก็ต้องเล่นบทคนสำคัญของคุณเดรกสักหน่อย แม้จะไม่รู้ว่าต้องทำยังไงก็ต้องลองดูก่อนละกัน
ตอนนี้ก็ขึ้นมาอยู่หน้าประตูของชั้น VIP เรียบร้อย ฉันไม่รอช้ารีบผลักประตูเข้ามาด้านใน แล้วก็พบกับทางเดินที่ปูด้วยพรมแดงยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา สองฝั่งระหว่างทางเดินคือประตูที่มีป้าย VIP ห้อยติดเอาไว้ เรียงรายออกไปนับสิบห้อง ให้อารมณ์เหมือนหอพักหรือโรงแรมอะไรเทือกๆ นั้น
ทว่าในนี้มันดันเงียบผิดปกติ...การ์ดเกิดชุดดำพวกนั้นไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว ผิดกับภาพในหัวที่ฉันจินตนาการว่าเมื่อย่างเท้าเข้ามาจะต้องโดนพวกผู้ชายสวมชุดดำ จับโยนออกนอกประตูอย่างไร้ความปรานี
“คุณเดรกรอเธออยู่ มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้รีบไปได้แล้ว”
ระหว่างที่กำลังจะเปิดประตูเข้าไปในห้องที่น่าสงสัยที่สุด เสียงทุ้มของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง แล้วพอหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นการ์ดของที่นี่ (ดูจากเสื้อที่เขาใส่)
“คือว่า...”
20ค่ำคืนแห่งความสุข แปะ! ฉันฟาดฝามือไปที่แผงอกกว้างอย่างเต็มแรง จนทำให้มกราที่นอนราบอยู่บนโซฟากระเด้งตัวขึ้นมาทันควันด้วยความเจ็บ “ตีฉันทำไมเนี่ย” มกราโอดครวญด้วยสีหน้าเหยเก “มันเจ็บนะ” “ความเจ็บแค่นี้ไม่เท่ากับที่ฉันได้รับหรอก รู้ไหมว่าฉันเจ็บปวดแค่ไหนที่นายไม่รับรักฉันน่ะ” “ฉันขอโทษ” “ไม่ให้อภัยได้ไหม” ฉันบอกออกไปเสียงแผ่วค่อย จ้องมองใบหน้าของเขาด้วยสายตาที่สั่นระริก “ฉันทั้งผิดหวัง ทั้งร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่เป็นอาทิตย์เลยนะ กว่าจะผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ รู้ไหมว่ามันทรมานแค่ไหน ฮึก” “หลังจากเลิกงานเธอจะซื้อขนมปังสอดไส้ช็อกโกแลตกับนมจืดไปนั่งกินที่ป้ายรถเมล์ เธอจะกลับขึ้นคอนโดเวลาสองทุ่มของทุกวันเพื่อไปหาลีโอ ในเวลาสี่ทุ่มครึ่งเธอจะนั่งจิบวายมองรูปถ่ายของเราทั้งสี่คนด้วยแววตาที่ว่างเปล่า เธอ..” “นาย...” ฉันเปล่งเสียงแทรกขึ้นมาระหว่างที่มกรากำลังจะพูดต่อ “นายคอยตามดูฉันอย่างนั้นเหรอ” “ใช่ ฉันตามดูเธอตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ ที่เธอเอาแต่ทำเรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา”
19ฉันจะไม่ปฏิเสธหัวใจตัวเองอีกแล้วบรรยากาศอาหารเย็นไม่เป็นไปตามที่วาดฝัน เพราะทุกคนต่างแสดงออกทางสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะพี่เคนที่จะกังวลใจหนักมากกว่าคนอื่นหลังจากที่ทานอาหารเย็นกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็แยกตัวเข้ามาหามารินที่นอนพักอยู่ในห้องรับแขก ได้แต่ยืนมองใบหน้าอันขาวซีดที่นอนหลับอยู่บนเตียงฉันก้าวเข้าไปทิ้งตัวลงบนที่นอนพร้อมกับเอื้อมมือขึ้นไปลูบไล้หน้าผากมนอย่างแผ่วเบา“รินดา...” ชื่อของบุคคลที่ฉันหวนนึกถึงอยู่ตลอดเวลาถูกเปล่งออกมาจากลำคอด้วยเสียงแผ่วค่อย “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอยังมีชีวิตอยู่”ฉันรู้สึกจุกอยู่ในอกขณะที่ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบเอ็ดปีที่แล้วฉายซ้ำเข้ามาในหัว เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาฉันไม่อาจลืมเรื่องราวอันเลวร้ายได้ลงไม่เคยลืมแม้แต่วินาทีเดียว...“เมื่อกี้...เบลได้พูดกับรินหรือเปล่า?”ฉันหลุดออกจากห้วงความคิดของตัวเอง เมื่อเสียงอันแหบพร่าดังแทรกขึ้นมา พอเลื่อนสายตาขึ้นไปมองก็พบว่ามารินกำลังจ้องหน้าฉันอยู่“เปล่า ฉันไม่ได้พูดอะไรเลย รินเป็นยังไงบ้าง ยังปวดหัวอยู่ไหม”“...รู้สึกดีขึ้นแล้ว ขอน้ำกินหน่อย”“ได้” ฉันเอื้อมมือไปหยิบแก้วน
18กลับบ้านภารกิจที่ฉันมั่นใจนักมั่นใจหนาว่ายังไงก็ต้องสำเร็จแน่นอน พังทลายลงต่อหน้าต่อตาเมื่อท่าน ส.ส. เมืองราดยืนยันว่า...เขานั้นไม่รู้จักคนชื่อเดรก!ส่งผลให้ฉันในตอนนี้หงอยเหงาราวกับไก่โดนน้ำร้อน จนคิมหันต์ที่พึ่งเดินเข้ามาในห้องปฏิบัติการ ถึงกับแปลกใจกับท่าทางที่ฉันไม่เคยเป็นมาก่อน“เจ้เขาเป็นอะไรเฮีย นั่งหงอยอย่างกับคนโดนผัวทิ้ง”“ก็ลองเข้าไปถามดูสิ เผื่อจะรู้”“ไม่เอาหรอก กลัวโดนด่า”“งั้นก็อยู่เงียบๆ แล้วทำงานของเอ็งต่อไป”ฉันเหลือบสายตาขึ้นมองบุคคลที่กำลังพูดถึงฉันอยู่โดยไม่ได้พูดอะไรออกมา ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมาจ้องหน้าจอโทรศัพท์เหมือนเดิม เพื่อต่อสายไปหาคนที่บ้านให้เตรียมอาหารไว้รอตู๊ด ตู๊ดรอสายไม่นานมากนักเสียงจากปลายสายก็ดังขึ้น(ว่าไงลูก)“แม่เตรียมอาหารไว้หรือยังคะ อีกหนึ่งชั่วโมงหนูกับเพื่อนๆ ก็จะไปถึงที่บ้านแล้วนะคะ”(ยังเลยลูก เอ็งอยู่ตั้งกรุงเทพฯ อะไรจะเดินทางเร็วขนาดนั้น เหาะเอาหรืออย่างไร)“เหาะเอาก็ไม่เกินจริงนะ”(แม่ประชด)“เถอะน่าแม่ เอาเป็นว่าเตรียมอาหารเลย ไม่เกินสองชั่วโมงเบลและเพื่อนไปถึงบ้านแน่นอน”(จ้ะๆ เดี๋ยวแม่เตรียมไว้รอ รีบมานะ แม่คิดถึง)“ค่ะแม่ คิ
17ถ้าหากตกลง “ดูจากผลงานที่ผ่านมา ไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นคนที่ลงมือฆ่าลูกสาวตัวเอง เพราะดูจากบุคลิกแล้ว ท่านเป็นคนที่รักครอบครัวมากๆ เลยทีเดียว” พี่เคนแสดงความคิดเห็นขึ้นมา ขณะที่นั่งมองภาพจากจอแท็บเล็ตขนาดสิบนิ้ว ที่กำลังฉายภาพเหตุการณ์สด ณ สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า “ท่านดูเป็นคนดีเกินกว่าจะฆ่าลูกตัวเอง” “คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ เมื่อความโลภเข้าครอบงำ ทุกคนล้วนแสดงอีกตัวตนหนึ่งออกมากันทั้งนั้น” มกราแสดงความคิดเห็นบ้าง ขณะที่กำลังจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะหันหน้ามาพูดกับฉันที่กำลังนั่งเช็คเครื่องมือสื่อสารอยู่ “เธอมั่นใจนะโนเบล ว่าต้องการรื้อคดีนี้ขึ้นมาสืบสวนใหม่ แม้ว่าทางตำรวจของรัฐจะสรุปปิดคดีไปแล้วก็ตาม” ฉันใส่วิทยุสื่อสารขนาดจิ๋วเข้าไปในหูข้างขวา ส่องกระจกตรวจเช็คความเรียบร้อยให้แน่ใจว่าแน่นหนาพอที่จะไม่หลุดหายระหว่างปฏิบัติงานอีก เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วค่อยหันหน้าไปตอบมกรา ที่นั่งรอคำตอบอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ “ฉันไม่ได้ต้องการรื้อคดีขึ้นมาสืบสวนใหม่ แต่สิ่งที่ฉันต้องการที่แท้จริงคือการลักพาตัวท่
16โชว์พิเศษ (ที่สมจริง)เอี๊ยดเสียงเครื่องยนต์หยุดลงบริเวณด้านหลัง ตามมาด้วยเสียงปืนอีกสามถึงสี่นัด ส่งผลให้ผู้คนรอบข้างส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ในส่วนของฉันและทีมการ์ดก็ต่างก้มหลบกระสุนกันเป็นพัลวัน“เบล! รีบขึ้นรถเร็ว!!”เสียงจากคนในรถเรียกให้ฉันได้สติและเงยหน้าขึ้นมองอย่างอยากรู้ ก่อนจะพบว่าคนที่อยู่หลังพวงมาลัยคือมกราที่เข้ามาช่วยได้ทันเวลาพอดีแต่จะดีมากถ้าเขาไม่กราดยิง จนเกือบจะคร่าชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวไปด้วยฉันรีบสืบเท้าขวายันเข้ากลางลำตัวของการ์ดที่ก้มหลบกระสุนออก แล้วรีบกระเสือกกระสนเปิดประตูรถพลันยัดร่างเข้าไปด้านใน ก่อนที่จะโดนกระสุนของทีมการ์ดเจาะเข้าลำตัว ได้แผลเพิ่มกลับไปโดนหมอไอรินบ่นจนหูชา“ไม่เป็นไรใช่ไหม”“อืม นายมาช่วยได้ทันพอดี” ฉันเอนหลังพิงเบาะพลางสูดหายใจเข้าลึก กดมือลงไปบริเวณแผลผ่าตัดก็พบว่ามีเลือดไหลซิบออกมามากขึ้นกว่าเดิม “แต่แผลน่าจะฉีกตอนที่กำลังต่อสู้”“โอเค” มกราตอบรับน้ำเสียงราบเรียบ เอื้อมมือซ้ายไปคว้านหาอะไรบางอย่างที่เบาะหลัง ไม่กี่อึดใจต่อมาผ้าพันแผลจำนวนมากก็ถูกโยนมาบนหน้าตัก “ใช้ผ้าพันแผลห้ามเลือดเอาไว้ก่อน”“ว้าว
15ถูกจับตัว“ในห้องนี้ไม่ได้มีแค่พวกเธอสองคนนะ”เสียงของไอรินทำให้ฉันและมกรารีบผละออกจากกันโดยอัตโนมัติ พลันนิ่วหน้าใช้มือกดแผลบริเวณสีข้างราวกับเจ็บนักเจ็บหนา ด้านมกราเองก็ยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยจับนู่นจับนี่ด้วยท่าทางเคอะเขิน“ตื่นแล้วทำไมไม่เรียก ฉันจะได้ตรวจดูอาการ”“ก็เห็นเธอนอนอยู่ ก็เลยไม่อยากกวน”“ไม่อยากกวนก็ต้องเรียก เพราะฉันมีหน้าที่ดูแลรักษาเธอนะเบล”“ขอโทษ...ฉันรู้ว่าเมื่อคืนเธอต้องอดหลับอดนอนเพราะฉันนี่นา”ไอรินมองค้อน เป็นเชิงดุก่อนจะหันหน้าไปพูดกับมกรา “นายไปนั่งรอที่โซฟาก่อนนะ ฉันตรวจดูอาการข้างเคียงของเบลแป๊บหนึ่ง”“อืม ได้สิ”ไอรินใช้เวลาไม่นานมากนักก็ตรวจดูอาการเสร็จ พร้อมกับให้ยาระงับปวดและบอกรายละเอียดเพิ่มเติมนิดหน่อย จากนั้นเธอจึงขอตัวออกไปหาอะไรรองท้องและเตรียมกับข้าวให้ฉันด้วย ดังนั้นในห้องพยาบาลขณะนี้จึงเหลือแค่ฉันและมกราอยู่สองคนและเพื่อเป็นการไม่ทำให้บรรยากาศภายในห้องดูอึดอัดเกินไป ฉันจึงกระแอมไอในลำคอพลางหาเรื่องชวนคุย“เรื่องเมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้างเหรอ ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม”“เรียบร้อย แต่ก็จับได้บางส่วน และยังสาวถึงผู้อยู่เบื้องหลังไม่ได้ ส่วนผู้ประ







