로그인สองขาแกร่งก้าวพาคนตัวเล็กมาที่รถที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะขับตรงกลับบ้านทันทีโดยไม่แวะที่ไหน
และทันทีที่กลับมาถึงบ้าน สิ่งที่เปรมเตรียมใจไว้ก็เกิดขึ้นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด “ตายแล้ว!! แกทำอะไรน้องห้ะตาเปรม!” เสียงคุณหญิงมรกตดังขึ้นทันทีที่เห็นสภาพของทานตะวันในอ้อมแขนลูกชาย เปรมถอนหายใจออกมาก่อนจะปรายตาไปทางคนตัวเล็ก “ผมจะไปทำอะไรล่ะครับ แม่ถามลูกสาวตัวเองดูเถอะ ไปซนอะไรมา” “ตะวันเดินชนโต๊ะเองค่ะคุณแม่ คุณเปรมไม่ได้ทำอะไรตะวันเลย” ทานตะวันรีบแก้ต่าง เธอไม่อยากให้เขาโดนดุเพราะเธอ แม้จะรู้ดีว่าคุณหญิงมรกตไม่ได้ดุหรือต่อว่าเปรมจริงจังก็ตาม “แล้วทำไมแกไม่ดูน้องให้ดีๆ ฮึ! ก็รู้อยู่ว่าน้องกลัวเลือดไม่ใช่รึไง?” “ก็รู้ไงครับ ถึงได้ถอดเสื้อคลุมไว้ให้” เปรมตอบด้วยน้ำเสียงยียวนพร้อมกับมองไปยังเรียวขาเล็กที่มีเสื้อตัวโปรดของเขาคลุมอยู่ทำถึงขนาดนี้ยังดูไม่ออกอีกหรือไง “พาน้องเข้าไปในห้องเลยไป” “ขอรับคุณหญิง” เปรมประชดเบาๆ แล้วเดินพาทานตะวันเข้าไปวางลงบนเตียงในห้องนอนอย่างเบามือ “เดี๋ยวแม่จะโทรตามตาปลื้มก่อน” ปลื้ม หรือคุณหมอปลื้ม หมอประจำคลินิกไร่ เป็นลูกชายของน้องสาวแท้ๆ ของคุณหญิงมรกตซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าแท้ๆ ของเปรม เปรมหันมามองแม่ทันควัน ก่อนจะขบกรามแน่นอย่างขัดใจ “โทรตามมันทำไม” เขาถามเสียงแข็งเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “ก็ให้มาทำแผลให้น้องไงล่ะ” “ผมทำเองก็ได้ครับ แผลแค่นี้เอง” พูดแล้วมองไปยังข้อเท้าเล็กที่ยังมีรอยเลือดซึม ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นไปถึงเรียวขาขาวที่โผล่พ้นกางเกงขาสั้นมา แล้วยังจะให้ไอ้ปลื้มเข้ามาในห้องนอนของทานตะวันอีก ความหงุดหงิดที่มีอยู่แล้วก็ยิ่งปะทุหนักเข้าไปอีก “แกน่ะเหรอจะทำ แค่นี้ก็จะกินหัวน้องอยู่แล้ว!” เปรมถอนหายใจแรงก่อนจะหันไปมองคนที่ตอนนี้นั่งเงียบ น้ำตาร่วงเงียบๆ ไม่หยุด “ก่อนหน้านี้ยังจะเถียงฉอดๆ อยู่เลยไม่ใช่หรือไง” “ก็คุณเปรมไม่ฟังตะวันเลย...” เสียงของทานตะวันอู้อี้ปนสะอื้นเล็กๆ ปากสวยคว่ำลงอย่างน้อยใจจนคนมองใจอ่อนโดยไม่รู้ตัว “ก็เธอ...” “พอเลยๆ รีบทำแผลให้น้องก่อน” มรกตรีบห้ามเสียงเข้มก่อนที่ลูกชายกับลูกสาวจะเถียงกันยาวยืด ในฐานะแม่ เธอรู้ดีว่าเปรมที่ปากร้ายกับทานตะวันแบบนี้เพราะอะไร นิสัยใจคอของลูกชายแท้ๆ เป็นอย่างไรทำไมเธอจะไม่รู้ ปากกับใจไม่เคยตรงกันสักที ‘สักวันคงได้ร้องเหมือนหมา’ “หันไปทางอื่น กลัวแล้วจะมานั่งมองทำไม” เปรมพูดขึ้นทันทีหลังจากที่แม่ของเขาเดินออกจากห้องไปเพื่อเตรียมมื้อค่ำ ท่าทางนิ่งขรึมของเขาไม่มีทีท่าจะอ่อนลงเลยสักนิด ทานตะวันเม้มปากแน่น ก่อนจะค่อยๆ เบือนหน้าไปอีกทางตามที่อีกคนบอก น้ำตาสีใสเอ่ออยู่ขอบตาแล้วไม่นานมันก็ไหลเปื้อนแก้มนิ่มอย่างเงียบๆ‘ทำอะไรก็ผิดไปหมด’ เปรมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่หลังจากที่ประคองข้อเท้าเล็กขึ้นมาวางบนหน้าขาตัวเอง มือใหญ่แตะเบาๆ ที่ผิวร้อนผ่าวนั้นอย่างระมัดระวัง “เจ็บมากหรือเปล่า” เขาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังนิ่งเรียบ แต่ในใจกลับสั่นไหวไม่น้อย ข้อเท้าเล็กๆ กับผิวขาวเนียน แผลของทานตะวันไม่ได้ลึกถึงขนาดต้องเย็บ แต่ก็แผลก็ยาวเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน “เจ็บ” หญิงสาวตอบสั้นๆ ความน้อยใจยังตีวนอยู่ในใจ “ทีนี้รู้หรือยังทำไมถึงบอกว่าอย่าดื้อ อย่าซน” “...ค่ะ” ทานตะวันตอบรับเบาๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เปรมชะงักไปเล็กน้อย ปกติจะเจอแต่ทานตะวันเด็กดื้อชอบเถียง แต่ครั้งนี้หญิงสาวกลับยอมเชื่อฟังอย่างง่ายๆ แต่นั่นไม่ทำกับน้ำเสียงของเธอ “เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ให้วายุขับรถให้ก่อนนะลูก” มรกตพูดขึ้นหลังจากกลับเข้ามาในห้องนอนของทานตะวันพร้อมกับถาดอาหารมื้อและยาแก้ปวด ทานตะวันพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ที่จริงเธอไม่ใช่คนดื้อดึงอะไร ทุกอย่างที่ทุกคนที่นี่มอบให้เธอรับรู้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะความห่วงใย ต่างจากอีกคนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำ คิ้วเข้มขมวดแน่นทันทีที่ได้ยินบทสนทนาของสองสาว “จะไปได้ยังไง เจ็บขนาดนี้” เสียงทุ้มเข้มถามขึ้นทันควัน สีหน้าไม่พอใจชัดเจนปรากฏชัดเจน “อะไรของแกตาเปรม เสียงดังอะไรนักหนา” มรกตหันไปเอ็ดลูกชายคนโตทันที ก่อนจะเบะปากน้อยๆ อย่างหมั่นไส้ท่าทางตึงตังของอีกฝ่าย “ตะวันไม่ได้เป็นอะไรมากค่ะ เมื่อกี้คุณเปรมยังบอกเองเลยว่าแค่แผลนิดเดียว” ทานตะวันพูดเสียงเบา เปรมเบนสายตามามองทันที ก่อนจะพ่นลมหายใจออกอย่างหงุดหงิด “พรุ่งนี้มันก็ระบม เดี๋ยวไปเรียนก็เดินชนนั่นชนนี่อีก” ทานตะวันเม้มปากแน่นช้อนตามองคนตัวโตที่ยืนกอดอกอยู่ที่ปลายเตียงของเธอ ในสายตาของเขาเธอเป็นเด็กดื้อเด็กซนตลอดเวลาสินะ “ตะวันมีเรียนแค่ช่วงเช้าค่ะ เลิกแล้วจะกลับเลย ไม่ไปซนที่ไหนหรอก” “ฉันบอกว่าหยุดก็คือหยุด” นอกจากน้ำเสียงที่จริงจังแล้ว ท่าทางของเปรมในเวลานี้ก็จริงจังไม่แพ้กัน มรกตส่งสายตาเอ็นดูให้ทานตะวัน ก่อนจะหันไปมองค้อนลูกชายด้วยความหมั่นไส้ ไม่รู้ว่าคำว่าเป็นห่วงมันพูดยากตรงไหน! “งั้นก็หยุดแล้วกันนะลูก พี่เค้าเป็นห่วง”°•○ 🌼 ○•°
“คุณเปรม!! คุณเปรมขาเร็วๆ ได้มั้ยคะ” เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นจากระเบียงบ้านคนถูกเรียกเดินเกาหัวออกมาจากห้องทำงานในบ้านหลังใหญ่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วเข้มขมวดชนกันแทบจะผูกกันเป็นปมกับสรรพนามที่ได้ยินครั้งแล้วครั้งเล่า“เรียกพ่อแบบนี้อีกแล้ว”เด็กหญิงผมเปียสองข้างในชุดเอี๊ยมกางเกงขาสั้นสีส้มขาว อายุห้าขวบย่นจมูกนิดๆ ก่อนจะเอียงคอถามอย่างสงสัย ดวงตากลมโตเปล่งประกายซุกซน“ทำไมคะ คนโปรดเรียกไม่ได้เหรอคะ ทำไมคุณแม่เรียกได้ล่ะ”“หนูยังเรียกแม่ว่าคุณแม่ได้เลย ทำไมเรียกพ่อว่าคุณพ่อไม่ได้ล่ะครับ”เปรมถามกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมรอยยิ้มอบอุ่นเมื่อมองหน้าลูกสาวสุดที่รัก“คนโปรดถามก่อนนะ คุณเปรมก็ตอบมาก่อนสิ!” คนตัวเล็กเถียงเสียงใส ขมวดคิ้วหนักอย่างไม่ยอมมือหนาของคนเป็นพ่อวางลงที่ศีรษะน้อยๆ ของลูกสาวตัวกลมก่อนจะโยกไปมาด้วยความเอ็นดู‘ลูกแม่จริงๆ’ นอกจากหน้าตาที่ถอดผู้เป็นแม่มาเต็มๆ แล้วนิสัยใจคอของคนโปรดยังเหมือนกับทานตะวันไม่ผิดเพี้ยน เรียกว่าเป็นแฝดกันก็ว่าได้“โอเคๆ เรียกได้ครับ คุณเปรมก็คุณเปรม”“ก็แค่นั้นแหละ~” เด็กหญิงตอบพลางย่นจมูกใส่ แล้วก้าวขาสั้นๆ ลงบันไดทีละขั้นอย่างระมัดระวังเ
แล้วสิ่งที่พิมพลอยคาดการณ์ไว้ก็ไม่คิด เพราะทานตะวันตั้งท้องจริงๆ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาแล้วเก้าเดือนว่าที่คุณแม่เตรียมที่เปลี่ยนเป็นคุณแม่ป้ายแดงในอีกไม่ที่ชั่วโมงข้างหน้า เช่นเดียวกับว่าที่คุณพ่อที่กำลังจะกลายเป็นคุณพ่อป้ายแดงเช่นเดียวกัน“ตื่นเต้นจังเลยค่ะคุณแม่...” ทานตะวันหันไปหาคุณหญิงมรกตที่นั่งอยู่ข้างเตียงทานตะวันมาพักอยู่ที่โรงพยาบาลได้สองวันแล้ว และกำหนดผ่าคลอดของเธอคือวันนี้ ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้วเหลือแค่รอพยาบาลมารับตัวเข้าห้องคลอดเท่านั้น“แม่ก็ตื่นเต้น แต่หนูไม่ต้องกลัวนะลูก แม่กับพี่เค้าจะรอหนูอยู่ตรงนี้นะคะ” คุณหญิงมรกตบอกแล้วลูบแก้มของลูกสะใภ้อย่างแสนรักจากตอนที่เป็นลูกบุญธรรมก็รักอยู่แล้ว กลายมาเป็นลูกสะใภ้อย่างที่ใจหวังไว้ก็ยิ่งรักมากขึ้น“ไม่อยากให้เข้าไปด้วยจริงๆ ใช่มั้ย” เปรมถามอีกครั้งที่จริงก็ถามมาแล้วหลายครั้ง แต่ทานตะวันก็ตอบคำเดิม ไม่ใช่ไม่อยากให้เข้าไปด้วย แต่เพราะคุณเปรมของเธอน่ะชอบดุพยาบาล ขนาดตอนที่เข้ามานอนวันแรกแล้วต้องให้น้ำเกลือ เธอสะดุ้งตอนโดนแทงเข็มน้ำเกลือ คุณเปรมก็โวยวายจนพยาบาลหน้าซีดกันหมดหากเขาเข้าไปเห็นการผ่าคลอด เธอกลัวว่าเขา
ทันทีที่กลับมาถึงบ้านเปรมก็ทิ้งตัวลงกับเตียงใหญ่อย่างหมดแรง ทานตะวันรีบนั่งลงข้างๆ แล้วแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขาออกหวังให้คนตัวโตได้สบายตัว“ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะคะ” เธอถามอย่างห่วงใย อยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีไม่เคยเห็นคุณเปรมเป็นแบบนี้แม้แต่ครั้งเดียว ขนาดตอนที่เขาป่วยยังไม่เคยเป็นหนักขนาดนี้“นั่นสิ...”“อาบน้ำหน่อยมั้ยคะจะได้สบายตัว”เปรมค่อยๆ ลืมตาขึ้น พอเห็นหน้าเศร้าๆ ของเมียรักก็รีบดันตัวลุกขึ้น มือหนากุมแก้มนุ่มด้วยความทะนุถนอมทานตะวันเม้มปากเบาๆ ขอบตาสวยร้อนผ่าวขึ้นมา“ปวดหัวมั้ยคะ”“อย่าร้อง ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก” เขาบอกเสียงนุ่มก็แค่อยู่ๆ ก็รู้สึกคลื่นไส้อย่างจะอาเจียนเท่านั้น ไม่รู้ผู้หญิงคนนั้นใช้น้ำหอมอะไรกลิ่นถึงได้ฉุนขนาดนั้น“งั้นคุณไปอาบน้ำนะคะ ตะวันจะไปหาอะไรร้อนๆ มาให้ดื่ม”“อืม...” เปรมตอบรับอย่างว่าง่ายร่างหนาลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำด้วยท่าทางเหนื่อยๆ ทานตะวันนั่งมองจนประตูห้องน้ำปิดลง เสียงถอนหายใจดังขึ้นเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นออกไปให้ฟองจันทร์เตรียมชาอุ่นๆ ให้เปรมใช้เวลาอาบน้ำนานกว่าทุกครั้ง เขารู้สึกว่ากลิ่นฉุนของผู้หญิงคนนั้นยังติดปลายจมูกอยู่ กว่าจะมั่นใจว่าไม่ได้กลิ่นนั
“ชุดนี้??” เสียงทุ้มของคนตัวโตเอ่ยถามในขณะที่สายตาจับจ้องไปยังเมียเด็กที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องแต่งตัวทานตะวันในชุดเดรสเกาะอกสีดำสั่นเหนือเข่าขึ้นมาเล็กน้อย“ไม่สวยเหรอคะ” หญิงสาวมองตัวเองในกระจกบานใหญ่อีกครั้ง ก่อนที่ภาพสะท้อนตรงหน้าจะมีร่างหนาเดินเข้ามาสวมกอดหลวมๆ จากด้านหลัง“สวย สวยจนหวงไปหมดแล้ว” หากไม่ใช่งานเลี้ยงฉลองเรียนจบเขาคงไม่ยอมให้เธอไปแน่ๆทานตะวันหมุนตัวเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดที่ปลอดภัยแล้วเอียงหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามเสียงอ้อนหวาน“หวงทำไม คุณไปกับตะวันด้วยไม่ใช่เหรอคะ”“ไปด้วยก็หวง ไม่อยากให้ใครมอง” เปรมตอบเสียงอ้อนไม่ต่างกันสองแขนส่งไปคล้องคอคนพี่ไว้แล้วเบียดร่างกายเข้าหาคนตัวโตอีกเล็กน้อย“ตะวันอยากสวย อยากสวยใครทุกคนอิจฉาคุณ” นี่คือสิ่งที่ทานตะวันคิดและพยายามทำมันมาตลอดไม่ใช่แค่ความสวย ความดูดี แต่เธอพยายามทุกอย่างที่จะอยู่ข้างๆ ผู้ชายที่เพียบพร้อมคนนี้ แล้วเธอก็ทำมันได้อย่างดี เธอสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งมาได้ แยมผลไม้ที่เป็นแบรนด์ของเธอก็กำลังไปด้วยดี เป็นที่ต้องการของท้องตลอดอย่างมากผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ คุณเปรมก็มีดีไม่แพ้ใครเหมือนกัน“แต่ฉันจะตายเอานะ”
ชีวิตของทานตะวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากนักศึกษาปีหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เธอจะต้องโบกมือลาคำว่า ‘นักศึกษา’ แล้ว“ใจหายอ่า...” เสียงนุ่มของทานตะวันเอ่ยขึ้นในระหว่างที่กำลังลงจากอาคารเรียนการสอบในวันสุดท้ายสิ้นสุดลงแล้ว“ใจหายอะไร เดี๋ยวตะวันก็ต้องมาที่นี่บ่อยๆ” ปันปันแซวเสียงไม่ดังมากทานตะวันยู่หน้าใส่เบาๆมาทำไมล่ะ ไม่มาหรอก ถึงจะมีสิทธิ์ในสถานที่แห่งนี้ในฐานะน้องสาวเพียงคนเดียวของเจ้าของมหาวิทยาลัย แต่สำหรับเธอแล้วมันเป็นแค่สถานที่แห่งหนึ่งที่เธอมาเล่าเรียนและได้เจอเพื่อนๆ เท่านั้น“ไม่คุยด้วยแล้ว ไว้เจอกันคืนนี้นะ” เธอพูดเสียงอ่อนพร้อมโบกมือลา ก่อนจะหันไปเห็นชายหนุ่มที่เธอนอนกอดอยู่ทุกคืนนั่งรออยู่ใต้ร่มต้นไม้ใหญ่คุณเปรมในเสื้อเชิ้ตสีเข้มเรียบกับกางเกงยีนดูโดดเด่นท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่าน แต่เมื่อเขายิ้มความโดดเด่นนั่นก็ยิ่งทวีคูณขึ้นอีกหลายเท่า“รีบไปเลย สาวๆ มองใหญ่แล้ว” ปันปันกระซิบแซวเบาๆ“อื้อ!!” ทานตะวันตอบกลับเสียงใสก่อนจะโบกมือลาอีกครั้ง แล้วรีบเดินไปหาคนที่รออยู่ด้วยหัวใจที่คันยุบยิบไปหมดยิ่งเห็นสายตาที่สาวๆ มองมาที่สามีของเธอ ทานตะวันยิ่งรู้สึกหงุดหงิดไปห
“สบายใจแล้วใช่มั้ยหืม...” เปรมถามเสียงอ่อนโยนในระหว่างที่กำลังเดินกลับขึ้นมาบนบ้านในช่วงค่ำของวัน“สบายใจมากๆ เลยค่ะ”“แล้วแบบนี้ฉันยังจะดุเธอได้มั้ยนะ” ร่างหนาถามอย่างหยอกล้อทานตะวันยู่ปากใส่เล็กน้อย ก่อนจะสวมกอดที่เอวกว้างแน่น ท่าทางออดอ้อนของเธอทำให้เปรมหลุดยิ้มโดยไม่รู้ตัว“ดุไม่ได้แล้ว” เธอพูดเสียงอู้อี้อยู่กับอกเขา“ทำไม จะหนีกลับไปบ้านพ่อเธอหรือไง”“เปล่า~ ดุไม่ได้แล้วเพราะตะวันไม่ได้ดื้อแล้วต่างหาก เป็นเด็กดีมากๆ เลยด้วย”รอยยิ้มหวานๆ ที่แต่ก่อนเปรมทำได้แค่เพียงแอบมองอยู่ห่างๆ ตอนนี้มันปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว และที่สำคัญรอยยิ้มหวานตรงหน้ามันเป็นเขาที่ได้เป็นเจ้าของ“จะรอดู” เขาบอกพร้อมกับแตะนิ้วลงที่ปลายจมูกโด่งสวยเบาๆ ก่อนจะโอบเอวคนน้องเดินกลับเข้าห้องนอนทานตะวันยืนนิ่งอยู่ที่ระเบียงห้อง กลิ่นหอมของดอกกุหลาบที่กำลังออกดอกเบ่งบานส่งกลิ่นหอมช่วยผ่อนคลาย ลมเย็นพัดผ่านเบาๆ พรางให้คิดถึงบางคนที่อยู่บนท้องฟ้า“แม่จ๋า แม่รับรู้ทุกอย่างแล้วใช่มั้ยคะ...”รับรู้แล้วใช่มั้ยว่าที่ผ่านมาพ่อรักแม่แค่ไหน ที่ผ่านมาเธอรู้ว่าแม่ของเธอทนทุกข์ทรมานมาก หลายครั้งที่เธอแอบเห็นแม่ของเธอร้องไห้ ไม่
เมื่อตกลงกันได้ทั้งสามก็เข้ามาที่โกดังของไร่ เป็นส่วนที่แยกออกมาคล้ายๆ กับโรงงานอบใบชาขนาดกลาง คนงานที่ทำหน้าที่ควบคุมการผลิตยืนหน้าเครียดอยู่ด้านหน้าและทันทีที่เปรมเข้ามาถึง“ขอโทษครับคุณเปรม” วีระที่เป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องอบใบชาเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือไหว้ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในความดู
“เป็นอะไรไป...” เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างแปลกใจเมื่ออยู่ๆ เสียงเจื้อยแจ้วที่ดังขึ้นตั้งแต่ออกจากไร่เงียบหายไปเมื่อรถของเขาเลี้ยวเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยชื่อดังของจังหวัด“ตื่นเต้นค่ะ”“มีเพื่อนบ้างหรือยัง” เปรมถามต่อ เขาคิดว่ากว่าจะเข้ามาเรียนที่นี่ได้ ก็ต้องเข้ามาสมัครและมาสอบถึงสองครั้ง คนที่สดใสร่าเร
กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นลอยคลุ้งไปทั่วโถงบ้านใหญ่บนดอยสูงในเช้าวันใหม่ที่แสนใส‘เปรม ปวีร์’ เจ้าของไร่ชาวัยสามสิบ ก้าวเข้ามาในบ้านหลังจากกลับมาใช้ชีวิตที่นี่ได้ไม่นาน เขาหายหน้าไปเกือบหกปีเต็มเพื่อเรียนต่อจนจบปริญญาเอกจากเมืองนอก ก่อนจะกลับมาสานต่อธุรกิจไร่ชาของครอบครัว“รับกาแฟเลยมั้ยคะคุณเปรม” ฟองจันทร์
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในยามค่ำคืน ความเงียบสงัดถูกแทนที่ด้วยเสียงเรียกซ้ำๆ รบกวนจนคนที่กำลังหลับสนิทต้องข่มตาลุกขึ้นมากดรับเปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ เปิดขึ้น เผยให้เห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอมือถือคงเพราะที่เมืองไทยตอนนี้เป็นเวลากลางวัน...“ครับ...” เจ้าของเครื่องกดรับสายพร้อมหลับตาลงอีกครั้ง[ ตาเปรม.







