ลมหนาวบนยอดเขาพัดผ่านกุฏิไม้หลังเล็กเข้ามาอย่างแผ่วเบา นำพากลิ่นดินและใบสนชื้นๆ เข้ามาในห้องที่เงียบสงัด มีเพียงแสงเทียนเล่มเล็กที่สั่นไหวอยู่บนโต๊ะหัวเตียง ส่องให้เห็นร่างสองร่างที่อยู่ภายในห้องนั้นดนุนั่งนิ่งอยู่บนพื้นไม้ข้างๆ ฟูกนอนที่ลุงกรหลับใหลอยู่ เขาไม่ได้หลับเลยมาทั้งคืน ทำเพียงแค่นั่งเฝ้า... มองดูหน้าอกที่ขยับขึ้นลงอย่างแผ่วเบาและเชื่องช้าลงเรื่อยๆ เขากำลังเฝ้าดูนาฬิกาชีวิตของญาติผู้ใหญ่คนสุดท้ายที่เหลืออยู่กำลังจะเดินไปจนถึงสุดทางหลายวันที่ผ่านมา ณ สำนักสงฆ์แห่งนี้ คือช่วงเวลาที่สงบสุขที่สุดเท่าที่ดนุเคยมี เขากับลุงกรไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนัก ส่วนใหญ่แล้วลุงของเขาจะนอนหลับพักผ่อน แต่ในยามที่ตื่นขึ้น ทั้งสองจะแค่นั่งมองทะเลหมอกด้วยกันเงียบๆ บางครั้งลุงกรก็จะเล่าเรื่องราวในอดีต... เรื่องของชลธิชา... น้องสาวของเขา ให้หลานชายคนเดียวได้ฟัง เป็นเรื่องเล่าที่เรียบง่ายแต่กลับช่วยเติมเต็มช่องว่างในหัวใจของดนุได้อย่างน่าประหลาดแต่ในคืนนี้... ดนุรู้ดีว่ามันคือคืนสุดท้ายลมหายใจของลุงกรแผ่วเบาลงจนแทบจะไม่ได้ยิน เปลือกตาของท่านขยับเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ปรือขึ้นช้าๆ ท่านหันมามองหน้าดนุ
โพสต์ของมีนากลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน มันจุดประกายการถกเถียงครั้งใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม สังคมแตกออกเป็นสองฝ่าย: ฝ่ายที่มองว่ามันคือการยอมรับความจริงอย่างกล้าหาญ และอีกฝ่ายที่มองว่ามันคือการยอมรับสารภาพที่ไม่อาจให้อภัยได้แต่สำหรับดนุแล้ว... ถ้อยคำสั้นๆ ของเธอเปรียบเสมือนการปลดล็อกกุญแจดอกสุดท้ายในใจ มันคือการยอมรับในตัวตนของเขาทั้งด้านมืดและด้านสว่าง... และมันคือเชื้อไฟที่ทำให้เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่อันตรายที่สุด... นั่นคือการเผชิญหน้ากับอดีตของตัวเองอย่างแท้จริงร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ ในตรอกที่เงียบสงัดแห่งหนึ่ง กลิ่นน้ำมันและกระเทียมเจียวตลบอบอวลอยู่ในอากาศที่อบอ้าว ดนุเลือกที่จะมาที่นี่... สถานที่ที่ห่างไกลจากห้องประชุมที่หรูหราและแสงไฟสปอตไลต์ เขานั่งรออยู่เงียบๆ ที่โต๊ะในมุมที่มืดที่สุดของร้านไม่นานนัก ชายคนหนึ่งก็เดินเข้าประตูมา เขาเป็นชายวัยกลางคนที่ดูธรรมดาจนแทบจะกลืนหายไปกับฝูงชน เสื้อยืดสีซีด กางเกงยีนส์เก่าๆ และรอยสักจางๆ ที่แขน แต่แววตาของเขากลับนิ่งและว่างเปล่า... เป็นแววตาของคนที่เคยเห็นความตายมาจนชินชาเขาคือหนึ่งในอดีตลูกน้องของหน่วยเงา... มือสังหารที่เคยรับคำสั่งจา
คลื่นใต้น้ำทางการเมืองเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบแต่รุนแรง ข่าวลือแพร่สะพัดไปในแวดวงสื่อและนักการเมืองเร็วกว่าไฟลามทุ่ง...“ได้ยินรึยัง... ว่า ‘ดนุ’ เตรียมจะลงสมัครเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านความโปร่งใสในรัฐวิสาหกิจ”ในห้องส่งของรายการทอล์กโชว์การเมืองชื่อดัง พิธีกรขมวดคิ้วขณะอ่านข่าวจากแท็บเล็ต “นี่มันเรื่องตลกร้ายอะไรกัน คนที่เคยอยู่แต่ในเงามืดมาตลอดชีวิตอย่างเขาน่ะหรือ จะมาทำงานด้านความโปร่งใส”บนหน้าจอโทรทัศน์ทุกช่องและฟีดข่าวออนไลน์ทุกสำนักเต็มไปด้วยหัวข้อข่าวเดียวกัน ภาพของดนุในชุดสูทสีเข้มถูกนำมาใช้ประกอบข่าว พร้อมกับพาดหัวที่ตั้งคำถามอย่างเผ็ดร้อน: ‘จากเจ้าพ่อโลกมืด สู่ผู้ตรวจสอบผลประโยชน์ชาติ?’ หรือ ‘เดิมพันครั้งใหม่ของดนุ: ฟอกตัวหรือฟอกระบบ?’ข่าวลือดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงที่ร้อนแรงที่สุดในรอบสัปดาห์ มันคือการเคลื่อนไหวที่ไม่มีใครคาดคิด ดนุ... ชายผู้เคยใช้ชีวิตอยู่นอกกฎหมายและไม่เคยมีแม้แต่ตัวตนในทะเบียนราษฎร กำลังจะก้าวเข้ามาสู่เวทีสาธารณะในตำแหน่งที่ต้องใช้ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุดแน่นอนว่าฝ่ายการเมืองขั้วเก่าและกลุ่มทุนที่เคยเสียผลประโย
การเดินทางเพื่อตามหาร่องรอยอดีตของแม่ ได้พาณภัทรมายังสถานที่ที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เหยียบย่างเข้ามา... เรือนจำหญิงหลังจากได้พูดคุยกับป้านวล เขาตระหนักว่าเรื่องราวของอำภาไม่ได้เป็นเพียงโศกนาฏกรรมส่วนบุคคล แต่มันคือภาพสะท้อนของปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกินสังคมอยู่เงียบๆ เขาจึงตัดสินใจติดต่อขอเข้าเป็นผู้บรรยายพิเศษในโครงการให้ความรู้แก่ผู้ต้องขังหญิง... ไม่ใช่ในฐานะทายาทตระกูลพัชรลักษณ์ แต่ในฐานะลูกชายคนหนึ่งที่กำลังพยายามทำความเข้าใจโลกในมุมที่แม่ของเขาเคยยืนอยู่ห้องอบรมภายในเรือนจำมีบรรยากาศที่เรียบง่ายและเคร่งขรึมไปในเวลาเดียวกัน ผนังห้องสีครีมที่เริ่มหมองคล้ำและลูกกรงเหล็กที่หน้าต่างเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงอิสรภาพที่ขาดหายไป ผู้ต้องขังหญิงหลายสิบคนในชุดสีฟ้าอ่อนนั่งฟังอย่างสงบเสงี่ยม แต่ในแววตาของแต่ละคนนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปณภัทรยืนอยู่หน้าห้อง เขาไม่ได้มาพูดเรื่องการลงทุนหรือความสำเร็จทางธุรกิจเหมือนที่เคยทำ แต่เขากำลังพูดถึง “การเริ่มต้นใหม่” ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและถ่อมตนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาแบ่งปันเรื่องราวความผิดพลาดของตัวเอง การสูญเสีย และความพยาย
ความเงียบในห้องประชุมใหญ่ของบอร์ดบริหาร “พัชรลักษณ์ อินดัสตรีส์” ในเช้าวันนั้น หนักอึ้งเสียจนราวกับมีตัวตน อากาศเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศไม่สามารถทำให้เหงื่อเย็นๆ ที่ซึมอยู่บนหน้าผากของผู้บริหารระดับสูงหลายคนแห้งเหือดลงได้บนผนังห้องที่บุด้วยไม้สีเข้ม รูปภาพของอดีตประธานบริษัทยังคงเรียงรายอยู่เช่นเคย... และสายตาจากภาพวาดสีน้ำมันของพัชรลักษณ์ก็ดูเหมือนจะกำลังจับจ้องมายังเก้าอี้ประธานที่ว่างเปล่าอยู่ตรงหัวโต๊ะ ราวกับจะทวงถามถึงผู้สืบทอดผู้บริหารกลุ่มเก่าที่ยังคงเหลือรอดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่างจับกลุ่มกระซิบกระซาบกันเบาๆ แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจและความกังวล ขณะที่กลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่ทำได้เพียงนั่งเงียบๆ จิบกาแฟ และรอคอยการมาถึงของชายผู้กุมชะตาของบริษัทแห่งนี้ประตูห้องประชุมบานใหญ่ถูกเปิดออกอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้าดนุก้าวเข้ามาในห้องเพียงลำพัง ร่างสูงในชุดสูทสีเทาเข้มดูเรียบง่าย แต่กลับแผ่รังสีแห่งอำนาจที่กดดันไปทั่วทั้งห้อง เขาไม่ได้เดินมาพร้อมกับหน่วยเงาที่น่าเกรงขามเหมือนเช่นเคย ไม่มีแม้แต่ธนากรที่เคยยืนอยู่เคียงข้างเขาเสมอ... แต่ความนิ่งสงบ
หยดน้ำตาที่เพิ่งไหลรินยังไม่ทันแห้งเหือดดี เสียงทุ้มหนักที่ดังขึ้นจากด้านหลังก็ทำให้ดนุต้องหันขวับกลับไปทันที ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบ... ร่างของลุงกรทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นไม้เก่า มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกไว้แน่น ใบหน้าซึ่งเคยเรียบเฉยอยู่เสมอ บัดนี้กลับซีดเผือดจนน่ากลัว เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นเต็มหน้าผากทั้งที่อากาศในบ้านเย็นชื้น“ลุงกร!”ดนุโยนกรอบรูปในมือทิ้งราวกับมันไร้ความหมาย เขาพุ่งเข้าไปประคองร่างของชายคนเดียวที่เปรียบเสมือนครอบครัวที่เหลืออยู่ไว้ในอ้อมแขน สัมผัสได้ถึงร่างกายที่สั่นเทาและเย็นเฉียบอย่างผิดปกติ“ดนุ... ลุง...” ลุงกรพยายามจะพูด แต่เสียงที่ออกมากลับแหบพร่าและขาดห้วง ลมหายใจของเขาหอบถี่จนน่าใจหาย“ไม่ต้องพูด!” ดนุตวาดเสียงกร้าว ความเยือกเย็นที่เคยเป็นเกราะป้องกันตัวมาทั้งชีวิตพลันสลายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความตื่นตระหนกที่เขาไม่เคยรู้สึกมานาน “ผมจะพาลุงไปหาหมอ!”เขากำลังจะช้อนร่างของลุงขึ้น แต่กลับถูกมือที่สั่นเทาของอีกฝ่ายคว้าแขนไว้แน่น แรงบีบนั้นน้อยนิด แต่กลับหนักอึ้งไปด้วยความหมายที่ไม่อาจปฏิเสธได้“ไม่ทันแล้ว...” ลุงกรไอโขลกอย่างรุนแรงจนตัวงอ ที่มุมปากของเขาม