LOGIN“...ฉันจำได้ว่ามีแสงจ้า จ้ามาก ๆ ตอนนั้นก้นยังไม่แตะเก้าอี้เลยด้วยซ้ำ เชื่อไหม จู่ ๆ ก็มองไม่เห็นอะไรเลย แสงมันสว่างจ้าจนต้องหลับตา เหมือนตาบอดอยู่ชั่วขณะ แล้วหน้าก็ร้อนไปหมด พวกตำรวจพยายามจะหยุดซอนย่า ฉันได้ยินเสียงปืนด้วย เธอคงพยายามจะหนี ฉันได้ยินแค่เสียงเท่านั้น เลยไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรนะ รู้แต่ พวกตำรวจพยายามจะหยุด แต่ก็ยังไม่ทัน”
“เล่ามาตั้งนาน สรุปแล้ว พลังพิเศษที่ว่าคืออะไรวะ” เวดถามจี้
“แสงไง ก็บอกแล้วว่าเป็นแสงจ้า ๆ”
“แสงอะนะ”
“ใช่ แสง” แอนโธนี่ย้ำ
เวดหันมาหาเธอ “ไม่เข้าใจแฮะ แสงทำอันตรายคนเราได้ด้วยเหรอ”
“คงเหมือนกับเวลาที่เรามองพระอาทิตย์ตอนเที่ยงไม่ได้ แสงมีความร้อนนะ” อเล็กซิสเดาก่อนหันกลับไปทางแอนโธนี่ “แบบนี้ใช่หรือเปล่า”
“ใช่ ๆ ประมาณนั้นแหละ หรือไม่ก็...ซอนย่าอาจจะควบคุมแสงได้ หลังจากที่ทุกอย่างสงบ พอลืมตาได้ ฉันเห็นหลอดไฟแตกหมดเลย มีเด็กผู้หญิงสองคนได้รับบาดเจ็บ ผิวไหม้ แล้วก็ลืมตาไม่ขึ้น พวกเธอถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลแล้ว”
กลุ่มของอเล็กซิสแลกเปลี่ยนข่าวสารกับกลุ่มของแอนโธนี่ ทั้งหมดคุยกันผ่านห้องขัง “ฉันคิดว่าซอนย่าคงกลัว พอเห็นไอ้เก้าอี้พวกนั้น เธอก็เลยระเบิดพลังออกมา เธอคงไม่ได้ตั้งใจจะแสดงให้พวกเราดูหรอก”
“แล้วตอนนี้เธออยู่ไหนแล้ว”
“ไม่รู้เหมือนกันแฮะ ไม่รู้ว่าพวกเขาพาเธอไปที่ไหนด้วย”
อเล็กซิสมองไปยังห้องขังของครูโดบี้ส์กับน้องสาวของเธอ ตอนนี้ในห้องว่างเปล่า ไม่มีผู้ต้องขังอยู่
“แล้วเรื่องสอบสวนล่ะ เป็นไง” เวดยังคงซักต่อ
“ยกเลิกไปแล้ว แต่ฉันก็ไม่แน่ใจนักหรอกนะ ว่ายกเลิกตลอดไปหรือแค่ชั่วคราว”
อดีตกัปตันทีมฟุตบอลหันกลับมาหาออสโล่กับอเล็กซิส “ซอนย่า โรมูลเลอร์คือใคร ฉันไม่เห็นรู้จักเลย”
อเล็กซิสกลอกตา คุยตั้งนาน
“รุ่นน้องพวกเราปีนึง เธอเป็นคนเงียบ ๆ แต่นิสัยดีนะ” ออสโล่ตอบ “ฉันนึกว่านายรู้จักคนเยอะแยะซะอีก”
เวดส่ายหน้า “ไม่เยอะหรอก นายจะให้ฉันรู้จักทุกคนในโรงเรียนไม่ได้หรอกนะ มันเป็นไปไม่ได้ แล้วยิ่งนายเพิ่งบอกว่าคนนี้เป็นคนเงียบ ๆ อีก จะให้ฉันรู้จักคนเงียบได้ไงวะ”
“ฉันเห็นซอนย่าในงานปาร์ตี้ที่บ้านนายออกจะบ่อย”
“โธ่ ฉันไม่ได้รู้จักแขกที่มาทุกคนหรอก พอฉันบอกเพื่อน ๆ ว่า เฮ้ย จะจัดปาร์ตี้นะเว้ย ทุกคนก็แห่มาบ้านฉันเอง ชวนกันปากต่อปากมั้ง ฉันยังไม่รู้เลยว่านายก็มาด้วย จนกระทั่งโดนจับมาด้วยกันนี่แหละ อเล็กซ์ เธอรู้จักซอนย่าคนนี้หรือเปล่า”
อเล็กซิสพยักหน้า “รู้จักสิ เธอเป็นนักร้องในคณะประสานเสียงของโรงเรียนนี่นา”
“ถ้างั้น แสดงว่าคนนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงจริง ๆ สินะ” เวดหันไปหาเบลินดาที่นั่งไกลออกไป “ยินดีด้วยนะ” เขาปรบมือเป็นจังหวะช้า ๆ “เธอช่วยพวกตำรวจหาตัวกลุ่มเสี่ยงเจอแล้ว เย่”
“พอเถอะ ปล่อยเธอไปเถอะ” ออสโล่ขอ “แค่อย่าไปยุ่งกับเธอก็พอ ทำได้ไหม”
“จ้า พ่อนักบุญออสโล่” เวดงึมงำ
สองชั่วโมงต่อมา นายตำรวจเข้ามาปล่อยตัวกลุ่มแอนโธนี่ยกกลุ่ม อเล็กซิสเอาหน้าแนบกับลูกกรงจนหัวแทบจะทะลุออกมา ตั้งแต่ผ่านขั้นตอนการสอบสวนแสนหฤหรรษ์ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินเสียงสัญญาณปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์เอ๋ย ได้โปรดตอบรับคำขอของฉันด้วย
สายตาของเธอจ้องไปยังกลุ่มแอนโธนี่ เมื่อพวกตำรวจสั่งให้พวกเขาออกมา หลายคนกลับมีท่าทีรีรอ
“อ้าว ไม่อยากกลับบ้านกันเหรอไง พวกเธอเป็นอิสระแล้ว”
“แล้วพวกเขาล่ะครับ” แอนโธนี่ชี้ไปยังห้องขังที่อเล็กซิสอยู่ “คุณจะปล่อยพวกเขาด้วยหรือเปล่า คุณเจอกลุ่มเสี่ยงแล้วนี่ครับ”
อเล็กซิสนึกอยากจะหอมเขาสักฟอด
“พวกเขาถูกตัดสินแล้วว่าเป็นกลุ่มต้องสงสัย (“ฮะ! ฉันเนี่ยนะ กลุ่มต้องสงสัย” เวดตะโกนแทรก) ถ้าพวกเธอไม่ไป ฉันจะจับพวกเธอเข้าไปใหม่ แล้วนาย ไอ้หนูมิลเลอร์ หุบปากไปเลย”
“ทำไมล่ะ” เวดถาม “คุณปล่อยพวกเขาไปได้ ทำไมไม่ปล่อยพวกเรา พวกคุณเจอกลุ่มเสี่ยงแล้วนะ พวกเราไม่ใช่สักหน่อย”
“ฉันว่าฉันเพิ่งบอกไปแล้วนะว่าพวกนายถูกตัดสินแล้ว ว่าเป็นกลุ่มต้องสงสัย” โจเซฟตอบ แล้วหยิบไม้กระบองขึ้นมาอวด “อยากโดนฟาดอีกรอบไหมล่ะ”
อเล็กซิสไหล่ตก เดินกลับมายังที่นั่งประจำตัว เธอหัวเราะเสียงแห้งประหนึ่งอดสูตัวเองเมื่อครู่ พอสบตามองออสโล่ ก็เห็นเขานั่งพิงกำแพง ยิ้มให้เพื่อนทั้งสอง พร้อมกระดิกเท้า “พวกนายยังหวังกันอยู่อีกเหรอ”
“ใช่” เธอยอมรับ “มีปัญหาเหรอ”
“เปล่า ไม่ได้จะขัดเธอสักหน่อย อเล็กซ์ก็” ออสโล่ส่ายหน้า “เอาเถอะ ฉันไม่รู้จะทำอะไรแล้ว ไม่คิดหวังอะไรแล้วด้วย คงมีแต่นอนนี่แหละ ฝันดีนะ ทั้งสองคน” เด็กหนุ่มผมแดงเอนหลังลงบนพื้นแข็ง ๆ พวกเขานอนแบบนี้กันมาสามวันเต็ม มันไม่สบายเอาเสียเลย อเล็กซิสปวดหลังมาก
“พวกเขาโชคดีเนอะ” อเล็กซิสยังคุยกับเวดต่อ “ไม่ต้องเจอการสอบสวนแบบพวกเรา ไม่ถูกตัดสินแบบพวกเรา แถมยังถูกปล่อยตัวอีก ฉันภาวนาให้ตัวเองโชคดีแบบนั้นบ้าง”
เวดลูบไหล่เธอเบา ๆ “เข้าใจ ๆ ฉันรู้สึกเหมือนเธอนั่นแหละ แต่ทำอะไรไม่ได้อย่างที่หมอนี่ว่า”
พวกเขานั่งเงียบกันอยู่สักพัก สายตาของอเล็กซิสมองไปยังออสโล่ที่กำลังหลับสนิท
เวดเอ่ยขึ้นมาว่า “ตลกดีนะ...เกิดเห็นด้วยกับหมอนี่เฉยเลย สิ่งเดียวที่เราทำได้ คือนอนอย่างเดียวจริงด้วยสินะ”
อเล็กซิสขำ
เวดเอนหลังลงบ้าง “เธอจะนอนบนแขนฉันก็ได้นะ หรือตรงนี้ก็ได้” เขาทุบอกตัวเองเบา ๆ ยิ้มให้อเล็กซิสอย่างเจ้าเล่ห์ เธอเตะขาเขาไปหนึ่งที ก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างออสโล่
“นายว่าพวกตำรวจพาพวกครูไปไหน” อเล็กซิสถามถึงครูโดบี้ส์และพยาบาลสตีเว่น
“ไม่รู้สิ หวังว่าคงไม่ได้เอาไปทำทารุณกรรมอะไรอีกนะ”
ในห้องขังทั้งหมด ตอนนี้เหลือผู้ต้องขังอยู่เพียงสี่คน บรรยากาศวังเวงลงทันที
กี่ชั่วโมงผ่านไปเธอไม่ค่อยแน่ใจ แต่ยังไม่เช้าแน่นอน อาจเป็นช่วงประมาณตีสาม อเล็กซิสตื่นเพราะรู้สึกเหมือนมีคนเขย่าตัว เธอกะพริบตาเพื่อปรับสายตา พอหันมาจึงเห็นนายตำรวจในชุดเครื่องแบบนั่งยอง ๆ อยู่ข้างตัว อารามตกใจ อเล็กซิสเกือบร้องออกมาแล้ว แต่เขาเอามือปิดปากเธอได้ทัน จากนั้นสั่นหัวไม่ให้เธอพูดอะไร แสงไฟจากหลอดนีออนส่องให้เห็นสีหน้าและดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่ทำให้เธอรู้สึกประหลาด คล้ายกับมีบางสิ่งปั่นป่วนในท้อง บรูซกระซิบบอกว่ามีโทรศัพท์มาถึงเธอ มีเหตุฉุกเฉินบางอย่างเกิดขึ้นกับครอบครัวของอเล็กซิส
ประตูห้องขังเปิดค้างไว้ บรูซคงเข้ามาข้างในเพื่อปลุกเธอโดยเฉพาะ ดูเหมือนว่าเขาไม่อยากรบกวนเด็กคนอื่นที่นอนอยู่
“เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาคะ”
คิ้วทั้งสองข้างเลิกขึ้น เหมือนนายตำรวจต้องการบอกว่าอย่าถามให้มากความ อเล็กซิสอดแปลกใจไม่ได้ บรูซไม่เหมือนกับคุณลุงใจดีก่อนหน้านี้ แต่เธอลุกขึ้นแต่โดยดี แถมยังเผลอไปเตะออสโล่เข้า เลยเผลอปลุกเพื่อนโดยไม่ได้ตั้งใจ “จาปายหนายตอนเน้” เขาถามทั้งที่ยังงัวเงีย และเมื่อเขาเห็นเจ้าหน้าที่อยู่ในห้องขัง ออสโล่ตื่นขึ้นมาทันที “เฮ้ย”
“โทษที พอดีมีเรื่องฉุกเฉินนิดหน่อย” เธอกระซิบบอก ระหว่างนั้น เวดยังคงนอนกรนสนั่นลั่นห้อง บรูซเดินออกแล้วเร่งให้เธอตามเขาออกไปไว ๆ
เมื่อเธอยืนอยู่ข้างนอกแล้ว บรูซไขกุญแจปิดล็อกอีกครั้ง เขาไม่ลืมบอกออสโล่ให้นอนหลับต่อให้สบาย อย่างไรก็ตาม เมื่ออเล็กซิสหันกลับมา ออสโล่ยังคงมองตามอยู่จนเธอเดินหายไป
“เรื่องไม่ดีเหรอคะ ครอบครัวหนูเป็นอะไรคะ” อเล็กซิสกลุ้มใจ ยิ่งนายตำรวจเร่งให้เธอเดินตาม เธอก็ยิ่งเครียด กลัวว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีจริง ๆ
“เดี๋ยวก็รู้เอง”
สถานีตำรวจในเวลานี้เงียบสงบผิดกับบรรยากาศวุ่นวายในวันแรกที่เธอมาถึง อเล็กซิสไม่เคยย่างกรายเข้ามาในนี้มาก่อนเลยจนกระทั่งถูกจับกุม ไม่มีนักโทษที่ต้องรอกระบวนการทางกฎหมายอื่น นอกจากเด็กวัยรุ่นทั้งสี่คน
ประตูห้องข้างหน้าแง้มเปิดเล็กน้อย อเล็กซิสจึงได้ยินเสียงโทรทัศน์ดังลอดออกมาจากข้างใน เธอมองเข้าไปผ่านช่องว่าง เห็นเจ้าหน้าที่โจเซฟและคู่หูสาวนั่งหลับฟุบอยู่กับโต๊ะ เพราะเธอเจอสองคนนี้บ่อยกว่าเจ้าหน้าที่คนอื่น พอเห็นท่าทางสลบไสลสิ้นฤทธิ์ ผิดจากสีหน้าเครียดทำเป็น
เคร่งขรึม อเล็กซิสจึงนึกขันอยู่ในใจ เธอไม่ค่อยแน่ใจตำแหน่งของคนทั้งคู่เท่าไร แต่น่าจะไม่มีขั้นสูง อเล็กซิสเหลือบมองสำรวจยศบนบ่าของบรูซ มันไม่ได้ต่างจากยศบนบ่าของเจ้าหน้าที่กำลังอู้หลับอยู่เช่นกันบรูซกระซิบเร่งให้เธอเดินเร็วขึ้น อเล็กซิสเดินผ่านห้องอาหารของพวกเจ้าหน้าที่ที่ดูเหมือนกับห้องครัวขนาดย่อม ตอนนี้คงมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ตรงด้านหน้าสำนักงานสักหนึ่งหรือสองคน ระหว่างนั้นอเล็กซิสครุ่นคิดวุ่นวายอยู่แต่กับเรื่องที่บ้านว่าจะเป็นอย่างไร เธอเป็นห่วงเบียนน่ามากกว่าใครทั้งหมด เพราะครั้งสุดท้ายที่เจอกัน ซึ่งก็คือเมื่อเช้านี้ เบียนน่ายังทำใจไม่ได้เลยด้วยซ้ำที่ลูกถูกตัดสินว่าเป็นกลุ่มต้องสงสัย
อเล็กซิสเพิ่งสังเกตว่าท่าทางของนายตำรวจใจดีผู้นี้เปลี่ยนไปจริง ๆ และเมื่อทั้งสองควรจะต้องเลี้ยวซ้ายเพื่อไปยังห้องเยี่ยม เพราะตู้โทรศัพท์ประจำอยู่บริเวณหน้าห้องเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังและตรงล็อบบี้ แต่เขากลับพาไปอีกทาง
อเล็กซิสชะงักฝีเท้า ใจคอไม่ค่อยดี “คุณตำรวจคะ ทางนั้นไม่ใช่ทางที่เราจะไปไม่ใช่เหรอคะ ต้องไปที่ห้องเยี่ยมผู้ต้องขังนะคะ”
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า







