LOGINสิ่งแรกที่เธอเห็นคือรถตู้ตำรวจที่จอดรออยู่ แม้ว่ามันจะจอดไกลจากจุดที่เธอยืนอยู่มากก็ตาม แต่เพราะว่าเธอเห็นครอบครัวโรมูลเลอร์อยู่แถวนั้นด้วย สายตาเลยเหลือบไปเห็นเจ้าพาหนะที่จะพาเธอไปยังสถานที่หนึ่ง เมื่อพ่อแม่ของซอนย่าเห็นอเล็กซิส พวกเขาโน้มคอลงเหมือนจะกล่าวทักทาย และรีบเดินจากไป
สองวันหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น บรูซกับคาเมรอนถูกส่งตัวไปยังศาลปกครองที่เมืองฟิวเจอร์ริสติก เมโทรโพลิสทันที เมืองเดียวกับที่นางพยาบาลสตีเว่นและครูโดบี้ส์ถูกส่งตัวไปสำเร็จโทษ อเล็กซิสได้ยินมาว่าสามีของเธอพาลูก ๆ ตามไปด้วย น่าสงสารทั้งคุณโดบี้ส์ และลูก ๆ ของพวกเขา เด็ก ๆ ยังเล็กเกินกว่าที่จะสูญเสียแม่
ส่วนตัวฉัน ก็ยังเด็กเกินไปที่จะสูญสิ้นทุกอย่าง
เธอไม่เคยลืมใบหน้าของซอนย่าในตอนนั้นเลย ผิวของเธอไหม้เกรียม ทำให้บางส่วนปริลอกออกมาจนเห็นเนื้อสดสีแดงข้างใน ดวงตาทั้งสองข้างไหม้ดำ ไม่ว่าเธออยากจะลืมภาพนั้นเท่าไร แต่อเล็กซิสรู้ดีว่าใบหน้าตอนตายของซอนย่าจะติดตัวเธอไปตลอด ยกเว้นแต่ว่า
ลมหายใจเธอจะดับสิ้น“ลูกอยากได้อะไรเพิ่มหรือเปล่า” พ่อถาม เขายืนรออยู่กับแม่และเจ้าชาร์ลี พ่อเก็บมือทั้งสองข้างไว้ในกางเกง พยายามจะทำตัวสุขุมเหมือนทุกที แต่แม่ของอเล็กซิสอยู่ในลักษณะตรงข้าม นั่นคือร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง เด็กสาวรีบวิ่งไปกอดแม่บุญธรรมและปลอบเธอยกใหญ่
“หนูไม่เป็นอะไรหรอกค่ะแม่ แม่บอกหนูไม่ใช่เหรอคะว่าอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นที่มีต่อตัวเอง หนูจะไม่เป็นอะไรนะคะแม่ เชื่อหนูสิ”
“ดูลูกสิ โถ ลูกแม่” เธอเชยคางเด็กสาวขึ้นมา สำรวจรอยแผลตามตัวลูกสาว “แม่จะห้ามไม่ให้ตัวเองคิดได้ยังไงว่าจะไม่มีใครทำร้ายลูก พวกเราพาเธอกลับบ้านได้ไหม ได้ไหมคะ คาเลบ บอกฉันที่สิว่าฉันกำลังฝันอยู่!”
พ่อโอบไหล่แม่อย่างอ่อนโยน “ลูกสาวของพวกเราเข้มแข็งจะตาย ใช่ไหมลูก”
อเล็กซิสพยักหน้าเหมือนกับเด็กเล็ก ๆ ที่พยายามกลั้นใจทำเป็นกล้าหาญต่อหน้าพ่อแม่ ระหว่างนั้นมือของเธอก็ขยี้ผมสีทองของเจ้าชาร์ลีไปด้วย “เป็นเด็กดีนะ เจ้าลิง”
“ผมเป็นเด็กดีอยู่แล้วคับ!” จากนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าน้องชายหายไป “พี่ต้องกลับมานะคับ ไม่งั้นผมคิดถึงพี่แย่เลย” พูดแล้วก็กอดขาเธอแน่น
เด็กสาวหัวเราะทั้งน้ำตา ไม่ไกลออกไป พวกตำรวจเปิดประตูท้ายรถห้องผู้โดยสาร คงถึงเวลาที่จะต้องหยุดรอเสียงนาฬิกาปลุกเสียที ไม่มีสิ่งใดปลุกเธอให้ตื่นจากฝันร้ายนี้ได้อีกแล้ว
นี่มันเป็นเรื่องจริงสินะ
สายตาของเธอกวาดไปรอบ ๆ เพื่อจดจำเมืองและผู้คน เธอไม่เคยออกจากเมืองไปนานเลย และการออกจากเมืองครั้งนี้อาจหมายถึงเธอจะจากซานโบซ่าไปตลอดกาล ตั้งแต่ที่เธอกลายมาเป็น อเล็กซิส เดวิส ซานโบซ่าเป็นบ้านเกิดของเธอ ไม่เคยคิดว่าจะไปจากที่นี่โดยไม่อาจทราบได้ว่า จะได้กลับมาหรือเปล่า
ส่วนออสโล่จมอยู่ในอ้อมกอดครอบครัวตัวเอง ทั้งหมดกำลังอวยพรเขา สมาชิกเจสเซ่นทุกคนล้วนมีผมสีแดง ดวงตาสีน้ำตาลคาราเมลของเด็กหนุ่มสบเข้ากับเธอ จากนั้นเพื่อนร่วมชะตากรรมคลี่ยิ้มน้อย ๆ แม้เป็นรอยยิ้ม แต่เธอสัมผัสได้ว่าข้างในของเขารู้สึกสิ่งตรงข้าม พวกเขาแบ่งปันความรู้สึกแบบเดียวกัน นั่นคือเสียดายชีวิตที่กำลังจะถูกพรากไป ถัดจากพวกเจสเซ่นก็เป็นครอบครัวมิลเลอร์และครอบครัวคาร์เตอร์ นางมิลเลอร์ร้องไห้หนักไม่ต่างจากเบียนน่า ขณะเดียวกัน เบลินดากำลังร้องไห้ซบอกแฟนหนุ่มของเธอ มีเพื่อนสนิทคอยปลอบ
จูน
เธอไม่มาจริง ๆ สินะ
คนที่มาส่งพวกเขามีจำนวนไม่เยอะนัก เพราะทางการอนุญาตให้แค่ครอบครัวและเพื่อนสนิทเท่านั้น ดังนั้นเอโลดี้กับเดวี่จึงต้องแบกถุงของขวัญที่พวกเพื่อนคนอื่นฝากมาให้ ซึ่งเพื่อนสนิทของเวดและออสโล่ก็ทำแบบเดียวกัน อเล็กซิสหวังว่าจูนจะมาด้วย แต่มันเป็นความหวังงี่เง่า
“ขอบคุณทั้งสองคนนะ อุตส่าห์แบกมาให้” อเล็กซิสกล่าว ตามองเข้าไปข้างในถุง เห็นขนมช็อกโกแลตเต็มไปหมด “นี่พวกเธออยากให้ฉันฟันผุเหรอไงเนี่ย”
“อเล็กซ์ ถ้าเธอไม่อยู่ฉันจะคุยกับใครล่ะ” เอโลดี้ถาม น้ำเสียงเศร้าสร้อย อเล็กซิสมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อยับยั้งคลื่นน้ำตาลูกใหม่ถึงค่อยตอบเอโลดี้ได้
“เธอมีเพื่อนตั้งเยอะแยะ”
“แต่พวกเขาไม่ใช่เพื่อนสนิท ไม่ได้ดีอย่างเธอ...”
“เธอจะหาเพื่อนสนิทที่สุดของที่สุดได้อีกแน่ ๆ” ในหัวของอเล็กซิสนึกภาพของจูน “และฉันก็ไม่ใช่เพื่อนที่ดีอย่างที่เธอคิดด้วย”
สุดท้าย อเล็กซิสทำได้แต่กอดเพื่อนสาวร่างเล็กแทน “อย่าร้องไห้สิ เธอไม่ถูกกับมาสคาร่าไม่ใช่เหรอ ต่อให้ยี่ห้อดีแค่ไหน หรือกันน้ำได้เลิศมากเท่าไรก็ตาม”
“ยัยบ้า…”
“ถึงเวลารถออกแล้ว! ขึ้นรถกันได้แล้ว” เฮลก้าตะโกนผ่านโทรโข่ง พอพวกตำรวจจะเดินตรงเข้ามา เดวี่รีบดันตัวเอโลดี้ออกไป (“นี่นาย!” เด็กสาวฮึดฮัด) เขาสวมกอดเธอด้วยท่อนแขนหนาแบบนักกีฬา ตัวของเขาอุ่นมาก เธอได้กลิ่นโคโลญของเขาอีกแล้ว กลิ่นหอมละมุนของลาเวนเดอร์กับดอกส้มเข้ากันได้ดีกับหน้าร้อน ของขวัญที่ฉันซื้อให้นี่นา อ้อมกอดที่เธอคิดถึงอยู่ตลอด แม้เขาไม่ใช่คนรักของเธออีกต่อไปแล้วก็ตาม อเล็กซิสยังจำคืนวันพรอมได้เป็นอย่างดี สัมผัสของเดวี่ยังคงเหมือนเดิม แต่บนหัวของเด็กสาวไม่มีดอกไม้สดและมงกุฎประดับเหมือนคืนนั้น อ้อ แล้วเธอไม่ได้สวมชุดราตรีสีน้ำเงินด้วย อเล็กซิสนึกสงสัยว่าถ้าเธอไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มต้องสงสัย ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะลงเอยอย่างไร แน่นอนว่าพวกเขาคงเลิกกันอยู่ดี แต่ถึงแม้เขาจะนอกใจเธอ อเล็กซิสกลับยืนนิ่งในอ้อมกอดของเดวี่เสียอย่างนั้น
“ถ้าฉันสามารถแก้ไขทุกอย่างได้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ล่ะก็ ฉันจะไม่ทำแบบนั้น อเล็กซ์ ฉันคงคิดถึงเธอมาก ๆ มากจนเป็นบ้า ฉันรักเธอนะ”
ฉันก็รักนายเหมือนกัน...รักมากกว่าด้วย นายทำให้ฉันคลั่งจนแทบจะบ้า
อเล็กซิสจดจำทุกรายละเอียดบนใบหน้าของเดวี่ได้ทุกอย่าง ดวงตาของเขามีอำนาจหลอมละลายใจเธอได้ดีนัก ดวงตาที่เธอยอมแพ้ รวมทั้งสัมผัสที่พวกเขามีให้กันในคืนงานพรอมจะกลายเป็นประสบการณ์ที่แสนกระอักกระอ่วนแต่ขณะเดียวกัน ก็ยังถือเป็นความทรงจำที่ดี
“ขอบคุณนะเดวี่” เธอไม่ได้คิดจะทำแบบนี้ แต่มือมันไปเอง อเล็กซิสกอดเขากลับ แถมกอดแน่นกว่าทุกที เรื่องที่เขาทรยศหักหลัง รวมทั้งเรื่องของจูน เธอลืมไปหมดแล้ว ถ้าฉันย้อนเวลากลับไปได้...ถ้าอ้อมกอดนี้ไม่ใช่การแสดงความรักครั้งสุดท้าย...ถ้าจูนขอโทษ...หน้าของเดวี่เลื่อนเข้ามาใกล้ ทั้งสองกำลังจะจูบกัน
“อเล็กซ์” เจสซี่หรี่ตาเป็นการเตือน พวกเขาไม่ได้อยู่ในที่รโหฐาน แถมพ่อกับแม่ยังมองเธออยู่ด้วย
“ก็แค่ครั้งสุดท้ายเองน่า” อเล็กซิสกัดฟันพูด เจสซี่ขยี้หัวน้องสาวแรง ๆ แล้วผลักเธอไปหาแม่ แก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าว เดวี่มักทำให้เธอลืมสิ่งรอบตัวไปจนหมด และถ้าเจสซี่ไม่ขัดจังหวะ เธอกับเขาคงจูบกันไปแล้ว พ่อกับแม่ขำกันใหญ่ และมันเป็นเสียงหัวเราะแรกหลังจากเธอถูกจับ
“ดีจริง ๆ พ่อไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะมีเจสซี่คอยทำหน้าที่แทนแล้ว” ผู้เป็นพ่อกระเซ้า
สุดท้าย แม่คือคนที่จูบเธอเป็นคนสุดท้าย เป็นการจุ๊บที่หน้าผาก “หนูไม่เป็นไรจริง ๆ นะคะแม่ อย่ากังวลไปเลยนะคะ หนูรักแม่นะ ดูแลตัวเองดี ๆ” เธอกอดมารดาแน่น เบียนน่าดูโทรมและผอมลงมาก “แม่ต้องทานข้าวเยอะ ๆ นะ”
“กลับมาหาแม่นะลูก สัญญากับแม่นะ” เบียนน่าขอร้อง
อเล็กซิสสบตากับพี่ชายและพี่สาว พวกเขากำลังยืนยิ้ม เพราะแม่พูดแบบเดียวกับเจสซี่ “หนูสัญญา หนูจะพยายามนะคะ” อเล็กซิสเช็ดน้ำตาของแม่ แม่ยังคงเป็นหญิงสาวสวยแม้ในยามที่จิตใจบอบช้ำ “หนูรักแม่นะคะ”
เธอหันไปหาพ่อผู้ซึ่งเปรียบเสมือนแสงสว่างในยามที่เธอทุกข์ใจอยู่เสมอ “หนูรักพ่อนะคะ ขอบคุณทั้งพ่อและแม่ที่ต้อนรับหนู...หนู...บ้าจริง” เธอปล่อยน้ำตาออกมาอีก มันยังคงเป็นน้ำใส ๆ ไม่ใช่เลือด ทำไมเราอ่อนแอถึงขนาดนี้นะ
คาเลบวางมือลงบนศีรษะลูกสาวอย่างแผ่วเบา เขาเลี้ยงดู สั่งสอนเธอด้วยความรักมาสิบห้าปี ไม่เคยคิดว่าเด็กสาวเป็นเพียงลูกบุญธรรม แต่เป็นลูกสาวแท้ ๆ ของเขา และเขารักเธอมากเหลือเกิน
“พวกเรารักลูกนะ” เมื่อมือที่แสนอ่อนโยนสัมผัสเช็ดน้ำตาบนหน้า ไอ้น้ำตาบ้าที่กำลังปริ่ม ๆ กลับยิ่งทะลักออกมาไม่หยุด “หนูขอโทษ หนูพยายามจะไม่ร้องแล้ว”
“ไม่ต้องกลั้นน้ำตาหรอกลูกรัก การที่เราจะเป็นคนเข้มแข็งไม่ได้หมายความว่าลูกจะอ่อนไหวไม่ได้”
เวลาผ่านไปหนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที เป็นเสี้ยวเวลาที่เธอมีชีวิตชีวาขึ้นเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของครอบครัว จนพวกตำรวจปลุกสติให้เธอเผชิญกับความเป็นจริง
“ให้เวลาพวกเราอีกไม่ได้เหรอไง” เบียนน่าร้อง เธอพยายามคว้ามือลูกสาว คาเลบจำเป็นต้องจับภรรยาไว้ โจเซฟใช้แขนข้างหนึ่งดึงเธอออกจากพวกเขา อีกข้างก็ดึงออสโล่ออกมาจากครอบครัวเจสเซ่นส์ นายตำรวจลากเด็กสองคนออกไปเพื่อพาขึ้นรถตู้ อเล็กซิสรีบคว้าข้าวของตัวเองแล้วปล่อยให้เขาลากไปอย่างนั้น ออมแรงดี
“บางทีพวกเราอาจจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้กลับมาก็ได้นะ!” เธอตะโกน ใช่แล้ว เธอย้ำคำสัญญา อเล็กซิสรู้สึกว่าต้องพูดออกไปแบบนั้นเพื่อให้พวกเขามั่นใจในตัวเธอมากขึ้น เพื่อให้พวกเขาเศร้าน้อยลง
“ขึ้นรถเดี๋ยวนี้!” โจเซฟสั่ง เขายังคงสวมหน้ากากรูปปั้นอยู่เหมือนเดิม แต่เวลานี้เธอไม่ใช่เด็กดีที่เชื่อฟังใครง่าย ๆ อีกแล้ว เธอมองหาครอบครัวและเพื่อน ๆ ของตัวเอง ไม่สนใจคำสั่ง
“ขึ้นรถสักทีสิ” นายตำรวจสั่งเสียงอ่อนลง ทันใดนั้นเธอนึกได้ว่าต้องการพูดอะไรกับเขา เพราะเธอลืมที่จะพูดในวันนั้น
“เอ่อ ขอบคุณ...นะคะ ที่คุณช่วยฉันคราวก่อน”
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า
“บางทีพวกเราอาจจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้กลับมาก็ได้นะ!”คาเลบยังจำวันนั้นได้เป็นอย่างดี จุดเริ่มต้นของภัยพิบัติ คลื่นสีดำไม่ได้พัดพาลูกสาวของเขาไป แต่ยังทำลายทุกสิ่งจนพินาศ วันเวลาแห่งความสุขกลายเป็นความทรงจำที่น่ากลัว เพราะกลับทำให้หัวใจเจ็บปวดเกินกว่าจะรับไหว เพี
ท้องฟ้าในนิวโฮปวันนี้มืดครึ้มคล้ายกับที่ไลบราเลีย แต่ฝนยังไม่ตก อากาศเริ่มเย็นขึ้น หรือจะเข้าฤดูหนาวในเร็ววัน ยามเท้าแตะพื้น อเล็กซิสรู้สึกปลอดภัย นี่คือบ้านเกิด นิวโฮป ไม่ใช่เมืองของคนพวกนั้น เธอเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยจนอยากจะล้มลงนอนตรงนี้“ดีจริง” เทสซ่าวิ่งเข้ามาสวมกอดพร้อ
ชายหนุ่มร่างสูงตาเรียวอีกคนบอกจากข้างหลัง คาเลบสะดุ้ง เขารู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในโลกแห่งความฝัน เมื่อหันไปมองพวกคุณมิลเลอร์ ทั้งสองต่างนั่งกอดกันไม่ยอมลุกขึ้น คงมีแต่นิโคไลที่ดูจะไม่แปลกใจ“ขอโทษนะครับ พอดีวิธีนี้เร็วที่สุด” คนทั้งหมดสะดุ้งโหยงเมื่ออเล็กซานเดอร์เดินอ้อมมา
เขาจึงหมุนลูกบิดเปิดเข้าไป เห็นไมเคิลนอนคว่ำ ท่าทางเหมือนกำลังอ่านหรือดูอะไรอยู่ เสียงดนตรีที่มาจากอุปกรณ์เกมกดดังไปทั่วห้องเฉลยทุกสิ่ง หนุ่มผมสีเงินเอาหมอนรองใต้ท้องเพื่อให้นอนสบาย เป็นเพราะตัวของเขาสูงและยาวทำให้เตียงดูเล็กไปถนัดตา ผู้มาเยือนมองแล้วนึกขำในใจ ครั้งหนึ่งเจสซี่เคยถามว่าใครเป็นพี่ใ







