Masuk“ที่นี่มีไว้ทำอะไรกันแน่”
ทีวีจอแบนบนโต๊ะแสดงรายละเอียดข้อมูลสุขภาพ ทั้งน้ำหนัก ส่วนสูง วันเกิด กรุ๊ปเลือด ระดับคอเลสเตอรอล ความดันโลหิต และอื่น ๆ เจ้าหน้าที่สาวสวมชุดเครื่องแบบสีขาวคล้ายนางพยาบาล (ขาวอีกละ!) คาดผ้าปิดปากสีเขียว เธอเอ่ยชมเบนด้วยน้ำเสียงสูงปรี๊ดว่าสุขภาพของเขาดีอย่างน่าเหลือเชื่อ
“คุณครับ ที่นี่คือที่ไหนกันแน่ เอาไว้ทำอะไร”
เธอดึงแขนข้างที่สวมนาฬิกาแล้วอธิบายวิธีการใช้งาน อุปกรณ์ตัวนี้สามารถบันทึกข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาได้หมด โดยหากกดปุ่มแสดงรายละเอียดจะขึ้นเป็นจอโฮโลแกรม มันยังแสดงเวลาล่าสุดที่เขาสูบบุหรี่ครั้งสุดท้าย ใช่แล้ว ครั้งสุดท้าย เพราะห้องนั้นติดตั้งเครื่องดักจับควันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อเล็กซ์อกหักยับเยิน
“สรุปที่นี่เอาไว้ทำไรวะ บอกมาสักทีสิเว้ยเฮ้ย”
“คนต่อไป! อเล็กซานเดอร์ โวลคอฟ”
เก้าอี้เลื่อนไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติ จากนั้นตัวเบาะกระเด้งขึ้นผลักเขาออกจากที่นั่งโดยปริยาย เบนกระเด็นล้มลงออกมานอกห้อง คำถามที่เขาถามไปเมื่อครู่ นอกจากจะไม่ได้รับคำตอบแล้ว ตัวเองยังนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น
เบนลูบก้นตัวเอง เขายืนรออเล็กซ์ไม่นาน ร่างสูงเดินออกมาต่างจากเขาที่ถูกผลักไล่ เพื่อนของเขายิ้มกว้าง “สุขภาพของคุณดีจนน่าทึ่งจริง ๆ ค่ะ ทั้งที่ต้นกัญชาแทบขึ้นในปอดคุณแล้ว ให้ตายเถอะ” เขาทำเสียงสูงล้อเลียนเสียงโซปราโนของเจ้าหน้าที่สาวคนนั้น ทั้งสองหัวเราะดังลั่น
“ฉันถามเธอเกี่ยวกับที่นี่ แต่เธอเมินซะนี่” เบนเล่า เขาเดินเตะอากาศไปมา มือทั้งสองข้างเก็บเข้ากระเป๋ากางเกง
“เออ ได้ยิน”
อเล็กซ์กลับมาเป็นตัวของตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง หน้าตาสดใส เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน ไม่ใช่ไอ้ขี้ยาที่เอาแต่เก็บตัวเพ้อฝันอยู่ในห้องนั้น เขาไม่แน่ใจว่าควรขอบคุณเครื่องตรวจจับควันหรือไม่ อย่างน้อย เบนได้เพื่อนสนิทคืนมา แค่นี้เขาควรจะพอใจแล้วล่ะมั้ง เมื่อเบนถามอเล็กซ์ว่าทำไมถึงเปลี่ยนใจ เขาเผยเพียงแค่ว่า “เจอเพื่อนใหม่เมื่อไม่กี่วันก่อนน่ะ” เบนอยากรู้จะตายว่าคนคนนั้นคือใคร เพราะอเล็กซ์บอกเพียงแค่นี้ ไม่ยอมอธิบายต่อ และเมื่อเพื่อนมีความลับ เขาไม่อาจข่มตานอนหลับได้เพราะความสงสัยผุดขึ้นมาซ้ำ ๆ อยู่ในหัว
“พวกเราจะทำอะไรต่อดี” เขาถามเพื่อน
“นายไม่ไล่ล่าผู้หญิงแล้วเหรอ”
คนที่ถูกแซวกลอกตา “คนส่วนใหญ่ยังอยู่ตรวจสุขภาพกันอยู่เลย จะให้ฉันไปหาที่ไหนล่ะ แล้วฉันก็ไม่ได้บ้าผู้หญิงขนาดนั้นด้วย เออ แล้วไอ้เพื่อนใหม่นี่ใคร” เขาแย้มถามทุกครั้งที่นึกออก เผื่ออเล็กซ์จะเผลอหลุดมาสักคำ
“เฮ้ พวกนาย รอก่อน” ซาร่าห์มาพอดี เธอขัดจังหวะได้ถูกเวลาเสียจริง
สาวผมบลอนด์โบกมือร่าเริง เธอเปลี่ยนไปเหมือนกัน จากดอกไม้ที่ใกล้เหี่ยวเฉา บัดนี้กลายเป็นดอกกุหลาบที่กลับมาเบ่งบาน ไม่นานมานี้ เธอเพิ่งตัดสินใจคบหากับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ไม่หรอก พวกเขาไม่ใช่แฟนกัน หญิงสาวไม่ได้คิดจะสร้างสายสัมพันธ์รักโรแมนติกจริงจังอะไรแบบนั้น เด็กหนุ่มคนนั้นชื่อ เวด มิลเลอร์ ซาร่าห์เล่าว่ามันเป็นการเล่นสวมบทบาทฆ่าเวลา หากจะมีเกมใดที่น่าสนุกสำหรับมนุษย์ถ้ำที่ยังคงความเป็นอารยชนก็คงเป็นเกมนี้ เธอทำตัวเหมือนย้อนเวลากลับไปในสมัยยังเรียนในโรงเรียน ผูกมิตรกับเพื่อนของเขา แล้วไปอยู่กลุ่มนั้น แม้เกมสวมบทบาทจะเป็นแค่บทบาทสมมติ อย่างไรก็ตาม เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ซาร่าห์มีความสุขมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา และแม้เธอยืนกรานว่ามันไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่จริงจัง แต่เธอไม่มาหาเบนอีกเลย ซาร่าห์รักษาสัญญากับอเล็กซ์ว่าจะทิ้งระยะห่างกับเบน และเธอก็ทำตามนั้น แน่นอน เขาย่อมหงุดหงิด
“ว่าไงครับคุณผู้หญิง” เขาทักเธอกลับ
“ไปเล่นบาสเกตบอลด้วยกันเถอะ เบน หยุดก่อน (หล่อนยกมือห้าม) ฟังก่อน ฉันจะแนะนำพวกนายให้รู้จักกับเพื่อนใหม่ของฉัน พวกเขาน่ารักและตลกมาก เชื่อฉันเถอะ พวกเราจะมีเพื่อนมากขึ้น ไม่ใช่เกาะกันเองเหมือนไม่มีใครคบแบบนี้”
เราไม่คบใครต่างหาก “ไม่อยากจะเชื่อเลย แม่สาวซาร่าห์หันไปคบกับพวกเด็ก ๆ ซะแล้ว สรุปแล้ว เธอกับเด็กคนนั้นคบกันจริงจังแล้วใช่ไหม”
หญิงสาวมองตาเขียวปั๊ด “แน่นอนว่าใช่ แน่นอนว่าไม่ใช่ อยากได้คำตอบแบบไหนล่ะ แล้วแต่นายคิดก็แล้วกัน ฉันไม่สนหรอกว่าจะนายจะมองยังไง หรือเห็นเป็นเรื่องไร้สาระขนาดไหน แต่รู้ไว้เถอะ พวกเราต้องเข้าสังคมและผูกมิตรกับคนอื่นได้แล้ว ฉันพยายามเหมือนกัน เห็นไหม ไม่แย่เลย แถมตอนนี้ยังมีเพื่อนสาวไว้คุยเม้าท์มอยเรื่องของผู้หญิง พวกเราจะอยู่กันแบบนี้ไปตลอดไม่ได้หรอกนะ”
เบนไม่แปลกใจ “ฉันเห็นเธอหอบหิ้วกระเป๋าเครื่องสำอางออกจากห้อง เล่นแต่งตัวกับเพื่อนผู้หญิงของเธอเหรอ ทำตัวเป็นเด็กเล็กไปได้ อายุเท่าไรกันแล้ว”
“เรื่องของเธอน่า” อเล็กซ์ขัดพลางตบบ่าของเขาให้เพลาปากลง มืออีกข้างปิดปากตัวเองที่กำลังหาวหวอดๆ นึกว่าพอออกจากห้องนั้นนายจะนอนเต็มอิ่มมากขึ้นแล้วนะ “อีกอย่าง ฉันเห็นด้วยกับซาร่าห์ นายอยากให้ฉันออกจากห้องนั้น ก็นี่ไง ออกมาแล้ว อย่างที่ซาร่าห์ว่า พวกเราต้องมีเพื่อน จะอยู่ปลีกวิเวกไม่ได้หรอก ที่นี่นะ นามสกุลไม่ได้ดึงดูดเพื่อนให้เข้ามาเองเหมือนเมื่อก่อน”
ซาร่าห์ดีดนิ้ว “อเล็กซ์คนเดิมกลับมาแล้วสินะ ใช่ รู้ไหม ฉันสามารถคุยกับเพื่อนพวกผู้หญิงเรื่องเสื้อผ้า แฟชั่น พวกเธอชอบกรุสมบัติของฉันมากเลยด้วย นั่งแต่งหน้า สร้างเทรนด์ใหม่ ๆ ฉันมีกิจกรรมงอกเงยให้ทำเยอะแยะ พวกนายก็ทำได้เหมือนกัน การมีเพื่อนมันไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอก”
“เดี๋ยวนะ สร้างเทรนด์ใหม่งั้นเหรอ”
สาวบลอนด์ม้วนผมคลอเคลียใบหน้าตัวเอง “ถ้าเราต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป อย่างน้อย ฉันควรจะเป็นคนที่สร้างอิทธิพลให้กับคนในนี้มากกว่าเป็นผู้ตามไม่ใช่เหรอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สังคมแบบไหน ถ้ามีอำนาจในมือก็ล้วนดีทั้งนั้นแหละ” เธอประกบมือทั้งสองข้างไว้ด้วยกัน “อ้อ ฉันรู้แล้วว่าจะชวนนายยังไง ในกลุ่มของฉันมีเด็กสาวสวยตั้งสองคน น่ารักแล้วก็นิสัยดี ฉันรู้ว่านายชอบอะไรแบบนี้”
“ซาร่าห์ ถ้าเพื่อนของเธอทั้งน่ารักและนิสัยดี ฉันว่าเธอไม่ควรแนะนำเพื่อนให้หมอนี่รู้จักนะ” อเล็กซ์ท้วง ส่ายหัวไปมา
หล่อนเอามือทาบอก “จริงสิ...ฉันผิดเอง ลืมที่ฉันพูดเมื่อกี้ก็แล้วกันนะเบน”
“นี่นายเป็นเพื่อนฉันหรือเปล่า” เบนติง อเล็กซ์ได้แต่ยิ้ม ทำมึน
เบนทำหน้าเหม็นเบื่อใส่คนทั้งสอง พวกเขาคงยังไม่ทราบว่าเพื่อนตัวเองรู้จักสาวน้อยทั้งสองในกลุ่มนั้นแล้ว สองคนนั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก แม่แบมบี้กับจอมสร้างเรื่องเทสซ่า
“นายอยากเข้ากลุ่มแบบนั้นเหรอ”
อเล็กซ์ผงกศีรษะหงึก ๆ “อื้อ ฉันไม่รู้จะทำอะไรเป็นพิเศษอยู่แล้ว บางที พวกเราคงต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตบ้างแล้วล่ะ”
ซาร่าห์ฉีกยิ้ม “ถูกต้อง เป็นการตัดสินใจที่ถูกที่สุดแล้ว แต่ว่าพวกเราต้องรอให้คนอื่นตรวจสุขภาพเสร็จก่อน ถ้างั้น อีกสักชั่วโมงค่อยเจอกันนะ พวกนายมาที่สนามบาสเลย อย่าลืม” เธอว่า ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป แต่ท่าทางกรีดกรายราวกับกำลังเริงระบำ
อเล็กซ์และเบนสบตาแล้วยิ้มให้กันตามประสาผู้ชาย ทั้งสองต่างรู้สึกเหมือนกันว่าเธอร่าเริงขึ้นมาก และความมีชีวิตชีวานี้เองทำให้บรรยากาศรอบข้างพลอยสดชื่นไปด้วย ซาร่าห์เป็นผู้หญิงที่สวยน่ามองมากเป็นทุนเดิม พอเห็นกิริยาท่าทางแบบนี้ สองหนุ่มเลยกระปรี้กระเปร่าไปตามกัน ดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานล้วนแต่งแต้มบรรยากาศได้ดีเสมอ
เพื่อนรักทั้งสองฆ่าเวลาด้วยการไปดูหนังโรแมนติกงี่เง่า แต่พอเริ่มเรื่องไปไม่ถึงสิบนาที เบนผล็อยหลับ จนอเล็กซ์ต้องปลุกด้วยการเขย่าตัว
“อะไรวะ”
“นัดไง” เพื่อนชี้นิ้วไปที่นาฬิกา
“ทำไมกระตือรือร้นจังวะ” หนุ่มดวงตาสีอำพันถอนหายใจแล้วลุกตาม
“อ้าว ภารกิจของพวกเราไง สร้างมิตร”
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า







