Masuk“โอ๊ะ ขอโทษนะ” เสียงแหบ ๆ นั้นปลุกเธอให้ตื่นจากความทรงจำเก่า ๆ เด็กหนุ่มผมแดงสวมเสื้อยืดเรียบ ๆ กับกางเกงยีนเก่า ๆ พยายามทรงตัว เขาถือเบียร์สองแก้ว “มันมืด...คือ”
“ไม่เป็นไร ๆ ไม่เจ็บหรอก” เธอบอก ปัดน้ำตาออกจากแก้ม
เขามองหน้าอเล็กซิสที่มีคราบน้ำตา แววตาบ่งบอกว่าเห็นใจ
“ไม่เป็นไร ไม่ใช่เพราะนายชนหรอก อย่าคิดมาก” เธอบอก กะจะเดินออกจากสถานที่หลบภัยชั่วคราวแห่งนี้
“เธอไม่เป็นอะไรแน่นะ” เขาถามโดยไม่ยอมสบตา มันเป็นบุคลิกของเขาเอง ออสโล่ค่อนข้างขี้อาย
“ไม่เลย ทำไมนายมาคนเดียว คริสติน่าอยู่ไหนล่ะ” เธอถาม ออสโล่เป็นเพื่อนร่วมชั้นในวิชาเลข และเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมชิงทุนเหมือนกัน
“ก็...ฉันมากับคริสติน่านั่นแหละ แต่คนที่เธอแอบชอบมาคุยกับเธอ ฉันก็เลย....” พวกเขายิ้มให้กันอย่างเข้าใจ เขาจึงไม่ต้องอธิบายต่อ ออสโล่เป็นเด็กหนุ่มรูปร่างสันทัด เขามีดวงตาสีน้ำตาลอ่อนและใบหน้าตกกระ
“ฉันได้ยินมาว่าเธอสอบติดที่เดลฟี ยินดีด้วยนะ” เขาว่า
เพื่อนคนนี้เป็นคนเดียวที่ไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับเดวี่และจูน ไม่แม้แต่จะเอ่ยถึงมัน
“ขอบใจ แล้วนายล่ะ”
“ติดวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่อีสท์แลนด์”
“เจ๋งนะนั่นนะ” เธอมองไปรอบ ๆ เพื่อนแต่ละคนต่างไล่ตามความฝัน ส่วนเธอหมกมุ่นอยู่กับปัญหาในใจตัวเอง หน้าของเดวี่ปรากฏขึ้นมาในหัวอีกครั้งพอพวกเขาคุยกันเรื่องเรียนต่อ อเล็กซิสจำได้ว่าเดวี่เคยอยากเรียนต่อทางด้านวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็ธุรกิจ แต่เพราะถูกชวนให้ไปเล่นเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพกับสโมสรแห่งหนึ่งเสียก่อน เดวี่ดีใจมากและตัดสินใจเลือกสายนี้แทน อเล็กซิสยังจำภาพตัวเองกับจูนคอยเชียร์เขาตรงอัฒจันทร์ได้เป็นอย่างดี หลังจากจบการแข่งขันและโรงเรียนได้ถ้วยรางวัล เธอวิ่งลงสนามไปหาเขา แล้วพวกเขาก็จูบกันเพื่อฉลองให้กับชัยชนะเหมือนกับในหนัง
ยัยบ้า เลิกคิดถึงสองคนนั้นสักทีสิ!
เสียงดนตรีเงียบลงแต่เสียงคนยังดังอยู่ คงมีใครสักคนเล่นเกมท้าทายบางอย่างอยู่ข้างนอกแน่ ๆ
“พรุ่งนี้ ฉันคิดว่าคงเห็นชื่อเธอแน่ ๆ” ออสโล่เดา อเล็กซิสสั่นหัวอย่างถ่อมตัว แม้ลึก ๆ ยินดีกับคำพูดนั้นและดีใจที่เขาชวนคุยเรื่องนี้ต่อ หลังจากที่คุยกับเจสซี่เรื่องทุน ความมั่นใจในตัวดิ่งลงไปจนสุด แต่พอฟังออสโล่พูดแบบนี้ ความมั่นใจเลยกลับเพิ่มขึ้นมาอีก “ตอนที่สัมภาษณ์ฉันทำได้แย่มากเลย พวกเขาไม่สนใจฉันเลย” ออสโล่เล่า
“เหรอ แต่ก็ไม่แน่หรอกนะ” เธอพยายามไม่พูดเรื่องตัวเองเพื่อให้เขารู้สึกแย่ เพราะตอนสัมภาษณ์ พวกกรรมการดูชอบเธอมาก บางที เธออาจจะยังมีโอกาส บางทีเจสซี่คิดผิด เธออาจจะได้ทุนก็ได้
“เออนี่ ฉันมาคนเดียวเหมือนกัน พวกเราเข้าไปในงานพร้อมกันไหม จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก” เธอชวนเพราะไม่อยากนั่งกับทีม เพราะพวกเธอจะต้องยกเรื่องเดวี่กับจูนมาพูดอีกแน่ ๆ อเล็กซิสตัดสินใจเลือกคุยแต่กับออสโล่ดีกว่า เพราะว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเหมือนกับคนอื่น และไม่ทำให้เธออึดอัด อเล็กซิสรู้ว่าเพื่อนทุกคนหวังดีกันทั้งนั้น แต่เธอแค่ไม่อยากได้ยินอะไรเกี่ยวกับสองคนนั้นอีกแล้ว
“ดีสิ เอ้อ เอาเบียร์ไหม” เขายื่นแก้วเบียร์แก้วหนึ่งให้เธอ
“นายดื่มทีละสองแก้วตลอดเลยเหรอ”
“บ้าน่า ของคริสติน่า จนฉันเห็นเธอคุยกับ...”
“อ้อ เข้าใจแล้ว” อเล็กซิสรับไว้
พวกเขาเดินกลับไปยังสระว่ายน้ำ ทุกคนกำลังส่งเสียงเชียร์ปีเตอร์ เลย์ตัน ที่กำลังเดินบนน้ำอยู่ เวดนั่งอยู่บนเก้าอี้ไลฟ์การ์ดกำลังอัดวิดีโอ เห็นชัด ๆ ว่ามีแผ่นกระจกอยู่ใต้น้ำ
“เหมือนเขากำลังเดินอยู่บนน้ำจริง ๆ นะ” ใครสักคนว่า
“ใช่ไหมล่ะ พรุ่งนี้ทุกคนต้องฮือฮาแน่” เวดคาดการณ์ เขาดื่มจนหน้าแดงก่ำไปทั้งหน้า
เห็นแผ่นกระจกชัดออกจะตาย พวกนายเมาหนักแล้วนะ
อเล็กซิสกับออสโล่ไม่ค่อยสนใจมายากลงี่เง่าเท่าไร
เธอมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีดำ วินาทีนั้น อเล็กซิสตระหนักดีแล้วว่าเธอไม่มีอารมณ์ที่จะร่วมงานปาร์ตี้ต่อไปจริง ๆ ในหัวของเธอมีแต่เรื่องเดวี่กับจูน เธอไม่ควรอยู่ในงานนี้ ทั้งที่ตัวเองยังไม่พร้อมจะทำอย่างอื่น มันเป็นเรื่องยากที่จะทำตัวเหมือนปกติ เธอต้องการเวลาในการสงบจิตใจ
“ขอโทษนะออสโล่ แต่ฉันคิดว่าฉันกลับดีกว่า” เธอบอกเพื่อน
“ได้ ให้ฉันไปส่งบ้านนะ” ดวงตาของเขาบ่งบอกว่าเข้าใจเป็นอย่างดี ซึ่งหมายความว่าไม่มีใครพลาดข่าวเรื่องของเธอจริง ๆ
“นายใจดีมากเลยนะ แต่ไม่เป็นไรหรอก ฉันเอาจักรยานมา ขอบคุณนะออสโล่ บายก่อนละกัน ตื่นเต้นจังเลย พรุ่งนี้จะประกาศผลแล้วนี่นา ภาวนาให้พวกเราได้นะ”
“อเล็กซ์ เธอดูไม่ตื่นเต้นเลย ฉันกำลังจะไปเหมือนกัน ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวกลับเป็นเพื่อน คริสติน่าไม่ต้องการฉันแล้วล่ะ” เขาพยักพเยิดไปทางเพื่อนสาว อเล็กซิสจึงเห็นว่าเธอกำลังหัวเราะร่วนอยู่กับคนที่แอบปิ๊ง เพียงแวบหนึ่งที่เธอจับสีหน้าของออสโล่ได้ทัน เขาค่อนข้างเจ็บปวดที่เห็นสองคนนั้นอยู่ด้วยกัน ดวงตาสีน้ำตาลของเขาบ่งบอกว่าตัวเองคิดกับคริสติน่าเกินกว่าเพื่อน
ปัญหาเดียวกัน ปัญหาความรัก
ทั้งสองกำลังจะเดินออกจากงาน ทันใดนั้น เสียงไซเรนดังราวกับฟ้าผ่าทำลายความสนุกในงานปาร์ตี้ทันที ทุกคนหยุดทำกิจกรรมทุกอย่าง เวดเรียกคนรับใช้ทุกคนให้เอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติดออกไป ออสโล่กับอเล็กซิสรีบวิ่งไปที่ประตูแต่สายไปเสียแล้ว พวกตำรวจล้อมคฤหาสน์ของเวดไว้หมดแล้ว ปฏิบัติการรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ
“แย่แน่ ๆ แม่เอาฉันตายแน่” ออสโล่รำพัน อเล็กซิสได้ยินเสียงเวดด่าใครก็ไม่รู้ที่บังอาจแจ้งตำรวจ
“ชะตากรรมพวกเราไม่ต่างกัน ให้ตายเถอะ ฉันต้องฟังพ่อกับพี่ชายบ่นทั้งวันแน่”
อเล็กซิสคิดว่าเธอกลับบ้านดึกแน่ ๆ และพ่อกับเจสซี่คงต้องมารับเธอที่สถานีตำรวจ เพราะพวกเขาต้องตรวจหาสารเสพติดก่อน เด็กสาวหามือถือของพ่อ แต่พบว่าตัวเองดันลืมเอามา
เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศผ่านโทรโข่งเสียงดังว่า “ขณะนี้พวกเธออยู่ภายใต้การจับกุม พวกเราจะพาพวกเธอไปที่สถานีตำรวจ อย่าขัดขืน”
อเล็กซิสเห็นเวดรีบรุดเข้าไปหาพวกเขา แม้หน้าจะยังแดง แต่สติยังคงดีอยู่ “ขอโทษนะครับ ให้ผมอธิบายหน่อยเถอะ พวกเราอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ตลอด เดี๋ยวคุยกับพ่อผมนะครับ”
เป็นครั้งแรกที่เธอมีโอกาสเห็นพ่อของเวดตัวจริง คุณมิลเลอร์เหมือนกับลูกชายราวกับแกะ แค่เป็นเวดที่ดูมีอายุมากขึ้น ผมสีบลอนด์ ตัวสูง และหล่อเหลา เขาวิ่งตรงไปยังนายตำรวจทั้งที่อยู่ในชุดนอน พยายามจะเจรจาแทนลูกชาย
“ไม่มีข้อโต้แย้งครับผม เด็กทุกคนต้องไปกับพวกเรา งานเลี้ยงเลิกราแล้ว เรามีหมายจับพิเศษ” เจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินกรมท่าทำหน้าตาย ประกาศว่าพวกเขามีสิทธิคุมตัววัยรุ่นทั้งหมดในที่นี้ “หมายจับภายใต้อำนาจกฎหมายรัฐบัญญัติ 2966 ครับ”
“อะไรนะ!” นายมิลเลอร์อึ้งจนพูดไม่ออก
ทุกคนยกมือขึ้นปิดปาก ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถูกกฎหมายชิ้นนี้เล่นงานเข้า อย่างน้อยอาจเป็นเพื่อนบ้านรำคาญเสียงดังแล้วแจ้งตำรวจไม่ใช่หรือ
“หูฉันมีปัญหาหรือเปล่า ฉันได้ยินว่าพวกเขาพูดถึงรัฐบัญญัติ 2966” ออสโล่ถามย้ำ
อเล็กซิสพยักหน้า “หูของนายปกติดี”
แม้จะเป็นวันหนึ่งในฤดูร้อน แต่ลมในยามค่ำคืนนั้นเย็น อเล็กซิสถอนหายใจ นี่มันไม่เกี่ยวกับการตรวจหาสารเสพติดเสียแล้ว
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า







