LOGINตอนที่ 1
บังเอิญครั้งที่สอง
“นายหัวคะนายหัว เมื่อกี้นี่ดาราเลยนะคะน่ะ”ภายในรถที่อุณหภูมิเย็นฉ่ำพร้อมกับเสียงเพลงคลอเบา หนูเล็กเริ่มประเด็นพูดกับเจ้านายที่นั่งอยู่ข้างคนขับ
“เหรอ คนไหนดาราล่ะหนูเล็ก?”หันกลับมาเลิกคิ้วถาม
“ก็ผู้หญิงน่ะสิคะ แหม นายหัว หนูเล็กยังเห็นนายหัวดูละครที่เขาเล่นอยู่เลย
ทำเป็นจำไม่ได้ซะละ”หนูเล็กเอ่ยกระเซ้าเจ้านายอย่างเป็นกันเองตามประสาคนทำงานด้วยกันมานานแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเพราะรามินทร์เป็นคนใจดี ไม่ว่าจะกับใคร เขาก็เป็นคนที่ใจดีเสมอ ทำให้ลูกน้องรักเจ้านายคนนี้มากพอ ๆ กับนายหัวอดิศร แถมเวลาที่คุยด้วยยังรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่า ถ้าพูดผิดไปจะโกรธหรือโมโหหรือเปล่า แต่ถึงอย่างไร ลูกน้องทุกคนของเขาก็จะรู้ขอบเขตของการพูดคุยและการปฏิบัติตนต่อเจ้านายเป็นอย่างดี เพราะไม่ใช่เพียงแต่จะรัก แต่พวกเขายังเคารพรามินทร์เหมือนกับผู้เป็นตาและบิดาของรามินทร์ด้วย
“ฉันแค่กดผ่าน ๆ ไม่ได้ดูสักหน่อย”
“โอเค เชื่อแล้วค่ะว่ากดผ่าน ๆ แต่...เอ น่าเสียดายจังเลยนะคะ อยากจะขอถ่ายรูปไว้สักรูปสองรูป อุตส่าห์ได้เจอดาราทั้งที”
“ถ้ามีบุญกับเขาก็คงได้เจอเขาอีกนั่นแหละน่า”ไข่นุ้ยพูดพลางขับรถไปด้วย
แต่สายตาของหนุ่มใต้มันก็พลันไปมองเจ้านาย เพราะเขารู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไปเขาเห็นนายหัวรามินทร์เหม่อไปครู่หนึ่ง
“แต่สวยขนาดนี้ สเปคนายหัวเลยนะนี่”เขาเอ่ย
“เขามากับแฟนจะมาสปงสเปคอะไรล่ะ”ชายหนุ่มหลุดออกจากภวังค์พร้อมว่าตัดบทไป แต่เพียงเสี้ยววินาทีรถก็จอดที่ลานจอดรถในห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุง ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าในเครือบริษัท เอ็มไพร์ เฮ้าท์ ที.อาร์.เค ของตระกูลทัศนีรัตนากุล
เป็นธุรกิจตระกูลของเพื่อนรัก ปฐวี
….
การเจรจาเป็นไปได้ด้วยดี ไม่มีปัญหา เมื่อคุยกับหุ้นส่วนเสร็จก็ว่าจะแวะเข้าไปหาเพื่อนสนิทเสียหน่อย เพราะเขาได้ยินจากเลขาของเพื่อนว่าวันนี้ปฐวีและ
ณิชชยาพาลูกทั้งสามคนมาเที่ยวพร้อมกับตรวจงานไปด้วย ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ขอเจอหน้าหลานสักหน่อยก็แล้วกัน เพราะงานแต่งก็ไม่ได้ไป วันที่หลานเกิดก็ไม่ได้ไปอีก“ไอ้วี!”เสียงเข้มเอ่ยเรียก เมื่อเห็นหลังไว ๆ ของคนสองคน ส่วนเพื่อนสนิทที่ได้ยินเสียงอันคุ้นหูก็หันมากันทั้งสามีภรรยา สายตาคมมองไปที่เพื่อนสนิท ข้างกันมีภรรยาและเด็กชายสองคน เด็กหญิงหนึ่งคน ผู้ชายคนโตคงจะชื่อ รักชลิต ตอนนี้ก็คงจะได้สักแปดขวบกระมัง เด็กผู้ชายคนเล็กชื่อปุริม อายุคงประมาณสองขวบเศษ และเด็กผู้หญิงคนกลาง ชื่อ พริมา ก็น่าจะประมาณสามขวบกว่า ๆ ได้แล้ว
“อ้าวไอ้ราม มาไงไปไงวะเนี่ย ไม่ได้เจอกันตั้งนาน สบายดีไหม”ปฐวียิ้มถามและเดินไปกอดเพื่อนสนิทที่แทบไม่ได้เจอหน้ากันอยู่หลายปี
“ฉันสบายดี แกกับหนูนิดเป็นไงบ้าง”
ณิชชยายิ้มตอบ “หนูนิดสบายดี เราไปหาร้านนั่งคุยกันดีกว่า เพื่อนสนิทได้เจอหน้ากันทั้งที หนูนิดว่าน่าจะนานนะ”
ทั้งหมดพากันเดินเข้าร้านอาหาร สองสหายเริ่มพูดคุยตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน ซึ่งแน่ล่ะว่าหัวข้อที่น่าสนใจก็คงจะไม่พ้นเรื่องของธนาและรัดเกล้า
ที่ตอนนี้ชายหนุ่มยังคงตามง้อหญิงสาวอยู่อย่างไม่ยอมแพ้จนล่วงเลยมาหลายปี“เออ แล้วนี่แกอยู่กรุงเทพฯ นานหรือเปล่า เดี๋ยวว่าง ๆ เข้าไปดูแปลนรีสอร์ตหน่อยไหม มีแบบจำลองเพียบเลย สวยถูกใจแกแน่นอน”
“ได้ ไม่มีปัญหา ฉันน่าจะอยู่ที่นี่อีกหลายเดือน ต้องทำธุระหลายอย่างเลยว่ะ”
“มีธุระหรือติดสาว เอาดี ๆ ”
“สาวที่ไหนล่ะ ไม่มีมาให้ติดเลยสักคน”
“ไม่มีมาให้ติด...แน่เหรอนายหัวราม”ปฐวีเอ่ยชื่อเพื่อนลากยาวกระเซ้าจนโดน
รามินทร์ชี้นิ้วใส่อย่างทีเล่นทีจริง บทสนทนาแสนบันเทิงใจเริ่มต้นขึ้นอีกหลายเรื่องราว พร้อมกันนั้น หลานทั้งสามคนก็ยังได้ลาภลอยจากเพื่อนสนิทของบิดาไปอีกคนละถุงทองอีกด้วย....
“วันนี้ตั้งใจทำงานนะคะที่รัก อะ นี่ข้าวกลางวันค่ะ”พราววลินหยุดอยู่หน้าห้องตรวจพร้อมกับอาจารย์หมอหนุ่ม มือเรียวยื่นถุงผ้าใส่ข้าวกลางวันให้คนรัก หลังจากที่ไปทำธุระจิปาถะเกี่ยวกับงานแต่งงานมาแล้ว
งานแต่งงานระหว่างอาจารย์หมอภูภูมิและพราววลินกำลังดำเนินการไปใกล้เสร็จสิ้นแล้ว อีกไม่นานทั้งคู่ก็จะได้เข้าพิธีวิวาห์อย่างที่ตั้งใจไว้ ภาพชีวิตหลังแต่งงานผุดขึ้นมาในหัวเต็มไปหมดจนแทบทนรอไม่ไหว
หญิงสาวเดินกลับออกมาด้วยรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มก็หุบลงเมื่อเดินสวนกับรุ้งแก้วที่ดูรีบร้อนเข้าไปด้านในราวกับว่า ไม่ได้เห็นพี่สาวต่างแม่ยืนอยู่ตรงนี้ แต่ก่อนที่สาวเจ้าจะเดินเข้าไป เจ้าหล่อนได้หันหน้ากลับมามองพราววลินอีกครั้งหนึ่งก่อนจะปิดประตูลง
เธอไม่อยากจะเชื่อความรู้สึกนี้ของตัวเองสักเท่าไร แต่พอคิดไปก็ลังเล ขาเรียวเริ่มหมุนกลับหลังพร้อมที่จะเดินกลับไปที่ห้องตรวจของคนรักอีกครั้ง และในขณะเดียวกันนั้น
รามินทร์ก็เดินเข้ามาพอดี “เฮ้ยคุณ!/ว้าย!”ทั้งสองคนเดินชนกันโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ทำให้พราววลินเซจะล้มลง แต่ชายหนุ่มที่เดินชนกันก็คว้าเอาตัวของเธอไว้ ทั้งสองคนสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อได้สติก็รีบผละออกจากกันโดยเร็ว “ขอโทษนะคะ ฉันเดินไม่ดูทางเอง...แล้วก็ขอบคุณที่รับฉันไว้ด้วย”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจ”รามินทร์เงียบไปครู่หนึ่งก็ตอบกลับคนตรงหน้า
“เอ่อ ว่าแต่..”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะก่อนเขาเอ่ยถาม พราววลินรีบรับโทรศัพท์และหันมายิ้มให้พร้อมกับขอตัวออกไป ปล่อยให้อีกคนได้แต่มองตาม เพราะเขาเองก็เพิ่งเห็นตัวจริงของเธออย่างใกล้ชิด ‘อีกครั้ง’ ในชนิดที่ว่าคงไม่มีใครได้ทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว
“เฮ้ย! ไม่ได้ เขามีแฟนแล้ว”จู่ ๆ ด้านดีก็เตือนสติ สติทำให้นึกถึงเมื่อครั้งที่เขาเห็นเธอและคนรักของเธอภายในวัดแห่งนั้น เสียงถอนหายใจเบา ๆ เกิดขึ้นเป็นการก่นด่าตนเอง ขายาวเริ่มก้าวเดินไปตามทางเดินต่อ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ยินเสียงของชายหญิงทะเลาะกันอยู่ด้านในห้องตรวจซึ่งมีป้ายชื่อของ ‘ผศ.นพ. ภูภูมิ ฉัตรเกล้า’ แปะอยู่
และแน่ล่ะ เขาจำได้ว่า ก่อนที่จะลาหลวงตาปราบปริญออกมา เขาได้ยินหลวงตาพูดชื่อของผู้ชายคนนั้น คนที่อยู่ข้างกายหญิงสาวว่า ‘หมอภู’
แต่เขาก็ได้ยินเพียงแค่ชื่อสั้น ๆ และหน้าที่การงานเท่านั้น จึงลังเลว่า คนที่ทะเลาะกันอยู่ด้านในจะใช่หมอภู คนรักของหลานสาวหลวงตาปราบปริญหรือเปล่า
‘ไหนพี่ภูบอกว่าจะเลิกกับพี่พราวไง!’
แต่เสียงด้านในก็ทำให้เขาชะงักฟังอีกครั้ง คราวนี้ไม่ผิดแน่
ภู...พราว..มันบังเอิญเกินไปหรือเปล่า? เขาคิด
“คิดมากไปหรือเปล่าวะ”แม้ว่าอยากจะเป็นพลเมืองดีสักหน่อย แต่เสียงในหัวก็ดังเข้ามา เสี้ยววินาทีเสียงมือถือของชายหนุ่มก็ดังขึ้น ทำให้เสียงในห้องหยุดชะงักไปด้วยคำว่า ‘สวัสดีครับ’ ของใครบางคน ส่วนด้านนอก นายหัวรามินทร์ตัดสินใจเดินต่อ ขายาวก้าวเข้าไปที่แผนกผู้ป่วยในตามเป้าหมายเดิม และเขาก็ดันสวนกับคนหลังบานประตูนั้นพอดี
รุ้งแก้วเป็นคนเปิดประตูออกมา
....
“อ้าวนายหัว ทำไมกลับมาไวจังครับ”ไข่นุ้ยเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นว่าเจ้านายกลับมาถึงรถเร็วกว่าที่บอกไว้ เท่านั้นยังไม่พอ ชายร่างสูงยังทำหน้าเครียด พึมพำอะไรอยู่คนเดียวเป็นนานสองนาน
“เออ ก็แค่ไปเยี่ยมเพื่อน จะให้อยู่ทำไมนาน เกือบไปได้ยินอะไรที่ไม่ควรได้ยินแล้ว”เขาพูดประโยคหลังเสียงเบา ทำลูกน้องเลิกคิ้วมองเจ้านายอีกครั้ง “นายหัวว่าไงนะครับ”
“นายหัว?”
คำถามของไข่นุ้ยไม่ได้เข้าหัวของเจ้านายเลยสักนิด เขานั่งนิ่งไม่พูดไม่จา แม้ไข่นุ้ยจะเรียกกี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วก็ตาม แต่เจ้านายก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับอะไรทั้งสิ้น
“นายหัว!?”แต่การตะโกนครั้งนี้กลับได้ผลแทบจะทันที นายหัวของไอ้ไข่นุ้ยสะดุ้งโหยงเลยทีเดียว “ห้ะ! อะไรของนาย ตะโกนทำไม”
“ก็ผมถามแล้วเจ้านายไม่ตอบนี่ครับผม”
“แล้วเมื่อกี้ถามว่าอะไรนะ?”
“ถามว่านายหัวพูดว่าอะไร ไอ้ไข่นุ้ยได้ยินไม่ถนัดคร้าบ”
รามินทร์คิ้วกระตุกเป็นปมเมื่อได้ยินคำถามจากลูกน้องคนสนิท เขาเงียบไปอีกครั้ง เพียงเสี้ยววิก็เริ่มขยับตัวเล็กน้อยให้ไม่มีพิรุธ ด้วยเพราะไข่นุ้ยเป็นคนที่เติบโตมาพร้อมกับเขา เป็นทั้งคนสนิทและเป็นทั้งเพื่อน จึงทำให้ไข่นุ้ยรู้ว่า มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ ‘ค่อนข้างจะร้ายแรงหรืออาจจะเป็นเรื่องใหญ่’ ไม่อย่างนั้นเจ้านายคงไม่ทำหน้าทำตาเช่นนี้หรอก
“เปล่า...เปล่าหรอก ไม่มีอะไร”แล้วก็เป็นไปตามคาด นายหัวรามินทร์ก็ยังคงเป็นนายหัวรามินทร์ ถ้าเขาไม่มั่นใจ เขาจะไม่มีทางบอกใครเด็ดขาด
“นายหัว! พี่ไข่นุ้ย! หนูเล็กเจอคุณดาราคนสวยคนนั้นด้วยแหละ”แต่เสียงเอะอะของใครอีกคนก็ดังเข้ามาท่ามกลางความเงียบสงบ หนูเล็กวิ่งกลับมาด้วยความดีอกดีใจพร้อมกับถุงแก้วน้ำในมือสามถุง แก้วหนึ่งเป็นของเจ้านาย ส่วนอีกสองแก้วเป็นของเจ้าหล่อนและไข่นุ้ย “นี่ได้ถ่ายรูปกับเขาด้วยนะ ส๊วยสวย ใจดีอีก นี่เขาจ่ายค่ากาแฟให้ด้วยนะคะเนี่ย”
“แล้วทำไมเขาถึงจ่ายให้ ฉันก็ให้เงินเธอไปไม่ใช่เหรอ”รามินทร์เอ่ย
“เอ้า ก็นายหัวโอนมา พอจะสแกนใช่ม้ะ มือถือหนูเล็กก็เกิดค้างขึ้นมาซะก่อน
คุณดาราคนสวยเขาอยู่ตรงนั้นพอดีก็เลยจ่ายให้ นี่เขาไม่เอาเงินคืนด้วยนะ สวยแล้วยังใจดีอีก”“มือถือนั่นใช้มานานแล้วใช่ไหมล่ะ? เดี๋ยวจะพาไปซื้อใหม่”หนูเล็กที่ได้ยินเจ้านายบอกเช่นนั้นก็แทบจะกระโดดเกาะรามินทร์ในทันที “นายหัว! จริงไหมคะเนี่ย”
“จริง แต่เครื่องนั้นน่ะ..”
“ไม่ทิ้งได้ไหมคะ หนูเล็กขอเก็บไว้นะคะ รูปคุณคนสวยอยู่ในนี้หลายรูปเลย นี่นายหัว พี่ไข่นุ้ย ดูสิ”หนูเล็กเอ่ยชมคนในรูปไม่ขาดปาก แถมยังชูมือถือเอารูปที่เพิ่งถ่ายกับ
หญิงสาวแบบสด ๆ ร้อน ๆ ให้เจ้านายและรุ่นพี่ดูจนไข่นุ้ยเกิดกระเซ้าขึ้นมา เพราะเจ้านายมองไปที่ใบหน้าของหญิงสาวอย่างไม่ละสายตาเลยแม้แต่วินาทีเดียว เพราะคิดว่าเจ้านายของตนก็คงจะปลื้มแม่ดาราสาวตามประสาแฟนคลับทั่วไป“แหม อยากเจออีกสักครั้งจริงจริ๊ง คนแถวนี้จะได้ขอเขาถ่ายรูปบ้าง”
“แกหมายถึงใครไอ้ไข่นุ้ย”เจ้านายหันมาถามแทบจะทันที
“อุ้ย! หมายถึงตัวเองนี่แหละครับเจ้านาย แหม จะหมายถึงใครกันล่ะ”
“เดี๋ยวเถอะแก”รามินทร์ได้แต่ยิ้มส่ายหัวให้ลูกน้องคนสนิท ก่อนจะพากันกลับไปที่บ้าน ชายหนุ่มเดินกลับเข้ามาในห้องเพื่อที่จะทำธุระส่วนตัวและนอนพักผ่อน แต่ยังไม่ทันที่จะได้ปลดเปลื้องผ้าออกจากตัวก็มีสายหนึ่งดังเข้ามา
‘วี’
“ไอ้วีมันโทรมาทำไม?”นายหัวหนุ่มขมวดคิ้ว มือหนากดรับสายเพื่อนสนิททันที
“ว่าไง มีอะไรหรือเปล่า”
(มี ตอนแรกฉันก็ลืมบอกไป ฉันจะชวนแกมางานเปิดโปรเจคใหม่ของบริษัท
ฉันอยากให้แกมานะ เพราะนักธุรกิจหลายคนก็มา เผื่อแกอยากได้คอนเนคชั่นเพิ่ม)“เออ น่าสนใจ งานเริ่มวันไหนล่ะ”
(พรุ่งนี้ครับผม งานเริ่มตอนสามทุ่มที่โถงอาคารใหญ่ของบริษัท ถ้าแกมาแล้วแกก็โทรหาฉันแล้วกัน เดี๋ยวให้คุณธีร์ไปเชิญเข้ามา) สองเพื่อนสนิทพูดคุยกันอยู่สักพัก
เสียงเด็กสามคนก็ดึงความสนใจของปฐวี ทำให้ทั้งสองคนต้องวางสายกันไป ส่วนรามินทร์ก็ยิ้มน้อย ๆ ให้กับเสียงของหลานสาวและหลานชาย ช่างเป็นเสียงที่สดใสเสียจริงและเป็นสิ่งที่มารดาของเขาต้องการเช่นเดียวกัน
ช่วงสองปีมานี้แม่ของเขาอยากให้เขาแต่งงาน มีครอบครัว ทุกครั้งที่พบหน้ากัน มารดาก็มักพูดกรอกหูเขาอยู่เสมอ จนปู่และย่าคล้อยตาม ทวงถามอยู่ตลอดเวลาที่โทรเข้ามา
“เฮ้อ จะไปหาเจ้าสาวจากที่ไหนได้ล่ะ”
วันต่อมา ณ เวลาสองทุ่มครึ่ง ร่างสูงก้าวลงจากรถด้วยชุดสูทเต็มยศทำให้เขาดูภูมิฐาน และความเด่นสง่าของเขาก็ทำเอาพนักงานและผู้คนที่อยู่แถวนั้นมองตามกันเป็นแถบ พลางคิดในใจไปว่า ผู้หญิงที่ได้เป็นภรรยาของชายคนนี้คงจะโชคดีน่าดู
“มาแล้วเหรอสุดหล่อ”เสียงของธนาเอ่ยทักเพื่อนสนิทตามประสา พร้อมเดินมากอดเพื่อนตามแบบยุโรป รามินทร์ก็ตอบกลับไปเช่นเดียวกัน “เป็นไงบ้างวะ ธนา”
“ฉันสบายดี แต่ดูแกหล่อขึ้นนะเนี่ย เป็นไงบ้าง”
“ขอบใจ แกเองก็ดูดีขึ้นเหมือนกัน”
“ฉันสบายดี..แล้วไอ้วีล่ะ”
“ไอ้วีอยู่ตรงนู่นแน่ะ กำลังคุยกับหุ้นส่วนอยู่ อีกยี่สิบนาทีใกล้ได้เวลาเปิดงานแล้ว ไม่รู้ว่ามันจะมีเซอร์ไพร์สอะไรหรือเปล่า”
พูดไม่ทันขาดคำ เสียงเพลงยุคเก่าเปิดคลอขึ้นเมื่อถึงเวลาเริ่มงาน แสงไฟสีส้มอ่อนค่อย ๆ ถูกลดระดับแสงลงจนมืดเหลือเพียงสปอร์ตไลท์ที่ส่องอยู่กลางเวที พร้อมกันนั้นก็มีหญิงสาวหลายคนสวมชุดราตรีกระโปรงยาวสีสวยเด่นเดินร่ายลวดลายศิลปะการแสดงเต้นพลิ้วไหวราวกับสายลมออกมาจากหลังม่านสีน้ำเงินคราม
‘เพลงกลิ่นแก้วของครูเอื้อ’ ถูกขับร้องด้วยนักร้องหญิงชื่อดังเสียงหวานหยด สะกดให้ทุกคนหันไปสนใจฟังจนกระทั่งจบเพลง
ต่อมาไม่ให้ขาดเป็น ‘เพลงเสน่หาของสุเทพ วงศ์กำแหง’ นักร้องเสียงหวานชื่อดังคนใหม่เดินขึ้นมาพร้อมกับแดนซ์เซอร์ชุดใหม่ ซึ่งนี่เป็นเซอร์ไพร์สอย่างหนึ่งที่ทางเจ้าของบริษัทตั้งใจมอบให้แด่แขกผู้มาร่วมงานได้พบกับกลิ่นอายความรักในเพลงลูกกรุง เพลงเก่าแสนไพเราะนี้ และเมื่อเซอร์ไพรส์จบลง พิธีกรชายหญิงก็เดินขึ้นมากล่าวดำเนินงาน
“สวัสดีครับ แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ขอต้อนรับเข้าสู่งานเปิดตัวโปรเจคใหม่ของบริษัท เอ็มไพร์ เฮ้าท์ ที.อาร์.เค ของตระกูลทัศนีรัตนากุล ซึ่งโปรเจคนี้มีชื่อว่า ‘หมู่บ้านอุ่นใจ’ เป็นโปรเจคที่น่าสนใจมากในหมู่ธุรกิจบ้านและสวนครับ”ทั้งสองพิธีกรหนุ่มสาวดำเนินรายการมาจนถึงการเปิดตัวโมเดลและผังหมู่บ้าน เมื่อปฐวีพูดจบ เสียงเพลงอลังการก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มีหญิงสาวคนหนึ่งเป็นผู้ถือโมเดลบ้านอุ่นใจออกมาจากหลังม่าน และเป็นคนที่
นายหัวรามินทร์ไม่คิดว่าจะได้พบกับเธออีกครั้งหนึ่ง‘พราววลิน’
ชายหนุ่มมองหญิงสาวที่ถูกสปอร์ตไลท์สาดแสงใส่บนเวที แสงสะท้อนทำให้ตัวเธอเด่นสว่างราวกับมีออร่าออกมาจากตัวของเธอ
ชุดราตรีเกาะอกหางยาวสีขาวมุก เนื้อผ้าสเปนเด็กซ์วาว ผมถูกเกล้าขึ้นให้เป็นทรงสวย ทั้งตัวประดับด้วยเครื่องเพชรสีน้ำเงินครามตามสีประจำบริษัท การแต่งหน้าที่สวย สง่าตามสไตล์ของเจ้าตัว
องค์ประกอบของนางแบบช่างสมบูรณ์แบบ ทำให้โมเดลที่ถืออยู่โดดเด่นขึ้นมา
ไม่ดรอป ไม่กลืนตามพื้นหลังและเมื่อมองไปก็รู้สึกว่าโมเดลในมือสวยขึ้นมากกว่าปกติ“ไอ้วีมันเข้าใจหาพรีเซนเตอร์นะ ว่าไหมไอ้ราม?”
ด้านล่างเวทีมีคนที่ยังตกอยู่ในภวังค์ ธนาเรียกเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกัน
แต่รามินทร์ก็ไม่ได้ตอบกลับจนธนาต้องเรียกขึ้นอีกครั้ง “ไอ้ราม?”“ห้ะ! อะไรวะ”รามินทร์สะดุ้งเมื่อเพื่อนสนิทตบบ่าเบา ๆ
“แกนั่นแหละเป็นอะไร? ฉันเรียกก็ไม่ตอบ”
“คือ..เอ่อ..คือว่า..”ชายหนุ่มอ้ำอึ้งอยู่สักครู่ เพื่อนสนิทก็พอจะรู้คำตอบ ธนาหันไปมองคนที่อยู่บนเวทีข้างปฐวี “ชอบเหรอวะ”
“อะไรของแก ฉันไม่ได้ชอบ”
“ดูท่าน่าจะชอบจริง จะชอบไม่ชอบก็ไม่เห็นเป็นอะไร เขาเป็นดาราก็ไม่แปลกหรอกที่จะมีคนชอบเขา..นี่แกคงไม่ได้..”
“ไม่ได้อะไรของแก”หันถามเพื่อนทันที
“ก็คงไม่ได้ชอบเขาแบบว่า..อยากสานสัมพันธ์กับเขาหรอกนะ”
“ไอ้บ้า! ใครจะคิดแบบนั้นกันล่ะ ฉันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นสักหน่อย”
“ถ้างั้นก็ดีแล้ว...จริง ๆ คุณพราววลินเขากำลังจะแต่งงาน แฟนเขาดีกรีเป็นถึงอาจารย์หมอเชียวล่ะ ต่อให้แกจะมีฐานะเทียบเท่ากับอาจารย์หมอคนนั้น ก็อย่าคิดจะแย่งแฟนใครเขาเชียว”
“ฉันไม่คิดอะไรเลว ๆ แบบนั้นหรอกน่า ว่าแต่..อาจารย์หมอที่ว่านี่ใคร?
อยู่โรงพยาบาลเอกชนใช่ไหม?”“ใช่ เดี๋ยวฉันเปิดให้ดู”ธนาเปิดมือถือขึ้นมาพร้อมกับโชว์ข่าวกอสซิปออนไลน์ขึ้นมาให้รามินทร์ได้ชมเป็นขวัญตา และแน่ล่ะว่าเมื่อเห็นชื่อก็ถึงกับนิ่งค้างไป
“ผศ.นพ. ภูภูมิ...ฉัตรเกล้า”
“ทำไมวะ มีอะไรหรือเปล่า?”
“เปล่า ไม่มีอะไร”ชายหนุ่มคืนมือถือให้เพื่อนสนิท สมองเจ้ากรรมนึกไปถึงเรื่อง
เมื่อวาน เพราะเขายังจำได้ว่าเขาเคยได้อ่านป้ายชื่อหน้าห้องตรวจซึ่งเป็นชื่อของอาจารย์หมอคนนี้...คนที่กำลังจะแต่งงานกับพราววลินเร็ว ๆ นี้แถมยังได้ยินสิ่งที่ผู้หญิงหลังบานประตูพูดอีก
ทำไมถึงรู้สึกใจไม่ดีชอบกล เขานึกอยู่ในใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ เพราะ
เมื่อปฐวีกล่าวจบ สายตาของเขาก็ถูกสะกดอยู่ที่พราววลินอีกครั้งหนึ่ง ประจวบเหมาะกับที่ปฐวีเรียกพราววลินเข้ามาทักทาย“สวัสดีค่ะคุณปฐวี เรียกพราวมามีธุระอะไรจะคุยหรือเปล่าคะ”พราววลินยกมือไหว้นายจ้าง นายจ้างก็รับไหว้อย่างใจดี
“สวัสดีครับ จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดี..ผมอยากจะคุยเรื่องสัญญาจ้างงานหน่อย เพราะปีนี้คุณพราวทำงานเป็นพรีเซนเตอร์ให้บริษัทผมจนครบสัญญาสองปีแล้ว ถ้าผมจะจ้างคุณพราวต่อ คุณพราวจะโอเคหรือเปล่า?”
“พราวสิคะต้องรู้สึกเป็นเกียรติที่คุณปฐวีจะจ้างพราวต่อ ทางพราวไม่มีปัญหาอะไรค่ะ สามารถเข้าไปต่อสัญญาที่บริษัทได้เลย”เธอยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
“แหม คุณพราวคุยง่ายขนาดนี้ วันหลังผมต้องจ้างคุณพราวบ้างแล้วล่ะครับ”ธนาเองก็ผสมโรงด้วย พราววลินมองปราดเดียวก็รู้ว่าธนาเป็นใครและทำธุรกิจอะไร
“พราวรู้จักคุณธนา ยินดีที่ได้พบนะคะ”
“ยินดีที่ได้พบคนสวยอย่างคุณเช่นกันครับ”
ปากสวยยิ้มรับกับคำชมเป็นการขอบคุณ แต่พอสายตาเลื่อนพ้นธนาไป
เธอก็สะดุดกับคนข้าง ๆ นักธุรกิจหนุ่มที่ยืนมองเธออยู่ไม่วางตา “อ้าว คุณ”คำทักทายของหญิงสาว ทำให้ปฐวีและธนาหันมองหน้ากันอัตโนมัติ
“รู้จักกันด้วยเหรอครับ?”ปฐวีถาม
“ไม่หรอกค่ะ”เธอยิ้ม “ต้องพูดขอบคุณคุณอีกครั้งหรือเปล่าคะเนี่ย”เธอหันกลับไปพูดกับรามินทร์ คนที่โดนทักถึงกับนิ่งไป ทำตัวไม่ถูกจนธนาต้องใช้ศอกสะกิด
“ไม่ต้องหรอกครับ...ผมรามินทร์ครับ”มือหนาถูกยื่นมาต่อหน้าของพราววลิน
เธอก้มลงมองเล็กน้อยก่อนจับมือเป็นการทักทายเขากลับตามมารยาท“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณรามินทร์”
“อะแฮ่ม!”เสียงขัดจังหวะของเพื่อนสนิททั้งสองคนดังขึ้นพร้อมกัน ทำให้สติของ
รามินทร์กลับมา ส่วนพราววลินที่เห็นปฏิกิริยาดังนั้นก็พอจะรู้ว่า ตอนนี้รามินทร์กำลังเสียอาการอยู่“คุณพราวอย่าถือสาเลยนะครับ พอดีไอ้รามมันอยู่แต่กับทะเล สวนยาง สวนผลไม้แล้วก็รีสอร์ตของมัน มันไม่ค่อยได้เจอผู้หญิงสวย ๆ เลยเสียอาการหนักไปหน่อย”ธนาบอก “ไอ้ธนา เดี๋ยวเถอะ”รามินทร์กระซิบ แต่ธนาก็ทำแค่หยักไหล่ตีมึนไป
“พราวเข้าใจค่ะ”
ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรต่อ ผู้จัดการส่วนตัวก็เดินเข้ามาขอพาตัวพราววลิน
ออกไปเพราะเธอมีงานที่ต้องไปทำต่อ แต่นั่นก็ไม่วายให้รามินทร์มองตามไป ในสมองปวดตุบ ไม่รู้ว่าควรจะบอกเรื่องนี้กับหญิงสาวคนสวยดีหรือเปล่า ถ้าเขาเลือกที่จะบอก งานแต่งงานของเธอและคนรักก็อาจจะล่ม แต่ถ้าไม่บอกก็เท่ากับว่าเขาเข้าข้างคนผิด พอเรื่องแดงหลังแต่งงานก็อาจจะทำให้เธอทุกข์ใจและเสียหายมากกว่าเดิม“Shit! เวรจริง ๆ ”
ประตูห้องแต่งตัวถูกปิดสนิทด้วยเสียงที่เบาที่สุดแต่ก็มีความร้อนใจของคนปิดซ่อนอยู่ในนั้นทำให้คนที่โดนดึงตัวมากระทันหันเลิกคิ้วขึ้นและมองด้วยสายตามีคำถาม “พี่พิ้งกี้มีอะไรจะคุยกับพราวเหรอคะ”
“สวัสดีค่ะ คุณหนูพราววลิน”แต่เสียงแข็งนิ่งของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นด้านหลังของเธอเสียก่อน ทำให้พราววลินหันไปมองคนที่รอเธออยู่ในห้องก่อนแล้ว
“คุณเกด?”
“พราวบอกพี่พิ้งกี้แล้วไง ว่าพราวไม่คุยกับคนของเขา”สีหน้าของดาวค้างฟ้าเปลี่ยนไปจากเดิมทันที จากอ่อนหวานเป็นมิตรกลายเป็นแข็งกร้าวราวกับคนละคน ซึ่งเรื่องนี้ผู้จัดการส่วนตัวรู้ดีว่าทำไม
คุณเกดที่พราววลินเอ่ยเรียกเป็นคนของตระกูลดุจประการรัตนา
“พี่บอกเขาแล้ว แต่เขาขอมา พี่ไม่รู้จะทำยังไง พี่ขอโทษ”นางกระซิบ
“ช่างมันเถอะค่ะ พี่พิ้งกี้ออกไปรอด้านนอกก่อนแล้วกันนะคะ”เธอถอนหายใจตั้งสติ เพราะการเหวี่ยงคนใกล้ตัวมันไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากได้ความเจ็บช้ำตามกันไปเท่านั้น และเมื่อพิ้งกี้เดินออกไปแล้ว พราววลินก็ถอนหายใจออกมาเพื่อสู้กับคนตรงหน้าเธอ
“คุณมีอะไรก็พูดมาค่ะ”
“คุณท่านต้องการให้คุณหนูเข้าไปพบท่านในวันพรุ่งนี้...เรื่องมรดกค่ะ”
“ฉันบอกแล้วไงคะ ว่าฉันไม่รับอะไรของของพวกเขาทั้งนั้น เพราะฉันกับน้องชายไม่ได้ต้องการสมบัติของใคร แล้วก็เลิกเรียกฉันว่าคุณหนูได้แล้วค่ะ เพราะฉันไม่ใช่คุณหนูของพวกคุณ”
“แต่ ‘คุณท่าน’ ต้องการให้คุณรับ ‘คุณบุษบา’ แม่ของคุณอนุญาตให้ดิฉันพาคุณไปพบคุณท่านได้ค่ะ เพราะฉะนั้นวันพรุ่งนี้ขอให้คุณเตรียมตัวด้วยนะคะ”คุณเกดจำต้องใช้วิธีนี้ ทั้ง ๆ ที่ตนก็ไม่ได้อยากบังคับหญิงสาว แต่เป็นเพราะเจ้านายของเธอสั่งเป็นคำขาดว่า คราวนี้เธอต้องพาพราววลินมาที่บ้านดุจประการรัตนาให้ได้ หลังจากที่พราววลินปฏิเสธไม่เข้าไปเหยียบบ้านหลังนั้นถึงสามครั้งสามครา
และเป็นไปตามคาด คนโดนบังคับฉายแววตาไม่พอใจออกมาให้อีกฝ่ายได้รับทราบ เพราะมารดามีอิทธิพลกับพราววลินมาก ด้วยที่ว่าผ่านอะไรกันมาเสียมากมาย
ทำให้พอได้ยินชื่อ พราววลินก็แทบอยากจะบ้าตายมารดาของเธอยอมให้คนพวกนั้นมาเสมอ เพราะท่านไม่อยากมีปัญหากับคนตระกูลใหญ่แบบนั้น..ท่านเป็นแค่ลูกสาวของลูกจ้างรายวันธรรมดา ๆ ต่างจากบิดาของเธอที่เป็นถึงลูกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นถึงผู้ดี ต้นตระกูลเป็นถึงเจ้านาย แต่ไม่เคยคิดจะเลี้ยงดูหลานให้สมกับที่เป็นคนรวย
“ก็ได้ค่ะ ฉันจะไป”
“แต่เตรียมตัวรับมือฉันไว้ได้เลย”
....
เช้าวันรุ่งขึ้น พิ้งกี้ได้ขับรถพาพราววลินมาที่คฤหาสน์ตระกูล ดุจประการรัตนา ประตูรถถูกเปิดออกโดยคนรับใช้ของคฤหาสน์ ขาเรียวยาวก้าวลงจากรถ คนรับใช้ที่คอยต้อนรับมองหลานสาวคนโตของตระกูลดุจประการรัตนาอย่างไม่วางตา
ชุดเดรสสั้นเข้าทรง สีแดงเลือดหมูดูเข้ากับลิปสติกสีแดง ‘แบรนด์พราว’ ที่ถูกทาบนริมฝีปากสวย ดวงตาสวยถูกปกปิดไว้ด้วยแว่นดำ เห็นเพียงโครงหน้าสง่า ดูเป็นนางร้ายแต่ก็คือนางพญาหงส์ดี ๆ นี่เอง“สวัสดีค่ะคุณหนูพราว”
“ฉันไม่ใช่คุณหนูของพวกเธอ”บอกเสียงแข็ง
“เอ่อ ถ้..ถ้าอย่างนั้นเชิญด้านในค่ะ ทุกท่านกำลังรออยู่”คนรับใช้ที่ถูกส่งออกมาต้อนรับพราววลินหน้าซีดเป็นไก่ต้ม พยายามทำตัวให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะทุกคนในบ้านต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ต่อให้ใครจะเกรงกลัวเจ้าของบ้าน เสาหลักของ
ดุจประการรัตนามากแค่ไหน แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่กล้าต่อปากต่อคำ กล้าจะยืนประจันหน้า ท้าทายกับ ‘คุณพิชญะ’ แบบตัวต่อตัวพราววลิน อาชาภักดิ์ ผู้มีศักดิ์เป็นหลานสาวคนโตของตระกูล
“ยายพราวไม่มาสักที ให้ผู้ใหญ่รอแบบนี้ได้ยังไง”เสียงแหลมแวดของ ‘อรกานต์’ ลูกสาวคนเล็ก ผู้มีศักดิ์เป็นอาของหญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“เดี๋ยวก็มาน่ายายอร รอหลานสักนิดจะเป็นไรไป” ‘พงศ์เทพ’ ลูกชายคนกลางของคุณพิชญะเอ่ยปรามน้องสาว “ก็ยายพราวมาช้า เป็นแบบนี้ทุกที”อรกานต์ตอบ
“ใครรอไม่ได้ ก็ไม่ต้องรอสิคะ เพราะพราวไม่ถือ”
แต่เสียงคนที่ทุกคนต่างรอคอยก็แทรกเข้ามา ทำให้ทุกคนต่างมองหญิงสาวด้วยสายตาที่คาดไม่ถึง “ชุดสวยดีนะครับพี่พราว” ‘อัคระ’ ลูกชายคนเดียวของพงศ์เทพเอ่ยชมพี่สาวลูกพี่ลูกน้อง พราววลินเองก็เพียงยิ้มมุมปากให้และเดินมานั่งข้าง ๆ เท่านั้น
“แหม จะไม่ให้ติ ให้ว่าบ้างเลยเหรอ ก็หลานมาช้า ก็ต้องมีบ้างสิ”อรกานต์เอ่ย
“ก็ฉันมีงานต้องทำเต็มไม้เต็มมือไปหมดนี่คะ ไม่ได้ว่าง...รอเงินจากใครไปวัน ๆ พอดีหาเงินเองได้น่ะค่ะ”พราววลินตอกหน้ากลับไปพร้อมยิ้มให้ ทำเอาพี่น้องหลายคนที่อยู่
ณ ที่นั่นหน้าชากันเป็นแถบรวมถึงอรกานต์ที่เหมือนโดนลากไปตบกลางสี่แยกหนึ่งในนั้นคือรุ้งแก้วและ ‘โสน’ สองแม่ลูกที่นั่งอยู่ด้วย
สงครามกลางบ้านเริ่มมาคุขึ้นโดยอาคนเล็กและหลานสาวคนโต ทำให้คนที่อยู่บริเวณนั้นต่างก็ทำตัวไม่ถูก โดยเฉพาะอัคระที่อยากจะออกไปจากตรงนี้เสียเต็มทีแต่ก็ทำไม่ได้ สักพัก เสียงไม้เท้าก็ดังเข้ามาขัดจังหวะสงครามนั้นเสียก่อน
เป็นพ่อของเธอ ‘นิเวศ’ กำลังประคองบิดาของเขาเข้ามา...คุณพิชญะ
“ดี ๆ คนขยันแบบนี้แหละดี ฉันชอบ”คำพูดของคุณพิชญะทำให้พราววลินเบี่ยงหน้าหนีพร้อมกรอกตามองบน เพราะแค่เธอมาที่นี่ เธอก็รู้สึกรังเกียจมากพอแล้ว
ความเกลียดของเธอ มันเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ครอบครัวนี้ทำหรอก
“ว้าย! ตายจริง! ใส่ชุดสีสดขนาดนี้มาเลยเหรอ ไม่มีใครเขาสอนเรื่องกาลเทศะบ้างหรือไง”เสียงของ ‘คุณหญิงพิมพรรณ’ ผู้ซึ่งเป็นคุณย่าของบ้านดังขึ้นด้านหลังของทั้งสองคน
ปู่น่ะไม่เท่าไร แต่ย่านี่สิ ประจันหน้ากันทีไร สนุกทุกที
“ชุดสีไหนก็ใส่ได้ทั้งนั้นแหละค่ะ เพราะนี่มันเงินฉัน ไม่ใช่เงินของพวกคุณ”
“ปากเก่งเหมือนแม่ไม่มีผิด”ไม่วายพูดเหน็บแนมคู่อริเดิม
“เกรงว่าคุณหญิงจะใส่ร้ายเกินเบอร์ไปหน่อยนะคะ รายนั้นสงบเสงี่ยม
ไม่หือ ไม่อือหรอกค่ะ ถ้าฉันจะได้ความปากเก่งมาจากใครสักคน ก็คงจะได้มาจาก คุณหญิงพิมพรรณต่างหาก”พราววลินถอดแว่นกันแดดออกพร้อมกับเหยียดยิ้มให้ผู้ที่มีศักดิ์เป็นย่าของตน“นี่! ยายพราว แกนี่นะ…!”
“เอาล่ะ ๆ พอได้ละ ต่อปากต่อคำกันไปให้ยาวไปไกลทำไม”คุณพิชญะเอ่ยห้ามทัพขึ้น ทำให้คุณหญิงพิมพรรณอดไม่ได้ที่จะมองค้อนหลานสาวคนโต แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะพราววลินถือศักดิ์เป็นหลานคนโต เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากที่สุด ถ้าเป็นหลานคนอื่นล่ะก็ ไม่มีทางได้มีภาพต่อปากต่อคำกับนางแบบนี้แน่
คนถือยศถือศักดิ์อย่างคุณหญิงพิมพรรณย่อมยอมได้เสมอเมื่อบุคคลคน ๆ นั้นดูมีอำนาจมากกว่าหล่อน และคนที่ดูมีอำนาจมากกว่าก็คือ ‘หลานสาวคนโต’ ของหล่อนเอง
“ในเมื่อทุกท่านมากันพร้อมแล้ว ผมขอทำการเปิดอ่านพินัยกรรมเลยนะครับ”ทนายประจำตระกูลเอ่ยขัดขึ้นเพื่อไม่ให้เสียเวลาและบานปลายไปมากกว่านี้ มือหนาที่เริ่มย่นตามกาลเวลานำซองเอกสารออกมา เขาเริ่มอ่านตั้งแต่บรรทัดแรก จนมาถึงชื่อของผู้ที่ได้รับมรดก
“และคุณพราววลิน อาชาภักดิ์ ผู้มีศักดิ์เป็นลูกสาวคนโตของคุณนิเวศ
ดุจประการรัตนาร่วมคุณบุษบา อาชาภักดิ์ และเป็นหลานสาวคนโตของคุณพิชญะ ดุจประการรัตนา”“ในพินัยกรรมระบุไว้ว่า คุณพิชญะ ดุจประการรัตนา ได้มีความประสงค์ยกบริษัท ดี. รัตนาจำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจประเภทอาหารแปรรูปส่งออก ทั้งในและนอกประเทศให้กับคุณพราววลิน และหุ้นบริษัท อ.อรุณรัตน์จำกัด (มหาชน) อีกหกสิบเปอร์เซ็นต์ พร้อมกับที่ดินบางส่วนกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ในจังหวัดต่าง ๆ ดังต่อไปนี้”
“หนึ่ง..กรุงเทพมหานคร ย่านชิดลม ทองหล่อ สาทรและฝั่งธนบุรี สอง..ภูเก็ต สาม..นนทบุรี สี่..นครราชศรีมา ห้า..พิษณุโลก หก..แพร่ และเจ็ด..นครศรีธรรมราช”
“พร้อมเครื่องเพชรหงส์ฟ้า ซึ่งเป็นอัญมณีหายากมูลค่าสี่ร้อยล้านบาทและเป็นสมบัติตกทอดของตระกูลดุจประการรัตนา โดยข้อกำหนดนี้เป็นข้อกำหนดจาก
หม่อมเจ้าหญิงเยาวมาลย์ ผู้เป็นเจ้าของเครื่องเพชรชุดนี้”“หนึ่ง..ให้ตกทอดแก่ทายาทบุตรีหญิง ผู้มีศักดิ์เป็นทั้งหลานคนโตและลูกสาวคนโตเท่านั้น สอง..ต้องมีคุณสมบัติงามพร้อมทั้งความดี การเรียน หน้าที่การงานและความซื่อสัตย์ สาม..ข้อสำคัญ บุตรีผู้รับต้องมีใบหน้าที่เหมือนกับหม่อมเจ้าหญิงเยาวมาลย์ ผู้เป็นเจ้าของสมบัติชิ้นนี้เท่านั้น หากมิมีผู้ใดเข้าข่ายทุกข้อที่กล่าวมา ลูกชายคนโตผู้เป็นเจ้าบ้าน
ดุจประการรัตนาต้องนำเก็บรักษาไว้เช่นเดิม”“และทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีมูลค่ากว่าสี่พันล้านบาท ยกให้แก่คุณพราววลิน
อาชาภักดิ์โดยไม่มีข้อยกเว้น”“นี่มันอะไรกันน่ะคุณพ่อ!! คุณพ่อทำแบบนี้ไม่เห็นแก่หน้าพี่เวศ พี่พงศ์ อร แล้วก็ลูกคุณพ่อคนอื่น ๆ บ้างเหรอคะ แล้วหลานก็อีกตั้งเกือบสิบคนน่ะ ท่านหญิงนี่ก็กระไร ตั้งกฎบ้ากฎบออะไรขึ้นมาก็ไม่รู้! ทำแบบนี้ไม่ยกบ้านนี้ให้ยายพราวไปด้วยเลยล่ะ!”เมื่อได้ฟังจนจบ อรกานต์ก็ปรี๊ดแตกลุกขึ้นยืนชี้หน้าพราววลินและคุณพิชญะทันที
“ยายอร นั่งลงเดี๋ยวนี้!”นิเวศปราม พงศ์เทพดึงแขนน้องสาวให้นั่งลง
“ที่พ่อยกให้ยายพราว ตาพนธ์และตาพี เพราะมันเป็นสิ่งที่ทั้งสามคนนี้ควรจะได้ตั้งแต่แรก และสิ่งที่พวกเธอได้ไป มันก็เท่า ๆ กัน คุ้มค่าแล้วกับสิ่งที่ได้ พอได้ไปก็ควรจะเอาไปทำให้มันงอกเงย ไม่ใช่ได้แล้วก็ผลาญจนหมด”คุณพิชญะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่มีความโกรธอยู่ภายในคำพูด เพราะเจ้าตัวนั้นรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
“อีกอย่าง...การที่ท่านหญิงเยาวมาลย์ตั้งกฎแบบนี้ มันก็ไม่แปลกอะไร ของมีค่า ควรอยู่กับคนที่คู่ควร พราวเหมาะสมที่สุดและมีคุณสมบัติครบทุกข้อ เพราะตั้งแต่
ท่านหญิงสิ้นชีพิตักษัยไป ก็ไม่มีใครได้สมบัติชิ้นนี้ไปเลยสักคน...ไม่มีใครหน้าเหมือนท่านแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยแม้แต่คนเดียวจนกระทั่งพราวเกิดมา”“ของชิ้นนี้มันเป็นของพราวตั้งแต่แรกแล้ว”
“แต่คุณพ่อให้หนูพราวมากกว่าหลานคนอื่น ๆ ตาอัคก็เป็นหลานคนที่สองแต่ทำไมถึงไม่ได้เท่ากับหนูพราวทั้ง ๆ ที่เกิดไล่เลี่ยกัน” ‘คุณกัญญา’ ลูกสะใภ้อันดับที่สอง ภรรยาของ
คุณพงศ์เทพหลุดเอ่ยออกมาและแสดงอาการไม่พอใจจนออกนอกหน้า ทำให้ผู้เป็นสามีต้องดึงสติหล่อนเอาไว้ หล่อนจึงรีบยกมือไหว้เสาหลักของบ้านทันที “ขอโทษค่ะคุณพ่อ”“จริงอย่างที่พี่กัญพูด ถ้าจะให้ ทำไมไม่ให้เท่า ๆ กันทุกคน”อรกานต์
“เพราะพราวกับน้องชายของเขาไม่เคยได้อะไรเลย ส่วนพวกเธอแค่อยู่บ้านนี้
ใช้นามสกุลดุจประการรัตนา ใช้เงินตั้งแต่เด็กจนโต สบายมาทั้งชาติแล้ว มันไม่เท่ากับที่สามคนนี้ได้ตรงไหน แล้วอีกอย่างโดยเฉพาะพราววลิน”ท่านหันหน้ามอง“พราววลินเจอเรื่องลำบาก เจออะไรที่เลวร้ายมามาก การที่พ่อจะให้หลานสาวคนโตของพ่อมากกว่า มันก็เป็นเรื่องที่พ่อพิจารณาดีแล้วว่า...”
“พราววลินสมควรจะได้รับมันไป”
“คุณพ่อ!!”
“แต่มันเป็นแค่ลูกที่เกิดจากความใฝ่ต่ำของพี่เวศนะ!!”
“หยุด! อย่ามาลามถึงแม่ฉัน!!”
แต่เสียงตอบโต้กันไปมาก็ถูกหยุดลง เมื่อหญิงสาวที่นั่งฟังอยู่นานเกิดทนไม่ไหว
พูดแทรกขึ้นมา เธอลุกขึ้นยืนจนกลายเป็นว่าตอนนี้เธอกำลังยืนค้ำหัวทุกคนอยู่ พราววลิน มองหลุบต่ำที่อรกานต์แล้วเหยียดยิ้มออกมา “ถ้าคุณอาหญิงมีปากไว้พูด แต่เอาไว้พูดสิ่งดี ๆ ไม่ได้ ก็เก็บปากไว้อมเหรียญตอนตายดีกว่า อย่าเอามาพูดถึงแม่ฉันแบบนี้”“นังเด็กก้าวร้าวอย่างแก แม่แกคงไม่สั่งสอนใช่ไหม ห้ะ!!”อรกานต์ไม่ยอม นางลุกขึ้นยืนประจันหน้าเพราะทนไม่ไหวกับคำพูดของหลานสาวคนโต แต่พราววลินก็ยืนกอดอกมองตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนปรบมือให้
“แกปรบมือทำไม!”
“ก็ปรบมือให้คนที่สามารถด่าคนอื่น..ให้เข้าตัวเองได้ แม่กับลูกนี่เหมือนกันเปี๊ยบเลยนะคะ ชอบชี้หน้าด่าคนอื่นโดยที่ไม่ดูตัวเอง...เมื๊อนเหมือน”
“แล้วอีกอย่าง...แม่ฉันสอนมาดีค่ะ แต่ฉันถือคติ ใครดีกับฉันก่อน ฉันก็ดีกลับ ใครเลวกับฉันก่อน ฉันก็แค่เลวกลับ”ประโยคสุดท้ายเธอหันไปมองหน้าบิดาพร้อมกับปู่และย่าของเธอด้วยแววตาที่แข็งกร้าว หากคนนอกที่เห็นพราววลินยิ้มน่ารักสดใสเข้ามาเห็น
แววตาเช่นนี้แล้วก็คงจะไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือพราววลิน คงนึกว่าเป็นแฝดกันแน่ ๆจากนางฟ้ากลายเป็นนางมารร้าย
“ยายอร นั่งลงได้แล้ว!!”พงศ์เทพเสียงแข็งพร้อมกับดึงแขนอรกานต์ลงอย่างสุดแรง เพราะอยากจะรู้ว่าพราววลินจะพูดอะไรต่อ เขารู้ดีว่าที่พราววลินเป็นแบบนี้เป็นเพราะคนที่เธอหันไปมองทั้งสามคนนั่นเอง “พราว พ่อว่าเราหยุดแล้วนั่งลงฟังที่ทนายพูดดีกว่า”
“ฉันไม่ใช่ลูกคุณ”เธอมองนิเวศด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“ฉันจะบอก ‘คุณท่านพิชญะ’ เป็นครั้งสุดท้ายนะคะ ว่าฉันและครอบครัว จะไม่รับอะไรจากคุณทั้งนั้น เพราะในวันที่ฉันร้องขอความเมตตาและความยุติธรรมกับท่าน ท่านทั้งสองคนและลูกชายของท่านไม่คิดแม้แต่จะหันหน้ามามอง แล้วพอวันนี้ที่ฉันมีทุกอย่างแล้ว เงินของคุณ สมบัติทุกชิ้นที่คุณให้ มันก็ไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับฉันและน้องชายอีกต่อไปแล้ว ฉันจะไม่ยอมเป็นทาสของใคร จะไม่ยอมให้คุณท่านหลอกใช้ฉันให้ตระกูลนี้อยู่ต่อไปอย่างสุขสบาย”
“แล้วอีกอย่าง...ที่ฉันไม่รับ เพราะฉันต้องการเห็นทุกสิ่งทุกอย่างของครอบครัว
ดุจประการรัตนาย่อยยับด้วยน้ำมือของคนโลภ...ที่เป็นคนในครอบครัวของคุณท่านเอง แบบนี้มันสะใจกว่าเยอะเลย ว่าไหมคะ?”“อ้อ! ขอไม่ไหว้นะคะ”
“เพราะไม่ได้นับถือ”
เธอเหยียดยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้ายและหันหลังกลับพร้อมกับใส่แว่นดำเดินออกไปโดยไม่ฟังเสียงตกใจของคนที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งนั่นก็เป็นเสียงตกใจที่เกิดขึ้นจากการที่คุณพิชญะมีอาการโรคหัวใจกำเริบกลางห้องนั่งเล่น
ปึง!
“เป็นไงบ้างน้องพราว โอเคหรือเปล่า พี่ได้ยินเสียงดังมากเลยอะลูก”หลังจากก้าวเท้าขึ้นรถ นางหงส์สุดสง่าก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับถอดแว่นดำออก เผยให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าฉายแววออกมาอย่างเห็นได้ชัด และคนที่ได้มองเห็นมันเป็นคนแรกก็คือพิ้งกี้ ผู้จัดการส่วนตัวของเธอ
“สงสัยวันนี้คงจะออกข่าวใหญ่น่าดูเลยค่ะพี่พิ้งกี้”
“ข่าวอะไรเหรอ”
พราววลินนิ่งไปก่อนยิ้มออกมา
“ก็ข่าว..”
....
‘ข่าวด่วน! คุณชายพิชญะ ดุจประการรัตนา เข้าโรงพยาบาลด่วนหลังจากที่มีอาการโรคหัวใจกำเริบขึ้นในเวลาสิบเอ็ดนาฬิกา..’
“น้องพราวเห็นข่าวหรือยัง! นี่คุณท่านเข้าโรงพยาบาลไม่ใช่เหรอลูก”
ในระหว่างที่พราววลินกำลังพักจากการถ่ายแบบอยู่ พิ้งกี้ก็รีบวิ่งเข้ามาพร้อมข่าววงธุรกิจคนดัง นางยื่นมือถือให้พราววลินอ่าน แต่เพียงเสี้ยววินาทีพราววลินก็ส่งคืน ทำให้พิ้งกี้รู้ได้ทันทีว่านี่แหละ ข่าวที่พราววลินพูดถึง “แบบนี้มันดีจริง ๆ เหรอคะน้องพราว พี่ว่าคุยกับท่านดี ๆ ให้มันจบดีกว่านะคะลูกสาว”
“พราวเคยคุยกับพวกเขาแบบดี ๆ แล้ว แต่สุดท้ายพวกเขาก็มาจบที่การดูถูกแม่ของพราว ดูถูกหลวงตากับยายของพราวอยู่ดี คนแบบเนี่ย..พราวไม่จำเป็นต้องพูดดีด้วยหรอก เสียเวลาเปล่า ๆ ค่ะพี่พิ้งกี้”
“แต่ว่า..”
“พอแล้วค่ะ พราวไม่อยากฟัง”ดาวค้างฟ้ายกมือขึ้นห้าม ประจวบเหมาะกับที่ทีมงานเคาะประตูตามไปถ่ายแบบต่อพอดี พิ้งกี้เองก็ได้แต่มองตามไป หล่อนเองจะพูดอะไรมากก็ไม่ได้ เพราะหล่อนว่า สิ่งที่หล่อนรู้มาเป็นแค่เรื่องที่รู้ตื้น ๆ เท่านั้น หล่อนไม่ได้รู้สาเหตุที่แท้จริงว่าทำไม พราววลินผู้แสนดีดุจดั่งนางฟ้าตัวน้อย ๆ ของหล่อนถึงได้มีท่าทีรังเกียจและเกลียดคนในบ้านดุจประการรัตนาขนาดนั้น
ตั้งแต่นางทำงานกับพราววลินมา นางก็ไม่เคยได้ยินพราววลินพูดถึงคนในครอบครัวนี้เลย จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่เลขานุการของคุณพิชญะและนิเวศมาเรียนให้
พราววลินเข้าไปพบเจ้านายของตนเอง วันนั้นนางถึงรู้ว่า พราววลินไม่ใช่เด็กนักศึกษาบ้านจนธรรมดา ๆ แต่หญิงสาวเป็นถึงหลานสาวคนโตของตระกูลใหญ่และแน่นอนว่าพราววลินก็มีสายตาที่รังเกียจส่งกลับไปเป็นของฝากทุกครั้ง
“เฮ้อ แบบนี้จะบอกคุณแม่ยังไงล่ะนี่”
....
ณ บ้านสไตล์โมเดิร์นหลังใหญ่ที่ถูกดัดแปลงจากบ้านไม้หลังเดิมของหลวงตาปราบปริญจนสวยได้ที่ แต่บ้านหลังใหญ่นี้ก็มีคนอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น เพราะพราววลินผู้ซึ่งชอบปลีกวิเวก ทำงานเหนื่อยแล้วก็อยากพักผ่อนอยู่คนเดียวทำให้เธอเลือกที่จะอยู่คอนโดหรูของตนแทน ส่วนน้องชายคนกลางอย่าง ‘พลพนธ์’[1] นั้นยิ่งกว่า ชายหนุ่มได้ปลีกวิเวกตัวเองไปอยู่กลางทะเล หนึ่งปีกลับบ้านแค่หนึ่งครั้งเท่านั้น
เพราะ อาชีพของพลพนธ์คือ วิศวกรปิโตรเลี่ยม
ส่วนคนที่ยังอยู่ในบ้านก็จะมีเพียงแต่ เจ้าบ้านอย่างบุษบากับ ‘พีรัตน์’ ผู้ซึ่งเป็นน้องชายคนสุดท้อง สถาปนิกสุดเก่งกาจแห่งบริษัท เอ็มไพร์ เฮ้าท์ ที.อาร์.เค ของปฐวี พร้อมกันนั้นยังมีแม่บ้านอย่างป้าอ้อ ป้าแววพร้อมหลานสาวชื่อแก้ว สุดท้ายคือลุงเดช คนสวน
ซึ่งพราววลินจ้างมาทำงานเมื่อหลายปีก่อนและตอนนี้บ้านที่เงียบสงบก็กลับมีเสียงพูดอันร้อนใจของบุษบาดังขึ้น เพราะเรื่องที่พราววลินทำไว้เมื่อหลายวันก่อน
“ว่ายังไงนะคะหนูพิ้งกี้ พราวนะพราว ทำไมถึงได้ทำแบบนั้นกัน”
“ก็ตามนั้นแหละค่ะคุณแม่ จริง ๆ หนูก็ไม่อยากจะพูดแบบนี้หรอกนะคะ แต่มันก็น่าเห็นใจน้องพราวจริง ๆ น้องพราวเหนื่อยกับเรื่องนี้มากเลยนะคะ”
“พราวไม่เคยบอกอะไรแม่เลย”พูดอย่างอ่อนใจ พิ้งกี้ก็ได้แต่ขยับมาลูบไหล่บุษบาเท่านั้น “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณแม่ ขนาดกับพิ้งกี้ น้องพราวยังถึงขนาดยกมือห้ามไม่ให้พิ้งกี้พูดเลยนะคะ หนูนะรูดซิปปากแทบไม่ทัน”
“เรื่องนี้ก็ด้วย แม่ต้องขอโทษแทนน้องด้วยนะลูก”
“ไม่ต้องไหว้เลยค่ะคุณแม่ น้องพราวไม่ได้ทำอะไรก้าวร้าวกับพิ้งกี้หรอกค่ะ น้องน่ะเป็นเด็กดีมาตลอด แต่เป็นเพราะว่าคนพวกนั้นทำไม่ดีกับน้อง มันก็ถูกแล้วค่ะ ที่น้องจะตอบโต้กลับไปแบบนั้น อีกอย่างโรคหัวใจคุณปู่ของน้อง ก็เป็นโรคที่เกิดขึ้นตอนไหนก็ได้ ไม่ได้เกี่ยวกับน้องหรอกค่ะ”
“แต่นี่ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลเลยนะคะ แม่หวั่นใจเหลือเกินว่าเขาจะเอาเรื่องน้องพราว ตระกูลใหญ่แบบนั้น มีน้องพราวคนเดียวที่สู้กับพวกเขา แต่ถ้าน้องล้มขึ้นมาเมื่อไร พวกเขาก็จะเหยียบซ้ำอย่างที่เคยทำ แม่ไม่น่าอนุญาตให้เขาพาพราวไปที่บ้านนั้นเลย”หล่อนเอ่ยด้วยความกังวลจนแทบอยากร้องไห้ เพราะตัวหล่อนเองก็เคยเจอมาเช่นกัน ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอ และคนที่ทำร้ายกันก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คน ๆ นั้นก็คือ นิเวศ ผู้ชายที่หล่อนรักและไว้ใจเขามากที่สุด
ที่หล่อนยอมให้พราววลินก้าวเข้าไปในบ้านนั้นอีกครั้ง เป็นเพราะว่าหล่อนกลัวว่าลูกจะโดนอย่างที่หล่อนโดน แต่คราวนี้หล่อนคงจะคิดผิด ยิ่งมีไฟแค้นในใจพราววลินมากเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นกองเพลิงและกองเพลิงที่มีก็จะยิ่งทำให้ลูกของหล่อนเกิดอันตรายขึ้นเท่านั้น
“ไม่ต้องห่วงหรอกแม่ คนบ้านนั้นไม่กล้าทำอะไรพี่พราวหรอก”เสียงทุ้มหนักของ
พีรัตน์ ลูกชายคนเล็กของบุษบาดังขึ้นที่ประตู เสื้อเชิ้ตขาวที่ยังคงถูกใส่อย่างเรียบร้อยนั้น บ่งบอกว่าเขาเพิ่งกลับมาถึงบ้าน ดวงตาคมมองที่มารดาก่อนปรายตาไปเจอแขกที่นั่งอยู่ด้วย“สวัสดีครับพี่พิ้งกี้”
“สวัสดีค่ะน้องพี ไม่ได้เจอตั้งนาน หล่อเท่ห์เหมือนเดิมเลย”
“นี่เรียกโทรมครับพี่ แทบไม่ได้นอน”พูดทีเล่นทีจริง
“แล้วเรารู้ได้ยังไงว่าจะไม่มีใครกล้าเอาเรื่องพี่สาวเรา หืม? ตาพี”
“รู้สิครับ เพราะคนพวกนั้นต้องฟังคำสั่งจากพ่อตัวเองอยู่แล้ว ส่วนท่านพิชญะก็กลัวว่าสมบัติของตัวเองจะหมด เพราะลูกหลานในบ้านไม่ได้เรื่อง คนที่ได้เรื่องก็มีแค่ลูกคนโตกับคนกลาง แต่ก็ไม่มากพอที่จะทำให้ภูมิใจ แล้วตอนเนี่ย...ก็เหมือนเหลือแค่พี่พราวที่จะสามารถทำให้ธุรกิจของเขารุ่งเรืองและงอกเงยต่อได้ เพราะงั้นพี่พราวจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของท่านพิชญะไงครับ”พีรัตน์บอกอย่างสบายอารมณ์ เพราะเขารู้ว่าคุณพิชญะผู้เป็นปู่นั้นเห็นแก่ตัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตอนที่พี่สาวของเขาลำบากหาเงินส่งตัวเองกับน้อง ๆ เรียนก็ไม่เห็นมีสุนัขตัวไหนมาช่วยเลยสักนิด
แต่พอวันหนึ่งพี่สาวเขาเริ่มสร้างฐานะจนประสบความสำเร็จได้ ก็จะมายื้อยึดให้พี่สาวของเขาทำทุกอย่างให้กับดุจประการรัตนา ให้พวกดุจประการรัตนาที่เหลือสูบเลือดสูบเนื้อใช้เงินไปวัน ๆ เหมือนกับพวกปลิงดูดเลือด
“แต่พอดีบ้านนั้นโชคร้ายไปสักหน่อย พี่พราวฉลาดและไม่ได้ใจอ่อนเหมือนที่แม่เป็น เพราะฉะนั้น คนพวกนั้นเลยทำอะไรพี่พราวไม่ได้”ไม่วายลูกคนเล็กยังคงมีอคติน้อย ๆ กับมารดาที่จนป่านนี่ยังยอมอ่อนข้อให้กับผู้เป็นสามีเก่าอย่างนิเวศอยู่
หากต้องพูดถึงคนบ้านนั้น แม่ของเขาก็เปรียบเหมือนนางเอกในละครน้ำเน่าหลังข่าว แต่กลับกันพี่สาวของเขาเปรียบกับนางร้ายก็ไม่ปาน แต่ขอโทษทีเถอะ งานนี้ตัวประกอบอย่างเขาขออยู่ข้างนางร้ายอย่างพราววลินแล้วกัน
“ตาพี อย่าพูดแบบนี้ให้พี่พิ้งกี้เขาได้ยินสิลูก”แม้คุณบุษบาจะยอมรับกับคำเปรยของลูกชายที่ว่าตนอ่อนแอกว่าลูกสาว แต่นางก็ไม่อยากให้คำพูดอะไรที่ไม่ดีออกมาจากปากของลูกชายคนเล็ก ทั้ง ๆ ที่ยังมีคนอื่นอยู่ในบ้านแบบนี้
“ไม่เป็นไรค่ะคุณแม่ หนูกับน้องพราวผ่านอะไรกันมามากค่ะ ไม่มีหลุดแน่นอน แล้วอีกอย่างก็ดีแล้วค่ะที่ได้รู้ จะได้ช่วย ๆ กันดู เพราะช่วงนี้น้องพราวเหนื่อย ๆ เพราะต้องเตรียมทั้งงานแต่ง ทั้งงานเดินแบบ ทั้งงานละคร แล้วก็ธุรกิจของตัวเองอีก แทบไม่มีเวลาได้พักเลย”
“ถ้าอย่างนั้นแม่ฝากซุปไก่ไปให้น้องพราวหน่อยได้ไหมลูก เดี๋ยวหนูเอากลับไปทานกับคุณแม่ด้วยนะคะ เดี๋ยวแม่มาสักครู่นะคะลูก”ว่าจบก็เดินออกไป ปล่อยให้ลูกชายนั่งคุยกับผู้จัดการของลูกสาวอยู่สองคน เมื่อเห็นว่ามารดาเดินเข้าครัวไปแล้ว พีรัตน์ก็รีบเดินเข้ามาหาพิ้งกี้อย่างมีลับลมคมใน “นี่ พี่พิ้งกี้ครับ”
“ว่าไงคะน้องพี”
“พี่พิ้งกี้ว่า..พี่ภูเขาดูแปลก ๆ ไปปะพี่”
“แปลกยังไง พี่ก็ว่าปกตินะ”
“คือเมื่อสองวันก่อนน่ะ ผมไปคุยกับลูกค้าที่ร้านอาหารใกล้ ๆ โรงพยาบาลแล้วบังเอิญไปเจอพี่ภูพอดี เขาก็มากับกลุ่มเพื่อนปกติน่ะแหละ แต่สิ่งที่มันไม่ปกติก็คือ ผมดันบังเอิญไปแอบเห็นพี่ภูเขาทะเลาะกับผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ใส่ชุดพยาบาลด้วยนะ”
“แล้วน้องพีได้ยินอะไรหรือเปล่า”ใจหล่อนเต้นระทึก เริ่มขยับเข้ามาใกล้ด้วยความอยากรู้มากขึ้น “ครับ”พีรัตน์ตอบ “ได้ยินคำว่า..ตอนไหนจะยกเลิกงานแต่ง”
“ว้าย! จริงเหรอ หูเราฝาดหรือเปล่า”เอามือทาบอก
“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะ พูดจริงหรือเปล่า”
“จริงสิพี่! ผมกับไอ้ยศได้ยินเต็มสองหูเลย”พูดถึงเพื่อนสนิท
“แล้วได้ยินอะไรอีกหรือเปล่า?”
“อืม..ได้ยินพยาบาลคนนั้นเขาร้องไห้แล้วก็โวยวาย แต่พี่ภูเอามือปิดปากไว้ หลังจากนั้นเสียงมือถือของผมก็ดังขึ้นพอดี ผมกับไอ้ยศเกือบหนีไม่ทันแหน่ะ เวรจริง ๆ ”
พีรัตน์ถอนหายใจ ที่ตอนนั้นเขาไม่ได้เข้าไปโวยวายเป็นเพราะว่ากลัวไก่มันจะตื่น ระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าเป็นแบบนั้นก็จะยิ่งทำให้จับได้ยากยิ่งขึ้น สู้เอาไปบอกพราววลินให้จัดการเองจะดีกว่า “พี่ว่าพี่ภู..เขานอกใจพี่พราวปะพี่”พีรัตน์เอ่ยถามอีกคนเพื่อเช็คความมั่นใจ“เอาแบบที่พี่กะเทยคิดนะลูก”พิ้งกี้เองก็เริ่มเสียงเครียด “เรื่องนี้มีสิทธิ์เป็นไปได้”
“แล้วจะทำยังไงดีพี่ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงพี่พราวเหยียบสองคนนั้นจมดินแบบไม่ให้ผุดให้เกิดแน่ ไม่ต้องให้ถึงมือผมกับพี่พนธ์หรอก”
“อืม..ก็จริง แต่ถ้าเราไม่บอก น้องพราวก็จะโกรธพวกเรา แต่จะให้น้องพราวเห็นเองก็ยากเหมือนกันนะ เอางี้ เดี๋ยวถ้าพี่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ ๆ คุณหมอ พี่จะลองสังเกตดู”
“แล้วนางพยาบาลคนนั้นชื่ออะไร รู้หรือเปล่า”
“ไม่รู้อะ ผมเห็นแค่ด้านหลัง”
“แต่พี่ต้องช่วยพี่พราวนะพี่พิ้งกี้ ผมเป็นห่วงพี่พราว ที่ผ่านมาพี่เขาไม่เคยปริปากบอกอะไรใครเลยจนถึงตอนนี้เขาก็ยังเป็นเหมือนเดิม ถ้าเรื่องมันเป็นอย่างที่เราคิดจริง ๆ ช่วยอยู่ข้าง ๆ พี่พราวที หรือไม่พี่ก็โทรหาผมกับแม่นะ”
“พี่รับปาก พี่จะคอยดูแลน้องพราวให้ ยังไงน้องพราวก็เปรียบเหมือนน้องสาวของพี่ แต่พี่ว่าคนที่ต้องห่วงน่าจะเป็นคนพวกนั้นมากกว่า เพราะถ้าหากน้องพราวปรี๊ดแตก
กลายร่างเป็นนางมารขึ้นมาเมื่อไรล่ะก็…ไม่อยากจะคิด!”[1] พละพน
ตอนที่ 12รักแท้ต้องใช้เวลาพราววลินหันกลับไปมองคนที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอ ดวงตาหงส์มองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า รุ้งแก้วปรับการแต่งตัวใหม่ เธอใส่ชุดคลุมท้องกระโปรงยาวและรองเท้าคัชชูไม่มีส้นแทน ต่างจากพราววลินที่ยังแต่งตัวด้วยชุดสวย ๆ และรองเท้าส้นสูงดูสง่าและอีกคนที่เธอเจอคือภูภูมิ ซึ่งเดินเลือกของใช้เด็กทารกอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เธอและรุ้งแก้วยืนอยู่เท่าใดนักให้ตายเถอะ ห้างสรรพสินค้าก็ออกจะเยอะแยะ ทำไมเธอต้องมาบังเอิญเจอกับสองคนนี้ด้วย เสียอารมณ์เป็นบ้าเลย“พี่พราว”พราววลินไม่ได้สนใจฟังเสียงของรุ้งแก้วที่เรียกเธอ หญิงสาวทำหูทวนลมและเลือกดูขวดนมที่ดีที่สุดให้กับลูกชายของณิชชยา จนกระทั่งภูภูมิหันมาเจอเธอเข้าพอดี ด้วยความอาลัยรักที่มีต่อพราววลิน ทำให้ชายหนุ่มรีบเดินเข้ามาใกล้ แต่ดันถูกรุ้งแก้วส่งสายตาไม่พอใจไปให้เสียก่อน“พี่พราวมาเลือกดูของใช้เด็กไปให้ใครเหรอคะ”“หรือว่าเอาไปใช้เอง”“...”“พราวเป็นยังไงบ้าง พี่เห็นพราวไปทำบุญกับคุณแม่มา”“...”“พี่พราวก็น่าจะมีความสุขดีนั่นแหละค่ะ เขาไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจเหมือนเราสองคน”ไม่วายเอ่ยปากแขวะพี่สาวคนโตของตระกูล แต่กลับกันหลายคำที่พ่นใส่พราววลิน
ตอนที่ 11รู้สึกจี๊ดในใจวันต่อมาพราววลินได้พารามินทร์มาที่ร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังสุดโปรดของเธอ เธอจัดการเลือกชุดกระโปรงและชุดน่ารักเหมาะกับวัยให้กับปัญณพรอยู่หลายชุด แถมยังเลือกเผื่อตัวเองไปอีกสองสามตัว “ทั้งหมดสองหมื่นสามพันสี่ร้อยสิบหกค่ะ”“นี่ครับ”“เดี๋ยวค่ะ ชุดฉันต้องคิดแยกนะคะ”“ไม่เป็นไรครับ ใช้บัตรนี้แหละ”รามินทร์ยื่นบัตรเครดิตให้กับพนักงานอีกครั้ง ทำเอาพนักงานแคชเชียร์ที่รู้จักพราววลินอยู่แล้วยืนมองตาค้างว่า นี่น่ะหรือ ผู้ชายปริศนาที่เป็นข่าวกับดาราสาวตรงหน้า สายเปย์เสียไม่มี“คุณเอาเลขบัญชีมาด้วยนะคะ ฉันจะได้โอนคืน”ออกจากร้านมา เธอก็สะกิดเขาหยิก ๆ แต่เขากลับไม่ฟังเธอเลยแม้แต่น้อย แถมยังเข้าร้านรองเท้าผู้หญิงต่อด้วย“เลือกช่วยผมอีกหน่อยสิครับ”“คุณได้ฟังที่ฉันพูดบ้างไหมคะเนี่ย”“ผมไม่เห็นได้ยินอะไรเลย พูดใหม่สิครับ”ด้วยความสูงที่ต่างกันมากทำให้เขาต้องโน้มตัวก้มลงมาฟังเธอ นี่เขาจะล้อว่าเธอเตี้ยหรือไง“ฉันบอกว่าให้เอาเลขบัญชีมา จะโอนเงินค่าชุดคืน”“โอ๊ย ไม่ได้ยินเลย ก้มตัวนานปวดคอแล้วเนี่ย”เขาทำท่าไม่รู้ไม่ชี้และก่อนที่เธอจะเหวอ ก็มีพนักงานเดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้ม หญิงสา
ตอนที่ 10ท่ามกลางแสงอุ่น“คิด”“คิด? คิดอะไร อย่ามาพูดมั่วนะ”“ก็คุณถามว่าคิดหรือเปล่า ผมก็ตอบว่าคิด ผมไม่ได้พูดมั่ว ๆ สักหน่อย”พราววลินเม้มปาก ตอนนี้เธอรู้สึกหูแดงหน้าแดง พยายามไม่แสดงอารมณ์อะไรออกมา แต่มันช่างดูโก๊ะในสายตาของเขาเสียจริงนี่เพิ่งเคยเห็นคนอย่างพราววลินมีท่าทีแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย“เด็กน้อยก็ยังเป็นเด็กน้อยอยู่วันยังค่ำ”มือหนายกมือลูบหัวโดยที่เธอไม่ได้ทันตั้งตัว แสงอุ่นจากดวงไฟที่ส่องตามทางทำให้เธอเผลอยอมรับกับตัวเองว่าตกหลุมรักเขาเข้าจริง ๆ แล้ว“ไม่ ๆ ! พราวไม่! คุณเอามือออกจากหัวพราวเลยนะ”หญิงสาวสะบัดหน้าพร้อมกับดึงมือเขาออกและรีบเดินนำหน้ากลับไปที่ห้องพัก โดยมีเสียงหัวเราะน้อย ๆ ของรามินทร์ตามหลังมาทั้งสองคนนั่งทานอาหารมื้อดึกกันอยู่ที่ริมระเบียงห้อง เห็นวิววัดวาอารามกับงานเทศกาลที่เพิ่งเริ่มจัดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา“เห็นว่างานจะจัดก่อนวันจริงสองวัน ผมว่ามารอบนี้มันก็คุ้มดีนะ คุณเที่ยวได้จุใจเลย”เขานั่งพิงพนักพิงมองคนที่กำลังทานอาหารด้วยความเอร็ดอร่อยจนเธอรู้ตัววางช้อนลง“ไม่ทานต่อเหรอครับ?”“ก็คุณนั่งมองหน้าฉัน ฉันจะทานลงได้ยังไงล่ะคะ คุณนั่นแหละ ทำไ
ตอนที่ 9เที่ยว“ก็รอมาตั้งนานแล้ว ทำไมแค่นี้จะรอต่อไปไม่ได้”ประโยคนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของพราววลิน หลังจากที่ไฟกลับมาเป็นปกติแล้ว เธอก็ขอตัวกลับห้องของตนเองทันที แต่ก็ยังคงเดินไปเดินมาจนป่านนี้ก็ยังไม่หลับไม่นอน“โอ๊ย! พราว! แกเป็นบ้าอะไรของแกเนี่ย ตื่น ๆ อย่าหลงกลคำพูดพวกนั้น”มือเรียวตบหน้าตัวเองเบา ๆ เรียกสติ แต่เธอก็พูดแบบนี้อยู่เป็นสิบครั้ง ไม่เห็นว่ามันจะได้ผลสักครั้งเธอเกลียดตัวเองที่สุดเลยเขาทำดีด้วยแค่นี้ก็หวั่นไหวซะแล้ว“นี่ใจหรือกระดาษเนี่ย บางเก่งจริง ๆ เลย”ตึก ตึก ตึก ตึก...เสียงใจยิ่งตอกย้ำ หญิงสาวยกมือขึ้นกุมกลางใจ แม้ว่าเธอจะจำหลาย ๆ สิ่งเกี่ยวกับเขาไม่ได้ แต่สัญชาตญาณความผูกพันบางอย่างก็เริ่มทำงานพราววลินเดินมาที่ตู้หนังสือ กล่องไม้สีอ่อนถูกจับออกมา กล่องไม้กล่องนี้คือกล่องเก็บความทรงจำใบเดียวที่เธอมีและไม่เคยเปิดมันขึ้นมาอีก มือเรียวเปิดฝากล่องออก มงกุฏดอกไม้ที่แห้งจนกรอบไปแล้วยังคงอยู่ในนั้นพร้อมกับอัลบั้มรูปภาพปกขาวนิ้วแตะสัมผัสกับมงกุฏขนาดเท่าศีรษะในตอนเด็กก่อนจะค่อย ๆ ยกมันมาวางบนเตียงอย่างเบามือและหยิบอัลบั้มรูปเก่าเก็บออกมาเสียงซองรูปค่อย ๆ ดังขึ้นเบ
ตอนที่ 8สั่นไหวกรุงเทพมหานครพราววลินรีบสับเท้าเดินเข้ามาในโรงพยาบาลอย่างรีบร้อน โดยที่เธอไม่ได้สนใจคนรอบข้างที่กำลังมองดูหรือถ่ายคลิปเธออยู่เลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลวงตาปราบปริญที่กำลังนอนให้น้ำเกลืออยู่ตอนนี้“แม่คะ พี”“พราว”บุษบาลุกขึ้นยืนและรีบเดินเข้าไปกอดลูกสาว สักครู่หนึ่งรามินทร์ก็เดินตามเข้ามาที่ทำแบบนี้ก็เพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกต เพราะดูจากท่าทางแล้ว ข่าวของเธอคงยังไม่ได้ซาไปมากนัก หากมีข่าวว่าเดินเข้าโรงพยาบาลมาพร้อมกับผู้ชายที่ไหน พราววลินจะถูกครหาจากคนนอกได้“คุณราม”“สวัสดีครับคุณน้า”“หลวงตาเป็นยังไงบ้างคะแม่”“ยังทรง ๆ ตัวอยู่ แม่ใจไม่ดีเลยพราว”“แม่ไม่ต้องกลัวนะคะ พราวจะหาหมอที่เก่งที่สุดมารักษาหลวงตาเองค่ะ”“แม่ขอโทษนะที่ทำให้ลูกลำบาก”“แม่ แม่ไม่ต้องโทษตัวเองหรอกค่ะ เรื่องเจ็บเรื่องป่วย ยังไงเราทุกคนก็ต้องช่วยกันดูแลอยู่แล้ว”เธอกอดปลอบมารดาอีกครั้ง เวลานี้คนที่มีสติที่สุดในครอบครัวคงจะมี แค่พราววลินเท่านั้นหญิงสาวผละออกจากมารดา เธอเดินเข้าไปหาหลวงตาปราบปริญและยืนอยู่ในระยะที่เหมาะสม “หลวงตาคะ”เสียงของหลานสาวดังขึ้นข้างหู หลวงตาปราบปริญลื
ตอนที่ 7ดาวขาเริ่มขยับตามจังหวะในหัวใจ คนสองคนเต้นรำกันใต้แสงจันทร์ ช้า..เนิบ ราวกับอยากหยุดเวลาไว้ ณ ที่ตรงนี้ แววตาแพรวพราวของหญิงสาวบอกได้เพียงว่าเธอกำลังรู้สึกสบายใจ ไม่ได้บอกถึงความรู้สึกภายในใจที่ยังหลับอยู่ แต่กลับกันสายตาของเขากลับทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด มันเป็นความรู้สึกเดียวกันกับครั้งที่เธอเจอคนรักเก่าเป็นครั้งแรก แต่พอคิดไป ความรู้สึกอบอุ่นมันหายไปนานมากแล้ว เธอไม่รู้ว่ามันหายไปตั้งแต่ตอนไหน หายไปได้ยังไง แต่ตอนนี้มันกลับมาอีกครั้ง จากคนที่บังเอิญเจอกัน จากคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเธออบอุ่น แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นความรู้สึกของอารมณ์อะไรอารมณ์หลง อารมณ์ใคร่ อารมณ์รัก อารมณ์ห่วงใยต่อให้เธอจะเป็นคนเก่งแค่ไหน เธอก็ไม่สามารถแยกอารมณ์เหล่านี้ออกจากกันได้ สายตาของเขาอาจจะมีทุกอารมณ์อยู่ในนี้ก็เป็นได้แต่บางทีมันอาจจะเป็นแค่อารมณ์หลง เขาอาจจะกำลังหลงรูปภายนอกของเธอ“พราวเหนื่อยแล้วค่ะ”ขาเรียวหยุดกึ่ก เธอละมือลงจากไหล่กว้างของอีกฝ่าย ความไม่มั่นคงในจิตใจทำให้เธอตัดสินใจบอกฝันดีเขาและหันหลังกลับเข้าบ้านไป ปล่อยให้อีกคนมองตามหลังเข้าไปด้วยความไม่เข้าใจอยู่ครู่หนึ่ง แต







