เข้าสู่ระบบตอนที่ 2
สงสัย
ณ ย่านเอกมัยที่คุ้นตาของเหล่าดารานักแสดง ดวงตาสวยมองไปรอบ ๆ บริเวณร้านสังสรรค์ร้านหนึ่ง บาร์แห่งนี้ถูกตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นโทนเทาดำทั้งตึก เป็นบาร์สำหรับคนที่ต้องการดื่มแต่ไม่เสียงดังมากนัก ผู้คนที่รู้จักต่างเรียกว่า ‘บาร์อินโทรเวิร์ด’
“วันนี้ต้องมาถ่ายแบบที่บาร์นี้เหรอคะพี่พิ้งกี้”
“ใช่ค่ะ เห็นเขาบอกว่าชุดคราวนี้ต้องใช้โลเคชั่นนี้นะคะ แต่พี่ว่ามันก็สวยดีนะน้องพราว น่าจะเป็นบาร์เปิดใหม่ได้ไม่นาน”
“แหมพี่พิ้งกี้ รู้ขนาดนี้เชียวนะคะ”
“แน่นอน แถวนี้พี่เซียน”
พราววลินส่ายหน้ายิ้มน้อย ๆ ให้กับผู้จัดการของเธอ หญิงสาวมองไปรอบ ๆ
อีกครั้งก่อนจะเดินตามพิ้งกี้เข้าไป เพราะเธอไม่เคยเข้าผับหรือบาร์อะไรพวกนี้เลย แต่พวกบาร์หรูก็อาจจะมีบ้าง แต่ก็ต้องเป็นโอกาสสำคัญ ๆ อย่างวันเกิดของเพื่อนสนิทหรือวันเกิดของหมอภูภูมิเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีแล้วแค่เวลาไปเที่ยวแบบปกติ เธอยังไม่มีเวลาได้ไป นับประสาอะไรกับการเที่ยวกลางคืนกันล่ะ ถึงสไตล์เธอจะเป็นแบบ Sexy Girl อย่างไร แต่นั่นก็แค่ภาพลักษณ์ภายนอกอยู่ดี ชีวิตจริงตอนเธออยู่คนเดียวก็ไม่ต่างจากยายเพิ้งผมฟูเท่าไรหรอก
ขาเรียวเดินเข้ามาภายในบาร์ ของทุกชิ้นเป็นแบบ Old Money หรูหราแบบผู้ดีคุมโทนดำแดงเทา คล้ายกับเฟอร์นิเจอร์ในซีรี่ส์แวมไพร์อะไรแบบนั้น แต่นี่ก็คงเป็นปกติสำหรับร้านจำพวกบาร์ที่มีสีดำเป็นส่วนประกอบหลัก ตอนกลางคืนที่นี่คงจะสวยน่าดู
“สวัสดีครับคุณพราว”เสียงทุ้มของชายร่างสูงดังขึ้นด้านหลังของเธอ พราววลินจึงหันมองด้านหลังของตนก่อนจะพบว่าคนที่ทักเธอคือ ธนา เพื่อนสนิทของปฐวีผู้เป็นนายจ้างของตนนั่นเอง “สวัสดีค่ะคุณธนา”
“ดีใจจัง คุณพราวจำผมได้ด้วย”
“พราวจำได้ทุกคนนั่นแหละค่ะ ว่าแต่คุณธนามีธุระที่นี่เหรอคะ”
“ก็มีนะครับ”กล่าวจบไม่ทันถึงนาทีพนักงานภายในร้านก็นำเอกสารมาให้ชายหนุ่มเซ็น มันจึงบ่งบอกได้ว่าเขามีสถานะเกี่ยวข้องอะไรกับร้านนี้ “คุณธนาเป็น...”
“อ๋อ ผมเป็นหุ้นส่วนน่ะครับ คนที่เป็นเจ้าของร้านจริง ๆ คือไอ้รามต่างหาก
พอดีมันไม่ค่อยขึ้นมาดูร้านเท่าไร ส่วนมากจะบินไปดูรีสอร์ตที่ต่างประเทศมากกว่าน่ะ ผมก็เลยได้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนร้านนี้ด้วย นี่ยังมีเพื่อนอีกคนด้วยนะครับ”“เจ้าของร้าน...คุณราม...หมายถึงคุณรามินทร์เหรอคะ”
“ใช่แล้วครับ หวังว่าจะจำสุดหล่อคนนั้นได้นะ”ธนาพูดเตือนความจำเมื่อหลายวันก่อนของพราววลิน จริง ๆ เธอก็พอจะจำได้อยู่จึงพยักหน้าคืนกลับไปเช่นกัน
“นั่นไงครับ พูดถึงปุ๊บก็มาปั๊บเลย ตายยากจริง ๆ ”ธนามองตรงไปที่ด้านหลังของพราววลินทำให้เธอต้องหันกลับไปมองตามสายตาของเขาด้วยเช่นกัน ทำเอาคนมาใหม่ถึงกับชะงัก เพราะไม่คิดว่าผู้หญิงที่ยืนคุยกับเพื่อนสนิทจะเป็นพราววลิน
“เป็นไง เซอร์ไพร์สไหม?”ธนาเอ่ยถามเพื่อนสนิท เพราะแท้จริงแล้ว เขานี่แหละที่เป็นคนอนุมัติ อนุญาตให้ทางกองถ่ายเข้ามาถ่ายทำภายในร้านได้ในเวลากลางวัน
ก็ร้านเปิดตอนกลางคืน ตอนนี้พนักงานก็แค่ต้องมาเช็คของและทำความสะอาดเท่านั้น อีกอย่างมันก็เป็นการโปรโมตร้านอย่างหนึ่งด้วย
รามินทร์ไม่ได้ตอบคำถามของเพื่อนสนิท เขาหันมาให้ความสนใจกับหญิงสาวตรงหน้าแทน “เจอกันอีกแล้วนะคะ”พราววลินยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
“นั่นสิครับ”เขาเองก็ยิ้มให้เธอเช่นกัน แต่นั่นก็ทำให้พราววลินรู้สึกสงสัยขึ้นมา เพราะถึงแม้ว่ารามินทร์จะยิ้มให้เธออยู่ แต่แววตาของเขาสื่อออกมาราวกับว่ามีเรื่องอะไรบางอย่างที่อยากจะพูดกับเธอ แต่เขาก็พูดมันออกมาไม่ได้ราวกับว่ากลัวอะไรบางอย่าง
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยถามอะไรออกไป พิ้งกี้ก็เดินเข้ามาทักทายและพาเธอไปทำงานเสียก่อน ในระหว่างนั้นทั้งเจ้าของร้านและหุ้นส่วนก็คอยมองอยู่เป็นระยะ ๆ แววตาสวยของพราววลินทำรามินทร์ต้องมนต์สะกด แม้เธอจะไม่ได้สนใจคนที่ยืนมองอยู่ แต่ก็สามารถสะกดคนมองเอาไว้ได้และพลางคิดไปว่า ตนควรจะบอกพราววลินเรื่องที่ได้ยินมาดีหรือไม่
ดวงตาสวยคู่นั้นจะมีน้ำตาหรือเปล่า
“ไอ้ธนา”แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ตกจึงหันมาถามเพื่อนแทนทำเอาเพื่อนสนิทตกใจแทบตอบไม่ทัน “อะไรของแกไอ้ราม ตกใจหมด”
“ฉันมีเรื่องจะปรึกษาหน่อย”
“เรื่อง?”
รามินทร์หันมองพราววลินอีกครั้งก่อนจะลากธนาเดินตามตนออกมานอกบริเวณการถ่ายทำ หนุ่มลูกครึ่งสเปนถอนหายใจก่อนจะตัดสินใจถามออกไป “ถ้าสมมติว่าแกไปได้ยินผู้ชายกับผู้หญิงคนหนึ่งคุยกันว่า ‘ไหนว่าจะเลิกกับผู้หญิงคนนั้น’ โดยบังเอิญ แล้วบังเอิญกว่าคือแกรู้จักกับผู้หญิงซึ่งเป็นแฟนของผู้ชายคนนั้น แกจะทำยังไงต่อ? อย่าง..ผู้ชายมีแฟนอยู่แล้ว และกำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น แต่แกดันมาได้ยินผู้ชายคนนั้นคุยเรื่องนี้กับผู้หญิงอีกคนอะไรแบบนี้”
“โห ยากจริง แต่ก็ต้องบอกความจริงกับผู้หญิงไป แบบนี้ง่ายที่สุด”
“แล้วถ้าไม่มีหลักฐานล่ะ”
“ถ้าไม่มีหลักฐานก็ต้องพาไปให้เห็นกับตาไปเลยว่าสิ่งที่พูดเป็นเรื่องจริง”
“แต่เดี๋ยวนะ ฉันว่าไม่น่าจะสมมติละ แกไปได้ยินใครพูดแบบนี้มา ฉันรู้จักหรือเปล่า?”
“ความฉลาดของแกนี่มันน่าหมั่นไส้จริง ๆ นะ ไม่มีอะไรหรอก ฉันก็แค่ถามไปอย่างนั้น มันบังเอิญไปอ่านเจออะไรแบบนี้มาพอดี”ชายหนุ่มเลี่ยงตอบความจริงกับเพื่อนสนิท แต่มันก็ไม่ได้มิดขนาดที่ว่าธนาจะมองไม่ออก “อืม จริง ๆ ก็ควรจะบอก”ธนาพูดต่อ
“ถ้าหวังดีกับผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ ก็ควรจะบอกความจริงกับเขาไปซะ ส่วนเขาจะเชื่อหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ ถ้าเป็นแก แกคงไม่อยากให้ผู้หญิงคนนั้นโดนสวมเขาไปตลอดชีวิตหรอก”
“แม้ว่าเขากำลังจะแต่งงานกันน่ะเหรอ?”รามินทร์ถาม
“ใช่สิ แม้ว่ามันจะดูไปสร้างความร้าวฉานก็เถอะ แต่ไม่มีผู้หญิงคนไหนชอบการถูกนอกใจหรอก การถูกสวมเขาตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้แต่งงานจนถึงหลังแต่งงาน มันไม่ได้
น่าสนุกหรอกนะราม ต่อให้ไม่บอกตอนนี้ ต่อไปเขาก็ต้องรู้อยู่ดี”….
“ขอบคุณนะครับคุณพราว เหนื่อยหน่อยนะครับวันนี้”หลังจากที่ถ่ายทำเสร็จก็ถึงเวลาต้องแยกย้ายกันไปทำงานชิ้นต่อไป ทั้งหน้า ทั้งผมของหญิงสาวยังคงอยู่ในลุคเดิมที่ถ่ายทำ เพราะเธอยังต้องไปออกงานในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
“ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนเหมือนกันนะคะ ไว้คราวหน้าพราวจะซื้อขนมมาฝากด้วย”ดาวค้างฟ้าใบหน้าประดับรอยยิ้มให้แก่ทุกคน เธอเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่ทำงาน ไม่เคยเหวี่ยง ไม่เคยวีน เธอเป็นที่รักของทุกคนเสมอ ถ้าหากวันหนึ่งมีคนเห็นว่าเธอมีมุมร้าย ๆ ต่อครอบครัวดุจประการรัตนาก็คงไม่มีใครเชื่อว่าเธอจะทำตัวแบบนั้นอย่างแน่นอน
แน่ล่ะ เธอยังยืนยันคำเดิมว่าเธอจะดีแค่กับคนที่ดีกับเธอเท่านั้น
คนที่ไม่ดีก็ปล่อยให้รับกรรมไป และเธอก็จะเป็นเวรกรรมของคนพวกนั้นเอง
“น้องพราวไปทานข้าวกันก่อนไหมลูก หนูไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เช้าเลยนะ”พอพูดถึงขนม พิ้งกี้ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพราววลินยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เช้าแล้ว
“พราวอยากทานส้มตำค่ะ แต่เอาไว้จบงานก่อนแล้วกัน เดี๋ยวหน้าเลอะ”พูดถึงของโปรดก็น้ำลายสออยากจะทานมันเสียตอนนี้เลยจริง ๆ แต่เธอไม่สามารถที่จะทานมันทั้ง ๆ ที่แต่งหน้าเต็มแบบนี้ได้ “จะดีเหรอ เดี๋ยวก็เป็นลมเป็นแล้งไปหรอก”
“พี่พิ้งกี้ นี่ใครคะ นี่พราว พราววลินนะคะ ไม่เป็นอะไรง่าย ๆ หรอกค่ะ”หญิงสาวบอกด้วยความมั่นใจ ดวงหน้าอันสดใสยังคงพลังเหลือล้นแต่ก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ เพราะกว่าจะได้หุ่นอันสมบูรณ์แบบเช่นนี้มา พราววลินก็ต้องห่างหายจากอาหารที่ตนเองโปรดปราณ บ่อยครั้งก็แทบจะไม่ได้ทานของอร่อย ๆ เลยเสียด้วยซ้ำ วัน ๆ ก็ต้องทานเพียงแต่อาหารที่เทรนเนอร์และนักโภชนาการเป็นผู้กำหนดให้เท่านั้น บางครั้งหล่อนเองก็แอบเห็น
พราววลินมือสั่นเพราะอยากทานขนมหวานเช่นกัน แต่มันก็ห้ามไม่ได้เมื่อหญิงสาวบอกว่าไม่เป็นไรและมันก็เป็นงานของเจ้าตัวความหลังอันแสนเจ็บปวดของเธอ ทำให้เธอต้องเป็นแบบนี้ เธอจำเป็นต้องเข้มแข็งเพราะชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป บางทีก็ควรจะลืมไปบ้าง แต่บางครั้งก็ควรเอามันมาเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตของตนเองดีขึ้น
“เดี๋ยวก่อนครับ”
แต่เมื่อขาเรียวกำลังจะก้าวออกจากบาร์หรู เจ้าของร้านก็ส่งเสียงแทรกเข้ามาในบทสนทนาของหญิงสาวและผู้จัดการเสียก่อน
“ถ้าไม่เป็นการรบกวน ผมขอคุยกับคุณพราวสักครู่ได้ไหมครับ”รามินทร์หันมองผู้จัดการและหันถามพราววลินเป็นเชิงขออนุญาตทำให้หญิงสาวตัดสินใจเดินออกมาคุยกับเขาแต่โดยดี เพราะถึงยังไงรามินทร์ก็คือเพื่อนของปฐวีและเธอก็รู้จักเขาแล้วด้วย
“คุณรามินทร์จะคุยอะไรกับฉันเหรอคะ”
“คือ..ผมมีเรื่องบางเรื่องที่สำคัญมากต้องบอกกับคุณ”
“คุณจำวันที่เราเจอที่โรงพยาบาลได้หรือเปล่า?”
“อ๋อ...จำได้ค่ะ วันนั้นเราเดินชนกัน ทำไมเหรอคะ?”
“วันนั้นผมได้ยินคนรักของคุณคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งว่าตอนไหนเขาจะเลิกกับคุณสักที”รามินทร์พูดออกไปด้วยความรวดเร็ว เขารู้ว่าเรื่องนี้มันยากที่จะพูด
แต่นี่มันยากเกินไปแล้ว
“คุณพูดเรื่องอะไรของคุณน่ะ?”แต่ก็เป็นไปตามคาด อีกคนได้ฟังแล้วก็เกิดอาการไม่พอใจ เธอขมวดคิ้วมองคนหน้าหล่อ แต่อยู่ ๆ เธอก็นึกขึ้นมาได้
ว่าวันนั้นเธอก็รู้สึกแปลกจริง ๆ
“ผมไม่รู้จะเอาหลักฐานที่ไหนมาให้คุณนะ แต่ที่ผมพูดเป็นเรื่องจริง ผมเป็นแค่คนแปลกหน้าที่มาเตือนคุณก่อนที่คุณจะติดอยู่ในบ่วงรักสามเส้าอะไรแบบนั้น ตอนนี้คุณยังมีเวลาตัดสินใจอยู่ อย่าให้มันสายไปจนถึงวันแต่งงานเลยครับคุณพราว”
“แล้วถ้าคุณอยากให้ผมช่วย คุณติดต่อผมมาได้เสมอนะ ผมยินดีช่วยคุณ”มือหนาส่งนามบัตรเบอร์มือถือพร้อมช่องทางติดต่อส่วนตัวให้กับหญิงสาว พราววลินมองมันอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจรับมา เท่านั้นทั้งสองคนก็บอกลากัน
….
ภายในรถหรูของผู้จัดการส่วนตัว หญิงสาวผู้เป็นดาวประดับค้างฟ้านั่งเงียบมองข้างทางไปตลอดเวลาจนผิดสังเกต เวลาปกติถ้าไม่หลับก็ต้องนั่งเล่นมือถือหรือไม่ก็ทำงานธุรกิจของตนเอง แต่นี่กลับเงียบราวกับว่ากำลังมีเรื่องเครียดอะไรบางอย่างอยู่
“น้องพราวเป็นอะไรคะ”
“คุณเจ้าของร้านสุดหล่อคนนั้นเขาเรียกไปคุยเรื่องอะไรเหรอ หรือว่าเขาทำอะไรไม่ดีใส่หนูหรือเปล่าลูก”พิ้งกี้เอ่ยอย่างตกใจ ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง หล่อนจะวนรถกลับไปเอาเรื่องเขาเดี๋ยวนี้เลย คนอะไรหล่อก็หล่อ แต่ทำไมทำนิสัยแบบนี้กัน
“เปล่าค่ะพี่พิ้งกี้ คุณรามินทร์เขาไม่ได้ทำอะไรพราวหรอก เขาแค่เรียกพราวไปคุยเรื่องบัตรส่วนลดน่ะค่ะ เผื่อว่าพราวจะมาที่ร้านอีก”พราววลินรีบปรับสีหน้าก่อนที่พิ้งกี้จะหักพวงมาลัยยูเทิร์นไปจัดการผิดคน เธอจำเป็นต้องโกหกพิ้งกี้ เพราะเธอไม่อยากให้พิ้งกี้เครียดเพิ่มขึ้น “แล้วนี่คุณแม่หายปวดเข่าหรือยังคะ”ถามถึงมารดาของผู้จัดการ
“ก็ปวดอยู่นั่นแหละค่ะ บ่นปวดนั่นปวดนี่แต่ก็ไม่นั่งเฉย ๆ อยู่ดีค่ะ”
“แปลว่าวันพรุ่งนี้พี่พิ้งกี้ต้องพาคุณแม่ไปหาหมอใช่ไหมคะ ถ้าวันนี้งานเลี้ยงเลิกดึก พี่พิ้งกี้กลับบ้านก่อนพราวก็ได้ค่ะ จะได้กลับไปเตรียมของเผื่อหมอให้คุณแม่ทำกายภาพอะไรเพิ่ม พราวกลับเองได้ สบายมาก”
“ไม่ได้หรอกค่ะ พี่เป็นผู้จัดการนะคะไม่ใช่เด็กฝึกงาน ยังไงก็ต้องส่งน้องพราวให้ถึงคอนโดให้แล้วเสร็จก่อน ว่าแต่พูดถึงเรื่องนี้ จะไม่กลับไปนอนที่บ้านบ้างเหรอ
ป่านนี้คุณแม่บุษกับน้องพีคงคิดถึงแย่แล้ว”“เอาไว้ว่าง ๆ ดีกว่าค่ะ กลับไปแล้วเอางานกลับไปให้แม่เห็นด้วยนี่ พราวโดนแม่บ่นตายเลย พราวไม่อยากหูชาค่ะ”เรื่องราวเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันทำให้เธอกลับมายิ้มได้อีกครั้ง พอพูดถึงแม่และน้องชายทีไรก็มักจะมีเรื่องให้ยิ้มได้เสมอ แต่เรื่องเครียดที่อยู่ภายในใจก็ยังไม่จางหายไปจนกระทั่งถึงเวลาเข้างานเลี้ยง
งานเลี้ยงการกุศลที่ทางต้นสังกัดขอร้องให้ดารานักแสดงระดับใหญ่มาร่วมงานเพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้แก่ช่อง พราววลินคือหนึ่งในนั้นที่ต้องมาร่วมงานนี้ด้วย ดวงตาสวยมองไปรอบ ๆ หลังจากที่แยกกับเพื่อนและรุ่นพี่นักแสดงออกมา ตอนนี้เธอกำลังมองหาพิ้งกี้เพราะเธออยากจะเติมแป้งบนหน้าเสียหน่อย แต่มองไปทางไหนก็หาไม่เจอเสียที
“อ้าว คุณพราว”เสียงแหบแก่ของหญิงสูงวัยดังขึ้นใกล้ ๆ ตัวทำให้พราววลินต้องรีบหันกลับไปมอง “คุณหญิงศรีสุนันท์ สวัสดีค่ะ”
เธอมองไปที่คนทักทาย คุณหญิงศรีสุนันท์คือเจ้าของแบรนด์แฟชั่นที่เก่งกาจคนหนึ่งที่เธอรู้จักและปัจจุบันนี้คนที่มาดูแลธุรกิจแทนก็คือปาลิตา หลานสาวคนสุดท้องของท่าน
“ได้ข่าวว่าคุณปู่เข้าโรงพยาบาล ท่านเป็นอย่างไรบ้างหรือคะ?”
“พอดี..พราวงานยุ่ง ไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมท่านเลยค่ะ แต่ก็คงจะดีขึ้นแล้ว แล้วนี่คุณหญิงมากับใครเหรอคะ”
“ฉันมากับหลานชายแล้วก็หลานสะใภ้ นี่ว่าจะมาดูงานประมูลสักหน่อย เผื่อจะได้ของขวัญไปให้เหลนสามคนสักชิ้นสองชิ้น”ผู้ใหญ่ยิ้มให้อย่างใจดี เธอชวนคุณหญิงศรีสุนันท์คุยอยู่สักพักหนึ่งก็ค่อย ๆ ขอตัวออกไปตามมารยาทจนเดินออกมาถึงด้านนอกก็พบเข้ากับนิเวศและโสนพร้อมกับรุ้งแก้ว อีกทั้งยังมีพงศ์เทพและอัคระมาด้วย
“พราว เดี๋ยวก่อนลูก”นิเวศเป็นฝ่ายเอ่ยทักลูกสาวคนโตที่กำลังจะเดินเลี่ยงไปเพราะเธอไม่อยากจะเสวนากับคนเหล่านี้เท่าใดนัก โดยเฉพาะรุ้งแก้วที่กลายเป็นผู้ต้องสงสัยของเธอ
“มีอะไรก็รีบพูดมาค่ะ ฉันมีธุระต้องไปทำต่อ”
“ไม่คิดจะเรียกพ่อว่าพ่ออีกแล้วอย่างนั้นเหรอพราว? แต่ช่างมัน พูดไปลูกก็คงจะพูดแบบเดิม แต่ลูกช่วยไปเยี่ยมคุณปู่ท่านที่โรงพยาบาลหน่อยจะได้ไหม”
“อ้าว นี่ยังไม่ออกจากโรงพยาบาลอีกเหรอคะ”พูดพร้อมกับมีรอยยิ้มปรากฎขึ้นมุมปาก ใจนิเวศก็อยากจะนึกโกรธลูกสาวคนโตที่ทำกิริยาไม่เหมาะสมเช่นนี้กับผู้ใหญ่ แต่ถ้าหากพูดไปพราววลินก็จะเอาเรื่องเก่า ๆ มาเล่นงานตน อีกทั้งในที่แบบนี้ ถ้ามันมีหลุดออกไป ภาพลักษณ์ของตระกูลก็อาจจะดูแย่ในสายตาของคนทั้งประเทศ คราวก่อนคุณหญิง
พิมพรรณอาจจะช่วยเขาไว้ได้ แต่คราวนี้คงไม่มีใครช่วยเขาได้อีกแล้ว“พราว เรื่องของพ่อกับแม่มันจบไปนานแล้วนะ อย่าเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีกเลย”
“งั้นก็เลิกยุ่งกับฉันสิคะ ถ้าไม่นับที่ฉันเคยแบกหน้าไปขอความช่วยเหลือในฐานะ ‘ลูก’ เท่าที่ฉันจำได้ ไม่ว่าฉัน น้อง ๆ หรือแม่เอง ก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งกับพวกคุณ มีแต่พวกคุณนั่นแหละที่มายุ่งกับพวกฉันก่อน รวมถึงเธอด้วยใช่ไหม?”
“รุ้งแก้ว”
พราววลินมองน้องสาวต่างมารดาด้วยความรู้สึกสมเพชและรู้สึกรำคาญที่หญิงสาวมักจะเล่นละครตบตาคนอื่นอยู่เสมอ ทั้งที่ความจริงก็ไม่ได้เป็นเด็กดีอย่างที่ใครเขาเข้าใจ
“น้ารับรองได้นะคะว่ายายรุ้งไม่เคยทำอะไรให้คุณพราวเลย น้าขอร้องอย่าโทษ
ยายรุ้งได้ไหมคะคุณพราว”โสนเดินเข้ามาพร้อมกับยกมือไหว้ทั้งที่ใจจริงหล่อนอยากจะว่ากล่าวพราววลินกลับไป แต่หล่อนก็ไม่ได้มีอำนาจมากพอแม้จะเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของนิเวศก็ตาม เพราะหล่อนเองก็เป็นน้อย ไม่ใช่หลวงอย่างบุษบา มารดาของพราววลิน“ขอบคุณนะคะที่ออกหน้าแทนลูกสาว ช่างเป็นแม่ที่ประเสริฐจริง ๆ วันหลังก็หัดสั่งสอนลูกตัวเองด้วยว่าควรอยู่ตรงไหน และตรงไหน...ที่ไม่ควรอยู่”ใบหน้าอันงดงามของนางพญาหงส์ยังคงยิ้มพูดอย่างใจเย็นพร้อมกับเดินจากไปและเธอเองก็รู้ดีว่า คำพูดเหล่านั้นก็เป็นดั่งเข็มทิ่มแทงคนฟังอย่างโสนได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน หล่อนหันกลับมามองหน้าลูกสาวที่ยืนนิ่ง แต่พอมองไปที่มือของลูกก็รู้แล้วว่า รุ้งแก้วกำลังข่มอารมณ์ไว้มากแค่ไหน
“นี่ลูกไปทำอะไรให้พี่พราวเขาหรือเปล่า?”แต่อีกคนที่เห็นเช่นเดียวกับภรรยาก็เอ่ยปากถามออกไปในทันที ทำให้คนที่บังเอิญได้ยินอย่างอัคระเกิดสนใจขึ้นมา เพราะถึงแม้ว่าเขาจะนามสกุล ดุจประการรัตนา แต่เขาก็ไม่เคยคิดเข้าข้างครอบครัวใหม่ของผู้เป็นลุงตั้งแต่แรก
เขาโตมากับพราววลิน มีพี่สาวคนเดียวก็คือพราววลิน เขาย่อมเข้าข้างพี่สาวมากกว่าอยู่แล้ว“เปล่านะคะคุณพ่อ รุ้งไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ”รุ้งแก้วตอบขึ้นทันควัน ยังดีที่พยายามข่มน้ำเสียงไม่ให้สั่นได้ ผู้เป็นพ่อจึงไม่ได้เอะใจอะไร แต่ผู้เป็นแม่ที่เห็นปฏิกิริยานี้ก็รู้แน่ชัดแล้วว่าบุตรสาวนั้นโกหก
“ก็ดีแล้วที่ไม่ได้ทำอะไรให้พี่เขาโกรธ ลูกก็รู้ว่าพี่พราวเขาจะทำอะไรกับลูกก็ได้
ลูกเองก็เป็นลูกพ่อ พ่อไม่อยากให้ลูกมีเรื่องกับคนที่เขามีอำนาจมากกว่าตัวเอง ถ้าเป็นแบบนั้น คนที่ลำบากก็คือตัวลูกเอง”นิเวศยิ้มและยกมือลูบหัวบุตรสาวคนเล็กของตน จากนั้นก็มีนักธุรกิจเดินเข้ามาดึงตัวนิเวศ พงศ์เทพและอัคระไปคุยตามประสาเพื่อนทางการค้า ทำให้โสนมีเวลาคุยกับลูกสาวเพียงคนเดียวได้อย่างสะดวก “ยายรุ้ง มากับแม่”มือเต่งตึงของหญิงวัยกลางคนดึงแขนของลูกสาวออกมาด้านนอก เมื่อกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วไม่มีใครอยู่จึงเอ่ยปากพูดขึ้นด้วยความไม่พอใจทันที
“แกกำลังโกหกอะไรพ่อกับแม่อยู่ใช่ไหมรุ้ง”
“โกหกอะไรคะ? รุ้งไม่ได้โกหกอะไรเลย”
“นี่ไง! แกกำลังโกหกอยู่ แกไปทำอะไรไว้ ทำไมยายพราวถึงพูดแบบนั้นใส่แก”
“บอกแม่มา!”
“ไม่มีอะไรทั้งนั้นค่ะแม่ รุ้งไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น”
“แม่ไม่เชื่อแกหรอก ปกติเวลาเด็กนั่นพูดแบบนี้ก็ไม่เห็นแกจะมีท่าทีแบบนี้สักครั้ง แกไปทำอะไรมา?”
“ไม่มีอะไรทั้งนั้นค่ะแม่ ก็แค่...อึก!”จู่ ๆ คนเถียงก็มีอาการคลื่นไส้เสียอย่างนั้น
ทำเอาผู้เป็นแม่ตกใจรีบตามลูกสาวเข้าไปในห้องน้ำโดยที่ไม่รู้เลยว่ามีคนกำลังแอบฟังอยู่“ทำไมแกถึงได้มีท่าทีแบบนี้? นี่แกอย่าบอกนะว่าแกแพ้ท้องน่ะ!!?”
“แกไปท้องกับใครมารุ้ง!? ท้องกับใคร!?”
“แม่คะ! อย่าเพิ่งถามอะไรรุ้งตอนนี้เลยได้ไหมคะ แค่นี้รุ้งก็เครียดจะตายอยู่แล้ว”รุ้งแก้วเริ่มตวาดใส่มารดาจนโสนตกใจที่ได้ยินเช่นนั้น เพราะตั้งแต่เกิดมารุ้งแก้วไม่เคยตวาดหรือขึ้นเสียงกับหล่อนเลยสักครั้งเดียว ครั้งนี้มันแปลก แปลกมากเกินไปจริง ๆ
หรือที่พราววลินพูดจะเป็นเรื่องนี้ ถ้าหญิงสาวรู้เรื่องว่ารุ้งแก้วทำงามหน้าแบบนี้
คงจะสะใจเธอน่าดู และมันก็จะยิ่งทำให้หล่อนขายหน้า ยิ่งดูแพ้บุษบาเข้าไปทุกที“ยังไงแกก็ต้องบอกแม่ แม่จะได้หาทางช่วยแกได้”
“แม่อยู่เฉย ๆ ไปเถอะค่ะ ไม่ต้องยุ่งกับเรื่องนี้หรอก”
“แกจะได้โดนเด็กนั่นมันหัวเราะเยาะแกน่ะสิที่แกล้มไม่เป็นท่าแบบนี้น่ะ ฉันไม่อยากจะโดนมันซ้ำไปด้วยหรอกนะ พ่อแกก็ใช่ว่าจะช่วยอะไรแกได้ ยิ่งย่าแกยิ่งช่วยไม่ได้”
“ก็ให้พี่พราวเขารู้ไปเลยค่ะ”
“แกว่าไงนะ”
“ให้เขารู้...เพราะเรื่องนี้มันก็เกี่ยวกับเขาเหมือนกัน”
มือเรียวกดปิดมือถือหลังจากที่ทำการอัดเสียงเสร็จ ใจเธอตอนนี้ไม่รู้จะคิดไปถึงเรื่องไหนก่อน ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกยังไงกับสิ่งที่รุ้งแก้วพูดออกมา แต่ที่แน่ ๆ การที่รุ้งแก้วพูดแบบนี้ก็เพื่อต้องการให้เธอเจ็บใจแน่ ๆ
แต่พอจะเดินกลับออกมา กลับมีมือปริศนาของใครบางคนปิดปากของเธอเอาไว้ และดันตัวเธอเข้าไปในซอกเล็ก ๆ ที่กล้องวงจรปิดจับภาพไม่ถึง “อื้อ!”
“เงียบ”
หญิงสาวลืมตาขึ้นมอง และเบิกตาอย่างตกใจ ‘เขา!’
“คุณรามินทร์”
“ผมบอกให้เงียบ”เขานำตัวของตนเองบังคนด้านนอกเอาไว้ ด้วยความที่เขาตัวใหญ่ตามสไตล์ลูกครึ่ง ทำให้เขาสามารถบังตัวเธอได้มิดจนไม่มีใครสังเกตเห็นคนด้านใน และเพียงเสี้ยววิ เธอก็ได้รู้จุดประสงค์ที่เขาทำเช่นนี้แล้ว คือมีนักข่าวตามเธอออกมาตั้งแต่ด้านในเพื่อที่จะมาซุ่มทำข่าวครอบครัวของเธอ แต่พอรามินทร์ช่วยเธอแล้ว คนที่ต้องรับกรรมนี้ก็คือสองแม่ลูกที่กำลังยืนเถียงกันอยู่ในห้องน้ำแทน
พราววลินมองไปทางอื่นไม่ได้เลยยกเว้นอกแกร่งที่กำลังขยับเข้าออกจากการหายใจ เพราะความสูงของเธออยู่เพียงแค่หน้าอกของเขาเท่านั้นแม้จะใส่ส้นสูงสูงแค่ไหนก็ตาม ดารานักแสดงชายที่เธอเคยแสดงด้วยไม่มีสูงถึงเท่านี้ เขาน่าจะสูงสักร้อยเก้าสิบตามฉบับลูกครึ่ง ทำเอาเธอเหมือนเด็กไปเลย
“นักข่าวไปแล้ว คุณจะถอยไปได้หรือยังคะ”
พราววลินกลั้นใจพูด เธอไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจออกมาเลยแม้แต่น้อยแถมยังรู้สึกเหมือนจะเวียนหัวขึ้นมาอีกด้วย สงสัยเป็นเพราะว่าวันนี้ทั้งวันเธอยังไม่ได้ทานอะไร พอรู้ตัวว่าตนเองหิว ท้องก็ดันร้องขึ้นมาทันทีทันใดทำให้คนสูงกว่าก้มลงมอง ส่วนเธอก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แต่ในใจกลับอยากกรี๊ดออกมาเพราะความอับอาย ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยท้องร้องต่อหน้าใครเลย แถมคนตรงหน้าที่ได้ยินคนแรกเป็นผู้ชายด้วย บ้าจริง!
“ไม่ต้องอายหรอกครับ มันเป็นเรื่องธรรมชาติ”
“ฉันไม่ได้อายสักหน่อยค่ะ”เธอสวนกลับทันควัน แต่นั่นยิ่งยืนยันว่าเธออายจริง ๆ
และระหว่างที่กำลังหาทางแก้ตัว เสียงมือถือของพราววลินก็ดังขึ้น ปลายสายทำให้เธอเลิกคิ้วมองด้วยความแปลกใจ อยู่ใกล้กันแค่นี้ ส่งข้อความมาก็ได้
“ค่ะพี่พิ้งกี้”
“อะไรนะคะ! ค่ะ ๆ พี่พิ้งกี้ไปโรงพยาบาลก่อนเลยก็ได้ค่ะ เดี๋ยวพราวตามไป...แต่ว่า..ก็ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวไปเยี่ยมตอนเช้าแทนแล้วกันนะคะ ขอให้คุณแม่ปลอดภัยค่ะ”
พราววลินวางสายไป บนดวงหน้าสวยมีความเครียดประดับอยู่อย่างปิดไม่มิด“มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
“คุณแม่ของพี่พิ้งกี้เข้าโรงพยาบาลน่ะค่ะ ท่านปวดเข่าอยู่แล้วเดินออกมาเจอพื้นลื่นก็เลยล้ม ตอนนี้อยู่ในมือหมอแล้วล่ะค่ะ”เธอยิ้มตอบก่อนเลี่ยงเดินออกมา แต่ก็ต้องหยุดเดินอยู่ที่เดิมเมื่อนึกได้ว่าตนไม่ได้เอารถมา อีกอย่างผู้ชายคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
“คุณมาที่นี่ได้ยังไง? อย่าบอกนะคะว่าตามฉันมา”เธอส่งสายตาไม่ไว้ใจให้กับอีกฝ่ายจนเขาต้องยกมือห้ามไว้ก่อน “เฮ้ยคุณ ผมไม่ได้ตามคุณมานะ”
“ผมมาที่นี่เป็นตัวแทนแม่เท่านั้นครับ ไม่ได้ตามใครมา ส่วนที่ว่ามาเจอคุณอยู่ตรงนี้ได้ยังไงนั่นก็...เป็นเรื่องบังเอิญน่ะ ผม...ได้ยินคุณคุยกับคุณพ่อของคุณ?”เขาเอ่ยอย่างไม่มั่นใจเท่าใดนัก แต่ก็คงจะเดาถูกเพราะสีหน้าของพราววลินมันบ่งบอกเช่นนั้นจริง ๆ
“คุณได้ยินอะไรไปบ้างคะ?”
“ก็ไม่ได้ยินอะไรมากหรอกครับ คุณ...กับครอบครัวไม่ลงรอยกันเหรอ?”
“ขอบคุณในความเป็นห่วงนะคะ แต่..ฉันขอไม่พูดเรื่องนี้แล้วกัน ขอตัวก่อน”
เมื่ออีกฝ่ายพูดจี้ใจดำก็รีบบอกปัดด้วยความสุภาพและไม่ลืมที่จะยิ้มให้ก่อนหมุนตัวกลับไป รามินทร์ได้แต่มองร่างสวยเดินจากไป พราววลินผู้เป็นดาวประดับค้างฟ้ามีความลับมากมายซ่อนอยู่ภายใต้ความสมบูรณ์แบบของเธอ แต่สิ่งที่เขารู้อีกอย่างคือเสียงของผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าของพราววลิน ช่างเหมือนกับเสียงที่พูดอยู่ในห้องของหมอภูภูมินัก
….
“จะเรียกรถยังไงกันล่ะเนี่ย ฝนตกขนาดนี้”พราววลินร้องโอดอยู่ที่หน้าตึกพาณิชย์อันสูงสง่าของกรุงเทพมหานคร เธอมองมือถือของเธอที่กำลังรันระบบแอพพลิเคชั่นค้นหารถจ้างคันหรูอยู่ แต่จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่ได้รถอยู่ดี
“หิวข้าวจะตายอยู่แล้ว”สีหน้าเริ่มไม่สู้ดี ความหิวและความหงุดหงิดเริ่มเข้ามาพร้อมกัน จะหันกลับไปทานอาหารบนตึกระฟ้านี้ก็ไม่มีของที่เธออยากจะทาน ต้องเป็นร้านอาหารอีสานใกล้คอนโดหรูหรือไม่ก็ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเจ๊แป้งเท่านั้นจริง ๆ
“โอ๊ย! หิวข้าว!!”เธอตะโกนออกมาก่อนจะมองไปที่มือถืออีกครั้งและตัดสินใจโทรหาหมอภูภูมิ คนรักของเธอ “ฮโหลพี่ภูคะ คือ..”
“พราว ตอนนี้พี่ยังไม่ว่าง เดี๋ยวพี่โทรกลับนะคะที่รัก”
ยังไม่ทันที่จะพูดอะไร ภูภูมิก็ตอบกลับมาทันควันและตัดสายเธอในทันที
หญิงสาวมองมือถือในมือก็เกิดเงียบไปก่อนจะถอนหายใจออกมา “เป็นแบบนี้ทุกที”“หิวจัง..แล้วทำไมถึงเรียกรถไม่ได้สักทีเนี่ย!!”
“ไปสิ เดี๋ยวผมพาคุณไปทานข้าวดีไหม?”
เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลัง พราววลินที่แหงนหน้าอยู่ลืมตาขึ้นมองร่มที่กางอยู่เหนือหัวของเธอและเขา “คุณรามินทร์ คุณอีกแล้วเหรอ?”
“จะมาว่าอีกแล้วได้ยังไงครับ วันนี้เราเพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้งเอง”
“ถ้าไม่ติดว่าคุณมาเพราะคุณแม่ของคุณ ฉันก็แอบคิดนะว่าคุณตามฉันมา”
“คุณเป็นคนสวยนะครับคุณพราว แต่ผมไม่ใช่โรคจิตตามใคร เราก็แค่บังเอิญเจอกัน แถมผมยังบังเอิญเข้าไปพัวพันในเรื่องความรักของคุณด้วย”เขาพูดด้วยใบหน้าที่ยังมีรอยยิ้มใจเย็นอยู่ไม่หาย แถมไม่ได้โกรธที่เธอปรักปรำเขาแบบนั้น ทำให้เธอเพ่งพินิจดูแล้วก็ดูเหมือนว่าผู้ชายคนนี้จะไม่ได้โกหก
เขาเป็นถึงเพื่อนของนายจ้างเธอ นายจ้างก็เป็นถึงสปอนเซอร์ใหญ่ของช่องเลยด้วย
คงไม่ได้มีจุดประสงค์ไม่ดีกับเธอหรอกกระมัง“โอเค..ถ้าคุณไม่อยากให้ผมพาไปทานข้าว งั้นผมจะนั่งเป็นเพื่อนจนกว่าคุณจะเรียกรถได้ เอาแบบนี้ดีไหม?”เขาเสนออีกหนึ่งข้อที่ดูน่าสนใจ ใจหนึ่งก็คิดว่ามันจะดีหรือเปล่า แต่อีกใจก็คิดว่า ตอนนี้น้ำย่อยเริ่มกัดกระเพาะเธอแล้ว จะทำยังไงดี
“ฉัน..ฉันอยากทานอาหารอีสานน่ะค่ะ คุณทานเป็นหรือเปล่า?”เธอพูดด้วยเสียงอ้อมแอ้มในลำคอ สมองก็ไม่ได้อยากให้ชวนเท่าไรหรอก รู้อยู่ว่ามันไม่ควร แต่ตัวมันไปเองนี่น่า พอรู้ตัวว่าหิวก็หิวมากจนแทบทนไม่ไหว…มือเริ่มสั่นขึ้นมาอีกแล้ว
“ได้อยู่แล้ว สบายมาก”
….
รามินทร์ขับรถมาตามที่พราววลินบอก ดีที่ตอนนี้ไม่ค่อยมีคน
คนส่วนใหญ่ แม้จะชอบดาราแต่ก็น้อยคนที่จะสนใจเวลาพวกดารานักแสดงออกมาทานข้าวแบบนี้ อีกอย่างคิดซะว่า เป็นการทำความรู้จักเพื่อนใหม่แล้วกัน ถึงแม้ว่าเขาจะอายุมากกว่าเธอหลายปีก็เถอะ“ถ้าคุณไม่สบายใจ คุณใส่แว่นของผมไปก็ได้นะ”มือหนาของนายหัวรามินทร์ยื่นแว่นกันแดดสีดำให้คนข้าง ๆ เธอเองก็จำเป็นต้องรับมาอย่างเสียไม่ได้ แต่อยู่ ๆ ก็ชะงักมือก่อนใส่ แล้วมองไปที่ชุดของตนเองในตอนนี้
“ใส่ไปก็ไม่ได้ช่วยให้เด่นน้อยลงหรอกค่ะ เอาคืนไปเถอะ”เธอยื่นมันกลับมาให้เขา จริง ๆ คนแถวนี้ก็ชินกับการแต่งตัวของเธอกันแล้วล่ะ นี่แหละข้อดีของการเป็นลูกค้าประจำ ไม่มีใครมองและไม่มีใครสงสัย
ทั้งสองคนลงมาทานอาหารกันภายในร้าน โชคดีที่มีโต๊ะมุมลับว่างอยู่ ทำให้เธอสบายใจได้หนึ่งเปราะว่าจะไม่มีคนรู้ สมัยนี้ต่อให้จะบริสุทธิ์ใจแค่ไหนแต่คนที่จ้องจะทำลาย ยังไงมันก็จะหาวิธีการต่าง ๆ มาทำลายเธออยู่ดี
แต่ตอนนี้ช่างมันก่อน จะอะไรก็ช่างเถอะ ตอนนี้เธอขอดื่มด่ำกับของชอบของตนเองก่อนแล้วกัน จะเป็นข่าวอะไรก็ค่อยว่ากันอีกที
“หืม~ อร่อย!”มุมปากยกขึ้น แววตาเป็นประกายดูพอใจกับสิ่งที่ทานเข้าไป
สำหรับเขา ถ้านี่เป็นการรีวิวอาหาร ก็คงจะเป็นการรีวิวที่ดูจริงใจที่สุดเท่าที่เคยมีมาแล้ว“คุณไม่ทานเหรอ”พราววลินเงยหน้าขึ้นมอง เธอเผลอทำตัวโก๊ะต่อหน้าคนอื่นไปซะแล้วหรือเนี่ย แต่ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ อาหารอร่อยจะตาย ใครจะไปอดใจไหว
“ผมทานไปแล้ว นี่ไง”เขาชี้ลงไปที่จานของตนเอง
“ทานไปนิดเดียวเอง ทานอีกหน่อยสิ”
“แค่มองคุณทานก็อิ่มแล้ว นี่คุณน่าจะทำรายการอาหารด้วยนะ รับรองว่ารุ่งกว่าเดิม”
“นี่ฉันกินเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่ ๆ ไม่ทานแล้ว”หญิงสาววางช้อนส้อมลงและรีบเช็ดมือทันที จากที่ยังมีความสุขกับอาหารอยู่กลายเป็นกังวลใจแทน
“ผมไม่ได้ว่าคุณทานเยอะเลยนะ แค่...แค่มองแล้วรู้สึกว่าคุณทานได้อร่อยดี”
“ถ้าคนรีวิวแบบที่คุณทำอยู่ ผมก็คงจะตามมาทานบ้างก็แค่นั้น เพราะคุณดูมีความสุขกับการทานอาหารมาก แล้วมันก็ดูมีความสุขมากจริง ๆ ”คำชมของเขาเข้าไปสะกิดใจของเธอ แล้วก็ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ตัวเองว่าชอบทานอาหารอร่อย ๆ มากแค่ไหน เพียงแต่ว่าตอนนี้มันทำมากไปกว่านี้ไม่ได้ เธอไม่อยากเสียวินัยตัวเอง ได้ทานแค่นี้ก็พอใจแล้ว
“ขอบคุณนะคะ คุณเป็นเพื่อนแทบจะคนแรก ๆ ของฉันเลยที่..มองออกว่าฉันชอบอะไร แล้วก็มองว่าสิ่งที่ฉันทำลงไปเป็นเรื่องธรรมชาติ”
“อย่างเช่น?”
“ก็..ฉันหิวแล้วท้องฉันก็ร้อง ฉันตะโกนว่าหิวข้าวแถมยังแสดงอาการโมโหหิวออกมาอีก จริง ๆ ฉันไม่ค่อยทำแบบนี้หรอกนะคะ”
“ผมถึงบอกไงว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ คุณห้ามมันไว้ตลอดไม่ได้หรอก”
“เออ แล้ว...คุณไปหาหลวงตาทำไมเหรอคะ”หญิงสาวเปลี่ยนเรื่องแทบจะในทันทีจนเขาเกือบตามไม่ทัน “ฉันหมายถึง คุณรู้จักกับหลวงตาเหรอคะ”
“ครับ หลวงตาท่านเป็นเพื่อนกับคุณตาของผม วันนั้นเป็นวันครบรอบที่คุณตาของผมเสียไปก็เลยแวะไปทำบุญกับหลวงตาสักหน่อย เลยได้เจอคุณกับคนรักของคุณน่ะ”
“เสียใจด้วยนะคะ”พราววลินหน้าเสีย รามินทร์ยิ้มบอกไม่เป็นไร แต่พอพูดถึง
หมอภูภูมิ พราววลินก็นึกขึ้นได้แล้วเงียบไป ในใจเธอตอนนี้รู้สึกสับสนอยู่ไม่หาย ไม่รู้ว่า วันพรุ่งนี้จะต้องทำอะไรเป็นอย่างแรกดีระหว่างหาความจริงต่อกับชะลองานแต่งงาน...เธออาจจะต้องทำทั้งสองอย่าง
ไม่ใช่ว่าเธอเชื่อคนง่าย แต่สิ่งที่เธอได้ยินจากรุ้งแก้ววันนี้มันก็มีน้ำหนักมากอยู่ พร้อมกับวันที่เธอไปโรงพยาบาล รุ้งแก้วก็ยังมีอาการแปลก ๆ ใส่เธออีก ฟังหูไว้หู หาความจริงแล้วค่อยสรุปมันน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
“คุณรามินทร์คะ”
“ครับ?”
“คุณช่วย...ช่วยฉันตามหาความจริงบางอย่างหน่อย..จะได้ไหมคะ?”
ตอนที่ 21ไม่ได้ดีที่สุด แต่เข้าท่าที่สุด(จบบริบูรณ์)หลังจากนั้นไม่นานรุ้งแก้วก็คลอดเด็กผู้หญิงออกมาโดยที่ภูภูมิยังอยู่ข้าง ๆ จนถึงวินาทีที่เด็กเกิดขึ้นมา แต่เวรกรรมของทั้งคู่ก็ยังไม่หมดไปเมื่อคุณพิชญะได้มีการคุยกับบิดาและมารดาของภูภูมิว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีพิธีแต่งงาน แม้ว่าตอนที่ภูภูมิรู้จะเอ่ยคัดค้านไปสุดชีวิต เพราะตนได้คิดไว้แล้วว่าจะเลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียว แต่เขาก็ต้องแพ้ให้กับอำนาจของผู้ใหญ่และอำนาจเงินที่บิดามอบให้ถึงแม้ว่าเขาจะโดนไล่ออกจากโรงพยาบาลและอาชีพที่เคยทำ แต่คำว่า ล้มบนฟูกก็ยังใช้ได้เสมอ บิดาของเขาคิดไว้แล้วว่าถ้าหากภูภูมิถูกตัดสินว่าพ้นผิด จะให้เขามาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวจนกว่าจะเรียกความไว้วางใจจากญาติ ๆ และบิดากลับมาได้อีกครั้งหนึ่งส่วนรุ้งแก้ว ตั้งแต่วันนั้นเธอก็เอาแต่เงียบ เธอตั้งใจดูแลลูกของเธออย่างดีราวกับว่าไม่มีอาการทางจิต แต่ก็ถูกหมอตัดสินว่าเธอควรจะได้เข้ารับการรักษา แต่ที่น่าตกใจกว่าคือเธอยอมเข้ารับการรักษาด้วยตนเองโดยที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับให้ทำ ทำให้นิเวศและโสนดีใจมาก แต่มันก็ไม่ได้มากเท่าที่ควร เพราะรุ้งแก้วยังต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นเดิม“ตุ
ตอนที่ 20คำขอโทษแต่ก็ใช่ว่าคำพูดของบุษบาจะไม่เป็นผล หญิงสาวที่พยายามทำให้ตนเองโดดเด่นน้อยที่สุดกลับไม่ได้ทำให้ตนเองโดดเด่นน้อยลงเลย จะมีก็เพียงแต่น้องชายสองคนนี่แหละที่จะพอเสริมให้เธอดูเป็นคนธรรมดาลงได้ตั้งแต่วันนั้นเธอก็นอนคิดอยู่นานว่าจะทำอย่างไรดีกับความรู้สึกสับสนนี้ จึงจับกลุ่มกับพีรัตน์โทรหาพลพนธ์น้องชายคนกลางเพื่อปรึกษากันก็อย่างว่าคนที่พวกเขาเกลียดกลับเป็นบิดาที่ใกล้เข้าสู่ประตูยมโลก เรื่องใหญ่แบบนี้ มารดาที่รักขอมาแบบนี้ก็ต้องมานั่งคุยกันหน่อยล่ะ ไม่อย่างนั้นเธอคงนอนไม่หลับไปทั้งคืนและมันก็ได้ข้อสรุปว่าพวกเขาควรจะไปอย่างน้อยก็ครั้งสุดท้าย สำหรับคนที่พวกเขาเคยคิดว่าเป็นพ่อ“นี่พี่มั่นใจนะว่าชุดนี่เด่นน้อยสุดแล้วน่ะ?”พีรัตน์ถาม“ก็ใช่น่ะสิ ชุดดำแบบคลาสสิคของสาว Working Women เลยนะ ดูเด่นตรงไหนไม่ทราบ”พราววลินตอบพร้อมยืดอกด้วยความมั่นใจ“ทุกตรง”พวกเขาตอบ“ท่าทางของพี่น่ะสิที่ทำให้มันเด่นขึ้นมา”พลพนธ์ตอบเสริมขึ้นอีก“ก็ช่วยไม่ได้ พี่เกิดมาเพื่อรับออร่าความเด่นอยู่แล้ว”พราววลินตอบอย่างมั่นใจ น้องชายสองคนไม่ปฏิเสธกับสิ่งที่เธอพูด พวกเขาเพียงแต่ส่ายหน้าและยิ้มน้อย ๆ ให้พี่สาว
ตอนที่ 19เวรกรรม“ก็ดี เพราะพราวเคยพูดแล้วว่าตัวเองจะไม่มีทางยอมความ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็จะไม่ยอมเด็ดขาด”กลางดึกคืนเดียวกัน หญิงสาวเดินไปมาอยู่ที่ระเบียงชั้นสองใกล้กับห้องนอนของรามินทร์ พร้อมกับเสียงของเขาที่ยังดังอยู่ในหัวของเธอตลอดเวลาเธอไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าตัวเองมีความคิดเล็ก ๆ ที่จะทำแบบนั้นจริง ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่าเด็กในท้องของรุ้งแก้ว แม้เด็กคนนั้นจะเป็นลูกของหมอภูภูมิกับรุ้งแก้ว คนที่แย่งคนรักของเธอก็เถอะ แต่สุดท้ายเพราะคำเตือนของรามินทร์มันก็ทำให้เธอเอนเอียงกลับมาที่ความตั้งใจเดิม“พี่รามนี่เวลาใจดีก็ดีอย่างกับอะไร พอถึงเวลาเด็ดขาดก็เด็ดขาดเป็นบ้าเลย”แต่เธอก็เข้าใจในสิ่งที่เขาบอก ความปลอดภัยย่อมมาเป็นที่หนึ่ง เขาคงจะคิดแบบนั้นถึงได้พูดเตือนสติเธออยู่นัย ๆ หญิงสาวถอนหายใจ ส่ายหน้าน้อย ๆ ให้ตนเองตั้งสติ ในขณะเดียวกันเสียงแจ้งเตือนจากมือถือก็ดังเข้ามา หญิงสาวปัดจอขึ้นลงไปมา แอพข่าวที่เธอเคยติดตั้งไว้แจ้งเตือนข่าวใหม่ล่าสุดขึ้นพร้อมกับพาดหัวข่าวว่า‘มะเร็งในสมองคร่าชีวิต คุณนิเวศ ดุจประการรัตนา ทายาทคนโตผู้สืบทอดตำแหน่งประธานบริษัทของครอบครัว ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล
ตอนที่ 18รู้เสียงวางกระดาษพร้อมกับเสียงเก็บเสื้อผ้าดังเป็นระยะ ๆ ในห้องชุดของคอนโดหรู ทำให้คนที่เพิ่งกลับมาจากการทำงานเต็มเวลารีบเดินเข้ามาดูต้นเหตุของเสียง“รุ้ง ทำอะไรน่ะ? จะเก็บเสื้อผ้าไปไหน?”หมอภูภูมิเลิกคิ้วถามคนท้องใกล้คลอดอย่างแปลกใจ จะว่าเปลี่ยนไปนอนโรงพยาบาลเพื่อเตรียมคลอดก็ไม่ใช่ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นรุ้งแก้วต้องบอกเขาแล้ว...และท่าทางชะงักแบบนั้นนั่นแหละที่ทำให้น่าสงสัยมากกว่าเดิม“จะกลับไปอยู่บ้านเหรอ?”เขาลองถามอีกครั้ง“เปล่าค่ะ”เธอเว้นวรรค “พอดีว่ารุ้งจะไปหาเพื่อนที่อังกฤษ กว่าจะกลับก็คงจะถึงกำหนดคลอด ว่าจะคลอดที่นั่นเลยแล้วค่อยกลับมา”“หมายความว่ายังไง เราตกลงกันไว้แล้วนี่ว่าลูกน่ะเป็นของพี่”“รุ้งก็เคยบอกพี่ไปแล้วเหมือนกันว่ารุ้งไม่ได้ตกลงกับพี่ รุ้งเองก็อยากอยู่กับลูกเหมือนกัน ถ้าพี่อยากได้ลูก ก็ต้องให้รุ้งอยู่ด้วย เราสามคนควรจะเป็นครอบครัวเดียวกัน รุ้งจะไม่ยอมให้ลูกขาดคนใดคนหนึ่งไปหรอกนะ”รุ้งแก้วตอบกลับทันทีอย่างเหลืออด ที่ผ่านมาเธอไม่มีโอกาสได้พูดแบบนี้กับหมอภูภูมิสักที พอครั้งนี้ถึงโอกาสแล้ว เธอก็อยากจะพูดมันออกมาตามความต้องการของตัวเอง“นี่เธอคิดจะทำอะไรกันแน่เนี่ย
ตอนที่ 17ขาดไม่ได้เช้าวันถัดมาพราววลินเริ่มทำงานตามตารางงานปกติของตนเอง ขณะเดียวกันรามินทร์ก็หายตัวไปจัดการกับลูกค้าที่ตอนนี้กำลังก่อความวุ่นวายอยู่จนพนักงานไม่สามารถควบคุมได้ แต่ครั้งนี้มันกลับไม่เหมือนทุกครั้ง เขารู้สึกราวกับว่ามีบางอย่างแปลกไป โดยเฉพาะสถานการณ์เมื่อครู่ที่ลูกค้าเองก็ทำตัวแปลก ๆ ใส่จนพนักงานและเขางงไปตาม ๆ กัน “คิดไปเองหรือเปล่า?”“ลูกค้าคนนั้นชื่ออะไรครับ?”แต่ถึงจะพูดว่าตนเองคิดไปเอง แต่ก็ไม่ได้วางใจจึงเอ่ยถามชื่อของอีกฝ่ายตามสิทธิ์เจ้าของรีสอร์ท “เอ่อ..เมื่อกี้เขากำลังจะเช็คอินแต่อยู่ ๆ ก็โวยวายขึ้นมาก่อน น้อง ๆ ก็เลยยังไม่ทันได้ถามชื่อน่ะค่ะ”ผู้จัดการเป็นฝ่ายตอบแทน“แต่ดูท่าจะเป็นคนไทยนะคะ เมื่อกี้หนูได้ยินเขาพูดโทรศัพท์กับใครด้วย พูดไทยชัดมากเลยนะคะ”พนักงานสาวรีบบอก ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ ร่างสูงเบนทิศทางไปที่ชายหาด เห็นกองรายการกำลังถ่ายทำกันอยู่จึงเดินมองอยู่ไกล ๆ แต่ก็ไม่พ้นสายตาของทีมงานประจำรายการเข้าจึงชูป้ายบอกกับผู้ดำเนินรายการหน้ากล้องเผื่อจะได้ประเด็นเกี่ยวกับรามินทร์มาบ้าง“เออแล้วไม่นานมานี้ เห็นน้องพราวเล่าเร
ตอนที่ 16เป็นเพราะใครกลางดึกสงัดวันเดียวกัน พราววลินเดินไปมาอยู่ที่ระเบียงบ้านชั้นสองในห้องนอนของตนเอง ในมือจับโทรศัพท์เอาไว้ คิ้วสวยขมวดเข้าหากันก่อนจะยกมือถือขึ้นโทรหารามินทร์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับจากเขา “ห้าครั้งแล้วนะ ทำอะไรอยู่?”เสียงเอ่ยขึ้นอย่างกังวลใจ ปกติแล้วหากไม่เจอกัน เขาก็จะเป็นฝ่ายโทรหาเธอตลอด แต่มาวันนี้กลับเงียบหายไป ไม่ส่งข้อความมาบอกกันเลยเสียด้วยซ้ำ“แต่! ไม่ได้สิ เราเองก็มีงานต้องทำเหมือนกัน จะมัวแต่รอเขาแบบนี้มันใช้ได้ซะที่ไหน”ด้วยความที่นิสัยปกติ เธอไม่ใช่คนที่จะมารอมือถือจากใคร เมื่อรู้ตัวก็พยายามไม่สนใจและทำงานของตนเองต่อ แต่ใจเจ้ากรรมก็ทำให้สมาธิหายไป เธอลังเลไปมาจนในที่สุดเสียงมือถือก็ดังขึ้น ทำให้เธอรีบรับมันทันทีโดยที่ไม่ต้องคิด“พี่ราม! ทำไมไม่รับสายคะ”(พี่ไม่ใช่ผู้ชายคนนั้นนะ) แต่เสียงทุ้มของปลายสายทำให้เธอชะงัก ก่อนจะมองดูที่หน้าจอมือถือ และมันก็เป็นอย่างที่เธอคิด คนที่เธอไม่อยากคุยที่สุดโทรเข้ามา“พี่ภูมีอะไรคะ พราวว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะคะ”เธอตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายใจ คนบ้าอะไรเซ้าซี้ไม่เลิกจริง ๆ เธอชักจะสงสารเด็กในท้องข







