เข้าสู่ระบบตอนที่ 8
สั่นไหว
กรุงเทพมหานคร
พราววลินรีบสับเท้าเดินเข้ามาในโรงพยาบาลอย่างรีบร้อน โดยที่เธอไม่ได้สนใจคนรอบข้างที่กำลังมองดูหรือถ่ายคลิปเธออยู่เลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ
หลวงตาปราบปริญที่กำลังนอนให้น้ำเกลืออยู่ตอนนี้“แม่คะ พี”
“พราว”
บุษบาลุกขึ้นยืนและรีบเดินเข้าไปกอดลูกสาว สักครู่หนึ่งรามินทร์ก็เดินตามเข้ามา
ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกต เพราะดูจากท่าทางแล้ว ข่าวของเธอคงยังไม่ได้ซาไปมากนัก หากมีข่าวว่าเดินเข้าโรงพยาบาลมาพร้อมกับผู้ชายที่ไหน พราววลินจะถูกครหาจากคนนอกได้
“คุณราม”
“สวัสดีครับคุณน้า”
“หลวงตาเป็นยังไงบ้างคะแม่”
“ยังทรง ๆ ตัวอยู่ แม่ใจไม่ดีเลยพราว”
“แม่ไม่ต้องกลัวนะคะ พราวจะหาหมอที่เก่งที่สุดมารักษาหลวงตาเองค่ะ”
“แม่ขอโทษนะที่ทำให้ลูกลำบาก”
“แม่ แม่ไม่ต้องโทษตัวเองหรอกค่ะ เรื่องเจ็บเรื่องป่วย ยังไงเราทุกคนก็ต้องช่วยกันดูแลอยู่แล้ว”เธอกอดปลอบมารดาอีกครั้ง เวลานี้คนที่มีสติที่สุดในครอบครัวคงจะมี
แค่พราววลินเท่านั้นหญิงสาวผละออกจากมารดา เธอเดินเข้าไปหาหลวงตาปราบปริญและยืนอยู่ในระยะที่เหมาะสม “หลวงตาคะ”
เสียงของหลานสาวดังขึ้นข้างหู หลวงตาปราบปริญลืมตาขึ้นมองคนมาใหม่
“โยมพราว โยมหลานเป็นยังไงบ้าง”เสียงแหบแก่ที่ใกล้หมดแรงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม ทำเอาใจคนฟังหล่นตุบ เธอพยายามกลั้นความอ่อนแอเอาไว้และแสดงเพียงสีหน้ายิ้มให้กับหลวงตาท่านเท่านั้น
“พราวสบายดีค่ะ หลวงตาเจ็บตรงไหนหรือเปล่า หายใจออกไหม”
หลวงตาปราบปริญไม่ตอบ เพียงแค่พยักหน้าให้
“รอโยมพนธ์มา”
ท่านว่าสั้น ๆ เพียงเท่านั้นก็ทำให้พราววลินรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้ท่านเริ่มไม่ไหวแล้ว
แต่เธอไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น หญิงสาวยิ้มรับกับคำตอบและเดินออกมาที่ระเบียงก่อนจะกดโทรหารุ่นพี่ที่รู้จักด้วยมือที่เริ่มสั่น “เดี๋ยวผมช่วย”“ผมมีเพื่อนเป็นหมอที่เก่งทางด้านนี้อยู่หลายคน”
“ฉัน...ฉันไม่ชอบการลาจากแบบนี้เลย”หญิงสาวพยายามข่มไม่ให้เสียงสั่น คำว่า ‘กลัว’ ไม่เคยหลุดออกจากปากของพราววลิน แต่มันดันฝังอยู่ในใจจนปวดหนึบ สิ่งที่เธอกลัวพอ ๆ กับสัตว์เลื้อยคลานก็คงจะเป็นการจากลาแบบไม่มีวันหวนกลับ จากลาแบบไม่รู้ว่าคนไปจะไปอยู่ที่ไหนและเป็นอย่างไรบ้าง เธอไม่ชอบ ไม่ชอบเลย
แต่ความอ่อนแอนั้นกลับถูกกระตุ้นให้แสดงออกมา ชายหนุ่มคว้าตัวหญิงสาวเข้ามากอดไว้ พราววลินชะงักกับอ้อมกอดนั้นก่อนที่จะมีไออุ่นจากมือหนาลูบหัวของเธอเบา ๆ
น้ำตาเริ่มไหลออกมาจากดวงตาหงส์ เธอพยายามร้องไห้ให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ มือเรียวสองข้างค่อย ๆ ยกขึ้น มันสั่นไปหมด สั่นจนต้องกัดฟันเอาไว้
สุดท้ายเธอก็ไม่ได้กอดตอบเขา
พราววลินละมือทั้งสองข้างลง เธอพยายามเม้มปากไว้สุดกำลัง แต่น้ำตาก็ยังเอ่อออกมาจนเปียกเสื้อเชิ้ตสีขาวของอีกคน อย่างที่ใครเขาบอก ดวงตาไม่สามารถเก็บความจริงเอาไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นสายตาหรือน้ำตา ดวงตาก็ไม่สามารถเก็บอะไรไว้ได้เลย
“มันจะไม่เป็นอะไรคุณพราว จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น”
“ขอบคุณนะคะ”เธอผละตัวออกก่อนส่ายหน้าไปมา
“ที่คุณบอกว่ามันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันไม่จริงเลย ที่ฉันร้องไห้ เพราะฉันรู้ว่าสุดท้ายแล้วมันจะกลายเป็นเรื่องจริง ฉันถึงต้องร้องออกมา ฉันไม่ต้องการให้ตัวเองร้องไห้เมื่อวันนั้นมันมาถึง ฉันไม่ต้องการให้แม่กับน้องเห็นความอ่อนแอของฉัน”
“แต่สุดท้ายแล้ว แม่กับน้อง ๆ ของคุณก็เป็นคนที่จะอยู่กับคุณในวันที่คุณอ่อนแอ”
“แค่นี้แม่ฉันก็อ่อนแอมากพอแล้ว ถ้าฉันอ่อนแอไปอีกคน เสาค้ำบ้านก็คงจะส่ายไปมา ถ้าทุกคนอ่อนแอ ทุกอย่างก็จะยิ่งแย่ลง”
“คุณเข้มแข็งมามากพอแล้วคุณพราว มนุษย์ทุกคนมีมุมที่อ่อนแอ คุณเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ผมรู้ว่าคุณเก่ง แต่คนเราไม่สามารถเข้มแข็งหรือเป็นเสาค้ำจุนให้ใครได้ทุกครั้ง”
“คุณไม่เข้าใจหรอก”เธอเว้นวรรคและใช้มือค้ำราวกั้นระเบียงไว้ “บางที...ฉันก็อิจฉาคุณเหมือนกัน ครอบครัวของคุณเหมือนอยู่คนละโลกกับครอบครัวของฉัน คุณเกิดมาและได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี คุณแสนดีและมองโลกในแง่บวก ต่างจากฉันที่...ที่เป็นเด็กมีปมในใจ มองโลกในแง่ลบ คิดว่าต้องเข้มแข็งและอดทน”
“ฉันอิจฉาคุณ อิจฉาคุณที่มีครอบครัวครบพ่อแม่ลูก พ่อคุณรักแม่คุณ รักคุณกับน้อง ให้เกียรติและไม่เคยทำร้ายร่างกายแม่คุณหรือลูก ๆ เลยสักครั้ง ฉันอยากมีพ่อแบบนี้บ้าง แต่ฉันไม่มี”
“คุณพราว”
“เพราะฉันไม่มีพ่อที่ดี ฉันเลยตั้งใจว่าจะไม่มีวันมีสามีที่เหมือนกับพ่อตัวเอง ฉันถึงตัดสินใจตัดขาดกับพี่ภู แม้มันจะเจ็บแต่มันก็จบ”
“ที่ฉันพูดไปทั้งหมด คุณเข้าใจฉันบ้างหรือเปล่า? คุณเข้าใจหรือยังว่าทำไมฉันถึงอ่อนแอไม่ได้”เธอหันหน้ากลับมาทั้งน้ำตา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไป เธอก็หัวเราะน้อย ๆ ออกมา “แต่คุณคงไม่เข้าใจหรอก เพราะเราอยู่คนละโลกกัน ถ้าฉันเป็นดาว คุณก็คงเป็น
ดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์บนโลกนี้ไม่มีวันเจอกับดวงดาว”“ใช่ ผมไม่เข้าใจอย่างที่คุณพูดจริง ๆ ”
“แต่ผมจะยังนั่งอยู่ข้าง ๆ คุณเหมือนเดิม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม”
“บนโลกนี้ ดวงอาทิตย์และดวงดาว เป็นแค่ภาพที่คุณต่างคิดไปเองว่า มันไม่มีทางได้เจอกัน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ในจักรวาลนี้ดวงอาทิตย์กับดวงดาวพบเจอกันอยู่ตลอดเวลา และมันก็เป็นแบบนั้นมานานแล้ว โลกของดวงอาทิตย์อย่างผมไม่มีกลางวัน มีแต่กลางคืนที่มีดวงดาวเท่านั้นแล้วมันก็จะเป็นแบบนั้นตลอดไป”
แววตาของชายหนุ่มหนักแน่นจนเธออยากรู้สึกยอมแพ้เสียตอนนี้ แต่ใจที่ยังจมอยู่กับความทุกข์ยังคงฉุดรั้งเธอเอาไว้ มือเรียวยกขึ้นปาดน้ำตา ขณะเดียวกันเสียงประตูบานเลื่อนก็ถูกเปิดออก “พี่พราว”พีรัตน์เรียก
“หมอเรียกไปคุยเรื่องหลวงตาน่ะครับ พี่จะให้ผมไปไหม?”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ไปเอง อยู่เป็นเพื่อนแม่นะ”
หญิงสาวเดินกลับออกไป พีรัตน์สังเกตเห็นเนื้อผ้าเสื้อเชิ้ตของชายหนุ่มเปียกชุ่มก็พอจะเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ชายหนุ่มเดินเข้ามา เขายืนเอามือค้ำราวกั้นไว้
“คุณชอบพี่พราวจริง ๆ ใช่ไหม”
“แม่เล่าว่าคุณกับพี่พราวเคยเจอกันมาก่อน แต่ตอนนั้นพี่พราวยังเด็กมาก
ถ้าคุณบอกว่าคุณชอบพี่พราวตั้งแต่ตอนนั้น ผมจะถือว่าคุณโกหก”รามินทร์ยังไม่ตอบ เขาหันหน้ามาค้ำราวกันเช่นเดียวกับพีรัตน์ สายลมขนาดปานกลางโชยเข้ามาเพราะอยู่บนที่สูง ความเงียบเริ่มเกิดขึ้นระหว่างบนสนทนา
“แล้วตอนนี้คิดยังไง?”พีรัตน์เปลี่ยนคำถาม
“ตอนนี้ก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหน แต่พอรู้ตัวอีกที มันก็อยู่ในใจและอยู่ในความคิดไปแล้ว ผมอยากทำให้เธอมีความสุข อยากทำให้เธอยิ้ม”
“งั้นก็รู้ไว้ด้วยนะว่าผมกับพี่พนธ์รักและเป็นห่วงพี่พราวมาก พี่พราวเป็นพี่สาวคนเดียวของพวกเรา ถึงแม้ว่าพี่พราวจะเก่ง จะดูแลตัวเองได้ แต่พวกเราก็ไม่อยากให้ใครมาทำร้ายพี่สาวของพวกเราอีกแล้ว ถ้าคุณคิดจะเข้ามา คุณต้องเข้ามาด้วยความจริงใจและหนักแน่นกับความรู้สึกของตัวเอง ถ้าคุณไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถรักผู้หญิงที่ทำแต่งาน
งาน งานได้ คุณก็ควรจะออกไปจากชีวิตของเธอซะ อย่าฝืนจนกลายเป็นทำร้ายกัน”“แต่ถ้าคุณมั่นใจและแน่วแน่จริง ๆ ผมจะเป็นคนช่วยคุณเอง ผมว่าผมคงมองคนไม่ผิด”พีรัตน์ยื่นมือออกไป รามินทร์ก้มลงมองมือนั้นก่อนปรายตาขึ้นมองน้องชายสุดท้องของหญิงสาว “ผมไม่ใช่คนโลเล ถ้าผมรู้ตัวว่ารู้สึก ก็คือรู้สึก ตอนนี้ผมยังไม่อยากได้ความช่วยเหลือจากใคร แต่ถ้ามีอะไรที่อยากให้ช่วย ผมจะเลือกคุณเป็นคนแรก”
มือหนาเอื้อมไปจับกับมือที่ยื่นออกมาเป็นการทำข้อตกลงกันระหว่างน้องชายและว่าที่พี่เขยคนใหม่ พีรัตน์ยิ้มพอใจกับคำตอบของรามินทร์ เขาเองก็เพิ่งเข้าใจว่าทำไมพลพนธ์และบุษบาถึงได้เชื่อใจรามินทร์ขนาดนั้น ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่ควร ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว
….
“ผลตรวจของหลวงตาไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมาก แต่ร่างกายของหลวงตาและใจของหลวงตาปฏิเสธการรักษา”พราววลินถอนหายใจหลังจากออกมาจากห้องตรวจของหมอประจำตัวหลวงตาปราบปริญ ตอนนี้หัวของเธอปวดตุบจนไม่อยากจะพูดอะไรทั้งนั้น
“หลวงตาปฏิเสธการรักษา หมายความว่ายังไง?”พีรัตน์เองก็ไม่ต่างจากพี่สาว
พวกเขาต้องออกมาคุยกันที่ระเบียงลานกว้างซึ่งเป็นส่วนกลางของโรงพยาบาล เพราะไม่อยากให้มารดาเสียขวัญไปมากกว่านี้“หลวงตาบวชเป็นพระ พี่ว่าก็น่าจะเป็นเพราะปลงสังขารมากกว่า เหมือนท่านรู้อยู่แล้วว่ายังไงท่านก็ต้องไป ทำให้ท่านปฏิเสธการรักษา”
“เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ยิ่งหลวงตาบวชเป็นพระแล้วยิ่งแล้วใหญ่ พอเจ็บป่วยขึ้นมา หลวงตาก็เลย...ไม่อยากฝืนสังขารตัวเองต่อ”
“ผมกลัวแม่จะเสียใจ”พีรัตน์เริ่มน้ำตาคลอ เขาพยายามพ่นลมหายใจเพื่อทำให้ตนเองใจเย็นลง แต่มันก็สุดความสามารถ ส่วนพี่สาวก็ยกมือลูบไหล่น้องชายคนเล็ก ตอนนี้คงได้แค่ทำใจและรอพลพนธ์กลับมาตามความต้องการสุดท้ายของหลวงตาปราบปริญ
แต่เธอไม่มีวันรู้ ความต้องการสุดท้ายที่แท้จริงของหลวงตาปราบปริญ
ภายในห้องพักคนไข้ รามินทร์ยืนอยู่ข้างเตียง ตอนนี้มีเพียงเขาและหลวงตาปราบปริญอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง
“หลวงตาครับ”
“โยมราม”
หลวงตาปราบปริญเรียกแทรกขึ้นก่อน เพราะท่านรู้ว่ารามินทร์กำลังจะพูดอะไรต่อ ท่านกวักมือเรียกชายหนุ่มให้เข้ามาใกล้ ๆ และคลี่ยิ้มบาง ๆ ออกมา
“ฝากดูแลโยมพราวด้วยนะ ถ้ารัก..อย่าทำให้โยมพราวเจ็บช้ำน้ำใจเหมือนอย่างที่ผู้ชายคนอื่นทำ อาตมาเป็นพระ พูดมากเรื่องทางโลกไม่ได้ พูดแค่นี้โยมหลานน่าจะเข้าใจ”
“ครับ ผมเข้าใจ คำฝากฝังของหลวงตา ผมจำได้ทุกอย่าง ผมไม่มีวันลืม”
ท่านยิ้มให้คนตรงหน้าอีกครั้งก่อนจะหลับตานอนพักผ่อนเช่นเดิม ชายหนุ่มนั่งเฝ้าอยู่สักพัก พราววลินและพีรัตน์ก็กลับเข้ามา “หลวงตาหลับเหรอคะ”
“ครับ เพิ่งหลับไปไม่นาน”
“แล้วแม่ล่ะคะ”
“คุณน้ากลับไปแล้ว เหมือนว่ามีขนมต้องส่งลูกค้า”
“ผมว่าพี่กับคุณรามก็น่าจะกลับด้วยนะครับ พี่เป็นผู้หญิง อยู่ในห้องนี้คงจะไม่เหมาะเท่าไร เดี๋ยวผมเฝ้าหลวงตาเอง”
“งั้นเดี๋ยวพี่จ้างบุรุษพยาบาลมาอยู่ด้วยแล้วกันนะ พีเองก็ต้องทำงานเหมือนกัน
ลาตลอดไม่ไหวหรอก”น้องชายยิ้มให้พี่สาว พราววลินเดินกลับออกมาพร้อมกับรามินทร์ สถานการณ์ตอนนี้ทำเธอเครียดจนลืมไปว่าตอนนี้เธอกำลังเดินอยู่กับผู้ชายคนอื่นในที่สาธารณะ “ผมว่าคุณเดินไปก่อนดีกว่า ถ้ามีใครมาเห็นมันจะดูไม่เหมาะ”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ใครจะเห็นก็ปล่อยให้เห็นไปเถอะ ตอนนี้ฉันเหนื่อยที่จะปิดบังตัวเองแล้ว ถึงพวกเขาจะเล่นข่าวฉันกับคุณยังไง ความจริงก็ยังเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ”
“สมัยนี้ คนโดนกระทำมูฟออนไวมีถมเถไป ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น”
เธอกลับมายิ้มอีกครั้งเพื่อให้เขาเห็นว่าเธอไม่เป็นอะไร แต่วูบหนึ่งก็ฉุดคิดขึ้นมาได้ว่าเธอพูดกับเขาแรงเกินไปหน่อย
คนเขาอุตส่าห์ปลอบ เธอกลับไปทำตัวงี่เง่าใส่เขาซะได้
“ฉันขอโทษนะคะที่พูดไม่ดีกับคุณไป”เมื่อรถคันหรูแล่นจอดเทียบหน้าคอนโด พราววลินก็รีบขอโทษชายหนุ่มข้าง ๆ ทันที “ขอโทษ? เรื่องอะไรครับ”
“ก็เรื่องที่ฉันพูดไป คุณอุตส่าห์ปลอบฉัน แต่ฉันกลับทำตัวงี่เง่าใส่คุณ แบบนี้ไม่น่ารักเลย”เธอแสดงความรู้สึกผิดออกมา แต่ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรเธอเลยแม้แต่นิดเดียว “ผมไม่โกรธคุณหรอก”เขาบอก
“ผมบอกแล้วไงว่าถึงผมจะไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณรู้สึก แต่ผมก็จะยังนั่งอยู่ข้าง ๆ
คุณเสมอ แล้วผมก็คิดว่าสักวันหนึ่งผมจะต้องเข้าใจในสิ่งที่คุณเจอและรู้สึก ผมจะอยู่ข้าง ๆ คุณ”“ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกผิดไปใหญ่เลย”
“ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกครับ เด็กดี”มือหนายกมือลูบหัวเบา ๆ ทำให้เธอพลางคิดไปว่า คนอะไร ตามใจเก่งจริง ๆ “งั้น...ไว้ฉันทำอาหารให้ทานแล้วกันนะคะ”
“เป็นรางวัลของคนใจดี”เธอนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเสนอความคิดออกไป
“ไหนว่าทำอาหารไม่เป็นไงครับ?”เขาหัวเราะน้อย ๆ ด้วยความเอ็นดู
“ก็...ถ้าลองทำแล้วทำไม่ได้ก็ให้คุณทำแทนไงคะ ไปละ! เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ”กล่าวจบก็รีบเดินลงรถไปปล่อยให้เขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว
….
“นี่แหละเรียกว่าชวนออกเดต ชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์!”ธนาตบเข่าฉาดใหญ่ ว่าแล้วเชียวว่าที่ไอ้เพื่อนรักหายหน้าหายตาไปไม่ติดต่อกลับมาเป็นเพราะว่ากำลังดามใจสาวสวยอย่างพราววลินอยู่นี่เอง
ตั้งแต่วันที่พราววลินล่มงานแต่งงานก็มีข่าวว่าพราววลินหายตัวไป โซเชียลก็ไม่เคลื่อนไหว รูปก็ไม่ลง สตอรี่ก็ไม่ถ่าย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้นนอกจากมีคนเห็นเธอไปโผล่อยู่ที่สงขลากับมารดา หลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้ข่าวเธออีกเลย ทุกคนต่างคิดว่าเธอหนีไปพักใจก็เท่านั้น ซึ่งนั่นก็เป็นการดี เพราะตั้งแต่ข่าวนี้ออกไป คนก็กลับไปดูละครที่เธอเล่นมากขึ้น และกลับไปขุดอดีตของตระกูลดุจประการรัตนาต่อว่าทำไมพราววลินถึงไม่ใช้นามสกุลของบิดาแต่กลับใช้นามสกุลของมารดาแทน
“เพ้อเจ้อ ออกเดตอะไรกันล่ะ”
“เอ้า ฉันพูดจริงนะเนี่ย แค่คนรู้จักกันไม่เห็นต้องทำขนาดนี้เลย ฉันว่าคุณพราวเธอก็คงแอบมีคิดบ้างแหละ”
“อีกอย่างตอนนี้คุณพราวเธอก็ไม่ได้มีใคร ถ้าแกจะเข้าหาเธอก็คงไม่แปลก แต่ก็นะ อย่างเธอที่เป็นดาวประดับค้างฟ้าแบบนั้นก็ต้องมีหนุ่ม ๆ มาสนใจอยู่แล้ว นี่เพื่อนของเพื่อนฉันก็ฝากถามมาเหมือนกัน ให้ฉันไปถามไอ้วีต่อว่า คุณพราวเธอโสดแน่แล้วใช่ไหม”ธนาพูดยุ
แต่นั่นมันก็เป็นเรื่องจริง เมื่อหลายวันก่อนเพื่อนที่เคยเล่นกอล์ฟด้วยกันแอบถามเขา เพราะเห็นว่าพราววลินเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับบริษัทของปฐวีอยู่“แบบนี้ต้องรีบทำคะแนนนะ”
“แต่..อีกนัยหนึ่ง ฉันเป็นคนทำให้เขาเลิกกันนะ”
“ห้ะ?”
“แกจำเรื่องที่ฉันถามแกได้ไหม วันที่คุณพราวเธอไปถ่ายแบบที่ร้านของเรา”
ธนาขมวดคิ้วตึงนึกอยู่ครู่หนึ่งก็ร้องอ๋อ แต่พอคิดอีกทีก็ไม่เห็นจะผิดตรงไหน
แค่หวังดีช่วยผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้นเอง “ก็ไม่เห็นจะผิดตรงไหนเลย”“แกบอกว่าแค่เตือนเขาไม่ใช่เหรอ เตือน ผู้หญิงเอะใจ ตามสืบเอง รู้เรื่อง แฉ
บอกเลิก เขาทำเองทั้งนั้น แกไม่ได้เข้าไปแทรกกลางเขาสักหน่อย ความรัก ความใกล้ชิดมันเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์พวกนั้นไม่ใช่เหรอ”“ก็ใช่ แต่ว่า...”
“จะมาเป็นคนดีอะไร ตอนนี้เขาไม่มีใคร ถ้าชอบก็จีบไปเลย จีบไปเหอะ ก่อนที่จะมีสุนัขคาบไปรับประทาน คนสวย ๆ แบบนั้นโสดได้ไม่นานหรอกจะบอกให้”
“แต่...เท่าที่แกเล่ามา เขาไปอยู่บ้านแกมาสักพักเลยนี่ แถมไปเจอพ่อแม่แล้วด้วย แถม! รู้จักกันอยู่แล้วด้วย! แบบนี้ไฟเขียวทั้งครอบครัว!”
“ครอบครัวไฟเขียว แต่เจ้าตัวไม่ได้ไฟเขียวนี่หว่า”รามินทร์พูดเสียงเบา แต่มันกลับเข้าหูคนหูดีอย่างธนา “ก็นั่นแหละยิ่งต้องสู้ จะให้เขาไฟเขียวเลยก็คงจะไม่ไหว เขาเพิ่งผ่านอะไรมา แกก็รู้ ความรักต้องใช้เวลา แกน่ะต้องอยู่ข้าง ๆ เขา”
“เหมือนที่แกเป็นใช่ไหม”รามินทร์ย้อนคำถาม ทำให้อีกคนชะงักไป
“ความรักต้องใช้เวลา แต่การไปวอแวเขาโดยที่ตัวเองยังคงปากแข็ง ไม่บอกรัก
ไม่ตามหาความจริงให้เขาเชื่อว่าแกซื่อสัตย์กับเขามาตลอด แบบนี้เวลาก็ไม่ช่วยอะไรนะ”“ไหงย้อนมาเรื่องฉันได้วะเนี่ย”ธนาเอนหลังลงที่พนักพิง ก็จริงอย่างที่เพื่อนพูด
แต่เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารัดเกล้าไปเห็นเขามีคนอื่นตอนไหน แต่เขามั่นใจเลยนะว่าที่ผ่านมาเขาไม่เคยทำเรื่องแบบนั้นกับเธอจริง ๆ“เอาน่า ตอนไอ้วีมันยังสู้ได้เลย เราก็ต้องสู้เพื่อความรักของตัวเองเหมือนกัน”
ชายหนุ่มลูกครึ่งสเปนตบบ่าเพื่อนสนิทผู้ร่วมชะตาเดียวกัน ถึงธนาจะไม่พูดแบบนั้น เขาก็รู้อยู่แล้วว่าตัวเองควรจะทำยังไง แค่รู้สึกผิดที่ทำให้พราววลินและภูภูมิเลิกกัน แต่มันก็ตามที่เพื่อนพูด ถ้าขืนเขายังมัวแต่รู้สึกผิด สุดท้ายมันก็อาจจะสายเกินไปจนแก้ไขไม่ทัน….
(นี่พี่กับพี่พราวไปไหนกันน่ะ ไม่เห็นบอกใครไว้เลย) วันรุ่งขึ้นปัญณพรโทรมาแวดใส่เขาแต่เช้าตรู่ เพราะเขาและพราววลินหายออกจากบ้านมาสองวัน ไม่ได้บอกใครเอาไว้ รู้เรื่องแล้วก็รีบเดินทาง มัวแต่ยุ่งจนลืมโทรกลับไปที่บ้าน
“ขอโทษ ๆ ขอโทษครับคุณแม่ พอดีพี่กับพี่พราวมีธุระต้องทำที่กรุงเทพฯ น่ะ
ก็เลยมาแบบไม่ได้บอกก่อน มันเป็นเรื่องด่วนจริง ๆ เดี๋ยวไว้พี่กลับไปแล้วจะเล่าให้ฟัง”(กรุงเทพฯ เหรอคะ? แล้วแบบนี้พี่พราวจะกลับมาด้วยหรือเปล่า)
“นั่นสิ พี่ก็..ไม่รู้เหมือนกัน”
ปัญณพรเงียบไป แม้จะเป็นแค่เด็กมัธยมปลาย แต่ก็พอจะรู้ว่าความรักของผู้ใหญ่เป็นอย่างไร เท่าที่จำความได้ พี่ชายของเธอไม่เคยมีคนรักมาก่อน ก็คงจะยากไปซักหน่อยกับการพิชิตใจสาวงาม แต่เด็กน้อยก็ยังคงเป็นเด็กน้อย รู้หลักการเบื้องต้นแต่ไม่รู้วิธีการ
(พี่รามต้องพาพี่พราวกลับมาเที่ยวที่นี่อีกนะคะ)
กล่าวเพียงประโยคนั้นทิ้งท้ายไว้ก่อนวางสายไป รามินทร์มองหน้าจอมือถือของตนเองแล้วก็ถอนหายใจ เขาก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเหมือนกัน เขาเองก็ไม่รู้ว่าหลังจากจบเรื่องนี้แล้ว พราววลินจะตัดสินใจยังไง
“ก็นั่นแหละยิ่งต้องสู้ จะให้เขาไฟเขียวเลยก็คงจะไม่ไหว เขาเพิ่งผ่านอะไรมา แกก็รู้ ความรักต้องใช้เวลา แกน่ะต้องอยู่ข้าง ๆ เขา”
คำพูดของเพื่อนสนิทผุดขึ้นมาในหัวพร้อมกับภาพเก่า ๆ ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของใจ ภาพของเด็กน้อยอายุเจ็ดขวบที่เขาสวมมงกุฏดอกไม้ให้กับภาพของมือเล็ก ๆ กำลังสวมมงกุฏให้พี่ชายย้อนกลับเข้ามาในกล่องความทรงจำ
“หนูให้พี่เหรอคะ”เด็กหนุ่มอายุสิบเก้าปีมองมงกุฏดอกไม้ที่เด็กน้อยตั้งใจทำขึ้นมา เธอยื่นมันคืนกลับให้เขาบ้างหลังจากที่เขาสวมอีกอันหนึ่งให้เขาแล้ว “ใช่ค่ะ พี่รามใส่นะ”
“งั้นน้องพราวก็ใส่ให้พี่สิคะ”เขานั่งย่อลงก่อนจะก้มหัวให้อยู่ในระดับมือของ
พราววลิน เด็กน้อยยืดตัวขึ้นและสวมมันให้กับเขาทันทีพร้อมกับหอมแก้มทั้งสองข้างของรามินทร์ “พี่รามเป็นเจ้าบ่าวของหนูแล้ว ต่อไปนี้พี่รามห้ามมีคนอื่นนะ”“ไปจำมาจากไหนเนี่ย”
“จำมาจากคุณอาค่ะ”เด็กน้อยพูดอย่างมั่นใจ
“รู้ไหมพูดแบบนี้ไม่ดีนะคะ เรายังเด็กอยู่เลย”
“แล้วตอนไหนหนูถึงจะแต่งงานกับพี่รามได้ล่ะ”เด็กน้อยเอียงคอถามอย่างไม่เข้าใจ ทำเอาเด็กที่เพิ่งจะแตกหนุ่มได้ไม่เท่าไรถึงกับไปไม่เป็น เขาไม่เคยมีน้องสาว ไม่เคยได้ยินแบบนี้จากใคร จะไปรู้ได้ยังไงล่ะนี่
“งั้นหนูก็ต้องโตก่อน ตอนนี้ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ เข้าใจไหมคะ”
“อืม...งั้นระหว่างรอหนูโต พี่รามห้ามมีใครนะคะ พี่รามรอเป็นเจ้าบ่าวของหนูนะ”
พอนึกไปแล้ว เขากลับหลุดยิ้มออกมา ไม่อยากจะเชื่อว่าแค่คำพูดของเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะกลายเป็นคำสาปให้เขาไม่มีใครจริง ๆ ทั้งที่เขาคิดว่าตัวเองลืมไปแล้วแต่มันกลับไม่ใช่อย่างที่คิดเลย ภาพทุกอย่างมันยังชัดเจน จนทำให้จำได้ว่า เขาเอ็นดูเธอมาก จนถึงตอนนี้เมื่อกลับมาพบกันอีกครั้ง ความรู้สึกก็ยังคงชัดเจน แต่เวลามันก็ทำให้บางอย่างเปลี่ยนแปลงไป จากเอ็นดูเหมือนน้องสาว วันนี้กลับ...กลายเป็นพี่ชายคิดไม่ซื่อไปซะแล้ว
“เป็นเอามากนะเนี่ยเรา”
….
ฟึบ!
เสียงถุงผ้าจากซุปเปอร์มาเก็ตวางลงบนเคาท์เตอร์หินอ่อนในครัวของบ้านเธอ หลังจากที่ไปเยี่ยมหลวงตาปราบปริญพร้อมกับเขาและมารดามาแล้วก็ได้รับข่าวดีจากหมอเจ้าของไข้ว่า หลวงตาปราบปริญอาการดีขึ้นแล้ว ทำให้พราววลินและครอบครัวเบาใจไปได้มาก
“วันนี้พราวจะทำอาหารแบบที่พราวถนัดให้คุณทานเป็นการขอบคุณที่คุณไม่โกรธและช่วยฉันเรื่องหลวงตา”
“จะทานได้หรือเปล่าก็ไม่รู้”มารดาพูดแซวลูกสาว แม้จะเคยสั่งเคยสอนเรื่องงานบ้านงานเรือนไปจนหมดแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าพราววลินได้เอาไปใช้บ้างหรือเปล่า
“โหแม่คะ แต่ก็จริง ถ้าทานไม่ได้ แม่ก็ทำให้พราวทานแทนไง”เธอเดินเข้าไปออดอ้อนมารดา ทำเอาบุษบาเกิดหมั่นเขี้ยวดึงแก้มลูกสาวไปที เวลาที่พราววลินอยู่กับมารดาช่างต่างกับตอนที่อยู่คนเดียว เธอดูอ่อนโยนและขี้อ้อนมากขึ้น เป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ดูไม่มีพิษภัย แต่กลับกันเมื่อเธออยู่กับคนอื่นเธอก็จะปฏิบัติตัวอีกแบบ แต่คนที่เธอรักมาก
จริง ๆ คงจะมีเพียงแค่คน ๆ เดียวก็คือแม่ของเธอดวงตาคมของลูกครึ่งสเปนมองรอยยิ้มของหญิงสาวตรงหน้าที่กำลังยิ้มให้มารดา จนเผลอคิดไปว่าตัวเองก็อยากได้รอยยิ้มแบบนั้นจากเธอบ้างเช่นกัน
“คุณรามคงอยากทานฝีมือลูกมากกว่านะแม่ว่า ใช่ไหมคะ”บุษบาถามคนที่ยืนยิ้มอยู่คนเดียว แต่พอถามแล้วไม่ตอบ สองคนแม่ลูกก็มองหน้ากัน ทั้งป้าอ้อ ป้าแววและแก้วต่างก็แปลกใจเช่นเดียวกัน “คุณรามคะ”บุษบาเรียกอีกครั้งหนึ่ง
“อ๋อ! ครับ!”เขารีบตอบรับไปจนไม่ทันได้ทวนคำถาม ทำให้คนฟังที่อยู่ ณ ที่นั่นต่างก็ยิ้มแซวกันไปเป็นแถบ
พราววลินลงมือทำอาหารเย็นตามแบบที่เธอถนัด ส่วนใหญ่เป็นอาหารไทยฟิวชั่นที่เธอคิดขึ้นเอง ส่วนน้อยจะเป็นแบบแผนตามที่มารดาได้สอนมา ทีแรกเธอก็แอบกดดันว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่า เพราะเธอไม่ได้ทำอาหารมาสักพัก กลัวว่ารสมือจะไม่เหมือนเดิม แต่พอทำไปจนเสร็จทั้งหมด ภาพรวมก็ถือว่าออกมาดูดี ไม่หลุดมาตรฐาน
“เสร็จแล้วค่ะ คุณรามชิมเลย”
“ตอนแรกบอกจะให้ผมทำด้วย แต่ไหงคุณทำเองคนเดียว”
“พราวลืมไปเลย งั้นไว้คราวหน้าพราวจะพาคุณไปทำเค้กนะคะ”พราววลินหัวเราะน้อย ๆ ก่อนจะจัดแจงดันอาหารเข้าไปใกล้ “ทานเลยค่ะ”
“เอาน้ำเพิ่มไหมคะคุณราม”บุษบายังคงแซวลูกสาว เสียงหัวเราะเกิดขึ้นก่อนที่
รามินทร์จะลองตักอาหารเข้าปากและนิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง“เป็นไงคะ หรือว่าให้แม่ทำไข่เจียวให้ไหมคะ”พราววลินใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ นี่ถ้าเขายังไม่พูด เธอจะเดินกลับเข้าไปเจียวไข่ในครัวให้เขาแล้วนะ
“อร่อยครับ อร่อยมาก”เขายิ้มรับ ทำให้คนฟังโล่งใจขึ้นมาทันที
“อร่อยก็ทานเยอะ ๆ นะคะ อาหารเย็นตรงหน้าเป็นของคุณทั้งหมด”
“มาทานด้วยกันดีกว่า ต่อให้อร่อยแต่ทานคนเดียวก็แย่นะ”
เธอพยักหน้าและนั่งลงข้าง ๆ ทั้งสองคนนั่งทานข้าวด้วยกัน โดยไม่มีใครเข้าไปยุ่งวุ่นวายเพราะบุษบาสั่งเอาไว้ หล่อนเองก็เพิ่งจะรู้จากนิรดาเมื่อวันก่อนนี้เองว่า พราววลินไปอยู่บ้านสวนกับรามินทร์ ถ้าเป็นเมื่อก่อนหล่อนอาจจะคัดค้านเพราะฐานะครอบครัวของ
รามินทร์ก็ถือว่าเป็นเศรษฐีปักษ์ใต้ แต่ตอนนี้พราววลินมีทุกอย่างที่เพียบพร้อม เรื่องฐานะทางสังคมไม่ใช่อุปสรรคใหญ่สำหรับคนสองคนอีกต่อไป แต่ที่ห่วงก็คงจะเป็นใจของลูกสาว ไม่รู้ว่าที่ยิ้มอยู่นั่นจะเปิดใจให้คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จริงหรือเปล่า “พี่อ้อเอาของหวานเข้าไปให้คุณรามกับคุณพราวนะจ๊ะ ให้เสร็จแล้วก็ออกมาเลย”เสียงวางจานดังขึ้นที่โต๊ะอาหาร ตะโก้ใบเตยและเงาะลอยแก้วถูกนำมาเสิร์ฟให้กับสองหนุ่มสาว “วันนี้แม่ทำสองอันนี้ขายเหรอคะ”
“ใช่ค่ะ ช่วงนี้ตะโก้ใบเตยขายดีมาก ใบเตยแทบงอกไม่ทัน”
“งั้น...แบบนี้นี่ก็ต้องซื้อใบเตยใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ แต่บางทีก็เป็นตะโก้อัญชันนะคะ”
“โห อยากกินบ้างจัง พราวไม่เคยกินตะโก้อัญชันเลย ป้าอ้อไปเป่าหูแม่ทำให้พราวหน่อยนะคะ”เธอยิ้มแป้นตอบกลับแม่บ้านก่อนที่หล่อนจะเดินจากไป หญิงสาวละมือจากอาหารและตักตะโก้กับเงาะลอยแก้วขึ้นทาน รสชาติขนมของมารดาทำเอาเธอยิ้มออกมาด้วยความอร่อย “อร่อยจัง คุณรามลองทานดูค่ะ บอกเลยว่าสูตรของแม่อร่อยมาก”
“ผมเชื่อละว่าคุณชอบกินจริง ๆ ทุกครั้งที่ทานอะไรเข้าไป คุณมักจะยิ้มอย่างมีความสุขเสมอเลย ไม่ว่าจะเป็นอาหารในร้านหรู ๆ หรืออาหารร้านข้างทาง”
“ฉันไม่เคยสังเกตตัวเองเลยค่ะ”
“เรื่องนั้นอาจจะเป็นเพราะว่า อาหารเป็นเซฟโซนอย่างเดียวของฉันมั้งคะ ฉันเลยมีความสุขมากเวลาที่ได้ทานอาหารมาก ๆ ”
“งั้น..ให้ผมเป็นเซฟโซนอีกที่หนึ่งของคุณได้ไหม?”
ใบหน้าหล่อยื่นเข้ามาหาก่อนจะใช้มือเช็ดมุมปากของเธอ ทำเอาอีกคนทำตาปริบ ๆ ราวกับเด็กไม่รู้ประสา ไม่คิดว่าเขาจะรุกแรงขนาดนี้ ตาย ตายอีกแล้ว เธอคิดในใจ
“เป็นอะไรไป? ร้อนเหรอครับ?”
“เอ่อ! ก็คงจะแบบนั้นแหละค่ะ ร้อน ร้อนจริง ๆ เลย”มือเรียวโบกพัดไปมาและเดินไปเปิดเครื่องปรับอากาศกับพัดลมพร้อมกัน แม่เสือสาวกลับกลายเป็นกวางน้อยที่ทำอะไรไม่ถูกไปเสียได้ เธอต้องตั้งสติ เธอต้องตั้งรับเขาให้ได้!
แต่วันนี้ไม่ไหว...ไม่ไหวจริง ๆ
แต่ไม่ไหวยังไงก็ต้องไหวเพราะอยู่ ๆ ฝนก็ดันตกลงมา จนถึงตอนนี้ยังไม่หยุดตก!
ฝนไม่หยุดตกแถมพายุเข้า ฟ้าร้องฟ้าผ่าสาระพัดจะเป็น บุษบาจึงเชิญให้รามินทร์นอนที่บ้านนี้ด้วยกัน ทั้งที่จะบอกว่ารอฝนหยุดตกค่อยกลับก็ได้ แต่นี่เล่นชวนนอนที่บ้านเลย เธอจะบ้าตาย
….
“นี่เสื้อผ้าของพนธ์ค่ะ พนธ์ส่วนสูงพอ ๆ กับคุณ คุณน่าจะใส่ได้”
ในห้องนอนแขก รามินทร์มองไปที่มือของหญิงสาว ชุดนอนของน้องชายคนกลางถูกส่งมาตรงหน้า มือหนารับมันไว้ก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น เพราะตอนนี้เธออยู่ในชุดนอนแบบชนิดที่เรียกได้ว่า ใครเห็นก็ต้องพยายามท่องพุธโธไว้ในใจ เขาเองก็เช่นกัน
“คุณเป็นอะไรคะ โกรธอะไรหรือเปล่า ไม่มองหน้ากันเลย”ใบหน้าสวยโน้มเข้ามาเอียงคอมอง พยายามให้เขามองหน้าเธอตรง ๆ แต่อีกคนก็ไม่มองสักทีจนหญิงสาวใช้มือทั้งสองข้างจับใบหน้าของเขาเอาไว้ให้หันมามองหน้าเธอตรง ๆ ทำให้ตอนนี้ใบหน้าของเธอและชายหนุ่มอยู่ห่างกันแค่นิดเดียวเท่านั้น “คุณพราว”
“ทำแบบนี้ไม่ดีเลยนะ”
“ฉันทำอะไร คุณนั่นแหละ ฉันคุยด้วยก็ไม่มองหน้าฉัน”
“ก็อยากจะมองอยู่หรอก แต่ว่ามัน..ผมเคยบอกแล้วไงว่า..”
เหมือนเธอจะเริ่มรู้ตัว พราววลินก้มลงมองหน้าอกของตนเองก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้ม “กลัวห้ามใจไม่อยู่เหรอคะ”รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของแม่เสือสาวดาวยั่วปรากฏขึ้นอีกครั้งบนใบหน้าสวย “หูแดงแบบนี้แสดงว่าจริง”
“คุณนี่มันแสบจริง ๆ น้องพราวผู้น่ารักคนนั้นหายไปไหนซะแล้ว”
“น้องพราวของคุณไม่ใช่ฉันตอนนี้สักหน่อย ฉันคือพราววลิน ไม่ใช่น้องพราว”
“งั้นแปลว่าผมจะคิดอะไรก็ได้ใช่ไหม”
“ฉันไม่ได้ห้ามสักหน่อย”
“นี่คุณกำลังยั่วผมอยู่นะ”
“เปล่า ไม่ได้ยั่ว เขาเรียกกระตุ้นให้เสือมันออกมาต่างหาก”
ไอ้ราม! อดทนไว้ พุธโธ พุธโธ ชายหนุ่มได้แต่เตือนสติตนเองอยู่ในใจ เขาต้องเป็นผู้ใหญ่ ห้ามรังแกผู้น้อยเด็ดขาด แม้ว่าผู้น้อยนั้นจะจงใจยั่วเขาก็ตาม
พรึ่บ!
ไฟทั้งหมดดับลงพร้อมกับเสียงฟ้าร้อง ทำให้พราววลินสะดุ้งตกใจแต่ก็เสียหลักล้มไปพิงร่างแกร่งจนจมูกชนเข้ากับแก้มของเขา ทั้งสองคนนิ่งงันราวกับเวลาถูกหยุดเอาไว้
พราววลินค่อย ๆ ดันใบหน้าออกมา แต่สุดท้ายคนสองคนก็เผลอใจอีกครั้ง มือหนาประคองหน้าสวยเอาไว้และประทับรอยจูบอีกครั้ง จูบแสนหวานของเขา มอบให้เธออีกครั้งหนึ่งแต่ครั้งนี้มันกลับรุนแรงขึ้นเพราะเสือในตัวถูกปลุกออกมาแล้ว
“อื้อ..”คนโดนจู่โจมหายใจแทบไม่ทัน มือเรียวดันไหล่ของเขาออกแต่ก็โดนเขารวบข้อมือเอาไว้ทั้งสองข้างและดันตัวเธอให้นอนลงบนเตียง “อย่านะ!”
เสียงหวานแหบพร่าบอก คำพูดกับแววตาไม่ได้ไปทางเดียวกันเลยสักนิด
“เมื่อกี้บอกว่ากระตุ้นเสือไม่ใช่เหรอ”
“คุณทำให้เสือมันออกมา คุณก็ต้องรับผิดชอบ”เสียงทุ้มเซ็กซี่กระซิบข้างหูจนขนลุกซู่ เสียงแบบนี้คงมีแค่เขาเท่านั้นแหละที่ทำได้ ทำให้เธอบ้าเนี่ยแหละ ทำได้ยังไงกัน!
“ฉันแค่ล้อเล่นเอง จะออกมาทำไมเนี่ย”
“ล้อเล่นไม่เข้าเรื่องก็ต้องโดนแบบนี้แหละ”เขายิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนแกล้งโน้มหน้าลงไปอีกครั้ง หญิงสาวจึงใช้มือดันหน้าของเขาออก แต่แรงผู้ชายก็คือแรงผู้ชาย เขารวบข้อมือเธอไว้อีกครั้ง “คุณราม อย่านะ ฉัน...ฉันจะไม่แกล้งคุณแบบนี้อีกแล้ว ไม่เอาแล้ว!”
พอเห็นแบบนั้นรามินทร์ก็หลุดหัวเราะออกมา เขายอมปล่อยให้เธอเป็นอิสระให้เธอลุกขึ้นนั่งข้าง ๆ “ผมไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก ผมรอได้”
“รอ? รออะไรคะ?”
“รอคุณพร้อมเปิดใจ”เขาหันมายิ้มให้คนที่ค่อย ๆ ขยับมานั่งข้าง ๆ ท่ามกลางความมืดที่มีแสงฟ้าแลบสะท้อนดวงหน้าของคนสองคนให้พอเห็นแววตาที่หนักแน่นของเขาและแววตาที่สั่นไหวของเธอ
“ก็รอมาตั้งนานแล้ว ทำไมแค่นี้จะรอต่อไปไม่ได้
ตอนที่ 21ไม่ได้ดีที่สุด แต่เข้าท่าที่สุด(จบบริบูรณ์)หลังจากนั้นไม่นานรุ้งแก้วก็คลอดเด็กผู้หญิงออกมาโดยที่ภูภูมิยังอยู่ข้าง ๆ จนถึงวินาทีที่เด็กเกิดขึ้นมา แต่เวรกรรมของทั้งคู่ก็ยังไม่หมดไปเมื่อคุณพิชญะได้มีการคุยกับบิดาและมารดาของภูภูมิว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีพิธีแต่งงาน แม้ว่าตอนที่ภูภูมิรู้จะเอ่ยคัดค้านไปสุดชีวิต เพราะตนได้คิดไว้แล้วว่าจะเลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียว แต่เขาก็ต้องแพ้ให้กับอำนาจของผู้ใหญ่และอำนาจเงินที่บิดามอบให้ถึงแม้ว่าเขาจะโดนไล่ออกจากโรงพยาบาลและอาชีพที่เคยทำ แต่คำว่า ล้มบนฟูกก็ยังใช้ได้เสมอ บิดาของเขาคิดไว้แล้วว่าถ้าหากภูภูมิถูกตัดสินว่าพ้นผิด จะให้เขามาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวจนกว่าจะเรียกความไว้วางใจจากญาติ ๆ และบิดากลับมาได้อีกครั้งหนึ่งส่วนรุ้งแก้ว ตั้งแต่วันนั้นเธอก็เอาแต่เงียบ เธอตั้งใจดูแลลูกของเธออย่างดีราวกับว่าไม่มีอาการทางจิต แต่ก็ถูกหมอตัดสินว่าเธอควรจะได้เข้ารับการรักษา แต่ที่น่าตกใจกว่าคือเธอยอมเข้ารับการรักษาด้วยตนเองโดยที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับให้ทำ ทำให้นิเวศและโสนดีใจมาก แต่มันก็ไม่ได้มากเท่าที่ควร เพราะรุ้งแก้วยังต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นเดิม“ตุ
ตอนที่ 20คำขอโทษแต่ก็ใช่ว่าคำพูดของบุษบาจะไม่เป็นผล หญิงสาวที่พยายามทำให้ตนเองโดดเด่นน้อยที่สุดกลับไม่ได้ทำให้ตนเองโดดเด่นน้อยลงเลย จะมีก็เพียงแต่น้องชายสองคนนี่แหละที่จะพอเสริมให้เธอดูเป็นคนธรรมดาลงได้ตั้งแต่วันนั้นเธอก็นอนคิดอยู่นานว่าจะทำอย่างไรดีกับความรู้สึกสับสนนี้ จึงจับกลุ่มกับพีรัตน์โทรหาพลพนธ์น้องชายคนกลางเพื่อปรึกษากันก็อย่างว่าคนที่พวกเขาเกลียดกลับเป็นบิดาที่ใกล้เข้าสู่ประตูยมโลก เรื่องใหญ่แบบนี้ มารดาที่รักขอมาแบบนี้ก็ต้องมานั่งคุยกันหน่อยล่ะ ไม่อย่างนั้นเธอคงนอนไม่หลับไปทั้งคืนและมันก็ได้ข้อสรุปว่าพวกเขาควรจะไปอย่างน้อยก็ครั้งสุดท้าย สำหรับคนที่พวกเขาเคยคิดว่าเป็นพ่อ“นี่พี่มั่นใจนะว่าชุดนี่เด่นน้อยสุดแล้วน่ะ?”พีรัตน์ถาม“ก็ใช่น่ะสิ ชุดดำแบบคลาสสิคของสาว Working Women เลยนะ ดูเด่นตรงไหนไม่ทราบ”พราววลินตอบพร้อมยืดอกด้วยความมั่นใจ“ทุกตรง”พวกเขาตอบ“ท่าทางของพี่น่ะสิที่ทำให้มันเด่นขึ้นมา”พลพนธ์ตอบเสริมขึ้นอีก“ก็ช่วยไม่ได้ พี่เกิดมาเพื่อรับออร่าความเด่นอยู่แล้ว”พราววลินตอบอย่างมั่นใจ น้องชายสองคนไม่ปฏิเสธกับสิ่งที่เธอพูด พวกเขาเพียงแต่ส่ายหน้าและยิ้มน้อย ๆ ให้พี่สาว
ตอนที่ 19เวรกรรม“ก็ดี เพราะพราวเคยพูดแล้วว่าตัวเองจะไม่มีทางยอมความ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็จะไม่ยอมเด็ดขาด”กลางดึกคืนเดียวกัน หญิงสาวเดินไปมาอยู่ที่ระเบียงชั้นสองใกล้กับห้องนอนของรามินทร์ พร้อมกับเสียงของเขาที่ยังดังอยู่ในหัวของเธอตลอดเวลาเธอไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าตัวเองมีความคิดเล็ก ๆ ที่จะทำแบบนั้นจริง ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่าเด็กในท้องของรุ้งแก้ว แม้เด็กคนนั้นจะเป็นลูกของหมอภูภูมิกับรุ้งแก้ว คนที่แย่งคนรักของเธอก็เถอะ แต่สุดท้ายเพราะคำเตือนของรามินทร์มันก็ทำให้เธอเอนเอียงกลับมาที่ความตั้งใจเดิม“พี่รามนี่เวลาใจดีก็ดีอย่างกับอะไร พอถึงเวลาเด็ดขาดก็เด็ดขาดเป็นบ้าเลย”แต่เธอก็เข้าใจในสิ่งที่เขาบอก ความปลอดภัยย่อมมาเป็นที่หนึ่ง เขาคงจะคิดแบบนั้นถึงได้พูดเตือนสติเธออยู่นัย ๆ หญิงสาวถอนหายใจ ส่ายหน้าน้อย ๆ ให้ตนเองตั้งสติ ในขณะเดียวกันเสียงแจ้งเตือนจากมือถือก็ดังเข้ามา หญิงสาวปัดจอขึ้นลงไปมา แอพข่าวที่เธอเคยติดตั้งไว้แจ้งเตือนข่าวใหม่ล่าสุดขึ้นพร้อมกับพาดหัวข่าวว่า‘มะเร็งในสมองคร่าชีวิต คุณนิเวศ ดุจประการรัตนา ทายาทคนโตผู้สืบทอดตำแหน่งประธานบริษัทของครอบครัว ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล
ตอนที่ 18รู้เสียงวางกระดาษพร้อมกับเสียงเก็บเสื้อผ้าดังเป็นระยะ ๆ ในห้องชุดของคอนโดหรู ทำให้คนที่เพิ่งกลับมาจากการทำงานเต็มเวลารีบเดินเข้ามาดูต้นเหตุของเสียง“รุ้ง ทำอะไรน่ะ? จะเก็บเสื้อผ้าไปไหน?”หมอภูภูมิเลิกคิ้วถามคนท้องใกล้คลอดอย่างแปลกใจ จะว่าเปลี่ยนไปนอนโรงพยาบาลเพื่อเตรียมคลอดก็ไม่ใช่ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นรุ้งแก้วต้องบอกเขาแล้ว...และท่าทางชะงักแบบนั้นนั่นแหละที่ทำให้น่าสงสัยมากกว่าเดิม“จะกลับไปอยู่บ้านเหรอ?”เขาลองถามอีกครั้ง“เปล่าค่ะ”เธอเว้นวรรค “พอดีว่ารุ้งจะไปหาเพื่อนที่อังกฤษ กว่าจะกลับก็คงจะถึงกำหนดคลอด ว่าจะคลอดที่นั่นเลยแล้วค่อยกลับมา”“หมายความว่ายังไง เราตกลงกันไว้แล้วนี่ว่าลูกน่ะเป็นของพี่”“รุ้งก็เคยบอกพี่ไปแล้วเหมือนกันว่ารุ้งไม่ได้ตกลงกับพี่ รุ้งเองก็อยากอยู่กับลูกเหมือนกัน ถ้าพี่อยากได้ลูก ก็ต้องให้รุ้งอยู่ด้วย เราสามคนควรจะเป็นครอบครัวเดียวกัน รุ้งจะไม่ยอมให้ลูกขาดคนใดคนหนึ่งไปหรอกนะ”รุ้งแก้วตอบกลับทันทีอย่างเหลืออด ที่ผ่านมาเธอไม่มีโอกาสได้พูดแบบนี้กับหมอภูภูมิสักที พอครั้งนี้ถึงโอกาสแล้ว เธอก็อยากจะพูดมันออกมาตามความต้องการของตัวเอง“นี่เธอคิดจะทำอะไรกันแน่เนี่ย
ตอนที่ 17ขาดไม่ได้เช้าวันถัดมาพราววลินเริ่มทำงานตามตารางงานปกติของตนเอง ขณะเดียวกันรามินทร์ก็หายตัวไปจัดการกับลูกค้าที่ตอนนี้กำลังก่อความวุ่นวายอยู่จนพนักงานไม่สามารถควบคุมได้ แต่ครั้งนี้มันกลับไม่เหมือนทุกครั้ง เขารู้สึกราวกับว่ามีบางอย่างแปลกไป โดยเฉพาะสถานการณ์เมื่อครู่ที่ลูกค้าเองก็ทำตัวแปลก ๆ ใส่จนพนักงานและเขางงไปตาม ๆ กัน “คิดไปเองหรือเปล่า?”“ลูกค้าคนนั้นชื่ออะไรครับ?”แต่ถึงจะพูดว่าตนเองคิดไปเอง แต่ก็ไม่ได้วางใจจึงเอ่ยถามชื่อของอีกฝ่ายตามสิทธิ์เจ้าของรีสอร์ท “เอ่อ..เมื่อกี้เขากำลังจะเช็คอินแต่อยู่ ๆ ก็โวยวายขึ้นมาก่อน น้อง ๆ ก็เลยยังไม่ทันได้ถามชื่อน่ะค่ะ”ผู้จัดการเป็นฝ่ายตอบแทน“แต่ดูท่าจะเป็นคนไทยนะคะ เมื่อกี้หนูได้ยินเขาพูดโทรศัพท์กับใครด้วย พูดไทยชัดมากเลยนะคะ”พนักงานสาวรีบบอก ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ ร่างสูงเบนทิศทางไปที่ชายหาด เห็นกองรายการกำลังถ่ายทำกันอยู่จึงเดินมองอยู่ไกล ๆ แต่ก็ไม่พ้นสายตาของทีมงานประจำรายการเข้าจึงชูป้ายบอกกับผู้ดำเนินรายการหน้ากล้องเผื่อจะได้ประเด็นเกี่ยวกับรามินทร์มาบ้าง“เออแล้วไม่นานมานี้ เห็นน้องพราวเล่าเร
ตอนที่ 16เป็นเพราะใครกลางดึกสงัดวันเดียวกัน พราววลินเดินไปมาอยู่ที่ระเบียงบ้านชั้นสองในห้องนอนของตนเอง ในมือจับโทรศัพท์เอาไว้ คิ้วสวยขมวดเข้าหากันก่อนจะยกมือถือขึ้นโทรหารามินทร์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับจากเขา “ห้าครั้งแล้วนะ ทำอะไรอยู่?”เสียงเอ่ยขึ้นอย่างกังวลใจ ปกติแล้วหากไม่เจอกัน เขาก็จะเป็นฝ่ายโทรหาเธอตลอด แต่มาวันนี้กลับเงียบหายไป ไม่ส่งข้อความมาบอกกันเลยเสียด้วยซ้ำ“แต่! ไม่ได้สิ เราเองก็มีงานต้องทำเหมือนกัน จะมัวแต่รอเขาแบบนี้มันใช้ได้ซะที่ไหน”ด้วยความที่นิสัยปกติ เธอไม่ใช่คนที่จะมารอมือถือจากใคร เมื่อรู้ตัวก็พยายามไม่สนใจและทำงานของตนเองต่อ แต่ใจเจ้ากรรมก็ทำให้สมาธิหายไป เธอลังเลไปมาจนในที่สุดเสียงมือถือก็ดังขึ้น ทำให้เธอรีบรับมันทันทีโดยที่ไม่ต้องคิด“พี่ราม! ทำไมไม่รับสายคะ”(พี่ไม่ใช่ผู้ชายคนนั้นนะ) แต่เสียงทุ้มของปลายสายทำให้เธอชะงัก ก่อนจะมองดูที่หน้าจอมือถือ และมันก็เป็นอย่างที่เธอคิด คนที่เธอไม่อยากคุยที่สุดโทรเข้ามา“พี่ภูมีอะไรคะ พราวว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะคะ”เธอตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายใจ คนบ้าอะไรเซ้าซี้ไม่เลิกจริง ๆ เธอชักจะสงสารเด็กในท้องข







