เข้าสู่ระบบยามเที่ยงที่โรงอาหารคณะนิเทศศาสตร์เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือจากวงสันทนาการย่อยๆ ดังแทรกมา แต่ว่าท่ามกลางความสดใสนั้น กลับมีแรงกดดันประหลาดที่ทำให้วงสนทนาใกล้ๆ ถึงกับต้องเบาเสียงลง พะแพงนั่งตัวเกร็ง มือเรียวที่ถือช้อนพลาสติกสั่นน้อยๆ ขณะที่เธอกำลังเลิ่กลั่กตักข้าวราดแกงราคาประหยัดเข้าปาก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความงุนงงพลางชำเลืองมองร่างสูงใหญ่ที่นั่งปักหลักอยู่ตรงข้ามเธอ... เป็นครั้งที่สองในรอบสามวันที่ภาคินปรากฏตัวที่นี่ พร้อมกับพ่วงเอาเตโชและหมอกมานั่งล้อมวงจนโต๊ะม้านั่งธรรมดาๆ ดูเหมือนพื้นที่รับรองระดับวีไอพีขึ้นมาทันที “เอ่อ... พี่ภาคินคะ” พะแพงกลืนข้าวคำเล็กลงคออย่างยากลำบาก “ทำไมวันนี้... ถึงมาที่นี่อีกแล้วล่ะคะ?” ภาคินที่นั่งกอดอกนิ่ง แผ่นหลังพิงกับพนักม้านั่งอย่างสง่างามโดยไม่สนว่าไอแดดจะร้อนเพียงใด ปรายสายตามองจานข้าวของเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก “ที่คณะคนเยอะ” เขากล่าวสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จนเตโชที่กำลังนั่งพัดให้ตัวเองด้วยสมุดจดถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง “คนเยอะบ้านมึงสิไอ้คิน เมื่อกี้เดินผ่านโรงอาหารวิศวะโต๊ะว่างจนเตะตะกร้อได้...” เตโชบ่นพึมพำก่อนจะเงียบกริบเมื่อเจอสายตาพิฆาตของเพื่อนสนิท “แต่ที่วิศวะดีมากเลยนะคะ” พะแพงรีบเสริม พยายามจะหาเหตุผลให้เขาไปในที่ที่ควรอยู่ “โรงอาหารคณะพี่มีแอร์เย็นฉ่ำ สะอาด แถมดูหรูหรามากเลย พะแพงเคยเดินผ่านครั้งหนึ่ง... แต่อาหารที่นั่นราคาแพงมาก พะแพงก็เลยไม่เคยได้เข้าไปนั่งจริงๆ สักทีค่ะ” เธอพูดออกมาตามความสัตย์จริง โดยไม่ทันสังเกตเห็นประกายไฟบางอย่างที่วาบขึ้นในดวงตาของชายหนุ่มฝั่งตรงข้าม คำว่า ‘ไม่เคยได้เข้าไปนั่งจริงๆ’ และเหตุผลเรื่อง ‘ราคา’ เหมือนไปสะกิดโดนจุดเปราะบางในใจของภาคินเข้าอย่างจัง ในวินาทีที่พะแพงกำลังจะตักข้าวคำต่อไปเข้าปาก มือหนาของภาคินก็เอื้อมมาคว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ อย่างมั่นคง เขาออกแรงดึงช้อนในมือเธอวางลงบนจานอย่างเผด็จการ “พี่ภาคิน? มีอะไรหรือเปล่าคะ?” “ในเมื่อมันดี... ก็ไปสิ” ภาคินไม่รอคำตอบ เขาเปลี่ยนจากการจับข้อมือมาเป็นกุมมือเล็กของเธอไว้แน่น ก่อนจะรั้งให้เธอลุกขึ้นตามแรงดึง พะแพงหน้าเหวอ เธอพยายามจะค้านทว่าจังหวะการก้าวเดินของภาคินนั้นรวดเร็วและหนักแน่นเสียจนเธอต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามไป ทิ้งให้เตโชและหมอกมองหน้ากันอย่างปลงตก ก่อนจะจำใจลุกขึ้นเดินตามผู้นำแสนเผด็จการมุ่งหน้าไปยังดินแดนที่มีแอร์เย็นฉ่ำตามที่เขาเพิ่งอ้างว่าคนเยอะนักหนา คณะวิศวกรรมศาสตร์ เพียงก้าวแรกที่เดินผ่านประตูอัตโนมัติเข้ามา ไอเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ก็เข้าปะทะผิวจนพะแพงรู้สึกผ่อนคลายจากความร้อนระอุภายนอก แต่ความรู้สึกผ่อนคลายนั้นอยู่ได้ไม่นานเมื่อเธอพบว่า... โรงอาหารที่ภาคินอ้างว่าคนเยอะนั้น ความจริงกลับเงียบสงบและมีโต๊ะว่างเหลือเฟือ เนื่องจากเป็นช่วงท้ายของพักเที่ยง สายตานับสิบคู่ของนิสิตวิศวะที่ยังนั่งพักผ่อนอยู่ ต่างหันมาจับจ้องที่จุดเดียว... คือมือของเดือนคณะยานยนต์ผู้เย็นชาที่กำลังกุมมือเด็กสาวมัดแกะจากต่างคณะเดินเข้ามาอย่างเปิดเผย “พี่ภาคินคะ... คนไม่ได้เยอะอย่างที่พี่บอกเลยนะคะ” พะแพงกระซิบเสียงแผ่ว พยายามจะดึงมือออกด้วยความเขินอายที่ถูกมองราวกับเป็นตัวประหลาด “ตอนนี้อาจจะน้อยลงแล้วมั้ง” ภาคินตอบหน้าตาย เขาพาเธอไปนั่งที่โต๊ะตัวกลางที่ทำจากสแตนเลสสะอาดเอี่ยม “นั่งรอตรงนี้ ห้ามลุกไปไหน” “แต่พะแพงกินข้าวจากที่นู่นมาบ้างแล้วนะคะพี่ภาคิน...” “ไอ้ข้าวราดแกงแห้งๆ นั่นไม่นับ” ภาคินตัดบทเสียงแข็ง ก่อนจะหันไปสั่งเพื่อน “พวกมึงเฝ้าน้องไว้ อย่าให้เดินหนีไปไหน” พะแพงมองตามแผ่นหลังของภาคินที่เดินตรงไปยังเคาน์เตอร์อาหารพรีเมียมของคณะ เขายืนสั่งอาหารอย่างพิถีพิถันราวกับกำลังคัดเลือกอะไหล่รถยนต์ชิ้นสำคัญ โดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้เสนอความเห็นหรือปฏิเสธแม้แต่น้อย “ไม่ต้องทำหน้ามึนแบบนั้นหรอกน้องพะแพง” เตโชหัวเราะร่วนพลางหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ “ไอ้คินมันก็แบบนี้แหละ บทจะบทเผด็จการขึ้นมา ใครหน้าไหนก็ห้ามมันไม่ได้หรอก แต่น้องรู้ไหม... นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามปีเลยนะ ที่มันยอมให้ผู้หญิงมานั่งที่โต๊ะประจำของกลุ่มเรา” “จริงเหรอคะ?” พะแพงถามด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เริ่มทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ เธอมองดูความหรูหราของสถานที่และผู้ชายที่เพียบพร้อมคนนั้น... ยิ่งเขาให้ความสำคัญ ยิ่งเขาใส่ใจ ใจของเธอที่ควรจะด้านชากลับสั่นคลอนอย่างรุนแรง ไม่นานนัก ภาคินก็เดินกลับมาพร้อมถาดอาหารที่เต็มไปด้วยเมนูขึ้นชื่อของคณะ ทั้งสเต็กเนื้อนำเข้าที่หอมกรุ่น ข้าวหน้าเนื้อวากิวญี่ปุ่น และสลัดผักออร์แกนิกที่ดูสดใหม่ เขาวางจานข้าวหน้าเนื้อที่ดูน่ากินที่สุดไว้ตรงหน้าพะแพง พร้อมกับน้ำผลไม้สกัดเย็นขวดโต “พะแพงไม่ได้สั่งเยอะขนาดนี้นะคะพี่คิน...” “ฉันสั่งให้” “แต่ว่า... มันแพงมากเลยนะคะ พะแพงเกรงใจ พี่ภาคินให้พะแพงจ่ายคืนนะคะ ถึงจะช้าหน่อยแต่...” “ถ้าพูดเรื่องเงินอีกคำเดียว ฉันจะสั่งมาเพิ่มอีกชุด” คำพูดนิ่งๆ แต่แววตาดูเอาจริงทำเอาพะแพงหยุดพูดในทันที ภาคินถอนหายใจยาว แววตาที่เคยมองผ่านผู้คนไปอย่างว่างเปล่า บัดนี้กลับฉายชัดถึงความตั้งใจที่อยากจะดูแลคนตรงหน้า “กินซะ... ที่นี่แอร์เย็น เธอจะได้ไม่ต้องนั่งเหงื่อไหลอยู่ข้างนอกนั่น และที่สำคัญ...” เขาเว้นจังหวะ พลางใช้ช้อนตักเนื้อชิ้นที่นุ่มที่สุดวางลงบนข้าวของเธอ “ฉันอยากให้เธอรู้ว่า อาหารที่นี่มันรสชาติเป็นยังไง คราวหลังจะได้ไม่ต้องเอาแต่เดินผ่านแล้วมองอยู่ข้างนอก” คำพูดที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่มันกลับซ่อนความหมายลึกซึ้งไว้ จนทำให้พะแพงอึ้งไปครู่ใหญ่ เธอค่อยๆ ตักเนื้อวากิวเข้าปาก รสชาติที่นุ่มละมุนและหอมหวานกระจายไปทั่วลิ้น มันเป็นรสชาติที่หรูหราที่สุดเท่าที่เธอเคยชิมมา รสชาติที่เด่นชัดกว่าสิ่งใด คือความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากท่าทางที่ดูเย็นชาของภาคิน เขานั่งดูเธอกินอย่างเงียบๆ ไม่แม้แต่จะขยับตัวไปไหน มือหนาหยิบกระดาษทิชชู่มาวางเตรียมไว้ให้ข้างจาน เมื่อเห็นเธอเคี้ยวจนแก้มตุ่ย รอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากที่สุดในมหาวิทยาลัยก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งที่มุมปากของเขา โดยที่ไม่มีใครรู้... ภายใต้แอร์ที่เย็นฉ่ำของโรงอาหารวิศวะ หัวใจของพะแพงที่เคยถูกพันธนาการไว้ด้วยหนี้สินและกลลวง กลับเริ่มสั่นไหวด้วยแรงดึงดูดของความจริงใจที่เธอไม่ควรจะได้รับ ในขณะที่มินตราและพวกพ้องกำลังวางแผนทำลายเธออยู่ภายนอก แต่ภายในป้อมปราการเหล็กแห่งนี้ ภาคินกำลังใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อสร้างโลกใบใหม่ให้กับเธอ...
กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไปความขุ่นมัวในอดีตให้เลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงตะกอนแห่งความทรงจำที่ล้ำค่า ฤดูกาลผันผ่านจากวันนั้นที่โรงพยาบาล จนมาถึงวันที่ท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์ของภาคินแจ่มใสที่สุดในรอบปี กลิ่นอายของดอกกุหลาบสีขาวและดอกลิลลี่นับหมื่นดอกอบอวลไปทั่วบริเวณงานมงคลสมรสที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นภายในห้องแต่งตัวที่หรูหรา พะแพงในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ทรงหางปลาที่เน้นสัดส่วนอย่างสง่างามกำลังยืนส่องกระจกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน หน้าท้องที่เคยราบเรียบบัดนี้เริ่มนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อยตามอายุครรภ์ที่ก้าวเข้าสู่เดือนที่ห้า ผิวพรรณของเธอผุดผ่องมีน้ำมีนวลจากการดูแลเอาใจใส่ของครอบครัวภาคินอย่างดีที่สุด“สวยเหลือเกินลูกสะใภ้แม่” คุณแม่ขิงเขาเดินเข้ามาพร้อมกับสร้อยเพชรน้ำงามที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูล ท่านบรรจงสวมมันลงบนลำคอระหงของพะแพงช้าๆ "วันนี้หนูคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุด และภาคินเองก็โชคดีที่สุดที่มีหนูอยู่ข้างกาย”“ขอบคุณค่ะคุณแม่... ขอบคุณสำหรับทุกอย่างจริงๆค่ะ” พะแพงเอ่ยเสียงสั่นด้วยความซาบซึ้งในขณะเดียวกัน ที่ห้องรับรองด้านล่าง ภาคินในชุดสูทสากลสีดำเนี้
ห้องพักฟื้นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้สดที่ ภาคินคอยสั่งมาเปลี่ยนให้ทุกเช้า บรรยากาศแห่งความตึงเครียดในวันแรกๆเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น พะแพงเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นที่พวงแก้ม บาดแผลที่หน้าท้องสมานตัวได้ดีตามลำดับ และที่สำคัญที่สุดคือผลการตรวจล่าสุดจากคุณหมอที่ระบุว่าภาวะแท้งคุกคามเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ ชีวิตน้อยๆในครรภ์ยังคงต่อสู้และเติบโตไปพร้อมกับความรักของแม่ภาคินแทบจะกลายเป็นพยาบาลส่วนตัว เขาคอยประคองพะแพงลุกนั่ง คอยป้อนอาหารบำรุงที่เขาสั่งตรงมาจากเชฟชื่อดัง และคอยอ่านนิตยสารเกี่ยวกับแม่และเด็กให้เธอฟังจนพะแพงแอบขำในความเห่อที่เขาพยายามปกปิดภายใต้ใบหน้าขรึมๆ“พี่ภาคินคะ พะแพงทานเองได้ค่ะ พะแพงไม่ใช่เด็กๆ นะ” พะแพงเอ่ยพลางมองถ้วยซุปรังนกที่ภาคินกำลังเป่าจนอุ่นได้ที่“ไม่ได้ครับ หมอสั่งว่าห้ามใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องเยอะ พี่ป้อนน่ะดีแล้ว” ภาคินตอบด้วยเสียงนุ่มแต่เด็ดขาด ก่อนจะยื่นช้อนมาที่ปากเธอ “อ้าปากเร็วคนดี เพื่อลูกนะ”ในขณะที่ทั้งคู่กำลังหยอกล้อกันอย่างมีความสุข เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเตโชและหมอกที่หิ้วตะกร้าผลไม้และของเล่นเด็
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียงสม่ำเสมอของเครื่องวัดสัญญาณชีพดังสะท้อนอยู่ในห้องพักฟื้นระดับวีไอพีที่กว้างขวางและสงบเงียบที่สุดของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ภาคินไม่ยอมก้าวเท้าออกจากห้องนี้เลยแม้แต่วินาทีเดียวนับตั้งแต่พะแพงถูกย้ายออกมาจากห้องผ่าตัด เขาใช้เส้นสายและอำนาจทางการเงินทั้งหมดที่มีเพื่อให้มั่นใจว่าเธอจะได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ที่เก่งที่สุด และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยที่สุดร่างสูงสง่านั่งอยู่ข้างเตียงคนไข้ ดวงตาคมปลาบที่เคยดุดันบัดนี้เต็มไปด้วยความอ่อนล้าและร่องรอยของความรู้สึกผิด เขามองใบหน้าซีดเซียวของพะแพงที่ยังคงหลับสนิทภายใต้ฤทธิ์ยาแก้ปวดและยาสลบ สลับกับจ้องมองฝ่ามือของตัวเองที่เพิ่งจะล้างคราบเลือดออกไปได้ไม่นาน แต่ความรู้สึกอุ่นจัดของเลือดที่ซึมผ่านง่ามนิ้วในคืนนั้นยังคงติดแน่นอยู่ในความทรงจำราวกับตราบาปคำพูดของคุณหมอเจ้าของไข้ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาซ้ำๆราวกับเสียงระฆังที่คอยย้ำเตือนสติ“คนไข้ตั้งครรภ์ได้ประมาณหนึ่งเดือนแล้วครับ เป็นความโชคดีมหาศาลที่มีดไม่ได้ปักลึกจนโดนมดลูก หรือตัดโดนเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง แต่ภาวะแท้งคุกคามยังสูงมากนะครับ ช่วงนี้ต้องระวังอย่างที่สุด
"แม่งเอ้ย!! ติดอะไรว่ะ!!" ถนนสายหลักกลับกลายเป็นขุมนรกที่กักขังภาคิไว้ รถยนต์หลายร้อยคันจอดนิ่งสนิทเป็นทางยาวเพราะอุบัติเหตุข้างหน้า เสียงแตรที่ดังระงมไม่ได้ช่วยให้ความร้อนใจในอกของเขาทุเลาลงเลยแม้แต่น้อยภาคินประชุมสายโทรศัพท์ค้างไว้กับหมอกและเตโชที่กำลังเร่งเครื่องมาจากอีกฝั่ง เสียงของเตโชในสายดังลนลานจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่ภาคินกลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วนอกจากเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงจนเจ็บอก“ไอ้คิน! ใจเย็นมึง กูใกล้ถึงแล้ว... ไอ้บอลบอกว่ามินตราสั่งลูกน้องปิดบ้านหมดเลย!” เสียงหมอกตะโกนผ่านสาย“กูเย็นไม่ไหวแล้ว!” ภาคินคำรามลั่นพลางทุบพวงมาลัยรถจนเกิดเสียงดังสนั่น แววตาของเขาแดงก่ำไปด้วยความโกรธและความกลัว... ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือการสูญเสียพะแพงไปมือหนาคว้าโทรศัพท์อีกเครื่องที่วางอยู่เบาะข้างๆ กดโทรออกหาเบอร์ที่เขาเพิ่งลบทิ้งไปแต่กลับจำได้แม่นยำขึ้นใจ เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง... ก่อนจะถูกตัดสายทิ้งและเปลี่ยนเป็นเสียงแจ้งเตือนว่าติดต่อไม่ได้ ภาคินแทบคลั่ง เขาไม่รู้เลยว่าในวินาทีนั้น มินตราได้คว้าโทรศัพท์ของพะแพงขึ้นมาแล้วโยนมันทิ้งลงในถังน้ำสกปรกอย่างไม
ความสะใจที่ได้เห็นกุหลาบงามอย่างพะแพงแปดเปื้อนกองโคลนยังคงค้างอยู่ในมโนภาพของมินตราตลอดทางกลับบ้าน เธอฮัมเพลงอย่างรื่นเริงใจพลางนึกถึงใบหน้าสะบักสะบอมและเสียงอ้อนวอนขอชีวิตของนังเด็กแพศยานั่น มันเป็นรางวัลที่คุ้มค่าสำหรับการที่เธอต้องยอมลดตัวลงไปอยู่ในสถานที่อับชื้นเช่นนั้น แต่ความสุขสำราญของเธอกลับพังทลายลงทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่คฤหาสน์หรูเพี๊ยะ!แรงตบมหาศาลจากฝ่ามือหนาปะทะเข้าที่แก้มซ้ายของมินตราจนใบหน้าสวยสะบัดไปตามแรง ร่างบอบบางเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นพรมหรู มินตราเบิกตากว้างด้วยความช็อก มือเรียวสั่นเทาลูบคลำแก้มที่เริ่มบวมช้ำ เธอเงยหน้ามองพ่อของตัวเองที่ไม่เคยแม้แต่จะดุด่าเธอแรงๆมาก่อน แต่วันนี้เขากลับยืนตัวสั่นด้วยความโกรธจัด“คุณพ่อ... ตบมินทำไมคะ?” เธอถามเสียงสั่นเครือ“ทำไมน่ะเหรอ! แกไปสร้างเรื่องอะไรมา!” พ่อของเธอชี้หน้าตะคอกใส่ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล “เมื่อกี้นี้ พ่อของภาคิน โทรมาหาฉันด้วยตัวเอง! เขาบอกว่าธุรกิจนำเข้าเครื่องจักรทุกตัวของบริษัทเราถูกสั่งระงับการตรวจสอบและระงับการต่อสัญญาซื้อขายทั้งหมด! แกเข้าใจไหมว่าธุรกิจเราจะพังพินาศเพราะความเอาแต่ใจของ
ยามเย็นที่หลังตึกคณะนิเทศศาสตร์กลายเป็นพื้นที่รกร้าง พะแพงเพียงแค่ต้องการกลับมาเอาสมุดโน้ตที่ลืมไว้ในห้องเก็บอุปกรณ์การแสดง เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบที่กำลังจะมาถึง ทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้าไปในมุมอับสายตาหลังอาคาร เสียงฝีเท้าที่ดังกระทบพื้นปูนอย่างเป็นจังหวะจากหลายทิศทางก็ทำให้เธอรู้ตัวว่าหนีไม่พ้นมินตรายืนเด่นอยู่ตรงกลางกลุ่มเพื่อนสาวนับห้าคน ใบหน้าที่เคยพยายามปั้นให้ดูนุ่มนวลบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความริษยาอย่างถึงที่สุด ในมือของมินตราถือโทรศัพท์ที่เปิดรูปถ่ายของภาคินเอาไว้ แววตาของเธอดูโกรธเกรี้ยวจนพะแพงต้องถอยหนี“ไง... ยัยนางเอกจอมปลอม” มินตราแค่นหัวเราะเสียงแหลม“วันนี้ไม่มีพี่ภาคินคอยกางปีกปกป้องแล้วนี่นา รู้สึกยังไงบ้างล่ะที่ต้องกลับมาอยู่ในรูเน่าๆ ที่แกคู่ควร?”“มินตรา... ฉันถอยออกมาตามที่เธอต้องการแล้ว ฉันไม่ได้ยุ่งกับพี่ภาคินแล้ว” พะแพงเอ่ยเสียงสั่นพยายามจะเดินเลี่ยงออกไป แต่เพื่อนของมินตรากลับก้าวเข้ามาผลักไหล่เธออย่างแรงจนพะแพงเสียหลักล้มกระแทกพื้นปูนที่เต็มไปด้วยฝุ่นและน้ำขัง“ถอยออกมาแต่ยังทิ้งเสนียดไว้ให้พี่ภาคินเขาเพ้อถึงแกอยู่ได้ยังไง!” มินตราหวีดเสียงขึ้นพลางก้าวเข้ามา
แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางกะพริบผ่านหน้าต่างรถยุหรูที่เคลื่อนตัวไปบนท้องถนนยามค่ำคืนอย่างเงียบสนิท สมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ถูกปรับแต่งมาอย่างดีเยี่ยมทำให้การขับเคลื่อนนั้นนุ่มนวลราวกับลอยลูบไปบนอากาศ พะแพงนั่งตัวลีบอยู่บนเบาะหนังแท้สีครีมที่นุ่มนวลจนเธอไม่กล้าทิ้งน้ำหนักตัวลงไปเต็มแรง มือเล็กๆทั้งส
ช่วงเย็นของวันบริเวณโต๊ะม้านั่งใต้ถุนตึกที่ค่อนข้างลับตาคน พะแพงนั่งจดจ่ออยู่กับกองเอกสารและรายงานเล่มหนาหลายเล่มที่วางซ้อนกันจนแทบจะปิดบังใบหน้าเล็กๆ ของเธอ“จำใส่สมองโง่ๆ ของแกไว้พะแพง ว่าที่แกยังมีที่ยืนในมหาลัยนี้ได้ ก็เพราะความเมตตาของฉัน ถ้าแกกล้าขัดคำสั่ง เรื่องหนี้ของพ่อแก ไม่จบแน่”เสียงตว
เสียงอึกทึกของโรงอาหารกลางในช่วงพักเที่ยงเป็นสิ่งที่ภาคินพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดชีวิตนักศึกษา กลิ่นอาหารปนเปกันในอากาศ ไอร้อนจากหม้อแกง และเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ที่ดังสะท้อนเพดานสูง ทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบของความวุ่นวายที่เขามักจะตัดขาดด้วยการสั่งอาหารขึ้นไปกินบนห้องสโมสรนิสิต หรือไม่ก็ร้านอาหารติดแอร
ท่ามกลางฝูงชนที่ขวักไขว่ กลับมีรัศมีบางอย่างที่ทำให้ผู้คนรอบข้างต้องยอมหลีกทางให้โดยอัตโนมัติ ภาคินเดินนำหน้ากลุ่มเพื่อนสนิทด้วยจังหวะก้าวที่สม่ำเสมอและมั่นคง เสื้อช็อปสีแดงท่าพับแขนขึ้นอย่างลวกๆ เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งและนาฬิกาเรือนหรูที่ส่องประกายล้อแสงแดด ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักนั้นยังคงเรี







