เข้าสู่ระบบ“โอ๊ย! แทงเบาๆ สิวะ” ฉันหยุดขาไว้เพื่อที่จะเงี่ยหูฟังบทสนทนา “ไอ้ห่า! แทงทีละนิดมันจะไปเสร็จอะไร เนี่ยแบบนี้แหละดีแล้ว แทงครั้งเดียวมิดเลย เจ็บ แสบดีมั้ยล่ะ ฮ่าๆ” ทั้งสองเสียงที่คุยกันดันเป็นเสียง... ผู้ชาย ทั้งสถานการณ์และสถานที่เกิดเหตุมันชวนให้ฉันเข้าใจผิดคิดว่าทั้งคู่เป็นมนุษย์สายเหลืองที่กินกันเอง จนมาวันนี้ ผู้ชายคนนั้นกลับมาปรากฏตัวต่อหน้าฉันในอีกครั้งในอีกสถานะ “ขอโทษครับ ช้าไปหน่อยพอดีคนรอคิวเยอะ” เสียงทุ้มฟังแล้วคุ้นหูดังขึ้น ทำให้พวกเราห้าคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหันกลับไปมอง เฮ้ย! นั่นมัน... ตาฉันเบิกกว้างอัตโนมัติ เมื่อเห็นหน้าเจ้าของเสียงเมื่อกี้เต็มๆ สองตา “นี่มัน... ไอ้สายเหลืองนี่” ฉันเรียกคู่กรณีครั้งก่อนเสียงลั่น “เมื่อกี้หนูเพลย์เรียกพี่เขาว่าอะไร...” เสียงผู้หญิงที่มากับลุงพงษ์ถามฉันขึ้น แต่ยังไม่ทันที่ท่านจะพูดจบใครบางคนที่ไร้มารยาทก็พูดแทรกขึ้นมาซะก่อน “อย่าบอกนะ... จะให้ผมแต่งกับยัยขี้มโนนี่” เรื่องราววุ่นวายจึงได้เริ่มต้นขึ้น ณ ตอนนั้น จากคู่ปรับ กลายเป็นว่าที่คู่หมั้น ฉันจะสามารถเปลี่ยนเกย์ให้แมนได้หรือไม่
ดูเพิ่มเติมDIAS ANTIGOS...
PALOMA: A minha memória mais antiga da Clarisse não tem ódio. Tem cheiro de terra molhada e o som das nossas risadas no quintal da casa de praia dos fins de semana em família. Éramos primas, mas naquelas tardes, éramos quase gêmeas. Corríamos descalças, dividíamos bonecas com pernas riscadas de canetinha e jurávamos que seríamos melhores amigas para sempre. Clarisse era a líder, a mais ousada, e eu a seguia com a admiração cega de quem ainda não conhecia a malícia. Tudo mudou no ano em que o silêncio se instalou na minha casa. Meu pai partiu cedo, deixando um vazio que minha mãe, Márcia, não sabia como preencher sozinha. Do outro lado da família, a tragédia também batia à porta: a mãe de Clarisse, adoeceu e se foi em poucos meses. Eu tinha oito anos e o mundo, para mim, ainda era um lugar feito de certezas. Minha mãe, estava sentada no sofá, com as mãos entrelaçadas sobre os joelhos, uma expressão que eu não conseguia decifrar. Ela me chamou com um gesto suave. — Paloma, vem cá. Preciso conversar com você, meu amor. Sentei ao lado dela, sentindo o cheiro de sabão de coco das roupas dela. — O seu tio está precisando muito de nós agora. mamãe começou, a voz baixa e cuidadosa. — A Clarisse está muito sozinha, sofrendo demais sem a mãe dela. E eu... eu também não me sinto bem aqui sozinha desde que seu pai se foi. O seu tio sugeriu que a gente se mudasse para lá. Para sermos uma família só. Meus olhos brilharam. Na minha inocência de criança, aquilo parecia a solução para todos os problemas. — Vou morar com a Clarisse? No mesmo quarto? — No mesmo quarto. ela confirmou, forçando um sorriso que não chegava aos olhos. — Vamos cuidar um do outro. O tio vai ser como um pai para você também. A mudança foi rápida. Me kembro de chegar àquela casa grande, que cheirava a lustra-móveis e a uma tristeza que tentava se esconder nos cantos. Clarisse me recebeu na porta. Ela estava tão bonita, mesmo triste e com um vestido preto parecendo grande demais para ela, mas quando me viu, os olhos dela ganharam um brilho que me confortou. Corremos para o quarto, espalhamos nossas bonecas no tapete e, por algumas semanas, o plano da minha mãe pareceu perfeito. A gente brincava de "casinha". Eu era a mãe, ela era a filha, ou vice-versa. Não havia maldade. Mas o veneno começou a destilar de forma silenciosa. O meu tio, talvez para compensar a perda da esposa ou para tentar fazer com que eu me sentisse em casa, começou a ser extremamente carinhoso comigo. Ele trazia doces para as duas, mas sempre me dava o primeiro abraço quando chegava do trabalho. Ele sentava comigo para ajudar no dever de casa enquanto a Clarisse ficava num canto, observando com aqueles olhos que estavam deixando de ser de criança e se tornando de vigia. Uma noite, ele me colocou no colo e contou uma história, rindo de algo bobo que eu disse. Vi Clarisse pelo reflexo do espelho do corredor. Ela não entrou. Ela deu as costas e se trancou no nosso quarto. Fui atrás dela, batendo na porta com os nós dos dedos, a alma cheia de uma preocupação pura, infantil. — Clarisse? Abre a porta... O que você tem? Você tá triste por causa da sua mãe? Ouvi o som de algo sendo arremessado contra a madeira. Quando ela abriu a porta, o rosto estava vermelho, mas não era de choro comum. Era uma expressão de posse que eu nunca tinha visto. — Por que você não sai de perto dele? ela cuspiu as palavras, a voz trêmula. — O que foi? O tio só estava contando uma história... — Ele não pode fazer isso! ela gritou, dando um passo na minha direção, o peito subindo e descendo. — Ele é meu pai, Paloma! Meu! Você tem a sua mãe, você tem tudo... Por que você quer o meu pai também? — Eu não quero tirar ele de você... a minha mãe disse que seríamos uma família... — Mentira! ela berrou, fechando a porta na minha cara com tanta força que o quadro do corredor tremeu. Fiquei ali, parada no escuro, olhando para a madeira da porta. Pela primeira vez, senti um frio que não vinha do vento. Naquela noite, a Clarisse que dividia as bonecas comigo morreu. No lugar dela, nasceu uma menina que via a minha existência como uma ameaça. Eu era a intrusa que tinha trazido a mãe para ocupar o lugar da dela, e que agora "roubava" os abraços do pai que restava. Dali para frente, o "nós" deixou de existir. Começou a ser "eu contra ela", embora eu tenha demorado anos para entender que a guerra já tinha começado. .....“แต่งเลย / แต่งเลย”ฉันยังไม่ทันได้ตอบอะไร เสียงตะโกนจากด้านล่างก็ดังขึ้น ทุกคนยืนขึ้นพร้อมกับตะโกนให้ฉันตอบรับซาดีนส์ ไม่เว้นแม้แต่พ่อแม่ของพวกเรา“ฉะ ฉัน” มันตื้นตันจนตอบออกมาเป็นคำพูดไม่ได้“ว่าไงครับ เพลย์น้อยของซีนส์ วันนี้จะยอมเป็นเจ้าสาวของเจ้าชายคนนี้หรือเปล่า” รอยยิ้มที่มาพร้อมกับประโยคร้องขอทำให้ฉันฝืนน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป“ฮึก อึก”“เด็กขี้แย ถ้าไม่ตอบ...” ซาดีนส์เงียบเสียงลง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยคำพูดที่ไม่มีเสียง ‘ฉันจะจับเธอกินทั้งคืน’ ฉันถึงกับกัดปากแน่น แบบนี้เรียกมัดมือชกไหมนะ“อื้อ” ฉันพยักหน้า อยากตอบเขาเป็นคำพูดแต่ตอนนี้มันดีใจสุดๆ มันตื้นตันจนไม่มีเสียงที่จะเปล่งออกมาแล้ว“ไม่เอาสิ อยากได้ยินคำพูดหวานๆ พูดให้ซีนส์ดีใจสักคำสิครับ” เสียงออดอ้อนพร้อมกับแววตาเว้าวอนและโหยหาของซาดีนส์ทำเอาฉันกลืนน้ำลายลงคออึกๆ“ก็บอกว่าอื้อไง” ฉันกัดปากอีกครั้ง เบือนหน้าไปทางอื่นตอนนี้มันทั้งอายและก็ดีใจไปในเวลาเดียวกัน อายเพื่อนๆ และพ่อแม่ดีใจ ที่คำสัญญาในวัยเด็กเป็นจริงสักที“ดื้ออีกแล้ว คนเขาอุตส่าห์บอกความในใจหมดแล้วนะ”ทำเป็นน้อยใจ ชิ! ‘ฝากไว้ก่อนเถอะ’ฉันพูดแบบไม่มีเสียงให้เขา
“สวัสดีค่ะ / ครับ” ทั้งตาหวาน ตาโตรวมถึงยีนส์ยกมือไหว้ป๊ากับแม่เล็กหลังจากได้ยินท่านถามประโยคนั้น “ตามสบายนะเด็กๆ วันนี้เป็นวันพิเศษของพิเศษ” ฉันมองหน้าป๊าแบบงงๆ นิดหน่อยวันพิเศษของพิเศษ คือมันแสนจะพิเศษใช่ไหมนะ?“เด็กๆ เข้าบ้านกันเถอะจ๊ะ เดี๋ยวเลยฤกษ์ดีกันพอดี”ฤกษ์ดี? ฉันกำลังจะเอ่ยถามแม่เล็กแต่ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อท่านเดินนำเข้าไปยังตัวบ้านที่ประดับประดาหรูหราไม่แพ้ด้านนอกเลยสักนิดเดียว“สวัสดีค่ะคุณป้า” เมื่อเข้ามาในตัวบ้านเรียบร้อยฉันมองเห็นแม่ซาดีนส์นั่งรออยู่ที่โต๊ะข้างเวทีทรงเตี้ยที่มีป้ายอะไรสักอย่างถูกปิดด้วยผ้าสีขาวผืนบางอีกที “นั่งก่อนสิจ๊ะหนูเพลย์”ป้าแพรวกวักมือเรียกให้ฉันไปนั่งข้างๆ ท่าน“คุณพิณนี่ตาถึงนะคะ เลือกชุดให้หนูเพลย์เข้ากับงานวันนี้จริงๆ” เสียงป้าแพรวแซวแม่เล็กขำๆ ฉันว่าชุดที่แม่เล็กส่งมาให้มันดูหรูมากเกินไปด้วยซ้ำในตอนแรกเดรสลูกไม้แบบรัดรูปสีชมพูอ่อน เปิดโชว์ช่วงเนินอก กระโปรงยาวคลุมเข่าปลายระบายกว้างนิดๆ เหมือนจะไปงานการ่าดินเนอร์เสียด้วยซ้ำ“เอ่อ คุณป้าคะ” ฉันเสียมารยาทพูดแทรกผู้ใหญ่ทั้งสองที่กำลังนั่งเม้าท์กันตามประสาคนไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน “ว่าไงจ๊ะลูก”
“หึ” ฉันมองเห็นรอยยิ้มที่มุมปากเฮียการ์เซียผ่านกระจกมองหลังด้วยแหละ แต่คนถูกถามกลับไม่ตอบคำถามฉัน ทำไมแลดูมีลับลมคมนัยจังนะ“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” เมื่อรถจอดหน้าคอนโดเรียบร้อย ยีนส์ลงไปจากรถเป็นคนแรกโดยที่ไม่ได้ล่ำลาหรือกล่าวขอบคุณเฮียการ์เซีย เลยทำให้ฉันที่ยังไม่ลงจากรถรีบเอ่ยขอบคุณเขาด้วยสีหน้าเจื่อนๆ กับความเสียมารยาทของเพื่อนรัก“อย่าคิดมากเลย เดี๋ยวมันกลับมาเธอจะยิ่ง... หลงมัน”“คะ? เมื่อกี้เฮียว่าอะไรนะคะ” เพราะคำพูดท้ายๆ เฮียการ์เซียเบาเสียงลงฉันเลยไม่ได้ยินว่าเขาพูดว่าอะไร “รีบลงไปเถอะ เพื่อนเธอจะกินหัวฉันอยู่แล้ว”เขาไม่ตอบอีกแล้ว ฉันมองตามออกไปนอกรถตามคำบอกเล่าเฮียการ์เซีย เห็นยีนส์กำลังยืนทำท่าทางเบื่อหน่ายและเซ็งๆ จ้องมองมาทางพวกเราที่อยู่ในรถเลยต้องรีบปลีกตัวลงไป@สามวันต่อมาฉันอยากเอาหัวโขลกกำแพงให้มันตายรู้แล้วรู้รอดรู้อะไรไหม? ตั้งแต่ที่ซาดีนส์บอกไปธุระต่างประเทศนี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วนะ ไหนเขาบอกจะไปแค่สองวัน วันแรกที่เขาไปคือวันที่เฮียการ์เซียมาส่งฉันกับยีนส์ และหลังจากวันนั้นก็ผ่านมาอีกแล้วสองวัน ซึ่งซาดีนส์ควรจะกลับมาตั้งแต่เมื่อวานแต่นี่ฉันยังไม่เห็นแม้แต่เงาหัวของ
“นั่นสิเพลย์ เฮียซาดีนส์เขาอาจจะติดธุระจริงๆ จนรอเพลย์ตื่นไม่ไหวมั้ง”ฉันกำลังจะอ้าปากเถียงตาหวาน แต่ยีนส์ก็ดันพูดแทรกมาก่อน“ว่าแต่…” ยีนส์เงียบ เหล่ตามองคล้ายกับจับผิดอะไรฉัน“อะไรของแก” ฉันหลบสายตาคาดคั้นของเพื่อนรัก“ปกติแกไม่น่าจะนอนขี้เซาขนาดนั้นนะ แกบอกว่าตื่นมาเกือบแปดโมง นั่นมันเลยเวลาปกติที่แกจะต้องตื่นมาเตรียมตัวเรียนเช้าแล้วไม่ใช่เหรอ”ไม่ได้มาแค่คำถามนะ แต่สายตาอยากรู้อยากเห็นพร้อมกับจ้องจับผิดของยีนส์ที่ส่งมาทำเอาฉันเสียวสันหลังวาบ“กะ... ก็เมื่อวานไปทำธุระมา เมื่อยไปหน่อยเลยเผลอหลับยาว” นิ้วกลางไขว่นิ้วชี้ไว้เพลย์เยอร์ แค่โกหกเพื่อนเองไม่บาปหรอกเนอะ“เหรอ~” เสียงลากยาวแบบไม่เชื่อสุดๆ ของเพื่อนรักทำเอาฉันหน้าแดงฉ่าแค่มองตายีนส์ฉันก็รู้แล้วว่าเธอไม่เชื่อที่ฉันพูด แถมฉันยังคิดว่าเธอต้องคิดไปถึงเรื่อง... เอ่อ ช่างมันเถอะ อย่าไปคิดแทนคนอื่นเลยเนอะ!“เฮ้อ! หิวข้าวจัง” แกล้งยกมือลูบท้องเปลี่ยนเรื่อง“เปลี่ยนเรื่องแบบนี้...” ยังไม่เลิกล้อฉันอีกนะ ยัยยีนส์บ้า!“ยีนส์เลิกแกล้งเพลย์เถอะ ดูสิ จะร้องไห้อยู่แล้ว” น่ารักมากตาหวานที่ช่วยพูด“รักหวานที่สุดเลย งั้นเราไปกินข้าวกัน ปล่อยใ
ไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว รู้แค่ว่าพอรู้สึกตัวมาเหมือนร่างกายผ่านสงครามรบที่ไหนมาไม่รู้ เรี่ยวแรงที่ควรจะมีหลังจากได้หลับพักผ่อนมันน่าจะกลับมาแล้ว แต่เปล่าเลย ตอนนี้ฉันยังรู้สึกปวดเมื่อยไปทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะตรงนั้น!“ไอ้บ้าซาดีนส์” ฉันพึมพำกับตัวเองหลังจากตื่นเต็มตาแล้วคิดแล้วก็น่าโมโห! เมื
ผมนั่งมองคนตัวเล็กนอนต่อไปราวๆ ห้านาที เสียงข้อความมือถือเธอก็ดังขึ้นเรียกให้ผมสนใจมันมากกว่าคนที่หลับอยู่ตอนที่อยู่บนรถผมไม่ได้เปิดเข้าไปอ่านข้อความของเธอ เห็นแค่หน้าจอโชว์ว่าใครแชทไลน์มาเท่านั้น เพราะตอนนั้นมันเป็นแค่สติ๊กเกอร์ถามว่าทำไรอยู่? ผมเลยไม่สนใจ แต่ตอนนี้ไม่สนใจคงไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าก
“ลองมั้ย?” อ้าว! มีตอบเว้ย! “ได้เหรอ?” ผมถามกลับแทบจะทันทีแหมๆ ถ้าเสนอมาซีนส์ไม่ขัดศรัทธานะครับ บอกเลย~“ได้... กับผีสิ ไอ้บ้าซาดีนส์!”นั่นไงเธอสร่างเมาแล้ว อาจจะตั้งแต่ผมเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้นั่นแหละ“ผีทะเลอะ รู้จักป้ะ!” ผมก็ยังหน้ามึน ต่อล้อต่อเถียงกับเธอไม่เลิกไม่รู้สิ เวลาได้ต่อปากต่อคำกับเพล
“รู้สึกเสียวสันหลังแปลกๆ มั้ย?” ตอนที่กำลังเล่นน้ำกับตาหวานและยีนส์กันสามคนแถวๆ โขดหินที่ห่างจากจุดที่พวกผู้ชายเล่นกันมาประมาณห้าสิบเมตร ตาหวานก็โผล่งคำถามที่ฉันเองก็รู้สึกมาได้สักพักขึ้น“คิดมากเปล่า” ยีนส์ตอบ ฉันได้แต่มองไปรอบๆ ชายหาดที่เป็นหาดส่วนตัวของเพื่อนรักแต่ก็ไม่พบสายตาแปลกๆ ของใครจ้องมอง