LOGINทุก ๆ เดือนครอบครัวของเราจะมีนัดเจอทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตารวมถึงญาติบางคนตามกำหนดตารางของคุณพ่อ ซึ่งเราก็ไม่ทราบได้ว่าวันนี้จะต้องเจอคุณลุงคุณป้าท่านไหน
เมื่อไรเดอร์ขับมาถึงบ้านของเราที่ใหญ่โตพอสมควรก็ทำการชะลอจอดหน้าบ้าน “ขับเข้าไปข้างในเลยก็ได้ค่ะพี่” เราชี้ไปยังทางลานกว้างก่อนจะถึงประตูบ้านจริง ๆ ซึ่งมันไกลมาก “ครับ ๆ” เรามีประสบการณ์มาแล้วและจะไม่ทำให้มันเกิดซ้ำสองอีก มีหวังได้เดินไกลจนขาลากแน่กว่าจะถึงหน้าประตูบ้าน หลังจากมาถึงบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าไปจัดการตัวเองในห้องจนพร้อมที่จะเจอคนอื่นในสภาพลูกสาวของวงตระกูลจึงวิ่งหน้าตั้งลงจากชั้นสองจนเดอนมาถึงหน้าห้องครัว “มาแล้วค่าคุณแม่” คุณแม่ยืนหั่นพริกอยู่ในครัวหน้านิ่วคิ้วขมวดจนกระทั่งได้ยินเสียงใสแจ๋วของเรา “ซันไชน์! คิดถึงจังเลยลูก มากอดทีคนสวยของแม่” คุณแม่กางแขนออกกว้างเดินเข้ามาใกล้เราเรื่อย ๆ พร้อมกับโผกอดร่างบาง ๆ ของเรา มือยังไม่ทันได้ล้างเลยด้วยซ้ำ “คิดถึงเหมือนกันค่ะ แต่ว่าแม่ยังไม่ล้างมือเลยนะคะ” “โทษทีค่ะลูกรัก แม่ช่วยแม่ครัวหั่นพริกประดับจานจะได้พร้อมเสริฟเร็ว ๆ ป่านนี้ลุงกำนันน่าจะมาถึงแล้วนะ” ลุงกำนันคือญาติห่าง ๆ ของคุณแม่ เราพยักหน้าเหมือนเด็กสองขวบแล้วเดินออกไปรอต้อนรับอย่างรู้หน้าที่ การคำนวณของคุณแม่แม่นยำมากจริง ๆ พอเราก้าวออกมาถึงหน้าประตูบ้านก็เห็นรถคันหรูทรงยุโรปกำลังแล่นมาจอดตรงหน้า “สวัสดีค่ะลุงกำนัน สวัสดีค่ะพี่วายุ” เราเอ่ยทักทายสองพ่อลูกที่เพิ่งจะมาถึงและคาดว่าจะมีอีกสองคนตามมาเพราะอยู่ครอบครัวเดียวกันกับลุงกำนัน คงจะมาคุยเรื่องหุ้นส่วนอะไรสักอย่างด้วยแน่ ๆ ล่ะ “สวัสดีซันไชน์ สวยเหมือนเดิมเลยนะ” “ขอบคุณค่ะ” “พ่อหนูไปไหนล่ะ” “ซันให้แม่บ้านไปตามแล้ว ลุงกำนันเชิญไปรอที่โต๊ะอาหารเลยดีกว่าค่ะ” “มาถึงก็จะให้กินข้าวเลยเหรอ” “...” เรายิ้มอ่อน “เอาเถอะ ลุงยังไม่ได้กินอะไรมาเหมือนกันนั่นแหละ” “เธอก็ยังไม่ได้กินใช่ปะ ไปนั่งด้วยกันดิ” ไอ้พี่วายุพูดพร้อมกับผายมือเชิญเราไปนั่งด้วยกัน ตอนเราเป็นเด็กมักจะถูกทิ้งไว้ที่บ้านของลุงกำนันบ่อย ๆ ไม่ได้สนิทกันมากแต่ก็ถือว่าได้รู้จักกับพี่วายุ เขาเป็นพี่ชายที่ดีจนกระทั่งวันที่เดินมาสารภาพรักกับเรา จากนั้นเป็นต้นมาเราก็หวาดระแวงจนปัจจุบันเป็นแค่ญาติที่ไม่ค่อยสนิทกัน บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยบรรยากาศของความเป็นผู้ใหญ่ ทุกคนพูดคุยกันเรื่องธุรกิจรวมถึงอวดลูกอวดหลานแข่งกัน “งานมีให้ทำเยอะแยะ มันไม่เลือก มันเลือกเครื่องกล” ลุงกำนันบ่นพี่วายุผู้ที่เกรดออกมาครึ่ง ๆ กลาง ๆ “ป๊า” วายุพูดแทรกลุงกำนันไม่ให้บ่นตัวเอง สงสัยจะอายล่ะสิท่า “ดูอย่างซันไชน์สิ ปีนี้เกรดเป็นยังไงหนู ไม่ได้เกรดตกลงมาใช่ไหม” อยู่ดีไม่ว่าดีก็กลายเป็นเราที่ต้องอวดความรู้บ้าง ถึงมันจะได้มาเพราะโชคช่วยและความเหนื่อยยากลำบากขอึเราเองก็เถอะ “ไม่ค่ะลุงกำนัน” เรายิ้มหวานแล้วตอบอย่างมั่นใจ “ซันไชน์เขาทำได้ดีมากปีนี้ เอ...ทุกตัว ผมก็เลยตกรางวัลให้อย่างงามสมกับผลการเรียนเลย ฮ่าฮาฮา!” คุณพ่อของเราหัวเราะออกรสออกชาติ ภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้ไม่ไหว “เห็นไหมว่าแล้วไอ้วายุ หนูซันไชน์น่ะสุดยอดจริง ๆ ทำไมไม่ขอเคล็ดลับจากน้องมาใช้” “โห่ป๊า ตั้งแต่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันมาวายังไม่ได้เห็นหน้าซันเลยนะ ยกเว้นเมื่อเช้า...เห็นเดินมาตั้งแต่หน้าทางเข้านู้น” “นี่!” เรารีบตีไอ้พี่วายุทันทีที่ปากมาก เห็นว่าอยู่กลุ่มเดียวกันกับพวกพี่เมธี ทำหน้าตาทะเล้นใส่เราไม่เลิกทั้ง ๆ ที่ตอนเด็กก็แอบชอบเราเหมือนกันอ่ะ “ทำไมได้เดินไปเรียนล่ะซัน” คุณพ่อเอ่ยเสียงเข้ม สายตาดุดันมองข่มขวัญจนเราไม่อยากจะสบตา “ซันเอารถเข้าอู่น่ะคุณพ่อ” “ไม่บอกพ่อล่ะจะได้ส่งคนขับรถไป” นั่นไง เราต้องการชีวิตอิสระที่ไร้ซึ่งคนตามดูแลและเอาเรื่องส่วนตัวเราไปรายงานคุณพ่อ ขืนรู้ว่าเราไปเที่ยวล่ะก็...ตาย ๆ ๆ ๆ ! “ไม่เป็นไรค่ะคุณพ่อ พรุ่งนี้รถก็เสร็จแล้ว” “เป็นแบบนั้นก็ดี แล้วก็อย่าทำให้เกรดตกลงมานะ ยิ่งสูงยิ่งหนาว” “ค่ะ” เราตอบรับอย่าง่ายดายไม่ถงไม่เถียงสักคำ ทุกคนยิ้มให้ความสำเร็จของเราพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ที่ได้แสงสาดส่องไปเต็ม ๆ นี่สินะ เหตุผลที่คุณพ่อกำชับให้เราเป็นหน้าเป็นตาอยู่เสมอเราฟังแพรวพราวเทศนาจนจบจึงได้เดินกลับมาที่ตึึก ก่อนจะเดินเข้าไปในอาคารสายตาของเราก็เหลือบไปเห็นเจ้าของเสื้อช็อปสีแดง ปลายเท้าหยุดชะงักอัตโนมัติพร้อมกับเพ่งดูให้ชัดเจนว่าเป็นใครกันแน่ ในหัวสมองของเรากำลังคอยเป่าหูว่าเป็นเขา “คุยด้วยหน่อย” เสียงเข้มเอ่ยเรียกจนแพรวพราวหัวหลังกลับมามอง เจ้าของใบหน้ายิ้มยั่วโมโหนั้นกลับกลายเป็นคนที่เราคิดไม่ถึงเพราะตั้งแต่เรียนอยู่ที่นี่เขาไม่เคยย่างเท้าเข้ามาคุยส่วนตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว “พี่วายุ?” เราเอ่ยอย่างเพ้อพกพลางประจันหน้ากับผู้ชายที่เคยคิดอยากจะเป็นแฟนเราท่าเดียว “ลมอะไรหอบพี่มาถึงนี่” “ลมแห่งรัก” เขายังคงกวนเราด้วยคำพูดชวนคลื่นไส้ สาบานเลยว่าถ้าเขาพูดอีกคำเดียวเราจะไม่คุยด้วยอีกเลย เขาจับเราลากไปยังด้านหลังของตึกไม่ต่างจากวิธีการของแพรวพราว พอเราเดินมาถึงแล้วเขาก็ปล่อย ซึ่งในเวลเดียวกันเราก็สะบัดมือออกพอดี “จะมาสารภาพรักซันอีกหรือไง” เราทำทีหัวเราะเยาะพร้อมกับกอดทรวงอกล้อเลียนอย่างเป็นมิตร
แพรวพราวนั่งมองไปยังทางเดินด้วยความสงสัย เราไม่ได้คิดจะสนใจสิ่งที่เพื่อนกำลังทำอยู่ “คนที่แกล้งซันอ่ะ...” “หือ” เสียงของแพรวพราวทำให้เราหันมองเพื่อนทันที แพรวพราวนิ่งค้างไปสักพักก่อนจะพูดต่อ “...ใช่พี่เมธีหรือเปล่า” “ใช่ เขานั่นแหละ” เราจ้วงตักข้าวใส่ปากต่อเนื่องแล้วเคี้ยวรุนแรงด้วยความหงุดหงิด เราทำอะไรเขาไม่ได้หนิ... ฟุบ! เราสะดุ้งโหยงเพราะมีแก้วน้ำชาเขียววางลงข้าง ๆ พร้อมกับร่างสูงของพี่เมธีที่กำลังก้าวขาเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ยาวของพวกเรา “ชาเขียวหวานน้อยครับน้องซันไชน์” ใบหน้ายักคิ้วหลิ่วตาเหมือนเดิมที่ชวนหงุดหงิดมองมาที่เราพร้อมอมยิ้มละมุน ด้านของแพรวพราวนั้นได้อ้าปากค้างไปแล้ว เราจับแก้วน้ำขึ้นมาและมองแก้วน้ำอีกแก้วในมือเขาก่อนจะเข้าใจว่าเขาซื้อมาให้เราจริง ๆ ไม่ใช่การแกล้งเล่นแต่อย่างใด “ซื้อให้เรา?” “ใช่ ก็บอกว่าจะเอามาให้ ทำหน้าบึ้งเป็นตูดลิงทำไม” นี่!...นี่เขายังอุตส่าห์เห็นว่าเรากำลังทำหน้ายังไงอยู่งั้นเหรอ คงจะไม่ม
“ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก” เฮือก! พี่เมธีกระซิบข้างหูระยะประชิดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าจนเราขนลุกซู่ไปทั้งตัว อุตส่าห์รีบหนีออกมาจากเขาแล้วยังจะมาเจออยู่ร้านเดียวกัน ถ้าไม่ติดว่าร้านป้าชงน้ำอร่อยล่ะก็เราคงรีบย้ายไปร้านอื่นแล้วเพราะแถวยาวเป็นหางว่าวเลย เขาคงไม่ทันสังเกตใช่ไหมว่าเราสะดุ้งโหยงแรงมาก ๆ เขามองหน้าเราพร้อมกับยิ้มมุมปาก สายตาแข็งกร้าวนั้นดูอบอุ่นกว่าที่ผ่านมาพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อยและหัวเราะลำคอเมื่อมองหน้าเรา มีอะไรน่าขำขนาดนั้นกันนะ “ช่วยบอกให้ชื่นใจทีว่าพี่ไม่ได้ตามเรามา” เราแหงนหน้ามองคนตัวสูงด้านหลังแล้วถามอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันก็ยกมือมาขยับแว่นเล็กน้อย “ไม่บอกหรอกครับ” เขาก้มลงมาสบตาและยิ้มกว้างขณะเอ่ยกวนเรากลับบ้าง แน่นอนล่ะว่าเรารู้ซึ้งทันทีว่าเราควรจะบอกร้านข้าวมันไก่ให้พี่เขาดี ๆ จะได้ไม่ถูกกวน “งั้นเราจะถือว่าพี่ตามเรามา” หัวใจของเราสั่นไหวเมื่อพยายามสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ พี่เมธียิ้มพลางยักไหล่กวน ๆ เป็นสิ่งตอบแทน เราขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดก่อนจะถูกเขาผลักดันหลังเบา ๆ ให้ขยับ
หลายวันต่อมา… “มีคนมาถามหามึงตั้งแต่เมื่อวานละไอ้เมธี” หัวหน้าห้องเดินมาทักทายเมธี “ใคร” “ไม่รู้สาวที่ไหน” “ถามว่า?” “ถามมึงมาเรียนป่าว ทำไร อยู่ไหน เวลาว่างมึงทำอะไร เชี้ยไรสักอย่างกูจะตอบได้ไหมมึงคิดดูดิ นั่นมาละ สงสัยกูหลบไม่ทัน” หัวหน้ารีบเดินหลบทันทีจากที่เป็นพวกชอบนั่งเล่นรับลมหน้าตึกคณะจนต้องย้ายมาสูดอากาศหลังสวน คราวนี้เธอเดินเข้ามาถึงด้านในเพราะเห็นหลังไหว ๆ ของหัวหน้าห้อง “มึงแม่ง!” ชายหนุ่มสบถและเดินออกไปหาสาวสวย แต่งตัวแซ่บตามประสาของสาวปีสี่ เธอคือ ‘เอมิลี่’ คนที่เขาได้ใช้เวลาร่วมกันบนรถเมื่อหลายวันก่อน “เธอมาทำไม” ชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่กับที่ เป็นเพื่อนเขาที่หลบหลีกให้เอมิลี่นั่งลง “บังเอิญจังเลยเมธี อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ” เธอแสร้งทำเป็นตกใจขณะหย่อนก้นนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างระแวดระวังเพราะใบหน้าของเมธีตอนนี้แข็งกร้าวอย่างชัดเจน “...” ชายหนุ่มไม่ตอบพลางก้มลงทำงานของตนเองต่อ “จริงสิ พรุ่งนี้เมธีว่างไหม” “ฉันพูดชัดเจนไปแล้วนะว่าหลังจากนี้เราจะไม่เกี
@ผับไจแอนท์เฮฟวี่ เมธีนั่งจิบเหล้าพอเป็นพิธีในขณะที่มองรอบ ๆ ผับขนาดใหญ่ “วันนี้น้องวิบวับมาไหมวะ” ภูริเอ่ยติดตลก “มาก็เสร็จกูดิ” เมธีหัวเราะในลำคอ เขาคิดถึงความซื่อบื้อของซันไชน์และต้องขอบคุณภูริที่เอาเรื่องของหมามาเป็นข้ออ้าง เพราะซันไชน์ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกหลอก แถมเรียวขาอ่อนเธอก็น่าลูบไล้มากเลยทีเดียว “มึงรับคำท้าไอ้วาว่างั้น” “...” ไม่ตอบใด ๆ ทั้งสิ้น “กูไปละ” วายุเอ่ยตัดบทแล้วเดินออกมาโต๊ะ เหลือก็แค่เมธีคนเดียวที่นั่งจิบเหล้าชิลเฝ้ารอดูซัันไชน์ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีแม้แต่เงา มีเพียงเสียงบรรเลงเพลงจากฝีมือของดีเจสั่นสะเทือนไปสุดขั้วหัวใจ ผู้หญิงหลายคนแต่งตัวโชว์เรือนร่างที่แสนสวยงามให้พวกเขาได้เชยชม ก่อนจะมีใครบางคนเดินเข้ามาทักทายคนตัวสูง “นั่งด้วยได้ไหมคะ” สาวสวยในชุดเดรสสั้นเปิดแผ่นหลังกว้างนั่งลงบนที่ว่างข้างเมธี สายตาจับจ้องเขาราวกับจะกลืนกิน ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากเหล่มองสาวสวยอย่างมีเลศนัย “มีผัวยัง” “ถ้ามีจะเดินมานั่งด้วยเหรอคะ” เมธีเข้าใจพร
ทุก ๆ เดือนครอบครัวของเราจะมีนัดเจอทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตารวมถึงญาติบางคนตามกำหนดตารางของคุณพ่อ ซึ่งเราก็ไม่ทราบได้ว่าวันนี้จะต้องเจอคุณลุงคุณป้าท่านไหน เมื่อไรเดอร์ขับมาถึงบ้านของเราที่ใหญ่โตพอสมควรก็ทำการชะลอจอดหน้าบ้าน “ขับเข้าไปข้างในเลยก็ได้ค่ะพี่” เราชี้ไปยังทางลานกว้างก่อนจะถึงประตูบ้านจริง ๆ ซึ่งมันไกลมาก “ครับ ๆ” เรามีประสบการณ์มาแล้วและจะไม่ทำให้มันเกิดซ้ำสองอีก มีหวังได้เดินไกลจนขาลากแน่กว่าจะถึงหน้าประตูบ้าน หลังจากมาถึงบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าไปจัดการตัวเองในห้องจนพร้อมที่จะเจอคนอื่นในสภาพลูกสาวของวงตระกูลจึงวิ่งหน้าตั้งลงจากชั้นสองจนเดอนมาถึงหน้าห้องครัว “มาแล้วค่าคุณแม่” คุณแม่ยืนหั่นพริกอยู่ในครัวหน้านิ่วคิ้วขมวดจนกระทั่งได้ยินเสียงใสแจ๋วของเรา “ซันไชน์! คิดถึงจังเลยลูก มากอดทีคนสวยของแม่” คุณแม่กางแขนออกกว้างเดินเข้ามาใกล้เราเรื่อย ๆ พร้อมกับโผกอดร่างบาง ๆ ของเรา มือยังไม่ทันได้ล้างเลยด้วยซ้ำ “คิดถึงเหมือนกันค่ะ แต่ว่าแม่ยังไม่ล้างมือเลยนะคะ” “โทษทีค่ะลูกรัก แม่ช่วยแม่ครัวหั่นพริกประดับจานจะได้พร้อมเสริฟเร็ว ๆ ป่านนี้ลุงกำนันน่าจะมาถึงแล้วน







