Masuk“พี่เรื่องเมื่อคืนอ่ะขอโทษด้วยนะคะ”
“เมื่อคืนคือเธอเหรอ” เขาชะงักและดึงข้อมือเราจากด้านหลัง “แล้วพี่ใช่คนที่ชวนเราเข้าโรมแรมหรือเปล่า” “...” เขามองเราแบบคาดไม่ถึง อึ้งไปเลยพร้อมกับเอามือมาดึงแว่นตาเราออกแล้วจ้องอยู่อย่างนั้น “สายตาสั้น?” “เปล่า แว่นกรองแสงน่ะ ช่างเรื่องแว่นไปเถอะ คือว่าเราจำไม่ค่อยได้เพราะเมานิดหน่อยน่ะค่ะ ถ้าเมื่อคืนไม่ใช่พี่ พี่ก็อย่าใส่ใจคำพูดเมื่อกี้เลยนะ” เรารนรานจะอธิบายกลัวว่าเขาจะเข้าใจผิดว่าเป็นคนมุ่งเรื่องอย่างว่า แถมยังเข้าใจว่าเราสายตาสั้นอีก เราใช้โอกาสนี้โยนหินถามทางเลยแล้วกันว่าใช่เขาหรือเปล่า ต่อให้ไม่ใช่ (แต่เหมือนเด้ะเลย) เราก็ยังอธิบายได้ว่าสิ่งที่พูดไปเมื่อไม่กี่วินาทีนี้อาจจะ...เมา “อยู่นิ่ง ๆ จะใส่แว่นให้คืน” “อ๋อ..เอ่อ...” เขาใช้ปลายเสื้อเช็ดแว่นนั่นแล้วถ่างขาแว่นเตรียมใส่ให้เรา ยอมรับเลยว่าตกใจมาก ๆ มองเขาผ่านจากเลนกรองแสงยังเห็นได้ชัดเลยว่าใบหน้าของพี่เมธีมีเสน่ห์ให้หลงไหลอยู่หลายส่วนโดยเฉพาะดวงตาของเขาที่สบตากับเรานิ่ง ส่วนเราเองก็ยืนตัวแข็งทื่อจ้องเข้าไปในดวงตาเขาเช่นกัน เพราะถ้าขยับ แว่นมันจะทิ่มตาน่ะสิ “ปกติน้องกลัวหมาไหม” “กลัวนิดหน่อยค่ะ” เรายังไม่หายตื่นเต้นเลย หัวในอกข้างซ้ายมันกำลังเต้นระรัวโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงราวกับว่ามีคนไปเปิดสวิตช์ไว้แล้วลืมปิด หลังจากนั้นเขาก็เอื้อมมือมาจับมือเราแบบที่ไม่ขออนุญาตกันสักคำ “จับไว้แน่น ๆ จะพาวิ่ง” “คะ?” “...” เขาหันมามองฉันที่ชะงักไปเมื่อเขาบอกเหตุผล “วิ่งไม่ถนัดเหรอ งั้นก็ถกกระโปรงขึ้น” “ได้ยินมาว่ายิ่งวิ่งหมายิ่งไล่ไม่ใช่เหรอคะ” “เดี๋ยวก็รู้” เขาหัวเราะหึหึในลำคอแล้วเดินนำเราไป ถกก็ถกงานนี้ ถ้าไอ้พี่เมธีบ้าจี้พาวิ่งขึ้นมาจริง ๆ เราถูกลากไปกับพื้นขึ้นมาจะซวยเอา เราใช้มืออีกข้างรวบกระโปรงขึ้นเหนือเข่าตามระเบียบท่ามกลางแววตาซุกซนของเขาที่มองมาพร้อมกับปล่อยมือเรา “เชื่อคนง่ายนะเรา ทำไมเมื่อคืนไม่ง่ายแบบนี้วะ” “หือ?” เขาหัวเราะร่ามองเรากำกระโปรงสองมือแน่นเตรียมวิ่งแล้ว ก่อนจะเดินหนีและกวักมือเรียกให้เราเดินตามไป “สรุปว่าพี่โกหกเราใช่ไหม” ไอ้พี่นี่มันบ้าจริง ๆ ด้วย ไว้ใจได้กี่เปอร์เซ็นต์กันนะ “ไม่นะ ถ้าเจอพี่ก็แค่วิ่ง” “อ้าว หมายความว่าพี่จะปล่อยให้หมากัดเราว่างั้น” “เดี๋ยวก็รู้” เดี๋ยวก็รู้ ๆ ! เราเดินตามเขาแบบระยะประชิด มองซ้ายทีขวาทีเพื่อหาหมาตัวนั้นถึงแม้จะไม่รู้ว่ามันตัวสีอะไร ใหญ่แค่ไหน แต่ว่าตอนนี้เราเดินจนจะถึงตึกคณะบริหารธุรกิจแล้วนะ หรือว่ามันไปนอนขี้เซาอยู่ที่ไหนสักแห่ง “น้องชื่ออะไร” “ถ้าพี่จะจีบแล้วชวนเราไปโรงแรม เราก็ยังยืนยันคำเดิมนะคะว่าไม่ไป” “หึ คนแบบพี่ชวนแค่ครั้งเดียว ไม่ไปก็ไม่ตื้อ” “แล้วไหน หมา คะ” เรามองไปรอบ ๆ แล้วหันกลับมามองหน้าหล่อ ๆ ของเขา “ไม่ใช่พี่ละกัน” “คิกคิก เราไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ” เขาทำสีหน้าเหมือนคนถูกแกล้งเลย สงสัยโดนเพื่อนแกล้งบ่อยล่ะสิ “พี่อย่าใส่ร้ายน้า” “หึ” เขาล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วพาเรามาถึงหน้าตึก ตอนนี้เราทั้งคู่ยืนอยู่ห่างจากตึกประมาณหนึ่งร้อยเมตรเห็นจะได้ “สรุปชื่อไร ถึงตึกบริหารละ” “ซันไชน์ค่ะ แปลว่าแสงอาทิตย์” เรายิ้มอ่อนอย่างสนิทสนม ที่จริงเขามีมุมที่น่ารักนะ ถึงจะขี้เก๊กไปหน่อยก็เถอะ “มีแปลให้ด้วย? เออ แสนรู้” เขาลูบศีรษะเราเบา ๆ ทำเอาอึ้งไปเลย พ่อแม่ไม่สอนเหรอว่าอย่าลูบหัวผู้หญิงที่ไม่ใช่แฟน ฮือ...เรามองเห็นผู้ชายตรงหน้าเป็นภาพสโลวไปแล้ว ทำยังไงดี “พี่~ ไม่ได้ค่ะ” เราดึงมือเขาออก “หวงตัว?” “อือ ก็หวง” “งั้นก็ไปเถอะ มาส่งถึงที่ละ” เขาทำท่าทีไม่พอใจพร้อมกับยักไหล่ใส่เราราวกับกำลังน้อยใจเราอยู่ “...” ถึงที่กี่โมง “มัวยืนทำไร พี่มาส่งเราได้แค่นี้เดี๋ยวเพื่อนก็เข้าใจผิดหรอก” “อะ...อ๋อ ขอบคุณนะคะ” เขาเลิกคิ้วขึ้นสูงพลางยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับไปทางเดิม กลายเป็นว่าเรายืนส่งเขาอยู่นานแล้วค่อยเดินเข้าตึกคณะเอง “โหยซัน ฉันนั่งรอตั้งนานทำไมมาช้าแบบนี้อ่ะ แล้วทำไมได้เดินมา” มาถึงแพรวพราวก็วิ่งมารับเลยเชียวพร้อมรัวคำถามหน้าตาตื่น เพราะปกติเราจะขับรถมาจอดหลังตึกไม่ก็คุณพ่อมาส่งถึงหน้าตึก ไม่เคยเดินไกลเป็นกิโลแบบเนียะ “เรื่องมันยาวน่ะ ไปเหอะ จะขอดูสมุดเราใช่ปะ” “เรื่องนั้นก็ใช่ แต่เล่ามาเลยว่าทำไมได้เดินมาถึงนี่” “ค่า เดี๋ยวเล่าให้ฟัง” เราตอบส่ง ๆ และเดินนำแพรวพราวเข้าไปในตัวลิฟท์ เราถูกเค้นถามระหว่างนั่งเรียนจนแทบจะจนเลคเชอร์ไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็ได้เล่าไปว่าเกิดอะไรขึ้น พอเลิกเรียนแพรวพราวจึงรีบแก้ปัญหาให้เราทันทีโดยการสอนเราใช้แอพลิเคชั่น “เรียกรถต้องเรียกให้มาถึงที่แบบนี้” แพรวพราวสอนเราปักหมุดเรียกไรเดอร์มาถึงหน้าตึกคณะ หลังจากที่เราพลาดให้ไรเดอร์มาส่งที่หน้ามหาวิทยาลัย “จะจำและนำไปใช้น้า” เราเอ่ยคางยาวพร้อมกับยิ้มร่า “ได้แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ” แพรวพราวพูดเสียงเรียบขณะที่รถยนต์ขับมาจอดเทียบข้างเราและแพรวพราว “อือ บายนะ” ยัยเพื่อนที่น่ารักโบกมือลาเราพร้อมกับยิ้มแฉ่งขณะที่เราแทรกตัวขึ้นนั่งหลังเบาะรถยนต์คันกว้างกว่าเมื่อเช้า “ตามหมุดเลยนะครับ” “ค่า” เราตอบเสียงเรียบ ครั้งนี้ไม่ได้กลับไปคอนโดมิเนียม แต่เราต้องนั่งลากยาวบนรถนี่เกือบจะชั่วโมงเพื่อกลับไปบ้านคุณพ่อเราฟังแพรวพราวเทศนาจนจบจึงได้เดินกลับมาที่ตึึก ก่อนจะเดินเข้าไปในอาคารสายตาของเราก็เหลือบไปเห็นเจ้าของเสื้อช็อปสีแดง ปลายเท้าหยุดชะงักอัตโนมัติพร้อมกับเพ่งดูให้ชัดเจนว่าเป็นใครกันแน่ ในหัวสมองของเรากำลังคอยเป่าหูว่าเป็นเขา “คุยด้วยหน่อย” เสียงเข้มเอ่ยเรียกจนแพรวพราวหัวหลังกลับมามอง เจ้าของใบหน้ายิ้มยั่วโมโหนั้นกลับกลายเป็นคนที่เราคิดไม่ถึงเพราะตั้งแต่เรียนอยู่ที่นี่เขาไม่เคยย่างเท้าเข้ามาคุยส่วนตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว “พี่วายุ?” เราเอ่ยอย่างเพ้อพกพลางประจันหน้ากับผู้ชายที่เคยคิดอยากจะเป็นแฟนเราท่าเดียว “ลมอะไรหอบพี่มาถึงนี่” “ลมแห่งรัก” เขายังคงกวนเราด้วยคำพูดชวนคลื่นไส้ สาบานเลยว่าถ้าเขาพูดอีกคำเดียวเราจะไม่คุยด้วยอีกเลย เขาจับเราลากไปยังด้านหลังของตึกไม่ต่างจากวิธีการของแพรวพราว พอเราเดินมาถึงแล้วเขาก็ปล่อย ซึ่งในเวลเดียวกันเราก็สะบัดมือออกพอดี “จะมาสารภาพรักซันอีกหรือไง” เราทำทีหัวเราะเยาะพร้อมกับกอดทรวงอกล้อเลียนอย่างเป็นมิตร
แพรวพราวนั่งมองไปยังทางเดินด้วยความสงสัย เราไม่ได้คิดจะสนใจสิ่งที่เพื่อนกำลังทำอยู่ “คนที่แกล้งซันอ่ะ...” “หือ” เสียงของแพรวพราวทำให้เราหันมองเพื่อนทันที แพรวพราวนิ่งค้างไปสักพักก่อนจะพูดต่อ “...ใช่พี่เมธีหรือเปล่า” “ใช่ เขานั่นแหละ” เราจ้วงตักข้าวใส่ปากต่อเนื่องแล้วเคี้ยวรุนแรงด้วยความหงุดหงิด เราทำอะไรเขาไม่ได้หนิ... ฟุบ! เราสะดุ้งโหยงเพราะมีแก้วน้ำชาเขียววางลงข้าง ๆ พร้อมกับร่างสูงของพี่เมธีที่กำลังก้าวขาเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ยาวของพวกเรา “ชาเขียวหวานน้อยครับน้องซันไชน์” ใบหน้ายักคิ้วหลิ่วตาเหมือนเดิมที่ชวนหงุดหงิดมองมาที่เราพร้อมอมยิ้มละมุน ด้านของแพรวพราวนั้นได้อ้าปากค้างไปแล้ว เราจับแก้วน้ำขึ้นมาและมองแก้วน้ำอีกแก้วในมือเขาก่อนจะเข้าใจว่าเขาซื้อมาให้เราจริง ๆ ไม่ใช่การแกล้งเล่นแต่อย่างใด “ซื้อให้เรา?” “ใช่ ก็บอกว่าจะเอามาให้ ทำหน้าบึ้งเป็นตูดลิงทำไม” นี่!...นี่เขายังอุตส่าห์เห็นว่าเรากำลังทำหน้ายังไงอยู่งั้นเหรอ คงจะไม่ม
“ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก” เฮือก! พี่เมธีกระซิบข้างหูระยะประชิดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าจนเราขนลุกซู่ไปทั้งตัว อุตส่าห์รีบหนีออกมาจากเขาแล้วยังจะมาเจออยู่ร้านเดียวกัน ถ้าไม่ติดว่าร้านป้าชงน้ำอร่อยล่ะก็เราคงรีบย้ายไปร้านอื่นแล้วเพราะแถวยาวเป็นหางว่าวเลย เขาคงไม่ทันสังเกตใช่ไหมว่าเราสะดุ้งโหยงแรงมาก ๆ เขามองหน้าเราพร้อมกับยิ้มมุมปาก สายตาแข็งกร้าวนั้นดูอบอุ่นกว่าที่ผ่านมาพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อยและหัวเราะลำคอเมื่อมองหน้าเรา มีอะไรน่าขำขนาดนั้นกันนะ “ช่วยบอกให้ชื่นใจทีว่าพี่ไม่ได้ตามเรามา” เราแหงนหน้ามองคนตัวสูงด้านหลังแล้วถามอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันก็ยกมือมาขยับแว่นเล็กน้อย “ไม่บอกหรอกครับ” เขาก้มลงมาสบตาและยิ้มกว้างขณะเอ่ยกวนเรากลับบ้าง แน่นอนล่ะว่าเรารู้ซึ้งทันทีว่าเราควรจะบอกร้านข้าวมันไก่ให้พี่เขาดี ๆ จะได้ไม่ถูกกวน “งั้นเราจะถือว่าพี่ตามเรามา” หัวใจของเราสั่นไหวเมื่อพยายามสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ พี่เมธียิ้มพลางยักไหล่กวน ๆ เป็นสิ่งตอบแทน เราขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดก่อนจะถูกเขาผลักดันหลังเบา ๆ ให้ขยับ
หลายวันต่อมา… “มีคนมาถามหามึงตั้งแต่เมื่อวานละไอ้เมธี” หัวหน้าห้องเดินมาทักทายเมธี “ใคร” “ไม่รู้สาวที่ไหน” “ถามว่า?” “ถามมึงมาเรียนป่าว ทำไร อยู่ไหน เวลาว่างมึงทำอะไร เชี้ยไรสักอย่างกูจะตอบได้ไหมมึงคิดดูดิ นั่นมาละ สงสัยกูหลบไม่ทัน” หัวหน้ารีบเดินหลบทันทีจากที่เป็นพวกชอบนั่งเล่นรับลมหน้าตึกคณะจนต้องย้ายมาสูดอากาศหลังสวน คราวนี้เธอเดินเข้ามาถึงด้านในเพราะเห็นหลังไหว ๆ ของหัวหน้าห้อง “มึงแม่ง!” ชายหนุ่มสบถและเดินออกไปหาสาวสวย แต่งตัวแซ่บตามประสาของสาวปีสี่ เธอคือ ‘เอมิลี่’ คนที่เขาได้ใช้เวลาร่วมกันบนรถเมื่อหลายวันก่อน “เธอมาทำไม” ชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่กับที่ เป็นเพื่อนเขาที่หลบหลีกให้เอมิลี่นั่งลง “บังเอิญจังเลยเมธี อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ” เธอแสร้งทำเป็นตกใจขณะหย่อนก้นนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างระแวดระวังเพราะใบหน้าของเมธีตอนนี้แข็งกร้าวอย่างชัดเจน “...” ชายหนุ่มไม่ตอบพลางก้มลงทำงานของตนเองต่อ “จริงสิ พรุ่งนี้เมธีว่างไหม” “ฉันพูดชัดเจนไปแล้วนะว่าหลังจากนี้เราจะไม่เกี
@ผับไจแอนท์เฮฟวี่ เมธีนั่งจิบเหล้าพอเป็นพิธีในขณะที่มองรอบ ๆ ผับขนาดใหญ่ “วันนี้น้องวิบวับมาไหมวะ” ภูริเอ่ยติดตลก “มาก็เสร็จกูดิ” เมธีหัวเราะในลำคอ เขาคิดถึงความซื่อบื้อของซันไชน์และต้องขอบคุณภูริที่เอาเรื่องของหมามาเป็นข้ออ้าง เพราะซันไชน์ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกหลอก แถมเรียวขาอ่อนเธอก็น่าลูบไล้มากเลยทีเดียว “มึงรับคำท้าไอ้วาว่างั้น” “...” ไม่ตอบใด ๆ ทั้งสิ้น “กูไปละ” วายุเอ่ยตัดบทแล้วเดินออกมาโต๊ะ เหลือก็แค่เมธีคนเดียวที่นั่งจิบเหล้าชิลเฝ้ารอดูซัันไชน์ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีแม้แต่เงา มีเพียงเสียงบรรเลงเพลงจากฝีมือของดีเจสั่นสะเทือนไปสุดขั้วหัวใจ ผู้หญิงหลายคนแต่งตัวโชว์เรือนร่างที่แสนสวยงามให้พวกเขาได้เชยชม ก่อนจะมีใครบางคนเดินเข้ามาทักทายคนตัวสูง “นั่งด้วยได้ไหมคะ” สาวสวยในชุดเดรสสั้นเปิดแผ่นหลังกว้างนั่งลงบนที่ว่างข้างเมธี สายตาจับจ้องเขาราวกับจะกลืนกิน ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากเหล่มองสาวสวยอย่างมีเลศนัย “มีผัวยัง” “ถ้ามีจะเดินมานั่งด้วยเหรอคะ” เมธีเข้าใจพร
ทุก ๆ เดือนครอบครัวของเราจะมีนัดเจอทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตารวมถึงญาติบางคนตามกำหนดตารางของคุณพ่อ ซึ่งเราก็ไม่ทราบได้ว่าวันนี้จะต้องเจอคุณลุงคุณป้าท่านไหน เมื่อไรเดอร์ขับมาถึงบ้านของเราที่ใหญ่โตพอสมควรก็ทำการชะลอจอดหน้าบ้าน “ขับเข้าไปข้างในเลยก็ได้ค่ะพี่” เราชี้ไปยังทางลานกว้างก่อนจะถึงประตูบ้านจริง ๆ ซึ่งมันไกลมาก “ครับ ๆ” เรามีประสบการณ์มาแล้วและจะไม่ทำให้มันเกิดซ้ำสองอีก มีหวังได้เดินไกลจนขาลากแน่กว่าจะถึงหน้าประตูบ้าน หลังจากมาถึงบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าไปจัดการตัวเองในห้องจนพร้อมที่จะเจอคนอื่นในสภาพลูกสาวของวงตระกูลจึงวิ่งหน้าตั้งลงจากชั้นสองจนเดอนมาถึงหน้าห้องครัว “มาแล้วค่าคุณแม่” คุณแม่ยืนหั่นพริกอยู่ในครัวหน้านิ่วคิ้วขมวดจนกระทั่งได้ยินเสียงใสแจ๋วของเรา “ซันไชน์! คิดถึงจังเลยลูก มากอดทีคนสวยของแม่” คุณแม่กางแขนออกกว้างเดินเข้ามาใกล้เราเรื่อย ๆ พร้อมกับโผกอดร่างบาง ๆ ของเรา มือยังไม่ทันได้ล้างเลยด้วยซ้ำ “คิดถึงเหมือนกันค่ะ แต่ว่าแม่ยังไม่ล้างมือเลยนะคะ” “โทษทีค่ะลูกรัก แม่ช่วยแม่ครัวหั่นพริกประดับจานจะได้พร้อมเสริฟเร็ว ๆ ป่านนี้ลุงกำนันน่าจะมาถึงแล้วน







