Masukเราฟังแพรวพราวเทศนาจนจบจึงได้เดินกลับมาที่ตึึก ก่อนจะเดินเข้าไปในอาคารสายตาของเราก็เหลือบไปเห็นเจ้าของเสื้อช็อปสีแดง
ปลายเท้าหยุดชะงักอัตโนมัติพร้อมกับเพ่งดูให้ชัดเจนว่าเป็นใครกันแน่ ในหัวสมองของเรากำลังคอยเป่าหูว่าเป็นเขา “คุยด้วยหน่อย” เสียงเข้มเอ่ยเรียกจนแพรวพราวหัวหลังกลับมามอง เจ้าของใบหน้ายิ้มยั่วโมโหนั้นกลับกลายเป็นคนที่เราคิดไม่ถึงเพราะตั้งแต่เรียนอยู่ที่นี่เขาไม่เคยย่างเท้าเข้ามาคุยส่วนตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว “พี่วายุ?” เราเอ่ยอย่างเพ้อพกพลางประจันหน้ากับผู้ชายที่เคยคิดอยากจะเป็นแฟนเราท่าเดียว “ลมอะไรหอบพี่มาถึงนี่” “ลมแห่งรัก” เขายังคงกวนเราด้วยคำพูดชวนคลื่นไส้ สาบานเลยว่าถ้าเขาพูดอีกคำเดียวเราจะไม่คุยด้วยอีกเลย เขาจับเราลากไปยังด้านหลังของตึกไม่ต่างจากวิธีการของแพรวพราว พอเราเดินมาถึงแล้วเขาก็ปล่อย ซึ่งในเวลเดียวกันเราก็สะบัดมือออกพอดี “จะมาสารภาพรักซันอีกหรือไง” เราทำทีหัวเราะเยาะพร้อมกับกอดทรวงอกล้อเลียนอย่างเป็นมิตร วายุมองเราอย่างเอือมระอาก่อนจะแสยะยิ้มที่ชวนขนลุกกลับมา มันทำให้เราอยากหุบยิ้มลงทันทีพร้อมเอ่ยถามเสียงเอื่อยเฉื่อย “มีเรื่องอะไรให้ต้องกระซิบกระซาบ” “มีดิถึงมาหา ได้ข่าวว่าสนิทกับไอ้เมธีมาสักพักแล้วหนิ” เขาเอ่ยพร้อมกับหยิบบุหรี่มาคาบเอาไว้แล้วจุดไฟอยู่ต่อหน้าเรา “..?” เราย่นจมูกและปัดมือพัลวัน ควันบุหรี่ลอยคละคลุ้งไปทั่วอากาศ “ชอบมันปะ” “เอาดีพี่วายุ ยังไม่เลิกชอบเราอีก?” “บ้าจริง ฉันแค่หลงผิดแบบเด็ก ๆ เหอะ” เขาพ่นควันบุหรี่ใส่หน้าเราแบบหยาบคาย “แค่ก!” เราที่ยิ้มเยาะหยันก่อนหน้านี้สำลักควันบุหรี่ที่เหม็นจนแทบบ้าพลางผลักเขาออก “ที่ผับ” “...” เขาเงียบเพื่อดูดบุหรี่เข้าปอดอีกรอบ “ไจแอนท์เฮฟวี่ฉันเห็นนะ” เขาพูดสบายใจมองเราด้วยสายตาชวนข่มขวัญราวกับมีบางอย่างลับลมคมใน หัวใจของเราเต้นระส่ำเมื่อคิดถึงภาพจำที่ตนเองลูบไล้ลำตัวของพี่เมธีโดยมีสายตาของวายุจับจ้องอยู่ แค่คิด...เราก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกที่ไหนแล้ว “แล้วยังไง เรื่องมันก็หลายวันมาแล้ว” “เรื่องแรกเธอแอบไปเที่ยวกลางคืน” “...” มะ...มันก็ใช่แหละแต่ว่าคนเราก็ต้องมีเวลาสำหรับปลดปล่อยกันบ้าง “เรื่องที่สองเธอจู๋จี๋กับผู้ชายในผับ” คำขู่พวกนี้ข่มขวัญเราได้จริง ๆ เรากัดริมฝีปากแน่นไม่เถียงคนตรงหน้าสักคำ ก่อนที่เขาจะพ่นควันบุหรี่ออกมาอีก “ถ้าพ่อเธอรู้จะเป็นยังไงนะ” สองมือของเรากำแน่นข้างลำตัว สายตาที่เคยมองเขาอย่างใจเย็นตอนนี้เริ่มแข็งกร้าวอยากจะตั้นหน้าเขาแรง ๆ สักทีให้หายกดดัน “พี่จะบอกคุณพ่อ?” ไม่ใช่พี่ชายแท้ ๆ ยังมีหน้าเอาเรื่องพวกนี้มาพูด “ถ้าเธอไม่ช่วยฉันทำอะไรบางอย่าง” เขาคีบบุหรี่ออกจากปากและทิ้งมันลงบนพื้น “ว่ามาสิ” “ทำให้เมธีมีความรัก” รองเท้าผ้าใบสีดำเหยียบลงบนบุหรี่ตัวนั้นพร้อมกับขยี้อย่างเชื่องช้า “ทำยังไงก็ได้ให้มันรักเธอ พอถึงตอนนั้นแล้วก็บอกเลิกมันแล้วหายไปซะ” “?” อะไรของเขา ทำไมเราต้องทำอะไรแบบนี้ด้วย เรากำมือแน่นและจ้องเขม็งเขาด้วยความไม่พอใจที่คิดจะเล่นเกมส์อะไรสักอย่างที่มันไร้ประโยชน์ ไม่ได้เกิดผลดีอะไรกับใครเลยสักนิด “แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่เป็นไร ฉันแค่จะไปบอกพ่อเธอว่า...” “ทำ!!” วายุหัวเราะยียวนกวนประสาทก่อนจะลูบหัวเรา ทว่าเรากลับปัดออกอย่างไม่ใยดี “เก่งมากซัน” “อย่ามาจับ! ทำไมซันต้องทำอะไรแบบนั้นด้วย เพื่อนพี่เจ้าชู้เข้าเส้นจนหาแฟนไม่ได้รึไง” “ไม่หรอก มันก็แค่รักสนุก...แต่สนุกเกินไปจนอยากเห็นแม่งอกหักสักครั้ง แกล้งเล่นขำ ๆ น่า” เขาเอ่ยเสียงเรียบอย่างเลือดเย็น มีเพื่อนดี ๆ ที่ไหนเขาแกล้งกันแบบนี้ “…!” “จีบมัน อ่อยมันเหมือนที่เคยทำตอนอยู่กับฉัน แล้วก็รอจนกว่ามันจะรัก ทำได้ป่าว” ไม่ได้อ่อยสักหน่อย โคตรมั่วเลย! “ซันไม่แน่ใจ” เราไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนจะรับปากได้ยังไง แต่ถ้าเรื่องนี้ถึงหูพ่อไม่ว่าจะเป็นรถ บัตรเครดิต คอนโดมีเนียม คงจะหายไปชั่วข้ามคืน “แต่จะพยายาม” “ไม่พยายามเฉย ๆ ดิ ต้องทำให้ได้ สงสัยเรื่องอะไรเกี่ยวกับไอ้เมธีก็ค่อยถามฉันมา แต่อย่าทำให้มันเบื่อจนเขี่ยทิ้งก่อนก็พอ” “ให้ซันวิ่งตามผู้ชายที่เบื่อแล้วชอบเขี่ยทิ้งเหมือนขยะเนี่ยนะ?” เราชี้หน้าตัวเอง “ไม่ได้บังคับ ฉันไม่ได้ให้เธอทำฟรี ๆ ค่าจ้างคุ้มค่ากับเวลาของเธอแน่นอน” เขายิ้มเยาะและเดินกลับออกไปทางเดิม เราได้แต่ยืนอึ้งไปสักพักก่อนจะถอนหายใจออกมา “เข้าใจแล้ว คอยดูเลย!” เราตะโกนตามหลังและมองดูพี่วายุยกมือโอเคให้จากมุมไกล “เฮ้อ...พี่เมธีจะรู้ตัวไหมว่ามีเพื่อนระยำแบบเนี๊ยะ!” เราเท้าสะเอวแล้วบ่นพึมพำด้วยความไม่ชอบใจ พี่วายุนั้นมันเป็นพวกเล่นแผลง ๆ อยู่แล้วด้วยสิเราฟังแพรวพราวเทศนาจนจบจึงได้เดินกลับมาที่ตึึก ก่อนจะเดินเข้าไปในอาคารสายตาของเราก็เหลือบไปเห็นเจ้าของเสื้อช็อปสีแดง ปลายเท้าหยุดชะงักอัตโนมัติพร้อมกับเพ่งดูให้ชัดเจนว่าเป็นใครกันแน่ ในหัวสมองของเรากำลังคอยเป่าหูว่าเป็นเขา “คุยด้วยหน่อย” เสียงเข้มเอ่ยเรียกจนแพรวพราวหัวหลังกลับมามอง เจ้าของใบหน้ายิ้มยั่วโมโหนั้นกลับกลายเป็นคนที่เราคิดไม่ถึงเพราะตั้งแต่เรียนอยู่ที่นี่เขาไม่เคยย่างเท้าเข้ามาคุยส่วนตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว “พี่วายุ?” เราเอ่ยอย่างเพ้อพกพลางประจันหน้ากับผู้ชายที่เคยคิดอยากจะเป็นแฟนเราท่าเดียว “ลมอะไรหอบพี่มาถึงนี่” “ลมแห่งรัก” เขายังคงกวนเราด้วยคำพูดชวนคลื่นไส้ สาบานเลยว่าถ้าเขาพูดอีกคำเดียวเราจะไม่คุยด้วยอีกเลย เขาจับเราลากไปยังด้านหลังของตึกไม่ต่างจากวิธีการของแพรวพราว พอเราเดินมาถึงแล้วเขาก็ปล่อย ซึ่งในเวลเดียวกันเราก็สะบัดมือออกพอดี “จะมาสารภาพรักซันอีกหรือไง” เราทำทีหัวเราะเยาะพร้อมกับกอดทรวงอกล้อเลียนอย่างเป็นมิตร
แพรวพราวนั่งมองไปยังทางเดินด้วยความสงสัย เราไม่ได้คิดจะสนใจสิ่งที่เพื่อนกำลังทำอยู่ “คนที่แกล้งซันอ่ะ...” “หือ” เสียงของแพรวพราวทำให้เราหันมองเพื่อนทันที แพรวพราวนิ่งค้างไปสักพักก่อนจะพูดต่อ “...ใช่พี่เมธีหรือเปล่า” “ใช่ เขานั่นแหละ” เราจ้วงตักข้าวใส่ปากต่อเนื่องแล้วเคี้ยวรุนแรงด้วยความหงุดหงิด เราทำอะไรเขาไม่ได้หนิ... ฟุบ! เราสะดุ้งโหยงเพราะมีแก้วน้ำชาเขียววางลงข้าง ๆ พร้อมกับร่างสูงของพี่เมธีที่กำลังก้าวขาเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ยาวของพวกเรา “ชาเขียวหวานน้อยครับน้องซันไชน์” ใบหน้ายักคิ้วหลิ่วตาเหมือนเดิมที่ชวนหงุดหงิดมองมาที่เราพร้อมอมยิ้มละมุน ด้านของแพรวพราวนั้นได้อ้าปากค้างไปแล้ว เราจับแก้วน้ำขึ้นมาและมองแก้วน้ำอีกแก้วในมือเขาก่อนจะเข้าใจว่าเขาซื้อมาให้เราจริง ๆ ไม่ใช่การแกล้งเล่นแต่อย่างใด “ซื้อให้เรา?” “ใช่ ก็บอกว่าจะเอามาให้ ทำหน้าบึ้งเป็นตูดลิงทำไม” นี่!...นี่เขายังอุตส่าห์เห็นว่าเรากำลังทำหน้ายังไงอยู่งั้นเหรอ คงจะไม่ม
“ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก” เฮือก! พี่เมธีกระซิบข้างหูระยะประชิดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าจนเราขนลุกซู่ไปทั้งตัว อุตส่าห์รีบหนีออกมาจากเขาแล้วยังจะมาเจออยู่ร้านเดียวกัน ถ้าไม่ติดว่าร้านป้าชงน้ำอร่อยล่ะก็เราคงรีบย้ายไปร้านอื่นแล้วเพราะแถวยาวเป็นหางว่าวเลย เขาคงไม่ทันสังเกตใช่ไหมว่าเราสะดุ้งโหยงแรงมาก ๆ เขามองหน้าเราพร้อมกับยิ้มมุมปาก สายตาแข็งกร้าวนั้นดูอบอุ่นกว่าที่ผ่านมาพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อยและหัวเราะลำคอเมื่อมองหน้าเรา มีอะไรน่าขำขนาดนั้นกันนะ “ช่วยบอกให้ชื่นใจทีว่าพี่ไม่ได้ตามเรามา” เราแหงนหน้ามองคนตัวสูงด้านหลังแล้วถามอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันก็ยกมือมาขยับแว่นเล็กน้อย “ไม่บอกหรอกครับ” เขาก้มลงมาสบตาและยิ้มกว้างขณะเอ่ยกวนเรากลับบ้าง แน่นอนล่ะว่าเรารู้ซึ้งทันทีว่าเราควรจะบอกร้านข้าวมันไก่ให้พี่เขาดี ๆ จะได้ไม่ถูกกวน “งั้นเราจะถือว่าพี่ตามเรามา” หัวใจของเราสั่นไหวเมื่อพยายามสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ พี่เมธียิ้มพลางยักไหล่กวน ๆ เป็นสิ่งตอบแทน เราขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดก่อนจะถูกเขาผลักดันหลังเบา ๆ ให้ขยับ
หลายวันต่อมา… “มีคนมาถามหามึงตั้งแต่เมื่อวานละไอ้เมธี” หัวหน้าห้องเดินมาทักทายเมธี “ใคร” “ไม่รู้สาวที่ไหน” “ถามว่า?” “ถามมึงมาเรียนป่าว ทำไร อยู่ไหน เวลาว่างมึงทำอะไร เชี้ยไรสักอย่างกูจะตอบได้ไหมมึงคิดดูดิ นั่นมาละ สงสัยกูหลบไม่ทัน” หัวหน้ารีบเดินหลบทันทีจากที่เป็นพวกชอบนั่งเล่นรับลมหน้าตึกคณะจนต้องย้ายมาสูดอากาศหลังสวน คราวนี้เธอเดินเข้ามาถึงด้านในเพราะเห็นหลังไหว ๆ ของหัวหน้าห้อง “มึงแม่ง!” ชายหนุ่มสบถและเดินออกไปหาสาวสวย แต่งตัวแซ่บตามประสาของสาวปีสี่ เธอคือ ‘เอมิลี่’ คนที่เขาได้ใช้เวลาร่วมกันบนรถเมื่อหลายวันก่อน “เธอมาทำไม” ชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่กับที่ เป็นเพื่อนเขาที่หลบหลีกให้เอมิลี่นั่งลง “บังเอิญจังเลยเมธี อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ” เธอแสร้งทำเป็นตกใจขณะหย่อนก้นนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างระแวดระวังเพราะใบหน้าของเมธีตอนนี้แข็งกร้าวอย่างชัดเจน “...” ชายหนุ่มไม่ตอบพลางก้มลงทำงานของตนเองต่อ “จริงสิ พรุ่งนี้เมธีว่างไหม” “ฉันพูดชัดเจนไปแล้วนะว่าหลังจากนี้เราจะไม่เกี
@ผับไจแอนท์เฮฟวี่ เมธีนั่งจิบเหล้าพอเป็นพิธีในขณะที่มองรอบ ๆ ผับขนาดใหญ่ “วันนี้น้องวิบวับมาไหมวะ” ภูริเอ่ยติดตลก “มาก็เสร็จกูดิ” เมธีหัวเราะในลำคอ เขาคิดถึงความซื่อบื้อของซันไชน์และต้องขอบคุณภูริที่เอาเรื่องของหมามาเป็นข้ออ้าง เพราะซันไชน์ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกหลอก แถมเรียวขาอ่อนเธอก็น่าลูบไล้มากเลยทีเดียว “มึงรับคำท้าไอ้วาว่างั้น” “...” ไม่ตอบใด ๆ ทั้งสิ้น “กูไปละ” วายุเอ่ยตัดบทแล้วเดินออกมาโต๊ะ เหลือก็แค่เมธีคนเดียวที่นั่งจิบเหล้าชิลเฝ้ารอดูซัันไชน์ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีแม้แต่เงา มีเพียงเสียงบรรเลงเพลงจากฝีมือของดีเจสั่นสะเทือนไปสุดขั้วหัวใจ ผู้หญิงหลายคนแต่งตัวโชว์เรือนร่างที่แสนสวยงามให้พวกเขาได้เชยชม ก่อนจะมีใครบางคนเดินเข้ามาทักทายคนตัวสูง “นั่งด้วยได้ไหมคะ” สาวสวยในชุดเดรสสั้นเปิดแผ่นหลังกว้างนั่งลงบนที่ว่างข้างเมธี สายตาจับจ้องเขาราวกับจะกลืนกิน ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากเหล่มองสาวสวยอย่างมีเลศนัย “มีผัวยัง” “ถ้ามีจะเดินมานั่งด้วยเหรอคะ” เมธีเข้าใจพร
ทุก ๆ เดือนครอบครัวของเราจะมีนัดเจอทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตารวมถึงญาติบางคนตามกำหนดตารางของคุณพ่อ ซึ่งเราก็ไม่ทราบได้ว่าวันนี้จะต้องเจอคุณลุงคุณป้าท่านไหน เมื่อไรเดอร์ขับมาถึงบ้านของเราที่ใหญ่โตพอสมควรก็ทำการชะลอจอดหน้าบ้าน “ขับเข้าไปข้างในเลยก็ได้ค่ะพี่” เราชี้ไปยังทางลานกว้างก่อนจะถึงประตูบ้านจริง ๆ ซึ่งมันไกลมาก “ครับ ๆ” เรามีประสบการณ์มาแล้วและจะไม่ทำให้มันเกิดซ้ำสองอีก มีหวังได้เดินไกลจนขาลากแน่กว่าจะถึงหน้าประตูบ้าน หลังจากมาถึงบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าไปจัดการตัวเองในห้องจนพร้อมที่จะเจอคนอื่นในสภาพลูกสาวของวงตระกูลจึงวิ่งหน้าตั้งลงจากชั้นสองจนเดอนมาถึงหน้าห้องครัว “มาแล้วค่าคุณแม่” คุณแม่ยืนหั่นพริกอยู่ในครัวหน้านิ่วคิ้วขมวดจนกระทั่งได้ยินเสียงใสแจ๋วของเรา “ซันไชน์! คิดถึงจังเลยลูก มากอดทีคนสวยของแม่” คุณแม่กางแขนออกกว้างเดินเข้ามาใกล้เราเรื่อย ๆ พร้อมกับโผกอดร่างบาง ๆ ของเรา มือยังไม่ทันได้ล้างเลยด้วยซ้ำ “คิดถึงเหมือนกันค่ะ แต่ว่าแม่ยังไม่ล้างมือเลยนะคะ” “โทษทีค่ะลูกรัก แม่ช่วยแม่ครัวหั่นพริกประดับจานจะได้พร้อมเสริฟเร็ว ๆ ป่านนี้ลุงกำนันน่าจะมาถึงแล้วน







