Masuk“ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก”
เฮือก! พี่เมธีกระซิบข้างหูระยะประชิดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าจนเราขนลุกซู่ไปทั้งตัว อุตส่าห์รีบหนีออกมาจากเขาแล้วยังจะมาเจออยู่ร้านเดียวกัน ถ้าไม่ติดว่าร้านป้าชงน้ำอร่อยล่ะก็เราคงรีบย้ายไปร้านอื่นแล้วเพราะแถวยาวเป็นหางว่าวเลย เขาคงไม่ทันสังเกตใช่ไหมว่าเราสะดุ้งโหยงแรงมาก ๆ เขามองหน้าเราพร้อมกับยิ้มมุมปาก สายตาแข็งกร้าวนั้นดูอบอุ่นกว่าที่ผ่านมาพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อยและหัวเราะลำคอเมื่อมองหน้าเรา มีอะไรน่าขำขนาดนั้นกันนะ “ช่วยบอกให้ชื่นใจทีว่าพี่ไม่ได้ตามเรามา” เราแหงนหน้ามองคนตัวสูงด้านหลังแล้วถามอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันก็ยกมือมาขยับแว่นเล็กน้อย “ไม่บอกหรอกครับ” เขาก้มลงมาสบตาและยิ้มกว้างขณะเอ่ยกวนเรากลับบ้าง แน่นอนล่ะว่าเรารู้ซึ้งทันทีว่าเราควรจะบอกร้านข้าวมันไก่ให้พี่เขาดี ๆ จะได้ไม่ถูกกวน “งั้นเราจะถือว่าพี่ตามเรามา” หัวใจของเราสั่นไหวเมื่อพยายามสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ พี่เมธียิ้มพลางยักไหล่กวน ๆ เป็นสิ่งตอบแทน เราขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดก่อนจะถูกเขาผลักดันหลังเบา ๆ ให้ขยับแถวไปด้านหน้า “สนใจอย่างอื่นบ้างดิ ไม่ใช่สนใจแต่พี่” “ไม่ใช่สักหน่อย” เราบ่นอุบเล็กน้อยเพราะกลัวว่าคนอื่นจะหันมาสนใจ มือหนาจับกุมไหล่บางของเราไม่ปล่อยราวกับเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เรารู้สึกว่าตัวเองปุกปิกขึ้นมาทันทีที่ถูกจับตัวขยับไปมาด้วยแรงจากมือคู่นั้น “ปล่อยเลยพี่!” เราดึงมือเขาออกจากไหล่บาง ๆ และเขาก็ยอมให้เราดึงออกแต่โดยดี ถึงมันไม่ได้ง่ายแบบที่คิด เพราะมือของเขามันอ่อนระทวย ทว่าพอเราจับดึงขึ้นมือเขาก็แปลงร่างเป็นปลาหมึกที่จับหมับเข้ารอบนิ้วก้อยของเรากลายเป็นว่าตอนนี้เราทั้งคู่เหมือนคนที่กำลังจับมือกันอยู่ ให้ตายเถอะเราเกรงใจที่จะสะบัดมือออกจากการจับกุมของเขา เขาทำให้เรารู้สึกอยากใกล้ชิดกันให้มากขึ้นเรื่อย ๆ สายตาที่จ้องมองเราตลอดจากด้านหลังทำให้รู้สึกประหม่าไปหมด ไม่รู้ว่าเขาจะก้มลงมากระซิบกับเราอีกเมื่อไหร่ “ไม่ปล่อยมือเท่ากับมีใจ” เขากระซิบเสียงอ่อย มองเราจะด้านข้างด้วยสายตาหวานเยิ้ม “มีมารยาทค่ะ” เราสะบัดมือออกทันทีแล้วขยับหนีเขา ถึงจะดีต่อใจจนเวลาแทบจะหยุดหมุนแต่เรากลับรู้สึกทั้งเขินและอายคนอื่นในเวลาเดียวกัน ใครมองมาที่เราตอนนี้ก็คงจะคิดว่าเขากำลังจะหอมแก้มเพราะเราดันหันหน้ามามองเขาด้วยนี่สิ เราพูดแรงไปไหมนะ? ว่าแล้วก็หันกลับไปมองเขา เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาปานฟ้าประธานยืนกอดอกมองมาอย่างไม่ลดละพร้อมกับยักคิ้วหลิ่วตากลับมา เราจึงยิ้มทีเล่นทีจริงให้เพื่อเป็นการถนอมน้ำใจ การยืนรอแถวนี้ก็ช่างเหนื่อยหน่ายจริง ๆ เรายืนใส่รองเท้าส้นแก้วยาวสองนิ้วลายเพชร เพราะมันไม่มีสายรัดเราจึงรู้สึกเมื่อยมากได้แต่แอบเอามือทุบต้นขาเบา ๆ “เธอเอาน้ำไร” จู่ ๆ เขาก็ถามขึ้นมา น้ำเสียงเข้มนั้นดูไม่ค่อยอยากรู้เรื่องของเราเท่าไหร่ “พี่จะซื้อตามเราอีกแล้วเหรอ” “...” ถามไม่ตอบ ยืนนิ่งมองเราอยู่อย่างนั้น...อึดอัดเป็นบ้า “ชาเขียวหวานน้อย” เราเอ่ยขึ้นเพื่อจบปัญหา เอาจริงนะถึงเขาจะกินตามเราก็ไม่ติดหรอกเพราะมันอร่อยมาก แต่ที่ไม่อยากบอกก็เป็นเพราะพี่เมธีอีกนั่นแหละชอบทำตัวน่าหมั่นไส้ “อืม ไปนั่งรอที่โต๊ะดี ๆ เดี๋ยวเอาไปให้” “อะไร...ยังไง...นะพี่” เราไม่ได้ฟังผิดหรอกนะเขาเพิ่งจะไล่เราออกไปด้วยท่าทางเหมือนไล่หมาแมว แต่เพราะจะเอาไปเสิร์ฟเราถึงที่งั้นเหรออ ใบหน้าที่มองมาให้เรานั้นยังคงสงบนิ่งพลางจับไหล่บางขยับออกนอกแถว เป็นเราที่ยืนมองเขาตาละห้อยอยู่ข้างนอก “ไม่เอาพี่ เรารอได้” เราพยายามแทรกตัวเข้าไปแต่เขาก็ขวางสุดฤทธิ์ด้วยท่อนแขนอันแข็งแกร่งของตนเอง ที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วเอาศอกกันท่าเรา “ออกจากแถวไปแล้วคิดจะแซงคิวรึไง” เขาพูดเสียงดังจนคนอื่นมองมาที่เรา “ก็พี่ดันเราออกมาหนิ” เราเถียงแต่ก็หยุดแทรกตัวเข้าไป ทุกคนมองมาเหมือนเราเป็นฝ่ายผิด ราวกับว่าเราหยอหล้แกันจนรบกวนคนอื่นเสียอย่างนั้น “ไหนหลักฐาน” แววตาใสซื่อของเราออกแววจะงอแงมองเขาด้วยความผิดหวัง นอกจากจะไม่ยอมรับว่าดันเราออกมาแล้วยังแสร้งไม่รู้จักกันอีก “...” เราไม่ตอบอะไรอีกแล้วยอมเดินออกมาอย่างจำใจ ถึงแม้ว่าจะเบะปากคว่ำอัตโนมัติเกือบจะน้ำตาคลอเบ้าด้วยความอับอาย แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ถูกผู้ชายแกล้งและหลอกให้ออกจากแถวในเวลาเดียวกัน เรานัั่งลงข้างแพรวพราวและจัดการทานข้าวมันไก่ที่มันจืดชืดมากแล้วในขณะที่แพรวพราวนั้นเหลือแค่เศษหนึ่งส่วนสามของจาน แพรวพราวมองมาที่เราด้วยความงุนงง นอกจากจะเงียบไม่พูดไม่จาแล้วก็ยักข้าวคำโตใส่ปากไม่หยุดด้วย “ไหนซันบอกว่าจะไปซื้อน้ำ” “มีคนแกล้งผลักเราออกจากแถว” เราเอ่ยเสียงเรียบ “อ้าว แล้วทำไมไม่เบียดเข้าไปเลยล่ะ” “…” “โดนแกล้งยังไงมาเนี่ย มีเรื่องกับใครเขามาไหม” แพรวพราวรัวคำถามมาด้วยความเป็นห่วงเพราะตั้งแต่รู้จักกันมาเราไม่เคยมีเรื่องกับใครเลย “เขาบอกว่าให้เรามานั่งรอเดี๋ยวเอามาให้แล้วผลักเราออกมา” “?” “นั่นแหละ พอเราหลุดจากแถวเขาก็กล่าวหาว่าเราจะไปแซงคิว ตอนนั้นถึงได้รู้ว่าโดนแกล้ง” “ถูกหลอกว่างั้น” “ไม่รู้สิ ไม่อยากรับรู้ด้วยแล้ว” ใจหนึ่งเราก็เชื่อสนิทเลย แต่อีกใจหนึ่งเราก็เข้าใจว่ามันเป็นการแกล้งเล่นของการถูกปฏิเสธในคืนนั้น ถ้าอย่างนั้นก็เอาคืนให้พอใจเลยเราฟังแพรวพราวเทศนาจนจบจึงได้เดินกลับมาที่ตึึก ก่อนจะเดินเข้าไปในอาคารสายตาของเราก็เหลือบไปเห็นเจ้าของเสื้อช็อปสีแดง ปลายเท้าหยุดชะงักอัตโนมัติพร้อมกับเพ่งดูให้ชัดเจนว่าเป็นใครกันแน่ ในหัวสมองของเรากำลังคอยเป่าหูว่าเป็นเขา “คุยด้วยหน่อย” เสียงเข้มเอ่ยเรียกจนแพรวพราวหัวหลังกลับมามอง เจ้าของใบหน้ายิ้มยั่วโมโหนั้นกลับกลายเป็นคนที่เราคิดไม่ถึงเพราะตั้งแต่เรียนอยู่ที่นี่เขาไม่เคยย่างเท้าเข้ามาคุยส่วนตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว “พี่วายุ?” เราเอ่ยอย่างเพ้อพกพลางประจันหน้ากับผู้ชายที่เคยคิดอยากจะเป็นแฟนเราท่าเดียว “ลมอะไรหอบพี่มาถึงนี่” “ลมแห่งรัก” เขายังคงกวนเราด้วยคำพูดชวนคลื่นไส้ สาบานเลยว่าถ้าเขาพูดอีกคำเดียวเราจะไม่คุยด้วยอีกเลย เขาจับเราลากไปยังด้านหลังของตึกไม่ต่างจากวิธีการของแพรวพราว พอเราเดินมาถึงแล้วเขาก็ปล่อย ซึ่งในเวลเดียวกันเราก็สะบัดมือออกพอดี “จะมาสารภาพรักซันอีกหรือไง” เราทำทีหัวเราะเยาะพร้อมกับกอดทรวงอกล้อเลียนอย่างเป็นมิตร
แพรวพราวนั่งมองไปยังทางเดินด้วยความสงสัย เราไม่ได้คิดจะสนใจสิ่งที่เพื่อนกำลังทำอยู่ “คนที่แกล้งซันอ่ะ...” “หือ” เสียงของแพรวพราวทำให้เราหันมองเพื่อนทันที แพรวพราวนิ่งค้างไปสักพักก่อนจะพูดต่อ “...ใช่พี่เมธีหรือเปล่า” “ใช่ เขานั่นแหละ” เราจ้วงตักข้าวใส่ปากต่อเนื่องแล้วเคี้ยวรุนแรงด้วยความหงุดหงิด เราทำอะไรเขาไม่ได้หนิ... ฟุบ! เราสะดุ้งโหยงเพราะมีแก้วน้ำชาเขียววางลงข้าง ๆ พร้อมกับร่างสูงของพี่เมธีที่กำลังก้าวขาเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ยาวของพวกเรา “ชาเขียวหวานน้อยครับน้องซันไชน์” ใบหน้ายักคิ้วหลิ่วตาเหมือนเดิมที่ชวนหงุดหงิดมองมาที่เราพร้อมอมยิ้มละมุน ด้านของแพรวพราวนั้นได้อ้าปากค้างไปแล้ว เราจับแก้วน้ำขึ้นมาและมองแก้วน้ำอีกแก้วในมือเขาก่อนจะเข้าใจว่าเขาซื้อมาให้เราจริง ๆ ไม่ใช่การแกล้งเล่นแต่อย่างใด “ซื้อให้เรา?” “ใช่ ก็บอกว่าจะเอามาให้ ทำหน้าบึ้งเป็นตูดลิงทำไม” นี่!...นี่เขายังอุตส่าห์เห็นว่าเรากำลังทำหน้ายังไงอยู่งั้นเหรอ คงจะไม่ม
“ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก” เฮือก! พี่เมธีกระซิบข้างหูระยะประชิดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าจนเราขนลุกซู่ไปทั้งตัว อุตส่าห์รีบหนีออกมาจากเขาแล้วยังจะมาเจออยู่ร้านเดียวกัน ถ้าไม่ติดว่าร้านป้าชงน้ำอร่อยล่ะก็เราคงรีบย้ายไปร้านอื่นแล้วเพราะแถวยาวเป็นหางว่าวเลย เขาคงไม่ทันสังเกตใช่ไหมว่าเราสะดุ้งโหยงแรงมาก ๆ เขามองหน้าเราพร้อมกับยิ้มมุมปาก สายตาแข็งกร้าวนั้นดูอบอุ่นกว่าที่ผ่านมาพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อยและหัวเราะลำคอเมื่อมองหน้าเรา มีอะไรน่าขำขนาดนั้นกันนะ “ช่วยบอกให้ชื่นใจทีว่าพี่ไม่ได้ตามเรามา” เราแหงนหน้ามองคนตัวสูงด้านหลังแล้วถามอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันก็ยกมือมาขยับแว่นเล็กน้อย “ไม่บอกหรอกครับ” เขาก้มลงมาสบตาและยิ้มกว้างขณะเอ่ยกวนเรากลับบ้าง แน่นอนล่ะว่าเรารู้ซึ้งทันทีว่าเราควรจะบอกร้านข้าวมันไก่ให้พี่เขาดี ๆ จะได้ไม่ถูกกวน “งั้นเราจะถือว่าพี่ตามเรามา” หัวใจของเราสั่นไหวเมื่อพยายามสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ พี่เมธียิ้มพลางยักไหล่กวน ๆ เป็นสิ่งตอบแทน เราขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดก่อนจะถูกเขาผลักดันหลังเบา ๆ ให้ขยับ
หลายวันต่อมา… “มีคนมาถามหามึงตั้งแต่เมื่อวานละไอ้เมธี” หัวหน้าห้องเดินมาทักทายเมธี “ใคร” “ไม่รู้สาวที่ไหน” “ถามว่า?” “ถามมึงมาเรียนป่าว ทำไร อยู่ไหน เวลาว่างมึงทำอะไร เชี้ยไรสักอย่างกูจะตอบได้ไหมมึงคิดดูดิ นั่นมาละ สงสัยกูหลบไม่ทัน” หัวหน้ารีบเดินหลบทันทีจากที่เป็นพวกชอบนั่งเล่นรับลมหน้าตึกคณะจนต้องย้ายมาสูดอากาศหลังสวน คราวนี้เธอเดินเข้ามาถึงด้านในเพราะเห็นหลังไหว ๆ ของหัวหน้าห้อง “มึงแม่ง!” ชายหนุ่มสบถและเดินออกไปหาสาวสวย แต่งตัวแซ่บตามประสาของสาวปีสี่ เธอคือ ‘เอมิลี่’ คนที่เขาได้ใช้เวลาร่วมกันบนรถเมื่อหลายวันก่อน “เธอมาทำไม” ชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่กับที่ เป็นเพื่อนเขาที่หลบหลีกให้เอมิลี่นั่งลง “บังเอิญจังเลยเมธี อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ” เธอแสร้งทำเป็นตกใจขณะหย่อนก้นนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างระแวดระวังเพราะใบหน้าของเมธีตอนนี้แข็งกร้าวอย่างชัดเจน “...” ชายหนุ่มไม่ตอบพลางก้มลงทำงานของตนเองต่อ “จริงสิ พรุ่งนี้เมธีว่างไหม” “ฉันพูดชัดเจนไปแล้วนะว่าหลังจากนี้เราจะไม่เกี
@ผับไจแอนท์เฮฟวี่ เมธีนั่งจิบเหล้าพอเป็นพิธีในขณะที่มองรอบ ๆ ผับขนาดใหญ่ “วันนี้น้องวิบวับมาไหมวะ” ภูริเอ่ยติดตลก “มาก็เสร็จกูดิ” เมธีหัวเราะในลำคอ เขาคิดถึงความซื่อบื้อของซันไชน์และต้องขอบคุณภูริที่เอาเรื่องของหมามาเป็นข้ออ้าง เพราะซันไชน์ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกหลอก แถมเรียวขาอ่อนเธอก็น่าลูบไล้มากเลยทีเดียว “มึงรับคำท้าไอ้วาว่างั้น” “...” ไม่ตอบใด ๆ ทั้งสิ้น “กูไปละ” วายุเอ่ยตัดบทแล้วเดินออกมาโต๊ะ เหลือก็แค่เมธีคนเดียวที่นั่งจิบเหล้าชิลเฝ้ารอดูซัันไชน์ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีแม้แต่เงา มีเพียงเสียงบรรเลงเพลงจากฝีมือของดีเจสั่นสะเทือนไปสุดขั้วหัวใจ ผู้หญิงหลายคนแต่งตัวโชว์เรือนร่างที่แสนสวยงามให้พวกเขาได้เชยชม ก่อนจะมีใครบางคนเดินเข้ามาทักทายคนตัวสูง “นั่งด้วยได้ไหมคะ” สาวสวยในชุดเดรสสั้นเปิดแผ่นหลังกว้างนั่งลงบนที่ว่างข้างเมธี สายตาจับจ้องเขาราวกับจะกลืนกิน ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากเหล่มองสาวสวยอย่างมีเลศนัย “มีผัวยัง” “ถ้ามีจะเดินมานั่งด้วยเหรอคะ” เมธีเข้าใจพร
ทุก ๆ เดือนครอบครัวของเราจะมีนัดเจอทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตารวมถึงญาติบางคนตามกำหนดตารางของคุณพ่อ ซึ่งเราก็ไม่ทราบได้ว่าวันนี้จะต้องเจอคุณลุงคุณป้าท่านไหน เมื่อไรเดอร์ขับมาถึงบ้านของเราที่ใหญ่โตพอสมควรก็ทำการชะลอจอดหน้าบ้าน “ขับเข้าไปข้างในเลยก็ได้ค่ะพี่” เราชี้ไปยังทางลานกว้างก่อนจะถึงประตูบ้านจริง ๆ ซึ่งมันไกลมาก “ครับ ๆ” เรามีประสบการณ์มาแล้วและจะไม่ทำให้มันเกิดซ้ำสองอีก มีหวังได้เดินไกลจนขาลากแน่กว่าจะถึงหน้าประตูบ้าน หลังจากมาถึงบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าไปจัดการตัวเองในห้องจนพร้อมที่จะเจอคนอื่นในสภาพลูกสาวของวงตระกูลจึงวิ่งหน้าตั้งลงจากชั้นสองจนเดอนมาถึงหน้าห้องครัว “มาแล้วค่าคุณแม่” คุณแม่ยืนหั่นพริกอยู่ในครัวหน้านิ่วคิ้วขมวดจนกระทั่งได้ยินเสียงใสแจ๋วของเรา “ซันไชน์! คิดถึงจังเลยลูก มากอดทีคนสวยของแม่” คุณแม่กางแขนออกกว้างเดินเข้ามาใกล้เราเรื่อย ๆ พร้อมกับโผกอดร่างบาง ๆ ของเรา มือยังไม่ทันได้ล้างเลยด้วยซ้ำ “คิดถึงเหมือนกันค่ะ แต่ว่าแม่ยังไม่ล้างมือเลยนะคะ” “โทษทีค่ะลูกรัก แม่ช่วยแม่ครัวหั่นพริกประดับจานจะได้พร้อมเสริฟเร็ว ๆ ป่านนี้ลุงกำนันน่าจะมาถึงแล้วน







