LOGIN@ผับไจแอนท์เฮฟวี่
เมธีนั่งจิบเหล้าพอเป็นพิธีในขณะที่มองรอบ ๆ ผับขนาดใหญ่ “วันนี้น้องวิบวับมาไหมวะ” ภูริเอ่ยติดตลก “มาก็เสร็จกูดิ” เมธีหัวเราะในลำคอ เขาคิดถึงความซื่อบื้อของซันไชน์และต้องขอบคุณภูริที่เอาเรื่องของหมามาเป็นข้ออ้าง เพราะซันไชน์ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกหลอก แถมเรียวขาอ่อนเธอก็น่าลูบไล้มากเลยทีเดียว “มึงรับคำท้าไอ้วาว่างั้น” “...” ไม่ตอบใด ๆ ทั้งสิ้น “กูไปละ” วายุเอ่ยตัดบทแล้วเดินออกมาโต๊ะ เหลือก็แค่เมธีคนเดียวที่นั่งจิบเหล้าชิลเฝ้ารอดูซัันไชน์ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีแม้แต่เงา มีเพียงเสียงบรรเลงเพลงจากฝีมือของดีเจสั่นสะเทือนไปสุดขั้วหัวใจ ผู้หญิงหลายคนแต่งตัวโชว์เรือนร่างที่แสนสวยงามให้พวกเขาได้เชยชม ก่อนจะมีใครบางคนเดินเข้ามาทักทายคนตัวสูง “นั่งด้วยได้ไหมคะ” สาวสวยในชุดเดรสสั้นเปิดแผ่นหลังกว้างนั่งลงบนที่ว่างข้างเมธี สายตาจับจ้องเขาราวกับจะกลืนกิน ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากเหล่มองสาวสวยอย่างมีเลศนัย “มีผัวยัง” “ถ้ามีจะเดินมานั่งด้วยเหรอคะ” เมธีเข้าใจพร้อมกับเทเหล้าให้เธออย่างใจเย็น ผู้หญิงที่รุดหน้ามาถึงที่ก็ต้องพูดแบบนี้ทุกรายนั่นแหละ “เฮ้อ” เขาถอนหายใจออกอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนยกแก้วเหล้ากระดกราวกับน้ำเปล่า สายตาร้ายจ้องมองเรือนร่างของหญิงตรงหน้าก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกให้เธอขยับเข้ามาใกล้ ๆ อีกทางด้านหนึ่งวายุกลับมาจากห้องน้ำจึงเดินไปสะกิดจอมทัพ “เมธีไปไหนแล้ววะ” “นั่นไง” จอมทัพชี้ไปยังหน้าประตูเห็นางสูงเดินกอดเอวบางกำลังก้าวออกไปจากผับ “ใจร้อนว่ะ” วายุยิ้มเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเพื่อนสนิทตัวดีที่แม่งรักสนุกไปวัน ๆ คราวนี้หิ้วออกไปกินข้างนอกเร็วกว่าที่คิดด้วยซ้ำ . . . ท่ามกลางถนนเส้นเล็กในเส้นทางเปลี่ยว รถเก๋งสีดำโยกโคลงเคลงอยู่บนที่ดินเปล่า ด้วยความที่มืดสนิทจึงทำให้สีรถพลางตัวได้ดีในความมืด เสียงใครบางคนครางเล็ดลอดออกมาบางจังหวะเมื่อภายในรถกำลังเกิดความร้อนระอุมหาศาล รถสีดำโคลงเคลงจังหวะเนิบนาบ ไม่นานก็เริ่มเร่งความเร็วจนรถคันจิ๋วส่ายไปมา เสียงรัญจวนของหญิงกรีดร้องประสานกับความสั่นคลอนแคลนของรถที่ดูแล้วเหมือนจะพังเอาเสียให้ได้ ความเร็วนั้นดูจะถึงจุดสูงสุด จู่ ๆ เจ้ารถเก๋งสีดำสนิทก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ เสียงที่เล็ดลอดออกมาเริ่มเงียบสนิท เมธีนั่งลงข้างเบาะคนขับ เหงื่อไหลท่วมตัวจากการออกกำลังรุนแรงเกินไป เอื้อมดึงถุงสีขุ่นออกจากอวัยวะใต้สะดือก่อนจะมัดปากถุงแล้วเขวี้ยงทิ้งออกนอกหน้าต่าง “เมธีเรียนที่เดียวกับพี่เลย ไม่เห็นจะรู้ด้วยว่ามีของดีอยู่ใกล้ ๆ” เธอเอ่ยด้วยรอยยิ้มด้วยความพอใจพลางจัดแจงชุดเดรสให้เข้าที่ “รู้แล้วยังไง...ไม่รู้แล้วยังไง” ชายหนุ่มถามเสียงกระเส่า เธอมองดูชายหนุ่มสวมใส่เสื้อผ้าเหมือนว่าจะร่ำลากันแล้ว แต่อดไม่ได้ที่จะอาลัยอาวรณ์ “เหนื่อยแล้วเหรอ” “เหนื่อยดิรถคันเล็กนิดเดียว” เมธีมองไปรอบ ๆ ข้างทางถึงได้รู้ว่าตนเองออกมาไกลแค่ไหนกว่าจะจัดการล่อเธอในรถได้สำเร็จ อาการเหนื่อยล้ก็าเริ่มเข้ามาแทนที่ “บ้านเธออยู่ไหน” ชายหนุ่มค่อย ๆ เอนตัวลงนอนบนเบาะรถ สองมือรองใต้ศีรษะ “ต่อปะล่ะ” เธอยิ้มหวานด้วยความเขินอาย “ดึกแล้ววันนี้ เดี๋ยวตื่นสายอะดิ” ไม่รู้ว่าทำไมหลังจากปล่อยน้ำออกจากตัว เขาถึงรู้สึกไม่พอใจในตัวเองซ้ำ ๆ ในตอนที่มีอารมณ์พลุ่งพล่านไม่ว่าใครหน้าไหนก็ได้หมด ทว่าพอสมใจอยากแล้วแม้แต่ใบหน้าของคู่นอนก็ยังไม่อยากจะสนใจ ราวกับว่ามันคือกิจวัตรประจำวันที่ก่อนนอนเขาจะต้องทำก็เท่านั้น “จริงด้วย ให้ไปส่งไหม” “ไปดิ” เมธีงีบหลับตลอดทางจนถึงหน้าบ้าน มือเรียวล้วงลงต่ำ คลำของลับเต็มมือจนเขารู้สึกตัว เมธีรีบคว้ามือเธอออกแทบจะทันที “ทำไร” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นจนเธอสะดุ้ง “ถึงแล้วบ้านเมธีอ่ะ” ใบหน้าเหยเกป้อนยิ้มให้ “อ่า...ไปนะ” “...” เธอพยักหน้าด้วยความเสียดาย มองเขาลงจากรถไปทั้ง ๆ ที่รอคำเชิญชวนให้ไปต่อด้วยกัน ทว่าเมธีกลับย้อนกลับมาจังหวะเดียวกันเธอก็รีบลดกระจกลงพลางเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความหวัง “แล้วก็ช่วยเก็บเรื่องของเราไว้เป็นความลับด้วย ตามที่เราคุยกัน” “ไม่มีปัญหา” “ครับ บายครับ” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างไม่ได้ใส่ใจนักก่อนจะหมุนตัวเดินมาหยุดหน้าประตูบ้าน ยกมือขึ้นเคาะประตูสองสามที ก็อกก็อก! ก็อกก็อก! เมธียืนเคาะประตูอยู่ไม่นาน เพื่อนสนิทของเขาก็โผล่หัวออกมาบ่งบอกว่าใครคือเจ้าของบ้าน “มาแล้ว?” วายุสวมใส่ชุดนอนมองเพื่อนอย่างเบื่อหน่าย “เออ อาบน้ำหน่อยดิ” “ตามสบาย แม่ไม่อยู่บ้าน” “ดีเลย กูนอนโซฟานะ” “แล้วแต่มึงเหอะ” วายุเอ่ยจบก็เดินขึ้นชั้นบนไป บ้านของวายุถือเป็นที่ประจำของเขาเลยก็ว่าได้ ถึงจะไปเที่ยวพร้อมกันแต่วายุมีนิสัยหวงตัว รักสนุกแต่ไม่ให้มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาวุ่นวาย เมื่อเมธีหายออกจากผับวายุก็ชอบออกมารอรับที่บ้านราวกับเป็นผู้ปกครองของเมธีเสียเอง เมธีอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ล้มตัวนอนลงบนโซฟาห้องรับแขกของวายุตามปกติเราฟังแพรวพราวเทศนาจนจบจึงได้เดินกลับมาที่ตึึก ก่อนจะเดินเข้าไปในอาคารสายตาของเราก็เหลือบไปเห็นเจ้าของเสื้อช็อปสีแดง ปลายเท้าหยุดชะงักอัตโนมัติพร้อมกับเพ่งดูให้ชัดเจนว่าเป็นใครกันแน่ ในหัวสมองของเรากำลังคอยเป่าหูว่าเป็นเขา “คุยด้วยหน่อย” เสียงเข้มเอ่ยเรียกจนแพรวพราวหัวหลังกลับมามอง เจ้าของใบหน้ายิ้มยั่วโมโหนั้นกลับกลายเป็นคนที่เราคิดไม่ถึงเพราะตั้งแต่เรียนอยู่ที่นี่เขาไม่เคยย่างเท้าเข้ามาคุยส่วนตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว “พี่วายุ?” เราเอ่ยอย่างเพ้อพกพลางประจันหน้ากับผู้ชายที่เคยคิดอยากจะเป็นแฟนเราท่าเดียว “ลมอะไรหอบพี่มาถึงนี่” “ลมแห่งรัก” เขายังคงกวนเราด้วยคำพูดชวนคลื่นไส้ สาบานเลยว่าถ้าเขาพูดอีกคำเดียวเราจะไม่คุยด้วยอีกเลย เขาจับเราลากไปยังด้านหลังของตึกไม่ต่างจากวิธีการของแพรวพราว พอเราเดินมาถึงแล้วเขาก็ปล่อย ซึ่งในเวลเดียวกันเราก็สะบัดมือออกพอดี “จะมาสารภาพรักซันอีกหรือไง” เราทำทีหัวเราะเยาะพร้อมกับกอดทรวงอกล้อเลียนอย่างเป็นมิตร
แพรวพราวนั่งมองไปยังทางเดินด้วยความสงสัย เราไม่ได้คิดจะสนใจสิ่งที่เพื่อนกำลังทำอยู่ “คนที่แกล้งซันอ่ะ...” “หือ” เสียงของแพรวพราวทำให้เราหันมองเพื่อนทันที แพรวพราวนิ่งค้างไปสักพักก่อนจะพูดต่อ “...ใช่พี่เมธีหรือเปล่า” “ใช่ เขานั่นแหละ” เราจ้วงตักข้าวใส่ปากต่อเนื่องแล้วเคี้ยวรุนแรงด้วยความหงุดหงิด เราทำอะไรเขาไม่ได้หนิ... ฟุบ! เราสะดุ้งโหยงเพราะมีแก้วน้ำชาเขียววางลงข้าง ๆ พร้อมกับร่างสูงของพี่เมธีที่กำลังก้าวขาเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ยาวของพวกเรา “ชาเขียวหวานน้อยครับน้องซันไชน์” ใบหน้ายักคิ้วหลิ่วตาเหมือนเดิมที่ชวนหงุดหงิดมองมาที่เราพร้อมอมยิ้มละมุน ด้านของแพรวพราวนั้นได้อ้าปากค้างไปแล้ว เราจับแก้วน้ำขึ้นมาและมองแก้วน้ำอีกแก้วในมือเขาก่อนจะเข้าใจว่าเขาซื้อมาให้เราจริง ๆ ไม่ใช่การแกล้งเล่นแต่อย่างใด “ซื้อให้เรา?” “ใช่ ก็บอกว่าจะเอามาให้ ทำหน้าบึ้งเป็นตูดลิงทำไม” นี่!...นี่เขายังอุตส่าห์เห็นว่าเรากำลังทำหน้ายังไงอยู่งั้นเหรอ คงจะไม่ม
“ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก” เฮือก! พี่เมธีกระซิบข้างหูระยะประชิดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าจนเราขนลุกซู่ไปทั้งตัว อุตส่าห์รีบหนีออกมาจากเขาแล้วยังจะมาเจออยู่ร้านเดียวกัน ถ้าไม่ติดว่าร้านป้าชงน้ำอร่อยล่ะก็เราคงรีบย้ายไปร้านอื่นแล้วเพราะแถวยาวเป็นหางว่าวเลย เขาคงไม่ทันสังเกตใช่ไหมว่าเราสะดุ้งโหยงแรงมาก ๆ เขามองหน้าเราพร้อมกับยิ้มมุมปาก สายตาแข็งกร้าวนั้นดูอบอุ่นกว่าที่ผ่านมาพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อยและหัวเราะลำคอเมื่อมองหน้าเรา มีอะไรน่าขำขนาดนั้นกันนะ “ช่วยบอกให้ชื่นใจทีว่าพี่ไม่ได้ตามเรามา” เราแหงนหน้ามองคนตัวสูงด้านหลังแล้วถามอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันก็ยกมือมาขยับแว่นเล็กน้อย “ไม่บอกหรอกครับ” เขาก้มลงมาสบตาและยิ้มกว้างขณะเอ่ยกวนเรากลับบ้าง แน่นอนล่ะว่าเรารู้ซึ้งทันทีว่าเราควรจะบอกร้านข้าวมันไก่ให้พี่เขาดี ๆ จะได้ไม่ถูกกวน “งั้นเราจะถือว่าพี่ตามเรามา” หัวใจของเราสั่นไหวเมื่อพยายามสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ พี่เมธียิ้มพลางยักไหล่กวน ๆ เป็นสิ่งตอบแทน เราขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดก่อนจะถูกเขาผลักดันหลังเบา ๆ ให้ขยับ
หลายวันต่อมา… “มีคนมาถามหามึงตั้งแต่เมื่อวานละไอ้เมธี” หัวหน้าห้องเดินมาทักทายเมธี “ใคร” “ไม่รู้สาวที่ไหน” “ถามว่า?” “ถามมึงมาเรียนป่าว ทำไร อยู่ไหน เวลาว่างมึงทำอะไร เชี้ยไรสักอย่างกูจะตอบได้ไหมมึงคิดดูดิ นั่นมาละ สงสัยกูหลบไม่ทัน” หัวหน้ารีบเดินหลบทันทีจากที่เป็นพวกชอบนั่งเล่นรับลมหน้าตึกคณะจนต้องย้ายมาสูดอากาศหลังสวน คราวนี้เธอเดินเข้ามาถึงด้านในเพราะเห็นหลังไหว ๆ ของหัวหน้าห้อง “มึงแม่ง!” ชายหนุ่มสบถและเดินออกไปหาสาวสวย แต่งตัวแซ่บตามประสาของสาวปีสี่ เธอคือ ‘เอมิลี่’ คนที่เขาได้ใช้เวลาร่วมกันบนรถเมื่อหลายวันก่อน “เธอมาทำไม” ชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่กับที่ เป็นเพื่อนเขาที่หลบหลีกให้เอมิลี่นั่งลง “บังเอิญจังเลยเมธี อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ” เธอแสร้งทำเป็นตกใจขณะหย่อนก้นนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างระแวดระวังเพราะใบหน้าของเมธีตอนนี้แข็งกร้าวอย่างชัดเจน “...” ชายหนุ่มไม่ตอบพลางก้มลงทำงานของตนเองต่อ “จริงสิ พรุ่งนี้เมธีว่างไหม” “ฉันพูดชัดเจนไปแล้วนะว่าหลังจากนี้เราจะไม่เกี
@ผับไจแอนท์เฮฟวี่ เมธีนั่งจิบเหล้าพอเป็นพิธีในขณะที่มองรอบ ๆ ผับขนาดใหญ่ “วันนี้น้องวิบวับมาไหมวะ” ภูริเอ่ยติดตลก “มาก็เสร็จกูดิ” เมธีหัวเราะในลำคอ เขาคิดถึงความซื่อบื้อของซันไชน์และต้องขอบคุณภูริที่เอาเรื่องของหมามาเป็นข้ออ้าง เพราะซันไชน์ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกหลอก แถมเรียวขาอ่อนเธอก็น่าลูบไล้มากเลยทีเดียว “มึงรับคำท้าไอ้วาว่างั้น” “...” ไม่ตอบใด ๆ ทั้งสิ้น “กูไปละ” วายุเอ่ยตัดบทแล้วเดินออกมาโต๊ะ เหลือก็แค่เมธีคนเดียวที่นั่งจิบเหล้าชิลเฝ้ารอดูซัันไชน์ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีแม้แต่เงา มีเพียงเสียงบรรเลงเพลงจากฝีมือของดีเจสั่นสะเทือนไปสุดขั้วหัวใจ ผู้หญิงหลายคนแต่งตัวโชว์เรือนร่างที่แสนสวยงามให้พวกเขาได้เชยชม ก่อนจะมีใครบางคนเดินเข้ามาทักทายคนตัวสูง “นั่งด้วยได้ไหมคะ” สาวสวยในชุดเดรสสั้นเปิดแผ่นหลังกว้างนั่งลงบนที่ว่างข้างเมธี สายตาจับจ้องเขาราวกับจะกลืนกิน ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากเหล่มองสาวสวยอย่างมีเลศนัย “มีผัวยัง” “ถ้ามีจะเดินมานั่งด้วยเหรอคะ” เมธีเข้าใจพร
ทุก ๆ เดือนครอบครัวของเราจะมีนัดเจอทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตารวมถึงญาติบางคนตามกำหนดตารางของคุณพ่อ ซึ่งเราก็ไม่ทราบได้ว่าวันนี้จะต้องเจอคุณลุงคุณป้าท่านไหน เมื่อไรเดอร์ขับมาถึงบ้านของเราที่ใหญ่โตพอสมควรก็ทำการชะลอจอดหน้าบ้าน “ขับเข้าไปข้างในเลยก็ได้ค่ะพี่” เราชี้ไปยังทางลานกว้างก่อนจะถึงประตูบ้านจริง ๆ ซึ่งมันไกลมาก “ครับ ๆ” เรามีประสบการณ์มาแล้วและจะไม่ทำให้มันเกิดซ้ำสองอีก มีหวังได้เดินไกลจนขาลากแน่กว่าจะถึงหน้าประตูบ้าน หลังจากมาถึงบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าไปจัดการตัวเองในห้องจนพร้อมที่จะเจอคนอื่นในสภาพลูกสาวของวงตระกูลจึงวิ่งหน้าตั้งลงจากชั้นสองจนเดอนมาถึงหน้าห้องครัว “มาแล้วค่าคุณแม่” คุณแม่ยืนหั่นพริกอยู่ในครัวหน้านิ่วคิ้วขมวดจนกระทั่งได้ยินเสียงใสแจ๋วของเรา “ซันไชน์! คิดถึงจังเลยลูก มากอดทีคนสวยของแม่” คุณแม่กางแขนออกกว้างเดินเข้ามาใกล้เราเรื่อย ๆ พร้อมกับโผกอดร่างบาง ๆ ของเรา มือยังไม่ทันได้ล้างเลยด้วยซ้ำ “คิดถึงเหมือนกันค่ะ แต่ว่าแม่ยังไม่ล้างมือเลยนะคะ” “โทษทีค่ะลูกรัก แม่ช่วยแม่ครัวหั่นพริกประดับจานจะได้พร้อมเสริฟเร็ว ๆ ป่านนี้ลุงกำนันน่าจะมาถึงแล้วน







