LOGINแพรวพราวนั่งมองไปยังทางเดินด้วยความสงสัย เราไม่ได้คิดจะสนใจสิ่งที่เพื่อนกำลังทำอยู่
“คนที่แกล้งซันอ่ะ...” “หือ” เสียงของแพรวพราวทำให้เราหันมองเพื่อนทันที แพรวพราวนิ่งค้างไปสักพักก่อนจะพูดต่อ “...ใช่พี่เมธีหรือเปล่า” “ใช่ เขานั่นแหละ” เราจ้วงตักข้าวใส่ปากต่อเนื่องแล้วเคี้ยวรุนแรงด้วยความหงุดหงิด เราทำอะไรเขาไม่ได้หนิ... ฟุบ! เราสะดุ้งโหยงเพราะมีแก้วน้ำชาเขียววางลงข้าง ๆ พร้อมกับร่างสูงของพี่เมธีที่กำลังก้าวขาเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ยาวของพวกเรา “ชาเขียวหวานน้อยครับน้องซันไชน์” ใบหน้ายักคิ้วหลิ่วตาเหมือนเดิมที่ชวนหงุดหงิดมองมาที่เราพร้อมอมยิ้มละมุน ด้านของแพรวพราวนั้นได้อ้าปากค้างไปแล้ว เราจับแก้วน้ำขึ้นมาและมองแก้วน้ำอีกแก้วในมือเขาก่อนจะเข้าใจว่าเขาซื้อมาให้เราจริง ๆ ไม่ใช่การแกล้งเล่นแต่อย่างใด “ซื้อให้เรา?” “ใช่ ก็บอกว่าจะเอามาให้ ทำหน้าบึ้งเป็นตูดลิงทำไม” นี่!...นี่เขายังอุตส่าห์เห็นว่าเรากำลังทำหน้ายังไงอยู่งั้นเหรอ คงจะไม่มีหูทิพย์ได้ยินสิ่งที่เราพูดออกไปกับแพรวพราวหรอกนะ “เปล่า” เราเฉไฉพลางดื่มน้ำชาเขียวเจ้าปัญหา สายตาเหลือบไปเห็นยัยแพรวพราวถอนหายใจพร้อมกับทานข้าวอย่างเอื่อยเฉื่อยด้วยความอึดอัด “กินข้าวดิ” “อือ กินอยู่” เรารีบหันมาทานข้าวโดยมีพี่เมธีนั่งเท้าคางมองมาอยู่ จ้องเราทุกอริยาบทราวกับคนโรคจิต รอยยิ้มเจ้าเล่ห์มองมาที่เรา สายตาหวานเยิ้มบ่งบอกชัดเจนว่ามาเพื่อจีบ ทว่าเรากลับคิดถึงเรื่องคืนนั้น... ทำให้เราคิดได้เลยว่าเขาไม่ได้จะจีบเรา แต่กำลังชวนเราไปจ้ำจี้มะเขือเปราะ “อึก...อุบ!” เราสำลักทันทีที่หันไปสบตากับเขา นะ...น้ำ เราคว้าน้ำดื่มจนเหลือครึ่งแก้วพลางมองเขาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “พี่จะมองอีกนานไหม” “อีกสักพักจะไปละ” เขาหัวเราะหึหึและเปลี่ยนท่านั่งให้สบาย ๆ ลดความกดดันลงเล็กน้อย แต่เราก็ยังกังวลอยู่ดี “พี่รอค่าน้ำใช่ปะ” เรารีบควานหาเงินในกระเป๋า ทว่ามือหนากุมมือเราไว้เพื่อห้ามพลางลุกขึ้นยืน “เลี้ยง จะได้โตเร็ว ๆ” “…?” เมื่อพูดจบแล้ว เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาเจ้าเล่ห์ก็ยังคงเก๊กหล่อเดินออกไปในท่าสุดเท่โดยการล้วงกระเป๋าเพื่อเพิ่มดาเมจ เอื้อออ~ ดาเมจรุนแรงจริง ๆ นั่นแหละ “ยังไงซัน” หมายถึง...ดาเมจของแพรวพราวที่จ้องเขม็งมายังเราเพื่อล้วงความลับนี่ต่างหาก เรายิ้มแฉ่งให้เพื่อนสุดสวยก่อนจะส่ายหน้า หลบสายตาอัตโนมัติ “ไม่มีอะไรหรอก” “ไม่มีกี่โมงจ๊ะ เมื่อกี้พี่เมธีเขาเพิ่งจะถือน้ำมาให้ถึงที่” แพรวพราวกลอกตาไปมา “เราก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร เราเคยเจอพี่เขาที่ผับไจแอนท์เฮฟวี่แล้วเขาชวนไปโรงแรมอ่ะ แต่เราไม่ได้ไป...” “...” แพรวพราวลากเราออกจากโรงอาหารทันที “จะพาไปไหน ยังไม่อิ่มเลยอ่ะแพรว” “เงียบก่อน แล้วตามมา” “อะ...อือ” เราถูกเพื่อนสาวลากมามุมที่ไร้ซึ่งผู้คน และจับตัวเราลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ ส่วนยัยเพื่อนตัวดีก็นั่งฝั่งตรงข้ามพร้อมกับจ้องมองเราราวกับนักสืบ “เขาชวนซันเข้าโรงแรมเลยเหรอ” “..ก็ใช่ แต่ว่าเขาชวนออกมาตรง ๆ นะไม่ได้จีบ พอเราบอกว่าไม่ไปก็แยกย้ายกัน” “...” แพรวพราวไม่เชื่อและจับผิดเราอย่างหนัก “อย่ามองแบบนี้สิ ก็...เคยเจอกันวันจันทร์อ่ะ ที่เราเดินมาจากตึกวิศวะ” เป๊าะ! เสียงปรบมือดังลั่นด้วยความสะใจของแพรวพราวชวนเราสับสนไปหมด “นั่นไง เขามาส่งซัน แต่ซันไม่บอกฉันถูกปะ” “อือ กลัวเข้าใจผิด” “ไม่ผิด แบบนี้คือจีบชัวร์ ซันน่ะจะไปเข้าใจได้ไง อยู่ด้วยกันมาตั้งนานไม่เคยมีแฟนเลยสักครั้ง” แพรวพราวเริ่มสาธยาย เรานั่งฟังจนตาเปียกหูแฉะ เพราะสอนเรารับมือไม่หยุด นั่นก็มีผลมาจากเราเป็นเด็กเรียนดีและเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้มาโดยตลอด จึงทำให้แพรวพราวตกใจมากที่รู้ว่าเราแอบไปเที่ยวผับอาทิตย์ละครั้งและดันมีผู้ชายมาจีบ แพรวพราวยังรู้มาอีกว่านี่คือพ่อเพลย์บอยเช็คเรตติ้ง แต่น้อยคนมากที่เขาจะตามติด เทคแคร์ดูแล แพรวพราวจึงคิดเองเออเองว่าเราต้องเป็นผู้หญิงที่โชคดีคนนั้นแน่ ๆ คิดไปเองทั้งนั้น... “เขาแค่ซื้อน้ำมาให้เราครั้งเดียวเองนะ” “รอดูเลยซัน พี่เมธีอ่ะคิดจะจับซันอยู่ไม่มีทางที่จะพอแค่นี้อ่ะ แถมยังทำแบบเปิดเผยมากด้วย แปลว่าเขาสนใจซันมาก” แพรวพราวฟันธง “...” เราไม่มีคำไหนจะพูด ได้แต่นิ่งและฟังตาปริบ ๆ “ทำไมหน้าแดงอ่ะ” แพรวพราวจ้องมองใบหน้าเราพร้อมกับอมยิ้ม “เปล่าา มันอาจจะเป็นเพราะต้องมาฟังแพรวพูดเรื่องแปลก ๆ ก็เลยร้อนน่ะ” แกล้งเอามือถูแก้มไปมา “คิกคิก เราเชียร์นะ เล่นตัวหนัก ๆ ไปเลยอย่าไปยอมให้พี่เขา ผู้ชายอ่ะยิ่งได้ยากก็ยิ่งอยากได้” “เราไม่ได้คิดจะอะไรกับพี่เมธี” “ไม่รู้แหละ ไม่ว่าจะชอบไม่ชอบซันก็ต้องเล่นตััว อย่าไปยอมให้เพลย์บอยทำแต้มแล้วทิ้งเราได้ เราต้องสวยจนเขาโงหัวไม่ขึ้นถึงจะถูก ไม่ก็ฟันแล้วทิ้งเองซะเลย” แพรวพราวคิดเป็นตุเป็นตะไม่มีใครห้ามจินตนาการของเพื่อนเราได้แล้วตอนนี้จึงทำได้แค่พยักหน้าอย่างรู้ความ “โอเคจ้า” เราตอบอย่างขอไปที ถึงเจ้าตัวจะยังไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนเหมือนกันก็เหอะนะ...เราฟังแพรวพราวเทศนาจนจบจึงได้เดินกลับมาที่ตึึก ก่อนจะเดินเข้าไปในอาคารสายตาของเราก็เหลือบไปเห็นเจ้าของเสื้อช็อปสีแดง ปลายเท้าหยุดชะงักอัตโนมัติพร้อมกับเพ่งดูให้ชัดเจนว่าเป็นใครกันแน่ ในหัวสมองของเรากำลังคอยเป่าหูว่าเป็นเขา “คุยด้วยหน่อย” เสียงเข้มเอ่ยเรียกจนแพรวพราวหัวหลังกลับมามอง เจ้าของใบหน้ายิ้มยั่วโมโหนั้นกลับกลายเป็นคนที่เราคิดไม่ถึงเพราะตั้งแต่เรียนอยู่ที่นี่เขาไม่เคยย่างเท้าเข้ามาคุยส่วนตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว “พี่วายุ?” เราเอ่ยอย่างเพ้อพกพลางประจันหน้ากับผู้ชายที่เคยคิดอยากจะเป็นแฟนเราท่าเดียว “ลมอะไรหอบพี่มาถึงนี่” “ลมแห่งรัก” เขายังคงกวนเราด้วยคำพูดชวนคลื่นไส้ สาบานเลยว่าถ้าเขาพูดอีกคำเดียวเราจะไม่คุยด้วยอีกเลย เขาจับเราลากไปยังด้านหลังของตึกไม่ต่างจากวิธีการของแพรวพราว พอเราเดินมาถึงแล้วเขาก็ปล่อย ซึ่งในเวลเดียวกันเราก็สะบัดมือออกพอดี “จะมาสารภาพรักซันอีกหรือไง” เราทำทีหัวเราะเยาะพร้อมกับกอดทรวงอกล้อเลียนอย่างเป็นมิตร
แพรวพราวนั่งมองไปยังทางเดินด้วยความสงสัย เราไม่ได้คิดจะสนใจสิ่งที่เพื่อนกำลังทำอยู่ “คนที่แกล้งซันอ่ะ...” “หือ” เสียงของแพรวพราวทำให้เราหันมองเพื่อนทันที แพรวพราวนิ่งค้างไปสักพักก่อนจะพูดต่อ “...ใช่พี่เมธีหรือเปล่า” “ใช่ เขานั่นแหละ” เราจ้วงตักข้าวใส่ปากต่อเนื่องแล้วเคี้ยวรุนแรงด้วยความหงุดหงิด เราทำอะไรเขาไม่ได้หนิ... ฟุบ! เราสะดุ้งโหยงเพราะมีแก้วน้ำชาเขียววางลงข้าง ๆ พร้อมกับร่างสูงของพี่เมธีที่กำลังก้าวขาเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ยาวของพวกเรา “ชาเขียวหวานน้อยครับน้องซันไชน์” ใบหน้ายักคิ้วหลิ่วตาเหมือนเดิมที่ชวนหงุดหงิดมองมาที่เราพร้อมอมยิ้มละมุน ด้านของแพรวพราวนั้นได้อ้าปากค้างไปแล้ว เราจับแก้วน้ำขึ้นมาและมองแก้วน้ำอีกแก้วในมือเขาก่อนจะเข้าใจว่าเขาซื้อมาให้เราจริง ๆ ไม่ใช่การแกล้งเล่นแต่อย่างใด “ซื้อให้เรา?” “ใช่ ก็บอกว่าจะเอามาให้ ทำหน้าบึ้งเป็นตูดลิงทำไม” นี่!...นี่เขายังอุตส่าห์เห็นว่าเรากำลังทำหน้ายังไงอยู่งั้นเหรอ คงจะไม่ม
“ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก” เฮือก! พี่เมธีกระซิบข้างหูระยะประชิดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าจนเราขนลุกซู่ไปทั้งตัว อุตส่าห์รีบหนีออกมาจากเขาแล้วยังจะมาเจออยู่ร้านเดียวกัน ถ้าไม่ติดว่าร้านป้าชงน้ำอร่อยล่ะก็เราคงรีบย้ายไปร้านอื่นแล้วเพราะแถวยาวเป็นหางว่าวเลย เขาคงไม่ทันสังเกตใช่ไหมว่าเราสะดุ้งโหยงแรงมาก ๆ เขามองหน้าเราพร้อมกับยิ้มมุมปาก สายตาแข็งกร้าวนั้นดูอบอุ่นกว่าที่ผ่านมาพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อยและหัวเราะลำคอเมื่อมองหน้าเรา มีอะไรน่าขำขนาดนั้นกันนะ “ช่วยบอกให้ชื่นใจทีว่าพี่ไม่ได้ตามเรามา” เราแหงนหน้ามองคนตัวสูงด้านหลังแล้วถามอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันก็ยกมือมาขยับแว่นเล็กน้อย “ไม่บอกหรอกครับ” เขาก้มลงมาสบตาและยิ้มกว้างขณะเอ่ยกวนเรากลับบ้าง แน่นอนล่ะว่าเรารู้ซึ้งทันทีว่าเราควรจะบอกร้านข้าวมันไก่ให้พี่เขาดี ๆ จะได้ไม่ถูกกวน “งั้นเราจะถือว่าพี่ตามเรามา” หัวใจของเราสั่นไหวเมื่อพยายามสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ พี่เมธียิ้มพลางยักไหล่กวน ๆ เป็นสิ่งตอบแทน เราขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดก่อนจะถูกเขาผลักดันหลังเบา ๆ ให้ขยับ
หลายวันต่อมา… “มีคนมาถามหามึงตั้งแต่เมื่อวานละไอ้เมธี” หัวหน้าห้องเดินมาทักทายเมธี “ใคร” “ไม่รู้สาวที่ไหน” “ถามว่า?” “ถามมึงมาเรียนป่าว ทำไร อยู่ไหน เวลาว่างมึงทำอะไร เชี้ยไรสักอย่างกูจะตอบได้ไหมมึงคิดดูดิ นั่นมาละ สงสัยกูหลบไม่ทัน” หัวหน้ารีบเดินหลบทันทีจากที่เป็นพวกชอบนั่งเล่นรับลมหน้าตึกคณะจนต้องย้ายมาสูดอากาศหลังสวน คราวนี้เธอเดินเข้ามาถึงด้านในเพราะเห็นหลังไหว ๆ ของหัวหน้าห้อง “มึงแม่ง!” ชายหนุ่มสบถและเดินออกไปหาสาวสวย แต่งตัวแซ่บตามประสาของสาวปีสี่ เธอคือ ‘เอมิลี่’ คนที่เขาได้ใช้เวลาร่วมกันบนรถเมื่อหลายวันก่อน “เธอมาทำไม” ชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่กับที่ เป็นเพื่อนเขาที่หลบหลีกให้เอมิลี่นั่งลง “บังเอิญจังเลยเมธี อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ” เธอแสร้งทำเป็นตกใจขณะหย่อนก้นนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างระแวดระวังเพราะใบหน้าของเมธีตอนนี้แข็งกร้าวอย่างชัดเจน “...” ชายหนุ่มไม่ตอบพลางก้มลงทำงานของตนเองต่อ “จริงสิ พรุ่งนี้เมธีว่างไหม” “ฉันพูดชัดเจนไปแล้วนะว่าหลังจากนี้เราจะไม่เกี
@ผับไจแอนท์เฮฟวี่ เมธีนั่งจิบเหล้าพอเป็นพิธีในขณะที่มองรอบ ๆ ผับขนาดใหญ่ “วันนี้น้องวิบวับมาไหมวะ” ภูริเอ่ยติดตลก “มาก็เสร็จกูดิ” เมธีหัวเราะในลำคอ เขาคิดถึงความซื่อบื้อของซันไชน์และต้องขอบคุณภูริที่เอาเรื่องของหมามาเป็นข้ออ้าง เพราะซันไชน์ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกหลอก แถมเรียวขาอ่อนเธอก็น่าลูบไล้มากเลยทีเดียว “มึงรับคำท้าไอ้วาว่างั้น” “...” ไม่ตอบใด ๆ ทั้งสิ้น “กูไปละ” วายุเอ่ยตัดบทแล้วเดินออกมาโต๊ะ เหลือก็แค่เมธีคนเดียวที่นั่งจิบเหล้าชิลเฝ้ารอดูซัันไชน์ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีแม้แต่เงา มีเพียงเสียงบรรเลงเพลงจากฝีมือของดีเจสั่นสะเทือนไปสุดขั้วหัวใจ ผู้หญิงหลายคนแต่งตัวโชว์เรือนร่างที่แสนสวยงามให้พวกเขาได้เชยชม ก่อนจะมีใครบางคนเดินเข้ามาทักทายคนตัวสูง “นั่งด้วยได้ไหมคะ” สาวสวยในชุดเดรสสั้นเปิดแผ่นหลังกว้างนั่งลงบนที่ว่างข้างเมธี สายตาจับจ้องเขาราวกับจะกลืนกิน ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากเหล่มองสาวสวยอย่างมีเลศนัย “มีผัวยัง” “ถ้ามีจะเดินมานั่งด้วยเหรอคะ” เมธีเข้าใจพร
ทุก ๆ เดือนครอบครัวของเราจะมีนัดเจอทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตารวมถึงญาติบางคนตามกำหนดตารางของคุณพ่อ ซึ่งเราก็ไม่ทราบได้ว่าวันนี้จะต้องเจอคุณลุงคุณป้าท่านไหน เมื่อไรเดอร์ขับมาถึงบ้านของเราที่ใหญ่โตพอสมควรก็ทำการชะลอจอดหน้าบ้าน “ขับเข้าไปข้างในเลยก็ได้ค่ะพี่” เราชี้ไปยังทางลานกว้างก่อนจะถึงประตูบ้านจริง ๆ ซึ่งมันไกลมาก “ครับ ๆ” เรามีประสบการณ์มาแล้วและจะไม่ทำให้มันเกิดซ้ำสองอีก มีหวังได้เดินไกลจนขาลากแน่กว่าจะถึงหน้าประตูบ้าน หลังจากมาถึงบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าไปจัดการตัวเองในห้องจนพร้อมที่จะเจอคนอื่นในสภาพลูกสาวของวงตระกูลจึงวิ่งหน้าตั้งลงจากชั้นสองจนเดอนมาถึงหน้าห้องครัว “มาแล้วค่าคุณแม่” คุณแม่ยืนหั่นพริกอยู่ในครัวหน้านิ่วคิ้วขมวดจนกระทั่งได้ยินเสียงใสแจ๋วของเรา “ซันไชน์! คิดถึงจังเลยลูก มากอดทีคนสวยของแม่” คุณแม่กางแขนออกกว้างเดินเข้ามาใกล้เราเรื่อย ๆ พร้อมกับโผกอดร่างบาง ๆ ของเรา มือยังไม่ทันได้ล้างเลยด้วยซ้ำ “คิดถึงเหมือนกันค่ะ แต่ว่าแม่ยังไม่ล้างมือเลยนะคะ” “โทษทีค่ะลูกรัก แม่ช่วยแม่ครัวหั่นพริกประดับจานจะได้พร้อมเสริฟเร็ว ๆ ป่านนี้ลุงกำนันน่าจะมาถึงแล้วน







