LOGINเป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้วร่างใหญ่ยังนั่งพิงเก้าอี้หวายอยู่ริมระเบียงหลังจากส่งหมอกลับ เมื่อคืนเขาแทบไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะมธุรสมีอาการเพ้อตลอด ตัวร้อนจัด เขาต้องเช็ดตัวให้หลายรอบจนเกือบเช้ากว่าอาการจะทุเลาแต่เธอก็ไม่รู้สึกตัวสักทีรอจนเที่ยงชายหนุ่มจึงตัดสินใจโทร. ตามหมอที่ดูแลคนในปกครองของเขาทั้งหมด
ผลก็คือเธอเป็นไข้หนักเพราะอาการอักเสบจากบาดแผล แถมร่างกายยังอ่อนแอมาก หมอฉีดยาให้เธอและบอกให้เขาดูแลอย่างใกล้ชิดถ้าอาการหนักกว่านี้ก็ต้องส่งโรงพยาบาล
“ชิ...หาเรื่องใส่ตัวชัดๆ เลยเรา” เขาไม่ได้ดีใจนักกับการต้องอยู่บ้านเฉยๆ เพราะนั่นหมายถึงงานในสวนเขาจะล่าช้าไปอีกหนึ่งวัน มือหนาเสยผมดกดำอย่างหัวเสีย เขาโทร.ไปหามารดาแต่เช้าเพื่อปรึกษาเรื่องของเด็กสาวและหวังให้ช่วยรับช่วงต่อแต่ปรากฏว่าพ่อกับแม่เขาไปทำธุระต่างจังหวัดแบบกะทันหันแถมยังโดนว่าที่เมื่อคืนไม่ยอมโทร.หาซะงั้น ดวงหทัยก็ตกใจไม่น้อยเมื่อทราบข่าวแต่เมื่ออยู่ระหว่างเดินทางก็ทำอะไรไม่ได้ ป้าศรีแม่บ้านที่รู้จักกับเด็กสาวก็ยังไม่กลับและเขาก็ไม่รู้ว่าเธอจะทราบเรื่องหรือยังจะให้คนอื่นมาดูแลก็มีแต่ผู้ชาย จะทิ้งไปก็กลัวเธอจะเป็นอะไรมากไปกว่านี้ ณกรไม่เคยรู้สึกเสียอารมณ์กับเหตุการณ์เล็กๆ ที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องแต่กลับเป็นเรื่องอย่างนี้มาก่อนเลย
ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นใครเขาก็ไม่ควรเอามาใส่ใจจนเสียงาน ไม่ใช่คนรู้จัก ไม่ใช่ญาติพี่น้อง แค่เขาเข้าไปช่วยให้พ้นจากมือคนโฉดก็น่าจะเพียงพอแล้ว งานอีกมากที่รอเขา ยิ่งภูมิศิลาไม่อยู่ด้วยแล้วความรับผิดชอบทั้งหมดย่อมตกอยู่ที่เขา หากมัวแต่เฝ้าไข้แม่กระต่ายตื่นตูมนี่ อาจเกิดความผิดพลาดกับสินค้าที่จะส่งให้ลูกค้ารายใหญ่ในอีกสองวันข้างหน้าก็เป็นได้ และผลที่ตามมาก็คือ สวนของเขาจะเสียเครดิต อาจโดนคู่แข่งช่วงชิงลูกค้ารายสำคัญไป
ณกรหยิบเสื้อแขนยาวพาดบ่าและเดินลงบันไดไปยังรถของตนทันทีที่คิดได้อย่างนั้น รถยนต์สี่ประตูสีดำถูกขับเคลื่อนออกไปจากบ้านกระท่อมโดยไม่คิดเหลียวแลร่างบางที่นอนซมไข้บนเตียงแม้แต่น้อย
กว่าห้าโมงเย็นแล้ว ร่างสาวน้อยบนเตียงนอนในห้องของณกรเริ่มขยับตัวเล็กน้อย ความรู้สึกปวดเมื่อประดังเข้ามาเมื่อสติเริ่มมี ริมฝีปากแห้งผากขยับเม้ม ตากลมโตหยีเล็กน้อยเมื่อลืมขึ้นมาพบเจอแสงที่ลอดผ่านหน้าต่างห้อง ‘หิวน้ำ’ ความต้องการของร่างกายบอกอย่างนั้น เธอค่อยๆ ลุกนั่งและพลางนึกทบทวนเมื่อตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ในที่แปลกตา
“แม่...” สำนึกแรกถูกเปล่งออกมาเป็นเสียง เมื่อเหตุการณ์ค่อยๆ ทยอยผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ เธอเสียมารดาไปเสียแล้วศพเพิ่งจะเผาไปเมื่อวานนี้ และวันนี้เธอควรจะไปวัดแต่เช้าเพื่อเก็บอัฐิ น้ำตาคนป่วยไหลพรากเมื่อนึกถึงบุพการีแม้แต่อัฐิของแม่เธอก็ไม่มีโอกาสได้ไปเก็บด้วยตัวเองเชียวหรือแล้วป่านนี้ใครจะทำหน้าที่แทนเธอ แม่จะเป็นอย่างไรบ้าง
“ตื่นแล้วเหรอ” เสียงห้าวจากใครคนหนึ่งที่ยืนกอดอกพิงประตูถามขึ้น เรียกสาวน้อยออกจากภวังค์ เขาคนนั้นที่ช่วยเหลือเธอเมื่อคืนนั่นเอง มธุรสใช้มือปาดน้ำตาแล้วพนมไหว้ผู้มีพระคุณ “ขอบคุณ...คุณมากนะคะที่ช่วยหนูไว้ ถ้าไม่ได้คุณป่านนี้หนูคงแย่” กล่าวพร้อมน้ำตาที่ไหลพรากทำให้ณกรที่ทั้งเหนื่อยทั้งโมโหที่ต้องรีบบึ่งรถมาดูอาการเธอทั้งที่งานยังไม่เสร็จใจอ่อนยวบ
“เอ่อ...ไม่เป็นไรหรอกอย่าคิดมาก...เธอเป็นไงบ้าง”
“ดีขึ้นแล้วค่ะ...หนูอยากกลับบ้านค่ะ ป่านนี้ไม่รู้อัฐิของแม่จะมีคนจัดการรึยัง” หญิงสาวกล่าวพร้อมยกมือปาดน้ำตาอีกรอบ เธอพยายามพยุงตัวจนสามารถลุกยืนอยู่ข้างตียงเพราะเกรงใจชายหนุ่มที่เป็นธุระให้ ความรู้สึกแปลกๆ ทำให้หญิงสาวยกมือลูบคลำตัวเองก็พบว่าเธอใส่ชุดชั้นในครบทุกชิ้นทั้งยังมีกางเกงขาสั้นสวมอยู่ด้วยคงมีแต่เสื้อเชิ้ตของเขาเท่านั้นที่ไม่คุ้นตาเพราะมันไม่ใช่ของเธอแต่เมื่อคืนเธอก็จำได้ว่าซักผ้าทั้งหมดตากไว้ที่ระเบียงนี่ แล้วทำไม?
“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอก...แม่ฉันโทร.มาบอกว่าป้าศรีจัดการให้เรียบร้อยแล้วเธอรักษาตัวเองให้หายเถอะ แล้วพรุ่งนี้จะพาไปพบป้าศรี” ชายหนุ่มตอบโดยไม่ได้สนใจท่าทางตกอกตกใจของสาวน้อยที่ลูบคลำตัวเองอยู่
“ใคร เอ่อ...เปลี่ยนผ้าให้หนูค่ะ คงไม่ใช่...”
“ใช่...ฉันเองที่นี่ไม่มีใครนอกจากฉัน...บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้แทนตัวเองว่าน้ำหวาน” ณกรยังคงยืนกอดอกไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับอาการหน้าแดงเถือกของหญิงสาว เธอบีบมือเข้าหากันอย่างไม่รู้จะทำอะไรดี อายก็อาย เจ็บก็ยังเจ็บอยู่แถมตอนนี้ก็ปวดหัวหนึบๆ ขึ้นมาอีกด้วย
“ก็เมื่อคืนเธอมีไข้ฉันก็เช็ดตัวให้ทั้งคืน...แค่ใส่ผ้าให้จะอายทำไม หรืออยากให้คนอื่นใส่ให้ล่ะ จะได้มีคนเห็นเธอแก้ผ้าเพิ่มขึ้น” รอยยิ้มมุมปากที่มธุรสเห็นตอนที่เหลือบมองยามเขาพูดยิ่งสร้างความอับอายให้เธอเข้าไปอีกเท่าตัว เขาคงเยาะหยันเธออยู่เป็นแน่ นี่ใจคอเขาคงจะไม่ยกยางอายไว้ให้เธอใช้ในอนาคตบ้างหรืออย่างไรกันนะ
“ไม่ใช่นะคะ...” เสียงค้านสั่นพร่ากำลังจะเอ่ยค้าน แต่ถูกขัดด้วยเสียงห้าวใหญ่เสียก่อน
“เอาเถอะๆ เมื่อลุกขึ้นเองได้แล้วก็ไปกินข้าวแล้วกินยาซะ ยาอยู่ตรงหัวเตียง ฉันต้องไปดูงานในสวนเสียเวลากับเธอมากพอแล้ว เรื่องอื่นไว้ค่อยคุยกัน...แล้วห้ามคิดจะไปไหนเพราะฉันรับปากป้าศรีไว้แล้วว่าจะดูแลเธอจนกว่าป้าศรีจะกลับมาในวันพรุ่งนี้...เข้าใจนะ”
พูดจบร่างหนาก็หมุนตัวกลับ มธุรสมองจนลับตาแล้วก็ได้ยินเสียงรถขับออกไปด้วยความรีบร้อน ร่างน้อยทรุดนั่งบนเตียงกว้างอีกครั้ง เมื่อคืนเธอฝัน...ฝันที่เหมือนจริงมากๆ ว่าแม่มาหาและนอนกอดเธอไว้ทั้งคืนปลอบประโลมให้หายหนาว ช่างสุขใจเหลือเกินกับอ้อมกอดแสนอบอุ่นที่เธอจะไม่มีวันได้สัมผัสมันอีกแล้วตลอดกาล
ความอับอายเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเศร้าและน้ำตาที่เอ่อล้นจนหมดสิ้นเมื่อนึกถึงผู้ให้กำเนิดที่ล่วงลับ และอนาคตของตัวเองที่แสนจะมืดมน
ดอกบัวตูมคู่งามตระหง่านอยู่ต่อหน้า ณกรถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ ภายใต้บราสีขาวที่โอบอุ้มความเป็นสาวสะพรั่งเอาไว้ทำให้เขาแทบคุมสติไม่อยู่แม้สาวเจ้าจะออกอาการปกป้องตัวเองโดยการใช้มือปัดสะเปะสะปะก็ตามที จมูกโด่งคมสันถูกกดฝังระหว่างสองเต้าอย่างหนักหน่วงก่อนจะใช้ลิ้นไล้เลียทีละข้าง บราเจ้าปัญหาเริ่มน่ารำคาญในสายตาทันทีมันจึงถูกดึงทิ้งไปอย่างไม่แยแสเจ้าของ ยิ่งเผยให้เห็นปทุมสองช่อที่ผลิบานโดยมีเม็ดยอดสีหวานแข็งเป็นไตประดับอยู่ มธุรสรีบเอามือปิดทันที“คุณณกร...อย่าค่ะ ฮือๆๆ ได้โปรดเถอะค่ะ อย่าทำน้ำหวานเลย”“อย่าปิดน้ำหวาน...ฉันกำลังจะโปรดเธอ ไม่มีอะไรน่ากลัว ไม่ต้องร้อง เอามือออกคนดี ฉันสัญญาจะไม่ทำอะไรไปมากกว่าจูบ” เสียงแหบพร่าออกคำสั่งแต่ไม่ได้รอให้เจ้าตัวปฏิบัติ มือหนาแกะมือเรียวขาวผ่องนั้นออกเสียเอง“สวยเหลือเกิน สาวน้อย...” สิ้นเสียง มธุรสก็รับรู้ถึงความเปียกชื้นที่ชายหนุ่มส่งมอบจากปลายลิ้นสู่ยอดถันซึ่งชูช่อเหมือนรอคอยการเด็ดดมจากเขา มือสองข้างเคล้าคลึงบีบเคล้นไปตามอารมณ์ข้างหนึ่งในขณะที่อีกข้างถูกครอบครองโดยปาก เขาดื่มกินเหมือนมันอร่อยเสียเหลือเกินสลับจากซ้ายไปขวา จากขวาไปซ้ายซ้ำๆ กั
เช้าวันนี้ที่บ้านหลังใหม่ของมธุรสดูสดชื่นที่สุดนับตั้งแต่มารดาเสียชีวิต เธอช่วยป้าศรีทำงานบ้านทุกอย่างไม่เคยเกี่ยงงอน จนเป็นที่เอ็นดูของคนในบ้าน สามวันแล้วกับการดำเนินชีวิตในบ้านหลังนี้และนับจากวันที่เหยียบย่างเข้ามาเธอเองก็ไม่เห็นใครอื่นนอกจากผู้เฒ่าสองคนแม้แต่คนที่มีบุญคุณกับเธอ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงรถก็มักตั้งความหวังว่าจะเป็นเขา แต่ก็ต้องผิดหวังทุกครั้งไป เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้อยากเจอเขาหนักหนา รู้เพียงแต่คิดถึงเขา...คิดถึงตอนที่อยู่กับเขาเธอ ก็ร้อนวูบวาบไปทั้งใบหน้า“นี่เจ้าณกรมันยังไม่โผล่มาอีกเหรอหลายวันแล้วนะ หทัยไม่อยู่สักคนมันจะกินอยู่อย่างไรล่ะเนี่ย” เสียงของชายชราเอ่ยขึ้นขณะรับประทานอาหารเช้าซึ่งนางศรีเป็นคนดูแลความสะดวกให้ ด้วยตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้านกันเลยทำให้สองตายายเงียบเหงาไปไม่น้อย ยังดีที่ได้มธุรสมาคอยอ่านหนังสือให้ฟัง และคอยบีบนวดชวนพูดคุยบ้างพอได้คลายเหงา แต่ก็ยังไม่วายเอ่ยถึงหลานชายบุญธรรมที่หายหน้าหายตาไปเกือบๆ อาทิตย์แล้วเห็นจะได้ วันที่มาส่งมธุรสก็ไม่ได้เข้ามา ปกติแล้วนางศรีและดวงหทัยจะคอยดูแลเรื่องกับข้าวกับปลาให้บ้าง แต่ด้วยไม่มีใครอยู่บ้านนางศ
ตลอดเส้นทางที่ชายหนุ่มบอกว่าจะพาเธอไปหาป้าศรีเพื่อนของแม่เธอ ซึ่งก็คือไปบ้านเขานั่นเอง ณกรไม่ได้พูดจากับเพื่อนร่วมทางแม้แต่คำเดียว ซึ่งก็สร้างความอึดอัดให้มธุรสไม่น้อย เธอไม่รู้ว่าขากำลังคิดอะไรอยู่หลังจากที่ช่วยเหลือเธอไว้ หลังจากที่...เธอกับเขานอนกอดก่ายกันอยู่สองคืน และเขาเห็นเธอในฉบับที่เรียกว่าทุกซอกทุกมุม มันไม่ควรเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่เพิ่งจะเสียแม่ไปใช่ไหม ถึงจะเป็นสถานการณ์จำเป็นก็เถอะ แถมเขาก็ไม่พูดถึงเรื่องนั้นเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดาทั่วๆ ไป ต่างกับเธอที่แทบจะมองหน้าเขาไม่ติดเธอกับเขาเพิ่งพบกันแท้ๆ กลับยอมให้เขาสำรวจเรือนกายเสียหมดเปลือกถึงจะป่วยแต่เธอก็ไม่ควรจะปล่อยตัวขนาดนั้น คิดแล้วน้ำตาก็พาลจะไหล หมดกันร่างกายของเธอที่ควรหวงแหนไม่ได้เป็นความลับกับผู้ชายคนนี้อีกแล้ว สายตาที่มีน้ำตาคลอหน่วยมองออกไปนอกกระจกด้านข้างเพื่อปกปิดความอ่อนแอ ซ่อนความอับอายและหลบหน้าผู้ชายข้างตัว ไม่อยากให้เขาคิดว่าเธอเรียกร้องความสนใจ “ฉันขอโทษ” จู่ๆ ณกรก็โพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงหนักหน่วง มธุรสมอ
ณกรขับรถตรงไปยังเป้าหมายอย่างรีบร้อน หงุดหงิดและไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องใส่ใจสาวน้อยคนนั้นนักทั้งที่ไม่มีความจำเป็นสักนิดและไม่ใช่วิสัยของเขาด้วยที่จะใส่ใจผู้หญิงคนไหนมากไปกว่างาน หรือเป็นเพราะเรือนร่างบอบบางแต่ซ่อนรูปนั้นและร่างกายเปลือยเปล่าแสนนุ่มนิ่มที่อยู่ในอ้อมกอดเขาเมื่อคืนกันหนอ ที่สะกดเขาให้คิดถึงแต่ความเป็นไปของเธอจนไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรมัวแต่คอยพะวงว่าสาวเจ้าจะเป็นอันตรายคงไม่ใช่หรอกมั้ง...แค่ไหนๆ ช่วยแล้วก็อยากจะช่วยให้ถึงที่สุด อย่างน้อยจนกว่าเธอจะพบป้าศรีไม่มานอนเป็นไข้ตายอยู่ที่บ้านเขาก็เท่านั้นเอง ชายหนุ่มยิ้มหยันมุมปากเมื่อคิดได้อย่างนั้น หวังแต่เพียงว่าคืนนี้แม่กระต่ายตัวน้อยจะไม่สร้างความยุ่งยากทางกายและทางใจให้เขาอีกเป็นพอ ไม่อย่างนั้นคงรับประกันไม่ได้ว่าเขาจะควบคุมตัวเองได้ดีเป็นครั้งที่สองรึเปล่าตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว มธุรสยังคงสาละวนกับการทำอาหาร อย่างน้อยเธอก็ควรทำอะไรตอบแทนชายหนุ่มที่ช่วยเหลือเธอไว้ ของสดในตู้เย็นถูกรื้อมาแปรสภาพเป็นอาหารน่ารับประทานสองสามอย่าง ดูท่าแล้วเขาคงไม่ค่อยได้ทำอาหารนักหรือไม่ได้ทำเลย ดูได้จากของสดในตู้เย็นที่มีไม่มากนักและทำท่าจะไม่
เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้วร่างใหญ่ยังนั่งพิงเก้าอี้หวายอยู่ริมระเบียงหลังจากส่งหมอกลับ เมื่อคืนเขาแทบไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะมธุรสมีอาการเพ้อตลอด ตัวร้อนจัด เขาต้องเช็ดตัวให้หลายรอบจนเกือบเช้ากว่าอาการจะทุเลาแต่เธอก็ไม่รู้สึกตัวสักทีรอจนเที่ยงชายหนุ่มจึงตัดสินใจโทร. ตามหมอที่ดูแลคนในปกครองของเขาทั้งหมดผลก็คือเธอเป็นไข้หนักเพราะอาการอักเสบจากบาดแผล แถมร่างกายยังอ่อนแอมาก หมอฉีดยาให้เธอและบอกให้เขาดูแลอย่างใกล้ชิดถ้าอาการหนักกว่านี้ก็ต้องส่งโรงพยาบาล“ชิ...หาเรื่องใส่ตัวชัดๆ เลยเรา” เขาไม่ได้ดีใจนักกับการต้องอยู่บ้านเฉยๆ เพราะนั่นหมายถึงงานในสวนเขาจะล่าช้าไปอีกหนึ่งวัน มือหนาเสยผมดกดำอย่างหัวเสีย เขาโทร.ไปหามารดาแต่เช้าเพื่อปรึกษาเรื่องของเด็กสาวและหวังให้ช่วยรับช่วงต่อแต่ปรากฏว่าพ่อกับแม่เขาไปทำธุระต่างจังหวัดแบบกะทันหันแถมยังโดนว่าที่เมื่อคืนไม่ยอมโทร.หาซะงั้น ดวงหทัยก็ตกใจไม่น้อยเมื่อทราบข่าวแต่เมื่ออยู่ระหว่างเดินทางก็ทำอะไรไม่ได้ ป้าศรีแม่บ้านที่รู้จักกับเด็กสาวก็ยังไม่กลับและเขาก็ไม่รู้ว่าเธอจะทราบเรื่องหรือยังจะให้คนอื่นมาดูแลก็มีแต่ผู้ชาย จะทิ้งไปก็กลัวเธอจะเป็นอะไรมากไปกว่านี้ ณกรไม่เ
สาวน้อยที่นอนคว่ำกับที่นอนในชุดล่อแหลมที่เป็นเสื้อเชิ้ตสีฟ้าของเขาตัวสั่นงกไม่รู้เพราะกลัวเขาหรือเจ็บแผล มือทั้งสองข้างงอข้อศอกแนบกับลำตัวแต่กำผ้าปูที่นอนไว้แน่น เมื่อเขาหยิบหลอดยาและค่อยๆ ทาเบาๆ เริ่มจากบริเวณใต้น่อง ปัญหาใหญ่ของณกรตอนนี้ก็คือผิวขาวนวลที่ช่างยั่วใจเขาเหลือเกิน ผิวเรียบลื่นที่เขากำลังสัมผัสมันนุ่มนิ่มผุดผ่อง...ชายเสื้อถูกถกขึ้นไปเรื่อยๆ ตามแผลที่มีหลายแผล เธอคงเจ็บไม่ใช่น้อย น่าสงสารนักแม่กระต่ายตื่นตูมและแล้วณกรก็ต้องมีอาการที่เรียกว่าตกตะลึงกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วเอื๊อกเล่าเมื่อชายเสื้อถูกถลกขึ้นเหนือแผ่นหลังขาวเนียนแม้บาดแผลจากการถูกตีจะน่าตระหนกแต่ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ บั้นท้ายกลมกลึงของสาวแรกรุ่นที่ขาวปานน้ำนมแม้มีรอยฟกช้ำห้อเลือดให้ต้องมัวหมองไปบ้างแต่ความงามนั้นไม่ได้ลดไปเลยเธอเป็นสาวแรกแย้มที่มีเรือนร่างงามไม่มีที่ติ สะโพกผายกลมกลึงเอวคอดกิ่ว แม้เสื้อจะปกปิดเรือนกายด้านหน้าอยู่แต่ให้เดาเขาคิดว่ามันคงงดงามไม่แพ้กัน นั่นเรียกร้องอารมณ์ดิบในกายเขาได้เป็นอย่างดี แต่เขาคิดจะทำมิดีมิร้ายกับสาวน้อยวัยสิบแปด ที่เพิ่งจะสูญเสียมารดาและถูกพ่อเลี้ยงทารุณกรรมมาอย่างนั้น







