Masukเสียงล้อรถเข็นบดกระแทกพื้นทางเดินดังก้องสะท้อนไปทั่วโถงชั้นใต้ดินของโรงพยาบาลธาราเมดิแคร์ โซนลับที่ถูกสร้างไว้รองรับคนในเงาโดยเฉพาะ แสงไฟสว่างจ้าสาดลงมากระทบร่างโชกเลือดของจันทร์เจ้าที่นอนแน่นิ่ง
"เร็วเข้าสิวะ! มัวชักช้าอะไรอยู่!" คามินตะคอกลั่นทางเดิน มือข้างหนึ่งกำมือเล็กที่เริ่มเย็นเฉียบของจันทร์เจ้าไว้แน่นไม่ยอมปล่อย "จันทร์เจ้า... ได้ยินฉันไหม! อย่าหลับนะโว้ย! ลืมตาขึ้นมามองหน้าฉันเดี๋ยวนี้!" ประตูห้องผ่าตัดหมายเลข 1 เลื่อนเปิดออกอัตโนมัติ เผยให้เห็นทีมแพทย์ที่เตรียมพร้อมรออยู่แล้ว ตรงกลางห้องคือร่างสูงโปร่งในชุดสครับสีเขียวเข้ม สวมหมวกและหน้ากากมิดชิด เห็นเพียงดวงตาคมดุภายใต้แว่นสายตา...หมอคิมหันต์ "คิม! มึงช่วยเมียกูด้วย!" คามินถลาเข้าไปหาเพื่อนทันทีที่ถึงหน้าประตู "เธอโดนยิงที่เอว เลือดไหลไม่หยุดเลยไอ้เหี้ย!" คิมหันต์ยกมือขึ้นปรามเพื่อนด้วยท่าทีสงบนิ่ง ดวงตาคมกริบกวาดมองประเมินบาดแผลเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันไปสั่งทีมงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด "O-Neg สองยูนิต ด่วน... เซ็ตมอนิเตอร์... ดมยาพร้อมนะ" "พร้อมค่ะหมอคิม" พยาบาลขานรับเสียงเข้ม รีบเข็นเตียงจันทร์เจ้าผ่านหน้าพวกเขาเข้าไป คามินทำท่าจะก้าวตามเข้าไปอย่างคนเสียสติ แต่คิมหันต์ขยับตัวมาขวางไว้ ใช้ท่อนแขนกันหน้าอกเพื่อนให้ออกห่างจากประตูปลอดเชื้อ "ถอยไป" เสียงทุ้มต่ำของหมอหนุ่มราบเรียบ "มึงเข้าไปไม่ได้ ตัวมึงมีแต่เชื้อโรค" "แต่นั่นเมียกู! จันทร์เจ้ากำลังจะตายนะเว้ย!" คามินตวาดกลับ ตาแดงก่ำเหมือนคนบ้า "มึงจะให้กูยืนดูเฉยๆ ได้ไง!" "กูไม่ได้ให้มึงยืนดู กูให้มึงรอ" คิมหันต์พูดตัดบท สบตาเพื่อนที่กำลังสติแตกด้วยความเข้าใจ "กูจัดการเอง... ถ้ามึงเข้าไปตอนนี้ เธอจะตายเพราะติดเชื้อจากมึง ไม่ใช่เพราะกระสุน" คำพูดแทงใจดำทำเอาคามินชะงัก เขากัดกรามแน่นจนเป็นสันนูน หายใจหอบแรงเหมือนสัตว์บาดเจ็บ "มึงสัญญานะคิม..." เสียงเขาเริ่มสั่นเครือ "สัญญาว่าเธอจะไม่เป็นอะไร" คิมหันต์ไม่ตอบรับด้วยคำพูด เพียงแค่ตบไหล่เพื่อนหนักๆ หนึ่งที ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องผ่าตัด ประตูบานเลื่อนปิดลง ตัดขาดโลกภายนอก เหลือไว้เพียงไฟสถานะสีแดงที่สว่างวาบขึ้นเหนือศีรษะ 1 ชั่วโมงผ่านไป เวลาแต่ละวินาทีเคลื่อนผ่านไปอย่างทรมานเหมือนโดนถ่วงด้วยหินผา คามินเดินงุ่นง่านไปมาหน้าห้องผ่าตัดจนพื้นแทบสึก เสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงยังคงเปรอะเปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง เขาไม่ขยับไปไหน ไม่ยอมแม้แต่จะไปล้างมือ ติ๊ง! เสียงสัญญาณดังขึ้นพร้อมไฟสีแดงหน้าห้องที่ดับลง ประตูเลื่อนเปิดออก คิมหันต์เดินออกมา ถอดถุงมือยางเปื้อนเลือดทิ้งลงถังขยะติดเชื้ออย่างใจเย็น ใบหน้าภายใต้หน้ากากอนามัยที่ดึงลงมาไว้ใต้คางยังคงเรียบเฉย ไร้รอยยิ้ม คามินพุ่งตัวเข้าไปกระชากคอเสื้อสครับเพื่อนทันที "เป็นไงบ้าง! รอดไหม!" "ปลอดภัยแล้ว" คิมหันต์ตอบสั้นๆ ไม่ปัดมือเพื่อนออก "กระสุนเฉียดกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านขวา ไม่โดนอวัยวะสำคัญ แต่เสียเลือดเยอะ เย็บไปสิบห้าเข็ม" "เฮ้อ..." คามินทรุดตัวลงพิงกำแพงเหมือนคนหมดแรง ขาที่เคยแข็งแกร่งพับอ่อนยวบยาบ "ขอบใจมาก... ขอบใจจริงๆ เพื่อน" "อืม" คิมหันต์รับคำในลำคอ หันไปพยักหน้าให้พยาบาลเข็นเตียงคนไข้ออกมาทางประตูด้านข้าง "ย้ายขึ้นไปชั้น 17 ลิฟต์ส่วนตัว... กูไม่อยากให้ใครเห็นสภาพนี้" "เออ... กูไปเอง" คิมหันต์เดินนำไปที่ลิฟต์ลับสุดทางเดินที่เชื่อมตรงสู่ชั้น VVIP โดยไม่ต้องผ่านสายตาคนภายนอก ภายในลิฟต์กว้างขวางมีเพียงเสียงเครื่องช่วยหายใจแบบพกพาและเสียง ติ๊ด... ติ๊ด... ของมอนิเตอร์วัดชีพจรที่ดังเป็นจังหวะ "แพรวาฝากบอก..." จู่ๆ คิมหันต์ก็ทำลายความเงียบขึ้นมาโดยไม่หันมอง "วันเกิดลูกสาวอาทิตย์หน้า... ถ้าจันทร์เจ้าไหว ให้พาไปเป่าเค้กด้วย ยัยหนูบ่นคิดถึงน้าจันทร์" คามินเลิกคิ้วเล็กน้อย "อืม... ไว้เธอฟื้นกูจะบอกให้" "ดูแลดีๆ ล่ะ" คิมหันต์เหลือบตามองเพื่อนผ่านกระจกเงาในลิฟต์ "แผลกายกูเย็บให้ได้... แต่แผลใจ มึงต้องเป็นคนเย็บเอง" คำพูดเรียบๆ แต่กระแทกใจทำเอาคามินชะงัก เขาก้มมองร่างบางที่นอนหลับสนิทบนเตียง... แผลใจของเธอ ล้วนเกิดจากน้ำมือเขาแทบทั้งนั้น ติ๊ง! ชั้น 17 ประตูลิฟต์เปิดออกสู่ชั้น VVIP ที่เงียบสงบ ปูพรมหนานุ่ม พยาบาลรีบเข็นเตียงพาจันทร์เจ้าเข้าไปยังห้องพักฟื้นที่เตรียมไว้ คิมหันต์เดินตามไปเช็คความเรียบร้อยของอุปกรณ์ช่วยชีวิตอย่างละเอียดตามนิสัยเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ ก่อนจะหันมาหาคามิน "กูให้ยาแก้ปวดกับยานอนหลับไป คงตื่นอีกทีพรุ่งนี้เช้า" คิมหันต์บอกพลางล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกง "มีอะไรฉุกเฉินโทรเข้าเบอร์แดง... กูจะกลับไปดูลูก" "ขอบใจมากคิม กลับไปพักเถอะ" เมื่อเพื่อนเดินจากไปและพยาบาลขอตัวออกไปรอสแตนด์บายหน้าห้อง คามินก็เดินไปลงกลอนประตู ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงทันที บรรยากาศในห้องเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบาๆ เขาเอื้อมมือไปกุมมือเล็กที่เริ่มอุ่นขึ้นมาแนบแก้มสากของตัวเอง สัมผัสถึงชีพจรที่เต้นตุบๆ ใต้ผิวหนัง "เด็กโง่..." เขาพึมพำเสียงแหบพร่า สายตาจับจ้องใบหน้าซีดเซียวที่ไร้เครื่องสำอาง "ใครใช้ให้เธอเอาตัวมารับลูกปืนแทนฉัน... ใครสั่งสอนให้เธอรักคนอื่นมากกว่าตัวเองแบบนี้... ฮึ?" คามินลูบไล้หลังมือเธอแผ่วเบา ความรู้สึกผิดที่อัดแน่นอยู่ในอกตีตื้นขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว "ตื่นขึ้นมาเถอะนะ... ตื่นมาฟังคำขอโทษจากฉัน... จะตื่นมาด่า หรือตบหน้าฉันก็ได้... ขอแค่เธอลืมตา" เขาก้มลงจูบที่หน้าผากมนของเธอเนิ่นนาน สูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่คุ้นเคย... กลิ่นแป้งเด็กที่ทำให้เขารู้สึกสงบยิ่งกว่ายาคลายเครียดขนานไหน "วิทย์..." คามินกดหูฟังบลูทูธที่เหน็บหู กรอกเสียงเย็นเยียบสั่งงานโดยที่สายตายังไม่ละไปจากใบหน้าของจันทร์เจ้า "ไอ้ตัวที่ยิงจันทร์เจ้า... มึงไปสืบมาให้ได้ว่าเป็นหมาตัวไหน... แล้วลากคอมันมา... กูจะสับนิ้วมันทิ้งทีละข้อ" "รับทราบครับบอส... แล้วเรื่องที่พักคืนนี้..." "กูไม่กลับ" คามินตอบทันควัน มือกระชับมือจันทร์เจ้าแน่นขึ้นเหมือนกลัวเธอจะหายไป "กูจะนอนเฝ้าเมียกูที่นี่... ใครหน้าไหนก็ห้ามเสนอหน้าเข้ามารบกวน... เข้าใจไหม" "เอ่อ... เข้าใจครับ" วิทย์ตอบรับเสียงงงๆ ก่อนจะวางสายไปพร้อมคำถามในใจ ไปเป็นผัวเมียกันตอนไหนวะทางเดินหน้าห้องขังใต้ดินเสียงฝีเท้าหนักแน่นของคามินและเสียงรองเท้าของจันทร์เจ้าดังก้องสะท้อนไปตามทางเดินคอนกรีตเย็นเฉียบ ตึก... ตึก...ด้านในห้องขังเหล็กที่ห่างออกไปไม่กี่เมตร 'เสือ' มือสังหารวัยเก๋านั่งกอดเข่าพิงกำแพงด้วยความสิ้นหวัง รอคอยชะตากรรมและเป็นห่วงหลานสาวจับใจคามินเดินล้วงกระเป๋าด้วยท่าทีสบายๆ แต่มือข้างหนึ่งโอบเอวคนรักไว้หลวมๆ เขาสังเกตเห็นความผิดปกติของคนข้างกายมาสักพักแล้ว"เป็นอะไรไป" คามินหยุดเดิน หันมาสบตาจันทร์เจ้า "ทำหน้าเหมือนคนแบกโลกไว้ทั้งใบ... สงสารมันเหรอ หรือกลัวแผนแตก"จันทร์เจ้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ เงยหน้ามองสามีด้วยแววตากังวล ซึ่งหาดูได้ยากจากนางปีศาจผู้เด็ดเดี่ยว"บอสคะ..." เธอเรียกเขาด้วยสรรพนามจริงจัง "จันทร์... จันทร์เป็นห่วงเด็กคนนั้นจังเลยค่ะ""หือ?" คามินเลิกคิ้ว "หลานไอ้เสือน่ะเหรอ? ทำไมต้องห่วง มันเป็นหลานศัตรูนะ อีกอย่างเราก็แค่ใช้เด็กเป็นตัวประกันขู่มันเฉยๆ ไม่ได้จะทำอะไรจริงๆ สักหน่อย""จันทร์รู้ค่ะว่าพี่คามินไม่ทำเด็ก..." จันทร์เจ้ากัดริมฝีปาก "แต่... จันทร์กลัวทางฝั่งโน้นต่างหาก"เธอชี้ไปทางทิศที่ตั้งคฤหาสน์ของท่านกวี"ลุงเสือแกเป็นแค่คนรับจ้าง
แนวป่ารกครึ้มเบื้องหลังกำแพงสูงชันของคฤหาสน์ท่านกวีเสียงลมหวีดหวิวปะทะยอดไม้จนเอนลู่ 'เสือ' ขยับชุดพรางสีดำเข้มย่อตัวต่ำ ปลายเท้าบดลงบนใบไม้แห้งด้วยจังหวะที่เงียบเชียบจนแทบไม่ได้ยินเสียง สัญชาตญาณที่สั่งสมมาทั้งชีวิตทำให้เขาหยุดกึก จมูกฟืดฟาดสูดกลิ่นที่ผิดแปลกไปจากป่า"หึ... ออกมาเถอะไอ้หนู" เสือเปรยขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลัง "แอบยังไงให้กูได้กลิ่นสาบโคลนล่ะหืม กลิ่นมึงมันเหม็นหึ่งจนกูปวดจมูกไปหมดแล้ว"ฟึ่บ!เงาดำสายหนึ่งดีดตัวพุ่งลงมาจากยอดสนสูงชะลูด เท้าคู่นั้นแตะพื้นดินดัง ปึก เพียงเบาๆ กระทิงในสภาพหน้าเปื้อนสีพลางขยับคอไปมาจนกระดูกลั่น ยิ้มกวนประสาทถูกจุดขึ้นที่มุมปาก"โห... จมูกดีสมชื่อหมาล่าเนื้อเลยนะลุงแก่ขนาดนี้แล้ว นึกว่านอนแช่น้ำมันมวยเลี้ยงหลานอยู่บ้านซะอีก ออกมาตากน้ำค้างดึกๆ แบบนี้ ไม่กลัวปวดเข่าเหรอครับ?""ปากดีนะมึง...เด็กเมื่อวานซืนอย่างมึงคงยังไม่เคยเห็นล่ะสิ ว่าเวลาเสือมันขย้ำคอเหยื่อ... เสียงกระดูกมันหักดังยังไง""ไม่อยากเห็น และไม่อยากฟังนิทานก่อนนอนด้วย!"กระทิงยักไหล่กวนๆ ก่อนจะถีบตัวออกวิ่งหายเข้าไปในดงหนามทันที"เฮ้ย! จะหนีไปไหนไอ้ลูกหมา!"เสือคำรามลั่น วิ
ห้องทำงานส่วนตัว ท่านกวี คฤหาสน์หรูชานเมืองเพล้ง!!เสียงแจกันลายครามราคาแพงถูกขว้างกระทบผนังจนแตกกระจายเศษกระเบื้องเกลื่อนพื้น ตามมาด้วยเสียงตวาดก้องที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดของเจ้าของบ้าน"มันเกิดอะไรขึ้นวะ!!? ใครบอกกูได้บ้างว่ามันเกิดเหี้ยอะไรขึ้น!!"ท่านกวียืนสั่นไปทั้งร่างด้วยความโกรธจัด ปลายนิ้วที่ชี้หน้าลูกน้องสั่นระริกจนควบคุมไม่ได้"ผะ... ผมขอโทษครับท่าน... สายข่าวเรารายงานพลาด... ในโกดังนั่นไม่มีของกลางเลยครับ มีแต่ของบริจาค...""พลาด! พลาดอีกแล้วเหรอวะ!กูสั่งให้มึงเอา DSI ไปถล่มมัน! กะจะยัดข้อหาค้าอาวุธให้มันจมดิน! แต่มึงกลับไปเจอตุ๊กตาหมีเนี่ยนะ!? มึงจะให้กูเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!""แล้วไอ้ข่าวลือนรกนั่นอีก!" ท่านกวีกัดฟันกรอด หยิบแฟ้มเอกสารปึกหนึ่งขว้างใส่หน้านายตำรวจ "แฟ้มประวัติบำบัดจิตเหี้ยนี่มันมาอยู่ในตู้เซฟได้ยังไง! ใครเป็นคนต้นคิดปล่อยข่าวว่ากูเป็นโรคจิต!?""คะ... คือ... มันเป็นกับดักครับท่าน... ไอ้คามินมันวางยาเรา... ตอนนี้ข่าวลือแพร่ไปทั่วกรมแล้วครับว่าท่าน... เอ่อ...""ว่ากูบ้ากาม! ว่ากูวิปริต! ใช่ไหม ไอ้คามิน... ไอ้เด็กเมื่อวานซืน... มึงกล้าลูบคมกูขนาดนี้เลยเหร
ทางเดินเชื่อม ชั้น 16 (โซนพักฟื้น VIP)บรรยากาศชั้นนี้ต่างกับ ชั้น 17 ราวฟ้ากับเหว ที่นี่ตกแต่งโทนสีครีมอุ่นละมุนตา แถมยังมีเสียงหัวเราะใสๆ ของเด็กน้อยดังเจื้อยแจ้ว"พี่จันทร์เจ้าขาาาา~"เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสีชมพูวิ่งโถมเข้าหาแขกคนโปรดทันที "อุ๊ย! น้องพิมพ์ใจ!"จันทร์เจ้าย่อตัวลงรับแรงปะทะพลางรวบสาวน้อยเข้ามากอด ความอำมหิตที่เคยมีเมื่อครู่เลือนหายไป เหลือเพียงรอยยิ้มกว้างที่ดูอ่อนโยนเสียจนคนมองตามไม่ทัน"คิดถึงพี่จันทร์เจ้าที่สุดเลยยยย~" เด็กน้อยซุกไซ้หอมแก้มซ้ายขวาอย่างออเซาะ "วันนี้พี่จันทร์เจ้าสวยจังเลยค่า เหมือนเจ้าหญิงเอลซ่าเลย""ปากหวานจริงนะตัวแค่นี้... ได้เชื้อพ่อมาเต็มๆ เลยสิเรา" จันทร์เจ้าหัวเราะคิกคัก บิแก้มยุ้ยๆ ด้วยความมันเขี้ยว "แล้วแม่แพรวาอยู่ไหนคะ?""อยู่ในห้องค่าาา กำลังปอกแอปเปิ้ลอยู่"จันทร์เจ้าอุ้มแม่หนูน้อยขึ้นแนบอก เดินดุ่มๆ เข้าไปในห้องพักฟื้นที่แพรวาภรรยาคนสวยของหมอคิมกำลังจัดเตรียมของว่าง"อ้าว! คุณจันทร์เจ้า... มาเงียบๆ แพรตกใจหมดเลย""พอดีแวะมาทำธุระกับคุณคามินข้างบนน่ะค่ะ เลยแวบมาขโมยลูกสาวแพรไปกอดให้หายคิดถึงซะหน่อย"เสียงหัวเราะคิกคักดังลอดออกมานอกห้อ
ณ โกดังสินค้าท่าเรือหมายเลข 4เสียงไซเรนหวีดหวิวบาดหูผสมกับเสียงรองเท้าคอมแบทนับร้อยคู่กระทบพื้นคอนกรีต เจ้าหน้าที่ DSI และหน่วยสวาทพังประตูบุกเข้าชาร์จโกดังตามสายข่าวที่ได้รับมาแบบด่วนจี๋"เคลียร์! ทางขวาเคลียร์!""ทางซ้ายเคลียร์!""หัวหน้าครับ! เจอลังไม้ต้องสงสัยทางนี้ครับ!" เสียงลูกน้องตะโกนเรียกจากมุมมืดนายตำรวจยศสูงรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไป สีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง หวังจะเจอ M16 หรือยาเสพติดล็อตใหญ่ที่จะเอาผิดคามินให้ดิ้นไม่หลุด"งัดเลย! งัดเดี๋ยวนี้!"แกร๊ก ปัง!ฝาลังไม้ถูกงัดเปิดออก แต่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาทำเอาทุกคนยืนบื้อ"ตุ๊กตาหมี?" หัวหน้าชุดจับกุมหยิบตุ๊กตาขึ้นมาบีบจนดัง ปี๊บ "อะไรวะเนี่ย!""ลังนี้ก็นมผงครับหัวหน้า""ทางนี้มีแต่ผ้าอ้อมบริจาคครับ!""โธ่เว้ย!" นายตำรวจปาตุ๊กตาลงพื้นอย่างหัวเสีย "ไหนสายข่าวบอกคลังแสงไงวะ! ทำไมกลายเป็นมูลนิธิเด็กกำพร้าไปได้!"ถัดออกไปไม่ไกล วิทย์ยืนพิงรถยุโรปสีดำ กอดอกมองความวุ่นวายพลางกดโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู สีหน้าเรียบเฉยเหมือนดูละครลิง"ครับบอส... หมาตื่นตูมกันใหญ่เลยครับ... ใช่ครับ มีแต่ของบริจาค... ครับ ผมจัดการต่อเอง"วิทย์วางสาย เดินล้วงกร
ในห้องนั่งเล่นรับรองวิทย์... มือขวาคนสนิทของคามินยืนกอดอกจิบกาแฟดำ มองดูหน้าจอมือถือที่มีรายงานสรุปเหตุการณ์เมื่อคืนส่งเข้ามาไม่ขาดสาย ข้างๆ เขาคือพล และกลุ่มบอดี้การ์ดชุดดำที่ยืนสงบนิ่งรอคำสั่ง"เฮ้อ..." วิทย์ถอนหายใจยาว วางแก้วกาแฟลง "กูละเชื่อเขาเลยจริงๆ""เรื่องอะไรครับพี่วิทย์" พลถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "เรื่องยัยคุณหนูวิภาวีเหรอ""เออ..." วิทย์พยักหน้า สีหน้ากึ่งทึ่งกึ่งสยอง "มึงลองคิดดูนะไอ้พล... คนปกติเวลาโดนศัตรูวางยา หรือโดนแย่งแฟน เขาทำไงกัน? ... ยิงทิ้ง ซ้อมให้น่วม หรือประจานลงโซเชียล""ก็ประมาณนั้นมั้งครับ""แต่นายเรากับว่าที่นายหญิง... ไม่ใช่คนปกติว่ะ" วิทย์แค่นหัวเราะ หันมามองลูกน้อง "เล่นลากกันไปซัดกันนัวเนียต่อหน้าศัตรู... เอากันโชว์สดๆ ให้คนร้ายดูจนอกแตกตาย... กูถามจริง ในโลกนี้มีใครเขาแก้แค้นกันด้วยวิธีนี้บ้างวะ?"พลทำหน้าพะอืดพะอมปนขำ "โหดสัตว์... จิตวิทยาสุดๆ เลยพี่ แบบนี้เจ็บกว่าโดนตบอีกนะผมว่า ศักดิ์ศรีป่นปี้หมด""ก็นั่นน่ะสิ..." วิทย์ส่ายหน้า ยิ้มมุมปาก "กูถึงบอกไงว่าผีเน่ากับโลงผุมันเป็นของคู่กัน... บอสเราก็ดิบเถื่อนอยู่แล้ว มาเจอคุณจันทร์เจ้าที่บทจะร้ายก็
บรรยากาศในห้องทำงานชั้นผู้บริหารตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด ควันบุหรี่ลอยคลุ้งเหนือโต๊ะทำงานคามินจ้องมองรูปถ่ายในแท็บเล็ตด้วยสายตาที่อ่านยาก... ทั้งโกรธแค้น ทั้งกังวล"ไอ้เสี่ยชัยยศ..." เขาเอ่ยชื่อศัตรูเสียงลอดไรฟัน "มันกลับมาแล้วจริงๆ แถมยังเปิดกาสิโนแข่งกับเราที่ชายแดน... ที่สำคัญ มันคือไอ้สวะที่สั่
กลิ่นสนิมเหล็กชื้นๆ ผสมกลิ่นน้ำมันเครื่องเหม็นหืน ลอยคลุ้งอยู่ในโกดังร้างริมท่าเรือ... เขตอิทธิพลของหมอคิมหันต์ที่ถูกยืมมาใช้เป็น 'โรงเชือด' ชั่วคราว พรึ่บ! สปอร์ตไลท์ดวงใหญ่สาดแสงลงมากลางโกดังมืดทึบ เผยให้เห็นร่างอวบอ้วนของ เสี่ยทรงพล ในสภาพสะบักสะบอม เสื้อเชิ้ตราคาแพงยับยู่ยี่และเปื้อนฝุ่น เขา
ติ๊ง!เสียงลิฟต์ดังขึ้นพร้อมประตูที่เลื่อนเปิด จันทร์เจ้าก้าวออกมาด้วยท่าทางเหมือนคนหมดแรง ไหล่ตก คอพับ เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ดัง เฮ้อ... ทันทีที่พ้นประตูลิฟต์ มือเรียวยกขึ้นขยี้ผมตัวเองแรงๆ จนยุ่งเหยิงเหมือนอยากจะสลัดภาพบ้าๆ ในหัวออกไป"พี่คามี่..."เธอเรียกชื่อเขาเบาๆ ขาเรียวซอยเท้าเร็วๆ ตรงดิ่งไปท
หน้าประตูไม้บานใหญ่ของห้องทำงาน วิทย์ยืนชะงักฝีเท้า มือที่กำลังจะเคาะประตูค้างอยู่กลางอากาศเสียงหัวเราะทุ้มต่ำของเจ้านายสลับกับเสียงอ้อนงุ้งงิ้งของผู้หญิงที่ลอดออกมาทำให้เขาต้องค่อยๆ ลดมือลง แฟ้มรายงานในมือถูกดึงกลับมาแนบอก"เฮ้อ..." วิทย์ถอนหายใจยาว พิงหลังกับผนังหน้าห้องอย่างคนปลงตก "กูว่ากูเลี้







