เข้าสู่ระบบเมื่อคืนที่ผ่านมาปลายฝนแทบนอนไม่หลับ เพราะรู้สึกแปลกที่แปลกทาง อีกหนึ่งความกลัวก็คงหนีไม่พ้นกันติทัต เธอกลัวว่าเขาจะเล่นพิเรนทร์เหมือนเมื่อช่วงบ่าย นั่นทำให้เธอต้องระวังตัว แม้ว่าจะอยู่ในห้องนอนตัวเองก็ตามที
เช้าวันรุ่งขึ้นเจ้าหล่อนรีบตื่นลงมาแต่เช้า เพื่อเตรียมอาหารให้กันติทัต ในระหว่างทานมื้อเช้าก็ไม่วายเกือบจะวางมวยกันเช่นเคย เป็นเธอที่ต้องยอมอ่อนข้อให้ ก่อนที่เขาจะออกไปคุมงานด้านนอก
ในขณะกำลังล้างจานอยู่ในครัว ก็ได้ยินเสียงเรียกเข้าดังขึ้น เธอจำได้ว่าเสียงนี้คือเสียงจากโทรศัพท์มือถือของกันติทัต พยายามมองหาต้นตอของเสียง ก็พบว่ามันถูกวางอยู่บนโต๊ะทานข้าวนั่นเอง
“ลืมมือถือไว้สินะ”
เธอวางมือจากการล้างจาน เดินมาส่องดูหน้าจอมือถือ ก็พบว่าคนที่โทรฯ มาคืออลิชานั่นเอง ปลายฝนลังเลใจว่าจะหยิบมันขึ้นมา หรือปล่อยให้อลิชาวางสายไปเอง
“จะเอายังไงดีนะ”
มือเรียวยื่นไปกำลังจะถึงเจ้าเครื่องมือสื่อสารอยู่แล้วเชียว ทว่าจู่ ๆ เสียงทุ้มของกันติทัตก็ดังมาจากด้านหลังเสียก่อน
“ทำอะไรน่ะ!”
เสียงนั้นทำให้ปลายฝนตกใจจนเผลอกดตัดสายไปแล้ว ก่อนจะหันขวับไปมองหน้าคนที่กำลังขมวดคิ้วมองอยู่อย่างรู้สึกผิด
“พี่ทัต!”
“เธอคิดจะทำอะไรกับมือถือฉัน” คนพูดเดินเข้ามาหยิบมือถือตัวเองขึ้นดูที่หน้าจอ ก่อนจะชำเลืองตามองมา ราวกับเธอเป็นนักโทษฆ่าคนตายเสียอย่างนั้น
“เปล่านะคะ มีสายเข้าฝนเลยกะว่าจะเอาไปให้พี่”
“แต่เธอตัดสายอลิซนะ กำลังจะทำให้เราเข้าใจผิดกันใช่ไหม คุณย่าสั่งเธอมาใช่ไหม” เขาถามเสียงดุ
“เปล่านะคะ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ฝนกำลังจะเอาไปให้พี่จริง ๆ แต่ตกใจเลยเผลอกดตัดสายไป”
“ไม่เชื่อ เธอมันเด็กเลี้ยงแกะ”
“ไม่เชื่อก็อย่าเชื่อค่ะ ฝนไม่ได้อยากให้พี่เชื่ออยู่แล้ว ไม่มีอะไรแล้วฝนขอตัวค่ะ” ในเมื่ออธิบายไปเธอก็เป็นคนผิดอยู่ดี ปลายฝนจึงไม่สนใจเขา แล้วเดินไปที่อ่างล้างจาน
เมื่อเจ้าหล่อนหันหลังให้แล้ว กันติทัตก็โทรฯ หาแฟนสาวทันที แต่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้ออกไปจากครัว วางสายตาไว้ที่แผ่นหลังน้อย ๆ ของปลายฝน
“ฮัลโหลครับอลิซ”
(เมื่อครู่พี่ทัตตัดสายอลิซทิ้งทำไมคะ)
“พอดีพี่กดผิดน่ะ อลิซมีอะไรหรือเปล่าครับ”
(อลิซคิดถึงพี่ค่ะ เมื่อไหร่จะเสร็จธุระขึ้นมากรุงเทพฯ เสียที อลิซอยากไปทานข้าวดูหนังกับพี่จะแย่แล้ว)
“พี่ก็คิดถึงอลิซเหมือนกันครับ อีกไม่กี่วันก็ได้กลับแล้ว อดใจรอนิดนึงนะครับ เดี๋ยวถึงกรุงเทพฯ พี่จะพาไปเที่ยวให้หนำใจเลยดีไหม”
(ดีเลยค่ะพี่ทัต ว่าแต่พี่อยู่ที่ไหนกันแน่ ทำไมไม่ยอมบอกอลิซเลยล่ะคะ มีลับลมคมในราวกับกำลังอยู่กับผู้หญิงคนอื่นอย่างนั้นล่ะ)
“มันเป็นงานของคุณย่าพี่น่ะ ท่านไม่ค่อยอยากให้ใครรู้เกี่ยวกับงานของตระกูลสักเท่าไหร่ครับ”
(แม้แต่อลิซงั้นเหรอคะ ใช่สิ คุณย่าของพี่ทัตไม่ชอบหน้าอลิซนี่นา)
“อย่าน้อยใจไปสิครับ ถึงยังไงพี่ก็ไม่มีทางให้เราต้องเลิกกันเพราะคุณย่าหรอก พี่จะทำให้คุณย่ายอมรับอลิซให้ได้”
(อลิซรักพี่ที่สุดเลยค่ะ งั้นกลับมากรุงเทพฯ วันไหนต้องโทรฯ บอกอลิซนะคะ)
“ครับผม แค่นี้นะครับคนดีของพี่”
(ค่ะที่รักของอลิซ)
ปลายฝนที่ยืนล้างจานอยู่ ได้ยินทุกคำพูดของบทสนทนา นั่นเพราะกันติทัตเปิดสปีกเกอร์โฟน ตั้งใจให้เจ้าหล่อนฟังด้วยกัน จะได้รู้ว่าเขาและอลิชาหวานซึ้งกันแค่ไหน และแม้แต่ผู้เป็นย่าก็ไม่มีทางมากีดกันได้
ขณะล้างจานอยู่นั้นปลายฝนก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองมา เมื่อปรายตาไปฝั่งซ้ายก็เป็นอย่างที่สันนิษฐาน กันติทัตกำลังพิงหลังกอดอกมองมาที่หล่อน เขายิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย เห็นอย่างนั้นเจ้าหล่อนก็ขมวดคิ้วมอง
“มีอะไรงั้นเหรอคะ”
“เปล่า”
“เปล่าแล้วทำไมมายืนขวางทางอย่างนี้ รบกวนไปยืนที่อื่น ตรงนี้มันเกะกะค่ะ” ปลายฝนข่มความรำคาญเอาไว้ กล่าวออกไปด้วยโทนเสียงเรียบนิ่ง
“เมื่อครู่ได้ยินที่ฉันคุยกับอลิซแล้วใช่ไหม”
“เปล่าค่ะ ฝนไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องของฝนที่จะต้องไปเสียมารยาทฟัง”
“เธอได้ยิน”
“ไม่ได้ยินค่ะ พี่ทัตต้องการอะไรงั้นเหรอคะ พอฝนไม่ยุ่งก็อยากให้ยุ่ง พอเข้าไปยุ่งก็หาเรื่องว่า สรุปจะเอายังไงคะ”
“ฉันรู้ว่าเธอได้ยิน แล้วก็จะเอาไปเล่าต่อให้คุณย่าฟัง”
“อย่ามากล่าวหากันนะ พี่ไม่ได้วางแผนสักหน่อย อีกอย่างใครจะบ้ามาทำอะไรตรงนี้ หรือว่า...เราชอบเอาท์ดอร์” เขากระซิบบอกข้างใบหูปลายฝนหน้าแดงก่ำ รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งใบหน้า“บ้า! ใครจะไปชอบแบบนั้นเหมือนพี่กันล่ะ”“อายอย่างนี้แสดงว่า...เธอคิดใช่ไหมว่าพี่จะทำอะไร แสดงว่าคิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องโดน”“พี่ทัต! หุบปากเดี๋ยวนี้เลย ไม่กลัวคนอื่นได้ยินก็เกรงใจเจ้าที่ท่านบ้าง” เธอเอ็ดเสียงดังแก้เขิน“พี่แค่แกล้งเล่นเท่านั้นเอง ใครจะกล้ามาทำอะไรตรงนี้ นั่งนิ่ง ๆ บนตักให้พี่กอดอย่างนี้ก็พอ บรรยากาศโรแมนติกอย่างนี้ เราควรจะนั่งชมจันทร์ฟังเสียงคลื่นทะเลดีกว่าว่าไหม”“พูดจริง?”“จริงดิ ไม่ไว้ใจพี่แล้วเหรอครับ” คนพูดทำน้ำเสียงออดอ้อนราวกับเด็กน้อย“ไม่ต้องทำเสียงอ้อนหรอก เชื่อแล้วค่ะ”“วันนี้พระจันทร์สวยจังเลยนะว่าไหม”“ค่ะสวยมาก”“แต่พี่ว่ายังไงฝนก็สวยกว่าอยู่ดี แถมยังหอมกว่าด้วย”“ถ้าพระจันทร์ได้ยินคงจะเสียใจแย่เลย แต่ฝนเองก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะคะ เพราะมันคือความจริง”“ฝนว่า...เราจะมีลูกกันกี่คนดี”“แหนะ! วนเข้าเรื่องใต้สะดืออีกแล้วนะพี่”“เปล่า...แค่ถามความเห็นเฉย ๆ พี่ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลยนะ แค่อยากให้หนูฟ
ชายหนุ่มยังไม่เลิกเล่นสงครามประสาทกับคนเป็นเมีย ปลายฝนทำหน้ายักษ์ใส่แล้วคว้ามือลูกสาวมาจับไว้“เรากลับเข้าบ้านกันดีกว่าค่ะหนูฟ้า”“มาขี่คอพ่อจ๋าดีกว่าค่ะ”กันติทัตชิงตัวอุ้มลูกสาวขึ้นมานั่งบนคอตัวเอง แล้วยักคิ้วให้กับภรรยา ปลายฝนแยกเขี้ยวใส่ กำหมัดขึ้นทำท่าจะชกหน้า ผู้เป็นสามีรีบเอียงหน้ารอรับอย่างไม่รู้สึกกลัว ท้ายที่สุดเจ้าหล่อนก็ยื่นหมัดนั้นเข้าไปสัมผัสที่ก้มออกแรงดันเบา ๆ เท่านั้น“รีบไปเลย จะได้อาบน้ำอาบท่ากินข้าวเย็นกัน”“นึกว่าจะแน่ซะอีก หึ ๆ”“ไม่ต้องทำเป็นดีใจไปหรอก ฝนแค่ฝากไว้ก่อน รอให้พี่เผลอเมื่อไหร่จัดหนักแน่”“รีบมาจัดนะจ๊ะเมียจ๋า พี่พร้อมรับมือเสมอ นานแล้วนะที่ไม่ได้นอนกอดเมีย” คนพูดทำหน้าตายียวนกวนประสาทอย่างน่าหมั่นไส้ โยงเข้าเรื่องใต้สะดือเข้าจนได้ ปลายฝนยิ้มพลางส่ายหน้า รีบเดินจ้ำอ้าวเข้าไปในบ้านก่อนหลังจากทานมื้อเย็นแล้วทั้งสามก็ออกมานั่งรับลมที่หน้าบ้าน ลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านมาประสานกับเสียงคลื่นทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แสงไฟตามจุดต่าง ๆ ของสวนหน้าบ้าน กำลังประชันเปล่งแสงกับดวงดาวนับพันบนท้องฟ้า โซฟาตัวยาวถูกจับจองจนไม่มีที่ว่าง คนเป็นพ่อกับแม่นั่งริมส่วนลูกสาวตัวน้อยนั่
สองปีต่อมา…ณ ประเทศอังกฤษ“อลันมาหาหม่ามี๊เร็วลูก”“มี๊”เมื่อได้ยินเสียงผู้เป็นแม่เด็กชายอลันวัยขวบเศษก็รีบวิ่งเข้ามาหา ขณะวิ่งเล่นอยู่ในสวนหน้าบ้าน อลิชากอดลูกชายไว้ด้วยความหวงแหน กดปลายจมูกลงที่กลางกระหม่อมฟอดใหญ่ด้วยความรัก“เก่งมาก ๆ เดี๋ยวหม่ามี๊จะพาไปอาบน้ำนะครับ”“ไม่อาบ”เมื่อได้ยินอย่างนั้นเจ้าตัวเล็กก็รีบวิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย ผู้เป็นแม่ได้แต่ยืนยิ้มอยู่อย่างนั้นด้วยความเอ็นดู แค่มีลูกชายคนนี้คนเดียวชีวิตเธอก็มีความสุขมากพอแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องรับใครเข้ามาในชีวิตเพิ่มเติมอีกสองสัปดาห์หลังจากวันที่ได้เจอกับเขมทัต เธอก็ตัดสินใจมาคลอดลูกที่อังกฤษ เพราะต้องการหลีกหนีจากความทุกข์ที่เกิดขึ้น และเพื่อสะดวกในการใช้ชีวิตมากกว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยกลับเมืองไทยเลยสักครั้ง“อลันมานี่เดี๋ยวนี้เลย จะไปไหนครับ” เธอว่าพลางวิ่งไล่จับลูกชายพร้อมกับรอยยิ้มแห่งสุข แทนที่จะรีบจับตัวไปอาบน้ำ แต่กลับกลายเป็นว่ามาวิ่งไล่กันเล่นเสียอย่างนั้น“ฮ่า ๆ ๆ หม่ามี๊”“ดื้อนักนะเรา ฮ่า ๆ”ขณะสองแม่ลูกกำลังหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานภายในรั้วบ้าน มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาพร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ เป็นเขมทัตน
เมื่อเสร็จภารกิจช่วงเช้าแล้ว ก็ถึงเวลาที่กันติทัตจะได้มีโอกาสอยู่กับภรรยาสองต่อสอง ตอนนี้ปลายฝนกำลังยืนล้างจานอยู่ในครัว คนเป็นสามีเห็นก็แอบเดินย่องไปเงียบ ๆ แล้วสวมกอดจากด้านหลัง เกยคางบนไหล่บางอย่างถือวิสาสะ“พี่ทัตทำอะไรเนี่ย”เมื่อโดนรบกวนปลายฝนก็วางจานลงในอ่าง เอียงหน้ามามองคนที่กำลังส่งสายตากรุ้มกริ่มให้ เขาทำตัวราวกับเด็กน้อย ที่กำลังต้องการเรียกร้องความสนใจ“ท้องก็โตขึ้นทุกวัน ๆ ทำไมถึงยังดื้อมายืนล้างถ้วย”“แค่ล้างถ้วยเองนะคะ มันไม่ได้หนักหนาอะไรสักหน่อย”“ก็พี่เป็นห่วง อยากให้เรานั่งเฉย ๆ ทำตัวเป็นคุณนายสวย ๆ ไม่ได้เหรอ งานบ้านก็ปล่อยให้คนใช้ทำแทน”“ไม่เอา แค่งานในบ้านใหญ่ทุกคนก็ยุ่งมากพอแล้ว แค่นี้ฝนทำไหวค่ะ ต่อให้ท้องโย้วฝนก็ไหว” เธอยังคงยืนยันที่จะทำหน้าที่แม่ศรีเรือนต่อไป“งั้นพี่จะเป็นคนทำเอง ไม่ว่าจะเป็นทำกับข้าว ซักผ้า ล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน และอื่น ๆ ที่ฝนบัญชามาพี่ทำได้ทั้งนั้น”“จริงดิ ฝนไม่ไว้ใจพี่เลย กลัวว่าจะทำบ้านพังไปทั้งหลังนะสิไม่ว่า”“ไม่เชื่อใจพี่เหรอครับ สมัยไปเรียนต่างประเทศพี่ก็ทำเองทั้งนั้น”“โม้ป่าว ไปอยู่ที่โน่นไม่มีใครเห็นด้วยจะพูดอะไรก็ได้”“จริง
หลังจากวันนั้นอลิชาก็ไม่มายุ่งเกี่ยวกับคนในบ้านเทวทัตภิรมย์อย่างที่พูดจริง ๆ และตอนนี้กันติทัตได้เอาเฝือกออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่สามารถลงน้ำหนักเท้าได้เท่าที่ควร การเดินจึงช้ากว่าคนทั่วไปช่วงนี้อารมณ์ของปลายฝนขึ้น ๆ ลง ๆ ผู้เป็นสามีจึงต้องตามใจอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทุกอย่างกลับตาลปัตร เพราะตอนนี้คนที่มีอำนาจเหนือกว่าคือปลายฝนไปเสียแล้ว กันติทัตคอยเอาอกเอาใจและคอยดูแลภรรยาแทบยี่สิบสี่ชั่วโมง หวงยิ่งกว่าไข่ในหินเสียอีก“จะรีบตื่นไปไหน”เสียงอันงัวเงียดังอยู่ข้างหู ขณะเธอกำลังพยายามแกะมือเขาออก เตรียมตัวจะลุกขึ้นเพื่อไปใส่บาตรในตอนเช้า“ฝนจะไปตักบาตรค่ะ คนบาปอย่างพี่คงไม่เข้าใจหรอก”“ให้กอดอีกสักแปบไม่ได้เหรอ เดี๋ยวพี่จะไปใส่ด้วย”ฟอดดด!!!คนที่อยู่ในอ้อมกอดเขินจนหน้าแดง เธอยังคงไม่คุ้นชินกับสรรพนามที่เปลี่ยนไปของกันติทัต ฟังดูแล้วมันเลี่ยน ๆ อย่างบอกไม่ถูก ในขณะเดียวกันก็ทำให้รู้สึกหัวใจพองโตเช่นกัน“ขืนนอนต่อมีหวังพระท่านไปก่อนพอดี ปล่อยฝนเดี๋ยวนี้เลย”“โอเคครับปล่อยก็ปล่อย แต่ฝนต้องจูบพี่ก่อนนะ” ว่าแล้วก็พลิกร่างบอบบางให้หันมาเผชิญหน้ากัน และตอนนี้กันติทัตได้รู้ว่าเจ้าหล่อนกำลัง
ภายในร้านอาหารสุดหรูย่านธุรกิจใจกลางเมืองหลวง มุมหนึ่งของร้านมีหญิงสาวรูปร่างหน้าตาดีกำลังนั่งดื่มน้ำส้มคั้นด้วยจริตผู้ดี พลางหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาอัปเดตข่าวสารจากบรรดาคนรู้จักในโลกโซเชียล เธอรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูกที่จู่ ๆ กันติทัตก็นัดมาเจอ คำพูดของอดีตแฟนหนุ่มมีพิรุธ ราวกับมีใครบางคนอยู่เบื้องหลังเธอกำลังลังเลใจว่าจะยอมบอกความจริงเรื่องพ่อของเด็ก หรือปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วหายไปจากชีวิตคนพวกนี้ ให้พ่อของลูกได้ชื่อว่ากันติทัตต่อไป“ทำไมยังไม่มาอีกนะ เป็นคนโทรฯ นัดเรามาแท้ ๆ”อลิชาบ่นหลังจากดูเวลาที่หน้าจอมือถือ พบว่าตอนนี้เลยเวลานัดไปแล้วเกือบยี่สิบนาที เธอนั่งถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะตัดสินใจหยิบกระเป๋าแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้“คุณอลิซ”เสียงที่ดังมาจากด้านหลังทำให้เจ้าหล่อนขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ เสียงนั่นไม่ใช่กันติทัตแต่เป็นเสียงเขมทัต หรือว่าเธอจะโดนหลอกเข้าให้แล้ว เมื่อหันไปมองก็เป็นอย่างที่คาดเดาในใจจริง ๆ“คุณเขม! คุณมาที่นี่ทำไม”“ก็ผมอยากจะมาคุยกับคุณไงล่ะ”“แต่ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ” เธอกล่าวแล้วเดินผ่านหน้าไป ทว่าเขมทัตรั้งมือเอาไว้ เจ้าหล่อนส่งส







