Masukเรื่องน่าขบขันเช่นนี้ถูกชาวบ้านกล่าวถึงอยู่เกือบสิบวัน ผู้เป็นพี่ชายหมายแย่งสินเดิมของน้องสาว อีกทั้งยังเป็นน้องสาวต่างมารดา เรื่องขบขันของตระกูลเมิ่งถูกขุดขึ้นมากล่าวถึงอย่างสนุกปาก
ไม่พอยังกล่าวว่าเมิ่งสวี่ทำให้ฮูหยินเอกของตนขุ่นเคืองจนหนีไปบวชชี อีกทั้งบุตรชายที่เขายกขึ้นเป็นว่าที่ผู้นำตระกูล แท้ที่จริงกลับเป็นบุตรชายที่เคยได้ชื่อว่าเป็นบุตรที่เกิดจากอนุ!!
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเมิ่งโกรธจนเป็นลมหมดสติ หลังได้สติก็ให้แม่นมหยางตรวจสอบบัญชีสินเดิม ตรวจทานจนมั่นใจว่ามีโฉนดร้านขายข้าวสารหายไปจริง!! วุ่นวายกันยกหนึ่งจึงสามารถตามกลับคืนมาได้ กระทั่งพบว่าคนที่ขโมยไปก็คือเมิ่งสวี่ บิดาของนางนั่นเอง...
รถม้ายังไม่ทันได้จอดลงเด็กหญิงคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาบอก มารดาของนางขอให้นางกลับไป เรื่องภายนอกนางไม่ได้อยากรับรู้ อีกทั้งตอนนี้เมิ่งเสวี่ยเยวียนก็นับว่าเติบโตจนปักปิ่นแล้ว ไม่อาจค้างแรมอยู่ข้างนอกนานๆ ไม่อาจรั้งอยู่นอกจวนเกินยามโหย่ว[1] ยิ่งไม่สมควรที่จะไปๆ มาๆ อารามนางชี
ดังนั้น...นอกจากปิ่นหยกเรียบๆ อันหนึ่งที่มารดาฝากเอาไว้ให้ หญิงสาวก็ไม่ได้พบมารดา ยิ่งไม่อาจอยู่ค้างกับมารดาเช่นที่เคยทำก่อนหน้านี้แล้ว
เดิมทีในทุกๆ ปีฮูหยินผู้เฒ่าจะส่งนางมาอยู่ข้างกายมารดาสองสามครั้ง ครั้งหนึ่งก็เดือน สองเดือน สลับกับอยู่ที่จวนเพื่อเรียนรู้เรื่องมารยาทและธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ตอนนี้นางเติบโตแล้วและใกล้ออกเรือน มารดาไม่ให้นางอยู่ค้างที่อารามก็นับว่าเข้าใจได้ แต่ไม่ให้นางเข้าไปพบคือเรื่องที่ทำให้นางงุนงงและสับสนยิ่ง
“คุณหนูเมิ่งท่านกลับไปเถิด หลายวันมานี้เพราะเรื่องของตระกูลเมิ่งทำให้อารามแห่งนี้วุ่นวายเหลือเกิน มารดาของท่านเพราะถูกเรื่องทางโลกรบกวน แม้แต่สวดมนต์ก็เหม่อลอยบ่อยครั้ง” บ่าวรับใช้ของอารามกล่าวขึ้น “บางทีนางคงไม่อาจสงบใจได้หากว่ายังมีเรื่องทางโลกกระทบกับการบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ ท่านเองก็ปักปิ่นแล้ว เติบโตแล้ว ทั้งยังดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี...”
นางถอนหายใจมองเข้าไปยังโถงพระประธาน “รบกวนแล้ว” เรื่องที่เกิดขึ้นรบกวนอารามจริงๆ ไม่คนตระกูลเมิ่งก็คงเป็นคนตระกูลอวี้ที่เวียนกันมาสอบถาม เกรงว่าหลายวันมานี้มารดากับแม่ชีในอารามคงวุ่นวายไม่น้อยจริงๆ
คิดๆ แล้วก็ให้รู้สึกผิด หญิงสาวก็มิได้อยากให้มารดากับคนที่นี่ถูกรบกวน ดังนั้นจึงได้แต่นั่งรถม้ากลับลงเขาด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
“คุณหนู” ซิ่วเอ๋อร์เห็นท่าทีหดหู่ของผู้เป็นนายก็ได้แต่เป็นห่วง
“ข้าไม่เป็นไร พวกเราเปลี่ยนไปนั่งเล่นที่ร้านเครื่องหอมก็แล้วกัน”
“เจ้าค่ะ”
ร้านเครื่องหอมก็เป็นหนึ่งในร้านค้าที่เป็นสินเดิมของมารดา เมิ่งเสวี่ยเยวียนเรียนรู้เรื่องการดูแลจวน การบัญชี การคำนวณ รวมไปถึงการควบคุมร้านค้าต่างๆ มาจากฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเมิ่ง นางจึงมีความคิดที่จะเพิ่มมูลค่าของร้านค้าต่างๆ ในมือ
หลายปีมานี้นางไม่ได้ทำตัวเป็นคุณหนูในห้องหอที่เอาแต่รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แต่กลับออกมาดูแลกิจการเหล่านี้ของมารดาอยู่บ่อยครั้ง
ตระกูลอวี้ที่เป็นตระกูลเดิมของมารดาหญิงสาว เดิมทีเป็นคหบดีเก่าแก่อยู่ที่เมืองหนานฝู่ห่างออกไปร้อยลี้[2] ทว่าหลังมารดาแต่งเข้าตระกูลเมิ่งก็ทิ้งคนเก่าแก่อย่างหลงจู๊แซ่หม่าเอาไว้ให้ดูแลบัญชีและการค้าแทน อีกทั้งยังคอยส่งข่าวกลับไปยังจวนตระกูลอวี้ในทุกๆ สองสามเดือน ความสัมพันธ์แม้ห่างเหินไปบ้าง ทว่าก็ไม่ได้นับว่าไม่หลงเหลือความเป็นญาติ
หม่าหลงจู๊นับเป็นคนซื่อสัตย์และละเอียดรอบคอบ เขากับฮูหยินยังมีบุตรสาวคนหนึ่ง ปีนี้อายุย่างเข้าสิบสี่ใกล้ปักปิ่นแล้ว หลายครั้งเมิ่งเสวี่ยเยวียนยังมีโอกาสได้สอนมารยาทอีกฝ่าย ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้ออกไปไหนมาไหนโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย หม่าไห่จู...เป็นดังไข่มุกเม็ดงามของหม่าหลงจู๊ที่น่าทะนุถนอมและเฉลียวฉลาดยิ่ง
“คุณหนูวันนี้ข้าคัดอักษรได้สิบบทอยากให้ท่านดูเจ้าค่ะ”
“เอาออกมาเร็วเข้า” รู้ว่าหม่าไห่จูมีใจใฝ่รู้นางย่อมยินดีสอน ยิ่งเป็นเรื่องการเขียนอ่านนางก็ยิ่งเต็มใจ ตอนที่ทั้งสองกำลังสนทนาด้านนอกก็มีเสียงโวยวายดังขึ้นคล้ายเสียงคนทะเลาะกัน
ซิ่วเอ๋อร์เดินเข้ามาพร้อมกับป้านชาพูดขึ้น “ด้านนอกมีเสียงทะเลาะกันแล้ว เกรงว่าคงเป็นเรื่องของตระกูลเหยียนกับตระกูลลั่วเจ้าค่ะ”
[1] ช่วงเวลาห้าโมงเย็น
[2] 100 ลี้ เท่ากับ 50 กิโลเมตร
“เมื่อช่วงบ่ายท่านหมอเฝิงไปดูอาการมาแล้ว ไม่มีสิ่งใดน่ากังวล แต่ว่าพรุ่งนี้พวกเราแวะไปเยี่ยมนาง เป็นการให้กำลังใจคนสูงอายุ ดีหรือไม่”นางพยักหน้าเร็วๆ ให้เขา เขาลูบศีรษะนางด้วยรอยยิ้ม “มีข้าอยู่ไม่ต้องกังวล”นางกอดเขาซบใบหน้ากับอกกว้างถอนหายใจออกมาเบาๆ “ดีจริงๆ ที่ข้ามีท่าน”เขาหัวเราะ “ก็ต้องเป็นเช่นนั้น ข้าลงแรงไปมากกว่าจะได้แต่งเจ้าเข้าจวน ข้าไม่อยากถูกตำหนิในภายหลังว่าใช้เล่ห์กลหลอกเจ้าแต่งเข้ามา”นางหรี่ตามองเขาด้วยรอยยิ้ม “ยังจะพูดเรื่องนี้”เขาอุ้มนางขึ้น “ได้ ไม่พูดแล้ว วันนี้นอนเร็วหน่อย พรุ่งนี้มีเรื่องต้องทำหลายอย่าง มีหลายที่ต้องไป”ม่านหน้าเตียงถูกปลดลงพร้อมกับเงาของสองสามีภรรยาที่แนบชิดกอดเกี่ยว เสียงกระซิบแผ่วเบาของคู่ยวนยาง กระทั่งค่อนคืนทุกอย่างจึงสงบลง หลงเหลือเอาไว้เพียงเสียงของสายลมและหิมะที่โปรยปราย...เช้าวันหนึ่ง...อยู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนและความวุ่นวาย เหยียนจิ่นเหิงที่นั่งดูบัญชีของร้านแลกเงินขมวดคิ้ว เสียงที่กำลังตะโกนนั้นเขาฟังหลายรอบจึงตระหนักว่าเป็นเสียงของเหยียนอวี่คุน“เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ”“พี่สะใภ้ขอรับพี่ใหญ่ พี่สะใภ้อยู่ๆ ก็เป็นลมหมดสติ ข้าตามหมอแล้วพี่ให
“ท่านพี่” นางมองเขาดวงตาปกคลุมด้วยไอหมอก มีความเศร้าปะปน “ท่านพ่อดู...แก่ลงมาก”เขาเงยหน้าขึ้นมองนางจากนั้นอุ้มนางขึ้นนั่งบนตัก กอดปลอบนางเงียบๆ ปล่อยให้นางได้พูดเรื่องในใจ“หลายปีมานี้ข้ารู้ว่าเขาไม่เคยใส่ใจข้า ข้าเองก็ไม่เคยคาดหวัง ทว่าลึกๆ ข้าเคยคิดว่าหากในยามที่เขาไร้ที่พึ่งพิง เขาอาจจะลดทิฐิแล้วมาหาข้า มาเพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่าเห็นเขาเมื่อครู่ข้ากลับ...”“หากเขามาข้าข้าจะช่วยเหลือเขาเอง เจ้าไม่ต้องกังวล”“แต่ว่าตระกูลเมิ่ง...”“คุณชายรองดูแล้วน่าจะมีฝีมือในการดูแลการค้ามากกว่า คุณชายใหญ่เขา...ไม่ฉลาด”นางหลุดหัวเราะ “ท่านจะบอกว่าพี่ใหญ่ของข้าโง่?”“เวลาเพียงปีเดียวเขาทำลายกิจการของตระกูลเมิ่งไปเท่าไหร่แล้ว หากท่านพ่อตายังดึงดันเช่นนี้ ต่อไปคงสิ้นเนื้อประดาตัวกระมัง”“หากท่านพ่อมาหาท่านจริงๆ ซึ่งก็คงเป็นเช่นนั้น ท่านจะทำอย่างไร”“ยื่นข้อเสนอให้เขาเปลี่ยนประมุขตระกูลคนต่อไปเสีย คุณชายใหญ่ไม่เพียงโง่งม แต่เขายังชอบเข้าๆ ออกๆ บ่อนตระกูลซวี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะยอมปล่อยผ่าน หากท่านพ่อตายังทำเป็นไม่รู้ เกรงว่าต่อไปตระกูลเมิ่งแม้แต่จวนก็อาจจะรักษาเอาไว้ไม่ได้แล้ว เจ้าวางใจเถิดเจ้
“จริงๆ คือข้าอยากช่วยนางด้วย” นางกล่าว “หากตอนนั้นท่านลงมือจริงๆ นางกับคุนคุนเองก็คงมีชีวิตอยู่ต่ออย่างสิ้นหวังไม่ต่างกัน” นางกุมมือเขา ข้ามองเห็นความสิ้นหวังของนาง ยังมองเห็นความสิ้นหวังของท่านด้วย หากพวกท่านทั้งสองทำอะไรไม่ยั้งคิดผู้ที่น่าสงสารที่สุดตอนนั้นก็คือคุนคุน ตอนนั้นข้าเพียงมองเห็นตัวเองแต่ข้ายังโชคดีที่มีท่านย่า ทว่าหากพวกท่านล้วนลงมือคุนคุนก็จะไม่เหลือใครเลย...”เหยียนจิ่นเหิงบีบมือนางแน่นมากราวกับเขาเองก็เพิ่งตระหนักในเรื่องนี้... “ข้า...”“ไม่ต้องพูดแล้ว ตอนนี้ก็มิใช่ดีมากแล้วหรือ”เขายิ้มให้นาง “ใช่ ดีมาก ดีที่สุด” น้องสาวของเขาหัวเราะบ่อยขึ้น เหยียนอวี่คุนเองก็มีท่าทีอยากพูดไม่เก็บตัวเหมือนเมื่อก่อน “ต่อไปก็จะดีขึ้นแน่นอน”“ว่าแต่...ท่านทำอย่างไรพี่รองกับคุณหนูลั่วจึงติดกับ”เอ่อ... “คุนคุนออกมาแล้ว” เขาลุกขึ้นเปลี่ยนเรื่องทันที“ท่านพี่หยุดนะ ท่านเล่ามาให้หมด ท่านนี่เจ้าเล่ห์จริงๆ ข้านึกไม่ถึงเลยว่าทุกอย่างเป็นท่านที่วางแผน คุนคุนจับเขาเอาไว้เร็วเข้า”เหยียนจิ่นเหิงหัวเราะสอดแขนอุ้มเหยียนอวี่คุนขึ้น “คุนคุนพวกเรารีบหนีเร็ว พี่สะใภ้จับได้แล้วว่าพี่ใหญ่ของเจ้าวางแผนหลอ
“ก็รู้จัก รู้จักนานพอๆ กับที่รู้จักเจ้า วันนั้นที่เจ้าช่วยเขากับน้องสาวข้าเองก็อยู่ไกลๆ ยังช่วยจับโจรเจ้าก็เห็น หลังจากนั้นยังเห็นว่าช่วงที่เจ้ามาเยี่ยมมารดา เจ้าหนุ่มแซ่เหยียนนั่นยังมาแอบดูเจ้าอยู่ตรงนั้น” เขาชี้มือไปยังเนินไกลออกไป “มาทุกครั้งพอเจ้ากลับเขาก็หายไป”“ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าเขามาแอบดูข้า”“ไม่ใช่เจ้าแล้วเขาจะมาแอบดูข้า?” เหล่าจางโบกมือ “หากไม่ใช่เจ้าเขาจะเปลืองแรงหลอกล่อให้พี่ชายเจ้าได้พบกับคู่หมั้นของเขาหรือ แถมสองคนนั้นยังมีใจให้กันอีกด้วย ข้าจะบอกอะไรนะนั่นน่ะไม่ใช่ครั้งแรก”“ไม่ใช่ครั้งแรก?” นางมีท่าทีงุนงง“ใช่ เพราะเขาเคยทำแบบเดียวกันกับพี่ชายคนโตของเจ้า เพียงแต่ว่าคุณหนูคนนั้นน่ะแซ่อะไรนะที่เป็นคูหมั้นของเขา”“แซ่ลั่วเจ้าค่ะ”“ใช่ๆ นั่นละ นางไม่ชอบพี่ชายคนโตของเจ้า แต่นางดันมาตกหลุมพรางเพราะชอบพี่ชายคนรองของเจ้าแทน หากมิใช่เพราะครั้งก่อนเขายอมปกป้องเจ้าจนไม่ห่วงว่าตัวเองจะเจ็บตัว คนเจ้าเล่ห์มากแผนการเช่นนั้นข้าว่าไม่เหมาะกับเจ้าสักนิด แต่ก็นั่นละคนที่แม้แต่ชีวิตตัวเองก็ไม่ห่วง เพื่อปกป้องเจ้ายอมบังเจ้าจากห่าธนู คนโง่มเช่นนี้หาไม่ได้อีกแล้วดังนั้นแต่งให้เขาเจ้าก็
รุ่งเช้าหญิงสาวลืมตาขึ้นก็พบว่าอ้อมแขนอบอุ่นกอดนางจากด้านหลัง เสียงหายใจเป็นจังหวะกับสัมผัสแนบชิด ทันทีที่ขยับตัวอ้อมแขนก็รัดแน่นเข้า ปลายจมูกโด่งซุกลงมายังซอกคอ “ตื่นแล้วหรือ” เหยียนจิ่นเหิงกระซิบถาม “ยังเช้าอยู่เลย”หญิงสาวพลิกตัวกลับไปมองเขาทว่าทันทีที่เงยหน้าขึ้นจุมพิตก็ประทับลงยังหว่างคิ้ว “ฮูหยิน”“หืม” นางส่งเสียงตอบรับเขากลับยิ้มไม่ได้พูดอะไรต่อ “ท่านจะไม่ลุก?”“สักครู่” เขาดันนางแนบอกหลับตาจากนั้นครู่ใหญ่จึงลืมตาขึ้น “เกรงว่าหากยังไม่ลงจากเตียง ซีเอ๋อร์กับคุนคุนคงเข้ามาดูให้มั่นใจว่าเจ้ายังอยู่”นางหัวเราะประคองใบหน้าของเขาด้วยสองมือ “ท่านพี่”เขาลืมตามองนาง “หืม?”“อรุณสวัสดิ์”เขายิ้มยื่นหน้าเข้ามา “อรุณสวัสดิ์อวี้หลานของข้า” นี่เป็นเช้าแรกของการเป็นสามีภรรยาสองคนอ้อยอิ่งใช้เวลาด้วยกันจนสายโด่ง ออกมาข้างนอกก็พบว่าเหยียนหร่วนซีและเหยียนอวี่คุนรอกินมื้อเช้าอยู่ก่อนแล้ว “พวกท่านมาแล้ว?! ในที่สุดก็มา ข้ากับคุนคุนรอคารวะน้ำชาพี่สะใภ้อยู่”“เช่นนั้นยกเข้ามาสิ” เหยียนจิ่นเหิงนั่งลงพร้อมกับเตรียมของขวัญเอาไว้แล้ว เมื่อสองพี่น้องคารวะน้ำชานางก็ส่งของขวัญให้ ของเหยียนหร่วนซีเป็นเครื่
นางส่ายหน้า “ไม่เลยเจ้าค่ะ”“ดีๆ ย่าจะจัดการเขาเองเจ้าเตรียมตัวขึ้นเกี้ยวก็พอ”หญิงสาวอยู่เฝ้าผู้เป็นย่าไม่ห่าง แม้แต่ในตอนที่อีกฝ่ายเรียกตัวพี่ชายคนที่สามเข้ามาพบ อีกทั้งยังตัดสินใจยกที่ดินนอกเมืองแปลงใหญ่ให้เขา สมทบเป็นสินสอดให้เขาได้แต่งงาน นอกจากนั้นยังมีพี่ชายคนที่สี่ที่นางมอบร้านใบชาที่ถนนฝู่ซางให้ล่วงหน้า ส่วนเมิ่งเสวี่ยเยวียนก็ได้ตั๋วเงินห้าพันตำลึง หลานห้าคนเรียกได้ว่าล้วนไม่น้อยหน้าไปกว่าใครช่วงที่อยู่เฝ้าผู้เป็นย่าหลังจากนั้นได้มีโอกาสอยู่ตามลำพังกับบิดาบ่อยครั้ง นอกจากท่าทีอึดอัดของอีกฝ่ายนางก็ไม่มีเรื่องใดให้สนทนา ยิ่งเห็นบิดาเต็มไปด้วยความละลายใจแต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่กล้าพูดกับนาง เมิ่งเสวี่ยเยวียนได้แต่บอกตัวเองว่าขอเพียงนางไม่คาดหวัง เช่นนี้แล้วนางก็จะไม่ผิดหวัง...ชุดเจ้าสาวสีแดง หมวกหงส์และผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ขบวนเกี้ยวและสินเดิมยาวเหยียด รายการที่จดบันทึกอย่างละเอียด สินสอดที่เชิดหน้าชูตาคนตระกูลเมิ่ง การแต่งงานที่เชื่อมสองตระกูลคหบดีอันดับหนึ่งอันดับสองเข้าเป็นหนึ่ง ถึงอย่างนั้นด้วยบุคลิกและนิสัยของเหยียนจิ่นเหิง บวกกับเรื่องในอดีตของเขาที่ได้รับการกล่าวขานว่ามือเค







