Masukบทที่5 เข้าวัง
ภายในรถม้าที่บุด้วยผ้าไหมหนานุ่มและอบอวลไปด้วยกลิ่นกฤษณาจางๆ บรรยากาศกลับเงียบสงัดจนได้ยินเสียงล้อรถที่บดลงบนพื้นถนน หลินซูเซียนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับอ๋องน้อยเซียวจ้านหรง นางลอบสังเกตใบหน้าคมเข้มที่ดูเย็นชาแฝงไปด้วยความอบอุ่นเมื่อจ้องมองมาที่นาง ความสับสนเริ่มก่อตัวขึ้นในใจจนนางไม่อาจเก็บงำความสงสัยไว้ได้อีกต่อไป
"อ๋องน้อยเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจ" ซูเซียนเอ่ยทำลายความเงียบ "เหตุใดพระองค์จึงทรงเมตตาหม่อมฉันถึงเพียงนี้ ทั้งที่หม่อมฉันเป็นเพียงบุตรสาวขุนนางที่มีแต่เรื่องอื้อฉาว และเราเองก็เพิ่งจะได้พบหน้ากันจริงๆ เพียงไม่กี่ครั้ง พระองค์ทรงเริ่มชอบหม่อมฉันตอนไหนหรือเพคะ?"
เซียวจ้านหรงที่กำลังหลับตาพักผ่อนค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของเขาดูวูบไหวและเต็มไปด้วยความนัยบางอย่าง มุมปากหยักยกยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้นางถึงกับชะงัก
"เจ้าลืมไปแล้วจริงๆ หรือซูเซียน เจ้าลืม 'เจ้าโง่' คนนี้ไปเสียแล้วหรือ?"
คำว่า 'เจ้าโง่' เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขกล่องความทรงจำที่ถูกปิดตายมานานแสนนาน ซูเซียนขมวดคิ้วมุ่น นางพยายามนึกย้อนกลับไปในวัยเยาว์ ภาพในอดีตเริ่มพรั่งพรูเข้ามาในความคิดดุจสายน้ำที่ไหลหลาก
ในตอนนั้น มารดาของนางยังคงมีชีวิตอยู่ และเพราะมารดาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของฮองเฮา ทำให้นางมีโอกาสได้เข้าออกวังหลวงอยู่บ่อยครั้ง ภาพของเด็กชายตัวน้อยที่มีท่าทางเงอะงะ ชอบเดินตามหลังนางต้อยๆ และมักจะถูกนางแกล้งจนร้องไห้อยู่เสมอผุดขึ้นมาในมโนภาพ
“เจ้าโง่! ทำไมเจ้าถึงเดินช้านักล่ะ มัวแต่ดูมดอยู่นั่นแหละ มานี่เร็วเข้า!” เสียงเจื้อยแจ้วในวัยเด็กของนางดังแว่วมาตามสายลม
ซูเซียนอุทานออกมาเบาๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ "อ๋อ! ข้าจำได้แล้ว 'เจ้าโง่' คนนั้นเขาเป็นเพื่อนรักเพียงคนเดียวของข้าในวัยเด็กนี่นา แต่ข้าไม่ได้เจอเขามานานนับสิบปีแล้วตั้งแต่ท่านแม่เสียไป"
นางนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าสบตากับบุรุษผู้น่าเกรงขามตรงหน้าด้วยความฉงน
"แต่เรื่องนั้นเกี่ยวอะไรกับอ๋องน้อยหรือเพคะ? หรือว่าอ๋องน้อยทรงรู้จักเขา?"
เซียวจ้านหรงหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างขบขันในความใสซื่อของนาง เขาโน้มกายเข้ามาใกล้จนซูเซียนได้กลิ่นอายบุรุษเพศที่เข้มข้น แววตาที่จ้องมองนางนั้นเต็มไปด้วยความรักที่ฝังรากลึกมานานหลายปี
"ก็ข้านี่แหละ 'เจ้าโง่' ของเจ้า"
ซูเซียนนิ่งค้างไปราวกับถูกสาป "พระ~พระองค์น่ะหรือเจ้าคะ? อ๋องน้อยผู้เกรงขามที่คนทั้งแผ่นดินต่างหวาดกลัว คือเด็กชายตัวเล็กที่เคยถูกข้าบังคับให้กินขนมเปี๊ยะไส้ขมคนนั้นหรือ?"
"ใช่~ข้าเอง" เขาเอื้อมมือมากุมมือบางของนางไว้บีบเบาๆ "ตั้งแต่วันที่เจ้าหายไปจากวังหลวง ข้าก็ถามหาเจ้ามาตลอด ข้าอยากออกมาหาเจ้าแต่เสด็จพ่อไม่อนุญาตจึงได้แต่ร่ำเรียนและออกศึก ข้าสาบานกับตัวเองว่าหากได้พบเจ้าอีกครั้ง ข้าจะไม่ยอมปล่อยเจ้าไปไหนอีก แม้แต่เส้นผมเพียงเส้นเดียวของเจ้า ข้าก็จะปกป้องด้วยชีวิต"
ความจริงที่ได้รับรู้ทำให้หัวใจของซูเซียนเต้นผิดจังหวะ ความแค้นที่เคยกรุ่นอยู่ในใจกลับถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง นางมองสบตา 'เจ้าโง่' ในวันวานที่บัดนี้กลายเป็นพยัคฆ์หนุ่มผู้ยิ่งใหญ่
เมื่อรถม้าประทับหยุดลงที่หน้าตำหนักหลวงอันวิจิตรตระการตา อ๋องน้อยเซียวจ้านหรงไม่รอช้าที่จะจูงมือหลินซูเซียนก้าวเดินผ่านเหล่าข้าราชบริพารมุ่งตรงไปยังห้องโถงรับรองส่วนพระองค์ ทหารองครักษ์ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาด้วยความตกตะลึง เพราะไม่เคยเห็นอ๋องน้อยผู้แสนเย็นชาจะยอมใกล้ชิดสตรีนางใดถึงเพียงนี้
ภายในตำหนัก ฮ่องเต้ และ ฮองเฮา กำลังประทับพักผ่อนสำราญพระทัย ทว่าเมื่อทอดพระเนตรเห็นพระโอรสเดินจูงมือหญิงสาวนางหนึ่งเข้ามา ทั้งสองพระองค์ถึงกับทรงชะงักด้วยความแปลกพระทัยยิ่ง
"จ้านหรง นี่เจ้าพาสตรีนางใดมาหาพวกข้ากัน?" ฮ่องเต้ตรัสถามพร้อมกับเลิกพระขนงขึ้นอย่างสงสัย เพราะปกติพระโอรสผู้นี้มักจะบ่ายเบี่ยงเรื่องสตรีมาโดยตลอด
ซูเซียนรีบย่อกายถวายคำนับอย่างสง่างามทว่านอบน้อมที่สุด "หม่อมฉันหลินซูเซียน ถวายพระพรเพคะฝ่าบาท ถวายพระพรเพคะฮองเฮา"
ทันทีที่ได้ยินชื่อและเห็นใบหน้าของหญิงสาวชัดๆ ฮองเฮาที่ประทับอยู่บนแท่นทรงลุกขึ้นยืนในทันที พระนางจ้องมองดวงตาและกิริยาของซูเซียนด้วยความสั่นไหวในพระทัย ก่อนจะก้าวลงมาหาด้วยพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความเมตตา
"ซูเซียน เจ้าคือหลินซูเซียน บุตรสาวของเย่ชิงหรูอย่างนั้นหรือ?" ฮองเฮาตรัสออกมาด้วยสุรเสียงที่แผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความห่วงใย
"เพคะฮองเฮา" ซูเซียนทูลตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
ฮองเฮาทรงประคองมือของซูเซียนขึ้นมาพินิจดูด้วยความตื้นตัน "โถ่ลูกเหมือนเหลือเกิน เจ้าเหมือนแม่ของเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งแววตาและท่าทางเช่นนี้ ข้ายังจำได้ดีตอนที่เจ้ายังเป็นเด็กวิ่งเล่นอยู่ในวังหลวงแห่งนี้"
พระนางทรงดึงตัวซูเซียนเข้าไปสวมกอดด้วยความรักระคนความคิดถึงที่มีต่อเพื่อนสนิทที่ล่วงลับไปแล้ว ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากอ้อมกอดของแม่แห่งแผ่นดินทำให้ซูเซียนรู้สึกตื้นตันจนบอกไม่ถูก
ฮ่องเต้เมื่อทรงเห็นเช่นนั้นก็ทรงแย้มพระสรวลออกมาอย่างพึงพระทัย "ที่แท้ก็คือบุตรสาวของชิงหรูนี่เอง มิน่าเล่า เจ้าลูกชายคนนี้ถึงได้ทำตัวเป็นพยัคฆ์หวงก้าง ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ ที่แท้เขาก็ไปตามหา 'เจ้าสาวตัวน้อย' ในความทรงจำของเขาเจอนี่เอง"
ฮองเฮาทรงลูบหน้าลูบตาซูเซียนด้วยความเอ็นดูเป็นพิเศษ พระนางทรงจ้องมองรอยแดงจางๆ บนแก้มของซูเซียนด้วยสายตาที่เริ่มขุ่นเคืองแทน "ดูเถิด เหตุใดเจ้าถึงได้ดูซูบผอมและมีรอยช้ำเช่นนี้!"
ซูเซียนสัมผัสได้ถึงความรักที่อบอุ่นและจริงใจจากอ้อมกอดของฮองเฮา นางจึงค่อยๆ ย่อกายลงพลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "ขอบพระทัยฮองเฮาที่ทรงเมตตาเพคะ แต่ตอนนี้หม่อมฉันไม่เป็นไรแล้วเพคะ แผลพวกนี้ประเดี๋ยวก็จางหายไป แต่ความเมตตาของพระองค์จะอยู่ในใจหม่อมฉันตลอดไปเพคะ"
ฮองเฮาทรงทอดพระเนตรมองด้วยความสงสารระคนชื่นชมในความเข้มแข็งของนาง ก่อนจะหันไปสั่งบ่าวรับใช้คนสนิทที่อยู่ข้างกาย "เจ้าไปเตรียมที่พักที่งดงามและเงียบสงบที่สุดในวังหลังให้ซูเซียน ข้าจะให้นางอยู่ใกล้ตัวข้าที่สุด"
ยังไม่ทันที่เหล่านางกำนัลจะรับคำ อ๋องน้อยเซียวจ้านหรงที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ ก็รีบก้าวออกมาข้างหน้า แววตาคมกริบของเขาจ้องมองซูเซียนด้วยความหวงแหนอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะทูลขัดขึ้นเสียงเรียบ
"เสด็จแม่พะยะค่ะ ลูกอยากให้นางไปพักที่ตำหนักว่างใกล้วังของลูกพะยะค่ะ"
คำพูดของอ๋องน้อยทำเอาฮ่องเต้และฮองเฮาถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ฮองเฮาทรงเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อยพลางแย้มพระสรวลอย่างรู้ทัน "ใกล้วังอ๋องของเจ้าอย่างนั้นหรือ? จ้านหรง เจ้ากลัวว่าแม่จะดูแลนางได้ไม่ดีพอหรือเจ้าอยากจะเฝ้านางไว้ด้วยตัวเองกันแน่?"
"ลูกเพียงเห็นว่าตำหนักนั้นเงียบสงบและมีเวรยามหนาแน่น อีกทั้งหมอหลวงที่เก่งที่สุดก็ประจำอยู่ที่นั่น ลูกจะสามารถดูแลความปลอดภัยให้นางได้ทุกฝีเก้าพะยะค่ะ" อ๋องน้อยทูลตอบด้วยสีหน้าจริงจังทว่าในดวงตามีประกายแห่งความดื้อรั้น
ฮ่องเต้ทรงประทับมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาพินิจ ทอดพระเนตรเห็นความหวงแหนที่ฉายชัดในแววตาของพระโอรสเพียงครู่เดียว พระองค์ก็ทรงล่วงรู้ถึงความนัยในพระทัยของจ้านหรงทันที แย้มพระสรวลออกมาด้วยความเอ็นดูในท่าทีของพยัคฆ์หนุ่มที่บัดนี้กลายเป็นคนติดสตรีเสียแล้ว
"ฮองเฮา วังของจ้านหรงก็อยู่ติดกับวังหลังแถมยังอยู่ในบริเวณเดียวกันกับพวกเรา ข้าว่าให้ซูเซียนไปพักที่ตำหนักว่างใกล้วังอ๋องตามใจลูกเถิด" ฮ่องเต้ตรัสพลางหันไปมองหน้าพระโอรสแล้วทรงยิ้มอย่างมีเลศนัย "ข้านึกว่าเจ้าจะครองตัวเป็นโสดไปตลอดชีวิตเสียแล้ว ไม่สนใจจะตบแต่งภรรยาจนข้ากับแม่เจ้าหนักใจ...ที่แท้ 'เจ้าโง่' ในวันวาน บัดนี้ดวงใจคงเปลี่ยนแปลงไปแล้วสินะ"
คำเย้าแหย่ของพระบิดาทำให้อ๋องน้อยต้องแสร้งทำเป็นกระแอมไอแก้เขินแต่กลับไม่ยอมหลบสายตาที่สื่อความหมายว่า 'คนนี้ข้าจอง' แม้แต่นิดเดียว
ฮองเฮาทรงแย้มสรวลออกมาเบาๆ เมื่อเห็นท่าทางของสองพ่อลูก พระนางย่อมไม่คิดขัดใจพระสวามีและพระโอรส แต่แล้วหัวคิ้วงามก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อนึกถึงปัญหาสำคัญที่รออยู่เบื้องหน้า
"หากเป็นเช่นนั้นข้าไม่ขัดข้องหรอกเพค่ะ" ฮองเฮาตรัสตอบก่อนจะเปลี่ยนสีพระพักตร์เป็นเคร่งขรึมขึ้น
"แต่ว่าแล้วองค์หญิงทั้งสามจะทำเช่นไรฝ่าบาท มู่อันหนิง กงเสวี่ยอี และเจียงลู่เอ๋อร์ พวกนางต่างก็พำนักอยู่ในวังหลวงเพื่อรอตำแหน่งพระชายา หากพวกนางรู้ว่าซูเซียนเข้ามาพักในฐานะสตรีคนพิเศษของจ้านหรงเช่นนี้ ข้าเกรงว่าวังหลวงจะลุกเป็นไฟเอาได้นะเจ้าคะ"
ทันทีที่สิ้นสุรเสียงของฮองเฮา บรรยากาศในโถงพลันตึงเครียดขึ้นมาถนัดตา ซูเซียนลอบสังเกตเห็นประกายไฟในดวงตาของอ๋องน้อยที่วาบขึ้นเมื่อเอ่ยถึงนามขององค์หญิงทั้งสาม
"ใครจะทำเช่นไรข้าไม่สน" อ๋องน้อยเอ่ยเสียงเย็น "แต่หากใครหน้าไหนกล้าล้ำเส้นเข้ามาในเขตตำหนักของซูเซียน ข้าจะถือว่าคนผู้นั้นจงใจมาท้าทายข้าโดยตรง!"
ซูเซียนยืนนิ่งฟังการสนทนาของเหล่าผู้สูงศักดิ์อย่างสงบ แม้นางจะรู้ดีว่าเส้นทางต่อจากนี้จะต้องเจอกับ 'นางพญา' ถึงสามคนที่มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา แต่นางก็ไม่ได้หวาดหวั่น ในเมื่อนางรอดพ้นจากนรกที่จวนสกุลหลินมาได้ วังหลวงแห่งนี้ก็เป็นเพียงแค่กระดานหมากอีกกระดานที่นางต้องเดินเพื่อชำระแค้นให้ท่านแม่เท่านั้น
บทที่47 NCจบจ้านหรงใช้เข่าแกร่งดันเรียวขาขาวผ่องของนางให้อ้ากว้างออกก่อนจะยกขาข้างหนึ่งของนางขึ้นพาดบ่า แววตาคมกริบฉายแววเจ้าเล่ห์ประหนึ่งจอมโจรผู้ช่ำชอง เขาใช้ปลายนิ้วหยาบถูวนรอบปากทางรักที่แดงก่ำและชุ่มฉ่ำของนาง บดคลึงยอดเกสรสีหวานจนซูเซียนครางระเส่า"อ๊าาา ท่านพี่ อย่าแกล้งหม่อมฉัน อื้อออ!" ซูเซียนบิดกายไปมาด้วยความซ่านสยิว"แกล้งรึ? พี่กำลังเอาใจเจ้าต่างหากยอดรัก" จ้านหรงยิ้มกริ่มก่อนจะกระแทกนิ้วแข็งแรงเข้าสู่ใจกลางความนุ่มหยุ่นรวดเดียวรัวๆ เสียง "พั่บ พั่บ พั่บ!" ของเรียวนิ้วกระทบเนินเนื้อดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วห้องบรรทม"อ๊าาา อ๊ะ อ๊ะ อ๊าาา ท่านพี่!" ซูเซียนจิกมือลงบนท่อนแขนแกร่งจนห่อเลือด "น้องชอบยิ่งนัก อ๊าาา แรงๆ เพคะ! น้องใกล้จะถึงแล้ว แรงอีกเพคะ!"จ้านหรงเร่งจังหวะรัวเร็วประดุจพายุฝนกระหน่ำ จนในที่สุดร่างบางก็กระตุกเกร็ง น้ำรักสีใสพุ่งทะลักออกมาอาบนิ้วหนาของเขาจนเปียกชุ่ม ซูเซียนถึงกับหอบหายใจรวยรินดวงตาปรือปรอยด้วยความสุขสมเขาคว้า "แก่นกายราชัน" ที่ยังแข็งขืนและขยายใหญ่จนเต็มกำลัง จ่อเข้าที่ปากทางสวรรค์แล้วกดแทรกกระแทกอัดเข้าไปรวดเดียวจนมิดลำ!"อ๊ากกกก! ซูเซียน เจ้าช่างแน
บทที่46 น้ำตานางสิงห์NCเมื่อความวุ่นวายบนโต๊ะอาหารผ่านพ้นไปหลายชั่วโมง ซูเซียนประคองร่างน้อยๆ ของลูกแฝดทั้งสองกลับเข้าสู่ห้องนอนนางบรรจงวางลูกๆ ลงบนเตียงหนานุ่มอย่างแผ่วเบา สองมือน้อยๆ ของอาเฉินและอาอวี้คว้าชายผ้าห่มไว้พลางหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลียจากเหตุการณ์หนักหน่วงที่พบเจอมาทั้งวันซูเซียนนั่งอยู่ริมเตียง มือบางคอยตบก้นลูกๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอเพื่อกล่อมให้เข้าสู่นิทรา ทว่าในความเงียบสงัดนั้นเอง หยาดน้ำตาที่นางสะกดกลั้นไว้ต่อหน้าผู้คนก็พรั่งพรูออกมาอย่างเงียบเชียบ หยดน้ำใสๆ ร่วงเผาะลงบนหลังมือของนางเองนางมิได้โกรธจ้านหรงเพียงเพราะเรื่องพระสนม แต่นางเจ็บปวดที่ตนเองปกป้องลูกมิได้ เจ็บใจที่เห็นรอยฝ่ามือบนหน้าลูกสาวจนหัวใจของคนเป็นแม่แทบแตกสลาย นางสะอื้นไห้จนตัวโยนแต่กลับมิมีเสียงเล็ดลอดออกมา เพราะเกรงจะทำให้ลูกๆ ตื่นขึ้นมาเห็นความอ่อนแอของมารดา"แม่ขอโทษนะลูก ที่ปล่อยให้พวกมันทำร้ายเจ้า" นางพึมพำแผ่วเบาพลางก้มลงจุมพิตหน้าผากเด็กทั้งสองด้วยความรักสุดหัวใจที่หลังบานประตูไม้แกะสลัก จ้านหรง มิได้เดินจากไปไหนไกล เขาแอบยืนหลบอยู่ในเงามืดและเฝ้ามองภาพนั้นผ่านช่องว่างเพียงเล็กน้อย ภาพซูเซีย
บทที่45 นางสิงห์จังหวะที่ซูเซียนกำลังจะยกจอกชาขึ้นจิบอีกครา เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อหลิวเหม่ยอิงที่ถูกหยุมหัวจนหมดสภาพเกิดความคลั่งแค้นจนขาดสติ นางอาศัยจังหวะที่อาอวี้เผลอ ลุกพรวดขึ้นมาแล้วเงื้อมือตบเข้าที่ใบหน้าเนียนใสขององค์หญิงตัวน้อยอย่างแรงจนหน้าหัน"เพียะ!""ฮือออออ!" เสียงร้องไห้จ้าของอาอวี้ดังก้องท้องพระโรง ตามมาด้วยเสียงฝ่ามือที่ฟาดลงบนแผ่นหลังของอาเฉินจนเด็กน้อยล้มคว่ำบรรยากาศที่เคยขบขันพลันเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นดุจขุมนรก ขุนนางทั้งหลายหน้าถอดสี จ้านหรงที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ดวงตาเบิกกว้าง ร่างของ ฮองเฮาซูเซียน กลับเคลื่อนไหวไวกว่า นางวางจอกชาลงกับโต๊ะจนแตกละเอียด ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินลงจากแท่นบรรไดมังกรด้วยท่วงท่าดุจนางสิงห์ล่าเหยื่อซูเซียนเดินตรงไปยังเสนาบดีกรมพิธีการ พ่อของหญิงสาวผู้บังอาจทำร้ายลูกของนาง ตาเฒ่าผู้นั้นยังมิทันได้อ้าปากขออภัย ฝ่าเท้าของซูเซียนก็ถีบเข้าที่กลางยอดอกอย่างแรงจนเขากระเด็นหงายหลังลงไปกองกับพื้น นางตามไปเหยียบอกซ้ำแล้วตบหน้าจนฟันหลุดกระเด็น"เจ้าสอนลูกให้เป็นเดนมนุษย์เช่นนี้รึ!" น้ำเสียงของซูเซียนต่ำลึกจนน่าขนลุกนางละจากร่างที่สะ
บทที่44 ไม่ได้เด็ดขาดวันเวลาดำเนินไป2ปีบรรยากาศในท้องพระโรงยามเช้าช่างดูยิ่งใหญ่อลังการ แสงแดดสาดส่องกระทบบัลลังก์มังกรทองคำจนเป็นประกายวับวาว ฮ่องเต้จ้านหรง ประทับนั่งอย่างสง่างามในชุดมังกรเต็มยศเคียงข้าง ฮองเฮาซูเซียน ที่งดงามไร้ที่ติ ทว่าความน่าเกรงขามนั้นกลับถูกลดทอนลงด้วยเสียง "ตึกตัก ตึกตัก" ของฝีเท้าเล็กๆ สองคู่ที่วิ่งไล่จับกันรอบเสามังกรอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย"อาอวี้! อย่าดึงชายเสื้อคลุมเสด็จพ่อ!" ซูเซียนกระซิบดุเสียงเขียวพลางคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของอาอวี้ที่กำลังจะปีนขึ้นไปนั่งบนตักจ้านหรง "อาเฉินด้วย! หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นแม่จะให้องครักษ์อุ้มเจ้ากลับตำหนักม่านเมฆา และอย่าหวังว่าจะได้ตามมาที่นี่อีก!"เด็กแฝดทั้งสองหยุดกึกทันที อาอวี้รีบมานั่งพับเพียบข้างพระบาท ส่วนอาเฉินก็นั่งตัวตรงเป๊ะทำตาปริบๆ เลียนแบบขุนนางฝ่ายบู๊ที่ยืนเรียงแถวอยู่เบื้องล่าง "เงียบแล้วเพคะ/พะยะค่ะ!" สองเสียงประสานกันจนซูเซียนถอนหายใจยาว ก่อนจะพยักหน้าให้เหล่าขุนนางเริ่มรายงานราชการได้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งมหาเสนาบดีเฒ่าคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้าด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาประสานมื
บทที่43NCบรรยากาศความครึกครื้นในท้องพระโรงค่อยๆ จางลงเหลือเพียงแสงโคมสีทองอบอุ่น ฮ่องเต้ (เสด็จปู่) และ ฮองเฮา ทรงมองดูหลานแฝดที่หลับสนิทคาอกด้วยความเอ็นดู จึงทรงตัดสินพระทัยอุ้ม อาเฉิน และ อาอวี้ ไปนอนค้างที่ตำหนักส่วนพระองค์ด้วยกันเสียเลย เพื่อเปิดทางให้ลูกชายและลูกสะใภ้ได้มีเวลาส่วนตัว"ไปเถิดจ้านหรง... ซูเซียน... คืนนี้พ่อจะดูแลเจ้าตัวแสบเอง พวกเจ้าไปพักผ่อนกันให้เต็มที่เถิด" ฮ่องเต้ทรงขยิบพระเนตรให้ลูกชายอย่างรู้กันรั่วฉี และ อ๋องใหญ่หยวนหมิง ก็ทูลลากลับวังอ๋องไปดูแลลูกแฝดหญิงของตนเองเช่นกัน ขุนนางที่เมามายต่างทะยอยกลับจวนทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่แสนจะเย้ายวนจ้านหรงก็ไม่รอช้า เขาคว้าเอวบางของ ซูเซียน เข้ามาแนบชิด กลิ่นหอมจางๆ จากกายสตรีผสมกับกลิ่นสุราฤทธิ์แรงทำให้สติของเขาเริ่มพร่าเลือนด้วยความต้องการ"ท่านพี่ท่านเมาแล้วนะเพคะ คนเยอะแยะ" ซูเซียนประท้วงเสียงแผ่ว แต่สองมือกลับคล้องคอเขาไว้แน่น"ใครสนกัน ยามนี้ข้าคือฮ่องเต้ ข้าจะทำอะไรก็ได้!" จ้านหรงกระซิบพร่าพลางซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่นจนนางต้องหดคอหนีด้วยความเสียวซ่าน เขามิรอช้ารีบอุ้มนางขึ้นรถม้าหลวงมุ่งหน้ากลับสู่ ตำหนักเมฆา ทัน
บทที่42 แต่งตั้งหลายเดือนผ่านไป บรรยากาศในท้องพระโรงที่เคยเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยขุนนางเฒ่าผู้น่าเกรงขาม บัดนี้กลับกลายเป็นลานวิ่งเล่นที่แสนชุลมุนวุ่นวายที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์เซียว!"จับตัวเจ้าตัวแสบไว้เร็ว! อาเฉิน! อาอวี้! หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้ลูก!"เสียงของ ซูเซียน ดังระงมไปทั่วโถงกว้าง นางในชุดชายาเต็มยศกำลังถกชายกระโปรงวิ่งไล่กวดลูกแฝดทั้งสองอย่างลืมภาพลักษณ์กุลสตรี ส่วน จ้านหรง อ๋องน้อยผู้เกรียงไกรยามนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อพราว เขาพยายามใช้ร่างว่องไวตะครุบตัวลูกๆ แต่เจ้าแฝดกลับเลื้อยหลบหลีกประดุจปลาไหลตัวน้อย"จับไม่ได้หรอกเพคะท่านแม่! ฮี่ๆๆ!" อาอวี้ หัวเราะร่าพลางวิ่งอ้อมหลังมหาเสนาบดีเฒ่าที่กำลังยืนตัวสั่นถือฎีกาค้างไว้ "อาเฉินจะไปหาเสด็จปู่แล้ว!" อาเฉิน ตะโกนสมทบพลางมุดรอดหว่างขาเหล่าขุนนางจนวงแตกกระเจิงขุนนางทั้งหลายต่างทำหน้าไม่ถูก บางคนโดนอาอวี้แอบเอาพู่กันวาดหนวดเพิ่มให้ บางคนก็โดนอาเฉินดึงชายเสื้อจนเซแซ่ดๆ แต่ไม่มีใครกล้ากริ้ว เพราะนี่คือหลานรักสุดดวงใจขององค์เหนือหัวในที่สุด สองแฝดตัวแสบก็วิ่งปรู๊ดขึ้นไปยังบันไดมังกร แล้วพากันมุดเข้าไปซ่อนตัวอยู่ใต้ตักและหลังพนักพิ
บทที่7 กระชากหน้ากากNCพริบตาที่ซูเซียนก้าวเท้าเข้าสู่โถงท้องพระโรง กลิ่นอายความสูงศักดิ์ที่แผ่ออกมาทำเอาขุนนางน้อยใหญ่ถึงกับลืมหายใจ นางไม่ได้เดินเข้ามาอย่างผู้ถูกกระทำ แต่เดินเข้ามาเยี่ยงนางหงส์ผู้กุมชัยชนะ โดยมีอ๋องน้อยเซียวจ้านหรงประคองเคียงข้างมิต่างจากยอดดวงใจหลินเหวินและหวังลี่อินที่กำลังบี
บทที่6 ตำหนักม่านเมฆาตำหนักม่านเมฆาที่ตั้งอยู่ติดกับเขตพระราชฐานของวังอ๋อง บัดนี้ถูกปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดตาและประดับประดาด้วยเครื่องเรือนล้ำค่าเพื่อต้อนรับผู้อาศัยใหม่ หลินซูเซียนก้าวเท้าเข้ามาภายในตำหนักพร้อมกับอาหนิง สาวใช้คนสนิทที่ยังคงตื่นตาตื่นใจกับความโอ่อ่าของวังหลวงไม่หายทว่าความใส่ใจของฮอ
บทที่4 ลงโทษหวังลี่อินที่ยืนตะลึงอยู่นานเห็นบุตรสาวสุดที่รักล้มพับลงไปต่อหน้าต่อตา ความเป็นคนดีจอมปลอมที่สวมไว้ก็หลุดลอกออกมาจนหมดสิ้น"พวกเจ้ามัวยืนบื้ออยู่ทำไม! ไปจับตัวนางเด็กสารเลวคนนี้ไว้!" หวังลี่อินกรีดร้องสั่งบ่าวรับใช้ชายหญิงที่ยืนอออยู่หน้าห้อง "ลากตัวนางออกไปที่ลานกลางบ้าน ข้าจะให้คนโบย
บทที่3 ตบมาตบกลับภายในห้องนอนที่เงียบสงัด มีเพียงแสงเทียนสลัวที่เต้นระบำอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง หลินซูเซียนนั่งปล่อยให้ความแค้นและแผนการตกตะกอนอยู่ภายในจิตใจ อาหนิงค่อยๆ บรรจงถอดปิ่นปักผมออกให้เจ้านายอย่างเบามือ ใบหน้าของสาวใช้คนสนิทเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่เก็บไว้ไม่อยู่มาตลอดทาง“คุณหนูเจ้าคะ...”







