LOGIN“หากสวรรค์ให้ข้าตาย ข้าจะขอเป็นวิญญาณอาฆาต...แต่ถ้าสวรรค์ให้ข้ารอด ทุกคนที่ทำกับข้าและท่านแม่จะต้องชดใช้ด้วยเลือด!” "จากสตรีอาภัพที่เกือบสิ้นใจใต้สายน้ำ สู่ฮองเฮาผู้กุมอำนาจเหนือมังกรเพียงผู้เดียว!" ชีวิตของ 'ซูเซียน' พลิกผันเพียงชั่วข้ามคืน เมื่อมารดาผู้เป็นที่รักต้องจากไปจากการฆ่าหวังให้ตาย ผลักจนตกน้ำสิ้นใจทั้งๆ ที่เย่วชิงหรูว่ายน้ำเก่งราวมัจฉา นางที่ไร้ที่พึ่งถูกคนในตระกูลจองจำและทำร้ายกลั่นแกล้งจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ท่ามกลางความมืดมิดและสายน้ำที่เย็นเยือก มือแกร่งของบุรุษนิรันดร์นามว่า 'เซียวจ้านหรง' ได้ฉุดรั้งนางขึ้นมาจากขุมนรก เขาคือ “เจ้าโง่” อ๋องหนุ่มผู้สูงศักดิ์ที่ยื่นมือเข้ามาปกป้อง และสัญญาว่าจะไม่มีใครรังแกนางได้อีก! เพียงไม่นาน เขาก็ประกาศก้อง รับนางเข้าสู่กำแพงวังเพื่อเคียงข้างเขาในฐานะสตรีเพียงหนึ่งเดียว ทว่าเส้นทางในวังหลังมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
View Moreบทที่1 สระน้ำมรณา
สายลมหนาวพัดโบกสะบัดทำให้อากาศรอบสระบัวภายในจวนสกุลหลินเย็นยะเยือกจนบาดผิว หลินซูเซียนยืนจ้องมองผิวน้ำที่นิ่งสงบ ดวงตาคู่สวยสั่นระริกเมื่อภาพความทรงจำในวันที่มารดาของนางสิ้นใจตรงนี้ผุดขึ้นมา "ซูเซียนเจ้ามายืนทำอะไรตรงนี้หรือ?" น้ำเสียงอ่อนหวานที่เคลือบด้วยพิษร้ายดังขึ้นจากด้านหลัง หวังลี่อิน หรือหลินฮูหยินรองเดินนวยนาดเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม "ข้าแค่มาเยี่ยมท่านแม่ ท่านแม่ที่จากไปในสระน้ำแห่งนี้" ซูเซียนเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่หันไปมอง "หึ...แม่ของเจ้าน่ะหรือ? นางมันวาสนาน้อย แบกรับตำแหน่งฮูหยินใหญ่ไม่ไหวก็เลยต้องจากไปเร็วเช่นนั้น" หวังลี่อินขยับเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แววตาเริ่มฉายความอำมหิต "และตอนนี้ เจ้าเองก็เริ่มจะขวางหูขวางตาข้าเหมือนแม่ของเจ้าไม่มีผิด" "ท่านหมายความว่าอย่างไร?" "หมายความว่าเจ้าควรจะลงไปอยู่เป็นเพื่อนนางอย่างไรเล่า!" สิ้นคำพูดนั้น ฝ่ามือเรียวของแม่เลี้ยงใจยักษ์ก็ผลักเข้าที่แผ่นหลังของหลินซูเซียนอย่างแรง ร่างบางถลาตกลงสู่ผิวน้ำที่เย็นเฉียบทันที! ตู้ม! ความเย็นจัดกัดกินไปถึงกระดูก หลินซูเซียนพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาเหนือผิวน้ำแต่นางว่ายน้ำไม่เป็น ปอดเริ่มแสบร้อนจากการสำลักน้ำ ภาพสุดท้ายที่นางเห็นคือใบหน้าสะใจของหวังลี่อินที่ยืนมองดูนางค่อยๆ จมลงไปจากบนฝั่ง “ท่านพ่อ...ท่านอยู่ไหน...ทำไมท่านถึงมองไม่เห็นความชั่วร้ายของผู้หญิงคนนี้” ขณะที่สติกำลังจะหลุดลอย ร่างของนางกำลังจมลึกลงสู่ก้นสระ ทว่าในวินาทีแห่งความตายนั้นเอง ดวงตาที่เคยตื่นตระหนกกลับเบิกกว้างและเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวอย่างประหลาด “หากสวรรค์ให้ข้าตาย ข้าจะขอเป็นวิญญาณอาฆาต...แต่ถ้าสวรรค์ให้ข้ารอด ทุกคนที่ทำกับข้าและท่านแม่จะต้องชดใช้ด้วยเลือด!” ทันใดนั้นเองร่างหนึ่งก็พุ่งลงมาในน้ำอย่างรวดเร็ว! "คุณหนู! คุณหนูรอง!" เสียงของ อาหนิง สาวใช้คนสนิทที่วิ่งตามมาเห็นเหตุการณ์ร้องเรียกสุดเสียง นางกระโดดลงไปช่วยเจ้านายอย่างไม่คิดชีวตแต่อาหนิงบอบบางเกินที่จะดึงร่างของซูเซียนที่กำลังจมขึ้นมาได้ “ช่วยด้วย...ช่วยด้วยเจ้าค่ะคุณหนูรองตกน้ำ ข้าดึงไม่ไหว ช่วยด้วยเจ้าค่ะ” ไอเย็นจากสระน้ำมรณะยังคงเกาะกินใจ แม้ร่างกายจะถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มหนาเตอะในห้องนอนที่แสนเงียบเหงา หลินซูเซียนสลบไสลไม่ได้สติมานานถึงสามวันสามคืน ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจของอาหนิงที่คอยเปลี่ยนผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้เจ้านายอยู่ไม่ห่าง จนกระทั่งในเช้าวันที่สี่ เปลือกตาบางที่ปิดสนิทก็ค่อยๆ ขยับเขยื้อน ภาพเพดานห้องที่คุ้นเคยปรากฏสู่สายตาพร้อมกับความเจ็บปวดที่ตีตื้นขึ้นมาในทรวงอก "คุณหนู! คุณหนูรองท่านฟื้นแล้ว!" อาหนิงโผเข้ามากอดขอบเตียง น้ำตาไหลพรากด้วยความดีใจ "บ่าวคิดว่าท่านจะทิ้งบ่าวไปเสียแล้ว" "น้ำ...ขอกินน้ำหน่อย" เสียงของซูเซียนแหบพร่า นางพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง ความทรงจำสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบชัดเจนขึ้นทุกขณะ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับแข็งกร้าวและเย็นชาอย่างที่อาหนิงไม่เคยเห็นมาก่อน "คุณหนูท่านโชคดีเหลือเกินเจ้าค่ะที่ท่านอ๋องน้อยมาเห็นเข้าพอดี" อาหนิงรีบกุลีกุจอไปรินน้ำมาให้ "ท่านอ๋อง? ใครกัน" "ท่านอ๋องน้อยเซียวจ้านหรงเจ้าค่ะ วันนั้นท่านมาหารือราชการกับนายท่านที่จวนพอดี เห็นอาหนิงร้องตะโกนขอความช่วยเหลือท่านจึงพุ่งลงไปช่วยคุณหนูขึ้นมา...แต่ว่า" อาหนิงลดเสียงลง สีหน้าเต็มไปด้วยความอัดอั้น "ฮูหยินรองบอกกับนายท่านว่าท่านก้าวพลาดตกลงไปเอง นายท่านเชื่อสนิทใจ ไม่คิดจะสืบสาวราวเรื่องเลยสักนิดเจ้าค่ะ!" ซูเซียนกำจอกน้ำในมือแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ก้าวพลาดอย่างนั้นหรือ? หวังลี่อิน...ช่างเป็นบทละครที่เจ้าถนัดนัก" ในขณะนั้นเอง เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากหน้าเรือนพัก "ซูเซียนฟื้นแล้วอย่างนั้นหรือ! หลีกไป ข้าจะเข้าไปหาน้องสาวของข้า!" เสียงแหลมสูงของ หลินรั่วฉี ดังนำมาก่อนตัว ตามด้วยเสียงทอดถอนใจของ หลินเหวิน ผู้เป็นบิดา ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างแรง หวังลี่อินเดินนวยนาดเข้ามาพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าในมือ นางทำทีเป็นซับหัวตาด้วยท่าทางโศกเศร้าเสียเต็มประดา "โถ่...ซูเซียนลูกรัก เจ้าฟื้นเสียที แม่ใจจะขาดอยู่แล้วตอนเห็นเจ้าตกลงไป ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าอย่าไปเดินใกล้สระน้ำนั่น ทำไมเจ้าถึงดื้อรั้นเช่นนี้" หวังลี่อินบีบน้ำตาพลางหันไปหาหลินเหวิน "ท่านพี่ดูสิเจ้าคะ ลูกคนนี้ทำข้าขวัญเสียไปหมด" หลินเหวินเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แทนที่จะเอ่ยคำปลอบโยนลูกสาวที่เพิ่งรอดตาย เขากลับขมวดคิ้วแล้วตำหนิเสียงแข็ง "ซูเซียน! เจ้าโตจนป่านนี้แล้ว เหตุใดถึงยังซุ่มซ่ามทำตัวเป็นภาระให้ฮูหยินต้องลำบากใจอีก ดีเท่าไหร่แล้วที่ท่านอ๋องน้อยช่วยเจ้าไว้ได้ มิเช่นนั้นตระกูลหลินคงต้องอับอายขายหน้าที่มีลูกสาวตกน้ำตายเพราะความประมาทของตัวเอง!" ซูเซียนนิ่งเงียบ นางมองดูบิดาที่หลงเชื่อคำลวงของหญิงแพศยาอย่างหน้ามืดตามัว ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเขาถูกทำลายสิ้นด้วยจริตมารยาของแม่เลี้ยง "ท่านพ่อกล่าวถูกแล้วเจ้าค่ะ ข้ามันซุ่มซ่ามเอง" ซูเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งแววตัดพ้อ แต่นางกลับจ้องมองเข้าไปในดวงตาของหวังลี่อินอย่างไม่ลดละ "แต่ท่านแม่เจ้าคะ สระน้ำนั้นลึกนัก ตอนที่ข้าอยู่ก้นสระ ข้าเห็นท่านแม่มายืนเรียกข้าด้วย ท่านแม่บอกว่า นางเหงาเหลือเกิน อยากให้คนที่ผลักนางลงไป ลงไปอยู่เป็นเพื่อนในเร็ววัน" คำพูดของซูเซียนทำให้หวังลี่อินชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มจอมปลอมเริ่มซีดเผือดลง นางพยายามปั้นหน้ายิ้มข่มความกลัวที่แล่นริ้วขึ้นมาตามไขสันหลัง แววตาของหลินซูเซียนที่จ้องเขม็งมานั้นดูราวกับไม่ใช่ดวงตาของเด็กสาวที่เคยอ่อนแอคนเดิม แต่มันลึกล้ำและดำมืดราวกับผิวน้ำในสระนั้นไม่มีผิด "จะ~เจ้าพูดบ้าอะไรของเจ้าซูเซียน! สงสัยไข้จะขึ้นจนเพ้อไปกันใหญ่แล้ว" หวังลี่อินแหวเสียงหลงพลางขยับถอยหลังไปหาหลินเหวินที่ยืนขมวดคิ้วอยู่ "เพ้ออย่างนั้นหรือเจ้าคะ?" ซูเซียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน "ท่านแม่ยังบอกอีกนะเจ้าคะว่า สระน้ำนั้นน้ำเย็นจัดจนแทบขาดใจ แต่อีกไม่นานนางจะมารับคนไปอยู่ด้วย จะได้หายเหงาเสียที" "พอได้แล้ว!" หลินเหวินตวาดขึ้น เสียงของเขาดังลั่นห้องจนอาหนิงที่ยืนอยู่มุมห้องสะดุ้งตัวโยน "เจ้าเพิ่งฟื้นก็เอาแต่พูดเรื่องอัปมงคล แม่ของเจ้าตายไปนานแล้ว จะมาพูดจาเพ้อเจ้อให้ฮูหยินขวัญเสียทำไม!" ซูเซียนปรายตามองบิดาผู้ตามืดบอดด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาที่ต้องการความรักหรือการปกป้องอีกต่อไป แต่มันคือสายตาของคนที่มองเห็นเพียง 'หมาก' ตัวหนึ่งที่ไร้ราคา "ท่านพ่อโกรธข้าหรือเจ้าคะ? ข้าก็แค่เล่าสิ่งที่เห็นให้ฟัง" นางหยัดกายลุกขึ้นจากเตียงช้าๆ ท่วงท่าการขยับตัวนั้นสง่างามอย่างประหลาด นางไม่ได้ก้มหน้าบีบน้ำตาอย่างที่เคยทำ แต่กลับเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย "ในเมื่อท่านพ่อและท่านแม่รองไม่อยากฟังเรื่องนี้ ข้าก็จะไม่พูดถึงมันอีก จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม" "เจ้า...เจ้าเปลี่ยนไปนะซูเซียน" หลินรั่วฉีที่ยืนเงียบมานานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแทรกขึ้นมา นางรู้สึกขัดหูขัดตากับท่าทางวางอำนาจของน้องสาวต่างแม่คนนี้นัก "คนเราเมื่อเดินผ่านประตูยมโลกมาได้ครั้งหนึ่ง ย่อมต้องเปลี่ยนไปเป็นธรรมดาพี่หญิง" ซูเซียนหันไปมองพี่สาวด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก "ต่อจากนี้ไปข้าจะไม่ยอมให้สิ่งใดมาทำร้ายข้าได้อีก และข้าจะทวงทุกอย่างที่เป็นของข้าและท่านแม่กลับคืนมา ใครที่เคยหยิบฉวยอะไรไปเตรียมตัวคืนมาพร้อมดอกเบี้ยได้เลยเจ้าค่ะ" หวังลี่อินหน้าถอดสี มือที่ถือผ้าเช็ดหน้าสั่นระริก "ท่านพี่ดูนางสิเจ้าคะ พูดจาเป็นลางร้ายใส่พวกเราแบบนี้ ข้าว่านางคงถูกวิญญาณร้ายสิงร่างแน่ๆ!" "ซูเซียน! เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้ แล้วกตัญญูต่อแม่ของเจ้าให้มากกว่าเดิม มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าใจร้าย!" หลินเหวินสะบัดแขนเสื้ออย่างฉุนเฉียว ก่อนจะจูงมือหวังลี่อินเดินออกไปจากเรือนราวกับจะหนีความผิดที่ถูกสะกิดใจ เมื่อคนเหล่านั้นพ้นสายตาไป ซูเซียนก็ทรุดตัวลงนั่งบนเตียง แววตาเยือกเย็นเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความแค้นที่สุกสกาวดั่งดวงดาวในคืนที่มืดมิด นับจากนี้... กรงเล็บของข้าจะไม่มีวันเก็บซ่อนอีกต่อไป "อาหนิง" นางเรียกบ่าวรับใช้เสียงเรียบ "เจ้าค่ะคุณหนู" อาหนิงรีบเข้ามาใกล้ มองเจ้านายด้วยความเลื่อมใสปนประหลาดใจ "เตรียมชุดที่ดูดีที่สุดให้ข้า พรุ่งนี้ข้าจะไปที่วังอ๋อง ในเมื่อ อ๋องน้อย เป็นคนช่วยชีวิตข้าตามที่เจ้าบอก ข้าก็ควรไปแสดงความ 'กตัญญู' ต่อหน้าคนทั้งวังหลวง เพื่อประกาศให้รู้ว่าหลินซูเซียนคนใหม่กลับมาแล้ว และนางจะไม่ยอมก้มหัวให้สุนัขตัวไหนอีก!" ซูเซียนมองออกไปนอกหน้าต่าง มุ่งตรงไปยังทิศทางของวังหลวงที่ตั้งตระหง่าน นางรู้ดีว่าทางเดียวที่จะจัดการนังงูพิษหวังลี่อินและยึดอำนาจในจวนคืนได้ คือนางต้องมี 'ร่มคันใหญ่' อย่างอ๋องน้อยเซียวจ้านหรงมาคุ้มหัว!บทที่47 NCจบจ้านหรงใช้เข่าแกร่งดันเรียวขาขาวผ่องของนางให้อ้ากว้างออกก่อนจะยกขาข้างหนึ่งของนางขึ้นพาดบ่า แววตาคมกริบฉายแววเจ้าเล่ห์ประหนึ่งจอมโจรผู้ช่ำชอง เขาใช้ปลายนิ้วหยาบถูวนรอบปากทางรักที่แดงก่ำและชุ่มฉ่ำของนาง บดคลึงยอดเกสรสีหวานจนซูเซียนครางระเส่า"อ๊าาา ท่านพี่ อย่าแกล้งหม่อมฉัน อื้อออ!" ซูเซียนบิดกายไปมาด้วยความซ่านสยิว"แกล้งรึ? พี่กำลังเอาใจเจ้าต่างหากยอดรัก" จ้านหรงยิ้มกริ่มก่อนจะกระแทกนิ้วแข็งแรงเข้าสู่ใจกลางความนุ่มหยุ่นรวดเดียวรัวๆ เสียง "พั่บ พั่บ พั่บ!" ของเรียวนิ้วกระทบเนินเนื้อดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วห้องบรรทม"อ๊าาา อ๊ะ อ๊ะ อ๊าาา ท่านพี่!" ซูเซียนจิกมือลงบนท่อนแขนแกร่งจนห่อเลือด "น้องชอบยิ่งนัก อ๊าาา แรงๆ เพคะ! น้องใกล้จะถึงแล้ว แรงอีกเพคะ!"จ้านหรงเร่งจังหวะรัวเร็วประดุจพายุฝนกระหน่ำ จนในที่สุดร่างบางก็กระตุกเกร็ง น้ำรักสีใสพุ่งทะลักออกมาอาบนิ้วหนาของเขาจนเปียกชุ่ม ซูเซียนถึงกับหอบหายใจรวยรินดวงตาปรือปรอยด้วยความสุขสมเขาคว้า "แก่นกายราชัน" ที่ยังแข็งขืนและขยายใหญ่จนเต็มกำลัง จ่อเข้าที่ปากทางสวรรค์แล้วกดแทรกกระแทกอัดเข้าไปรวดเดียวจนมิดลำ!"อ๊ากกกก! ซูเซียน เจ้าช่างแน
บทที่46 น้ำตานางสิงห์NCเมื่อความวุ่นวายบนโต๊ะอาหารผ่านพ้นไปหลายชั่วโมง ซูเซียนประคองร่างน้อยๆ ของลูกแฝดทั้งสองกลับเข้าสู่ห้องนอนนางบรรจงวางลูกๆ ลงบนเตียงหนานุ่มอย่างแผ่วเบา สองมือน้อยๆ ของอาเฉินและอาอวี้คว้าชายผ้าห่มไว้พลางหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลียจากเหตุการณ์หนักหน่วงที่พบเจอมาทั้งวันซูเซียนนั่งอยู่ริมเตียง มือบางคอยตบก้นลูกๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอเพื่อกล่อมให้เข้าสู่นิทรา ทว่าในความเงียบสงัดนั้นเอง หยาดน้ำตาที่นางสะกดกลั้นไว้ต่อหน้าผู้คนก็พรั่งพรูออกมาอย่างเงียบเชียบ หยดน้ำใสๆ ร่วงเผาะลงบนหลังมือของนางเองนางมิได้โกรธจ้านหรงเพียงเพราะเรื่องพระสนม แต่นางเจ็บปวดที่ตนเองปกป้องลูกมิได้ เจ็บใจที่เห็นรอยฝ่ามือบนหน้าลูกสาวจนหัวใจของคนเป็นแม่แทบแตกสลาย นางสะอื้นไห้จนตัวโยนแต่กลับมิมีเสียงเล็ดลอดออกมา เพราะเกรงจะทำให้ลูกๆ ตื่นขึ้นมาเห็นความอ่อนแอของมารดา"แม่ขอโทษนะลูก ที่ปล่อยให้พวกมันทำร้ายเจ้า" นางพึมพำแผ่วเบาพลางก้มลงจุมพิตหน้าผากเด็กทั้งสองด้วยความรักสุดหัวใจที่หลังบานประตูไม้แกะสลัก จ้านหรง มิได้เดินจากไปไหนไกล เขาแอบยืนหลบอยู่ในเงามืดและเฝ้ามองภาพนั้นผ่านช่องว่างเพียงเล็กน้อย ภาพซูเซีย
บทที่45 นางสิงห์จังหวะที่ซูเซียนกำลังจะยกจอกชาขึ้นจิบอีกครา เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อหลิวเหม่ยอิงที่ถูกหยุมหัวจนหมดสภาพเกิดความคลั่งแค้นจนขาดสติ นางอาศัยจังหวะที่อาอวี้เผลอ ลุกพรวดขึ้นมาแล้วเงื้อมือตบเข้าที่ใบหน้าเนียนใสขององค์หญิงตัวน้อยอย่างแรงจนหน้าหัน"เพียะ!""ฮือออออ!" เสียงร้องไห้จ้าของอาอวี้ดังก้องท้องพระโรง ตามมาด้วยเสียงฝ่ามือที่ฟาดลงบนแผ่นหลังของอาเฉินจนเด็กน้อยล้มคว่ำบรรยากาศที่เคยขบขันพลันเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นดุจขุมนรก ขุนนางทั้งหลายหน้าถอดสี จ้านหรงที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ดวงตาเบิกกว้าง ร่างของ ฮองเฮาซูเซียน กลับเคลื่อนไหวไวกว่า นางวางจอกชาลงกับโต๊ะจนแตกละเอียด ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินลงจากแท่นบรรไดมังกรด้วยท่วงท่าดุจนางสิงห์ล่าเหยื่อซูเซียนเดินตรงไปยังเสนาบดีกรมพิธีการ พ่อของหญิงสาวผู้บังอาจทำร้ายลูกของนาง ตาเฒ่าผู้นั้นยังมิทันได้อ้าปากขออภัย ฝ่าเท้าของซูเซียนก็ถีบเข้าที่กลางยอดอกอย่างแรงจนเขากระเด็นหงายหลังลงไปกองกับพื้น นางตามไปเหยียบอกซ้ำแล้วตบหน้าจนฟันหลุดกระเด็น"เจ้าสอนลูกให้เป็นเดนมนุษย์เช่นนี้รึ!" น้ำเสียงของซูเซียนต่ำลึกจนน่าขนลุกนางละจากร่างที่สะ
บทที่44 ไม่ได้เด็ดขาดวันเวลาดำเนินไป2ปีบรรยากาศในท้องพระโรงยามเช้าช่างดูยิ่งใหญ่อลังการ แสงแดดสาดส่องกระทบบัลลังก์มังกรทองคำจนเป็นประกายวับวาว ฮ่องเต้จ้านหรง ประทับนั่งอย่างสง่างามในชุดมังกรเต็มยศเคียงข้าง ฮองเฮาซูเซียน ที่งดงามไร้ที่ติ ทว่าความน่าเกรงขามนั้นกลับถูกลดทอนลงด้วยเสียง "ตึกตัก ตึกตัก" ของฝีเท้าเล็กๆ สองคู่ที่วิ่งไล่จับกันรอบเสามังกรอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย"อาอวี้! อย่าดึงชายเสื้อคลุมเสด็จพ่อ!" ซูเซียนกระซิบดุเสียงเขียวพลางคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของอาอวี้ที่กำลังจะปีนขึ้นไปนั่งบนตักจ้านหรง "อาเฉินด้วย! หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นแม่จะให้องครักษ์อุ้มเจ้ากลับตำหนักม่านเมฆา และอย่าหวังว่าจะได้ตามมาที่นี่อีก!"เด็กแฝดทั้งสองหยุดกึกทันที อาอวี้รีบมานั่งพับเพียบข้างพระบาท ส่วนอาเฉินก็นั่งตัวตรงเป๊ะทำตาปริบๆ เลียนแบบขุนนางฝ่ายบู๊ที่ยืนเรียงแถวอยู่เบื้องล่าง "เงียบแล้วเพคะ/พะยะค่ะ!" สองเสียงประสานกันจนซูเซียนถอนหายใจยาว ก่อนจะพยักหน้าให้เหล่าขุนนางเริ่มรายงานราชการได้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งมหาเสนาบดีเฒ่าคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้าด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาประสานมื
บทที่26 ยาพิษหลังจากการประสูติแฝดมังกรหงส์ผ่านพ้นไป ซูเซียน ก็กลายเป็นยอดดวงใจของทั้งราชวงศ์ นางถูกปรนนิบัติพัดวีราวกับหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าที่ใครก็มิอาจแตะต้อง จ้านหรงแทบจะไม่ยอมห่างจากข้างกายเมียรักและลูกน้อยเลยแม้แต่ก้าวเดียว ทว่าในมุมมืดของวังหลวง เพลิงริษยาของ หลินรั่วฉี กลับยิ่งลุกโชน นางแอบส
บทที่22 แต่งงานNCอรุณรุ่งของวันมหาโชคมาถึง ทั่วทั้งวังหลวงถูกฉาบไปด้วยสีแดงมงคลและแสงทองของดวงตะวัน กลิ่นหอมของกำยานและมวลบุพผาอบอวลไปทั่วทุกทิศทาง ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวของ หลินซูเซียน เคลื่อนผ่านเหล่าขุนนางและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานอย่างยิ่งใหญ่อลังการ เสียงพลุและเสียงปี่กลองดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเมือง
บทที่32 ต่อNCเมื่อจ้านหรงเอ่ยคำว่าทนมิไหวออกมา ซูเซียนกลับมิได้หยุดยั้ง แต่นางกลับยิ่งเพิ่มความดุเดือดขึ้นเป็นเท่าทวี นางดูดอมทุกส่วนสัดอย่างละเมียดละไมพลางใช้มือนุ่มช่วยปรนเปรอเป็นจังหวะรัวเร็ว เร่งเร้าให้จ้านหรงตกอยู่ในความทรมานที่แสนหวานจนเขาแทบจะคลั่งตายเสียให้ได้"อ๊าาา พี่จะแตกแล้วพระชายา! อ
บทที่33 ความจริงภายในจวนตระกูลหลินที่บัดนี้ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศอันตึงเครียด หลินเหวิน สั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดให้บ่าวไพร่ที่ไว้ใจได้ล้อมเรือนพักของลี่อินและรั่วฉีเอาไว้ พร้อมกำชับเสียงดังฟังชัดว่า หากใครบังอาจก้าวเท้าออกจากประตูแม้แต่ก้าวเดียว ให้โบยตีได้ทันทีโดยไม่ต้องรออาญาจากใครหน้าไหนทั้งสิ





