Share

กว่าจะคิดถึงฉัน ฉันก็จากไปแล้ว
กว่าจะคิดถึงฉัน ฉันก็จากไปแล้ว
Author: มิเชลล์

บทที่ 1

Author: มิเชลล์
"มหาวิทยาลัยบอสตันเหมาะกับลิลลี่ที่สุดแล้ว" อีธานวางแท็บเล็ตลงกลางโต๊ะอาหารพร้อมกับแตะหน้าจอดูแผนที่วิทยาเขต "พี่เรียนอยู่ที่นอร์ทอีสเทิร์น อยู่ห่างไปไม่ถึงยี่นาทีด้วยรถไฟใต้ดิน ถ้ามีใครกล้าหาเรื่อง เธอโทรหาพี่ได้เลยนะ"

ลิลลี่วางคางลงบนมือทั้งสองข้างแล้วส่งยิ้มหวานแสนซาบซึ้งให้เขา "เวลาที่มีพี่อยู่ใกล้ๆ หนูรู้สึกปลอดภัยตลอดเลยค่ะ... แต่ว่าไรอันอยากเข้าแมคกิลล์มานานมากแล้ว หนูคงไปขอให้ทุกคนต้องมาเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองแค่เพราะหนูกลัวไม่ได้หรอกค่ะ"

ปากบอกว่าขอร้องไม่ได้ แต่สายตาของเธอกลับมองตรงไปที่ไรอันเรียบร้อยแล้ว

เขากดปิดหน้าเว็บใบตอบรับของมหาวิทยาลัยแมคกิลล์บนแล็ปท็อปด้วยท่าทางราวกับกำลังยกเลิกการจองโต๊ะอาหารค่ำ "ก็แค่มมหาวิทยาลัยที่หนึ่ง ฉันไปเรียนที่ไหนก็ได้เหมือนกัน บอสตันรับฉันเหมือนกัน เพราะงั้นฉันจะอยู่ที่นี่ต่อ"

เมื่อสามปีที่แล้ว ไรอันกับฉันเคยนั่งด้วยกันริมแม่น้ำชาร์ลส์และสัญญาว่า ถ้าเราสองคนสอบติดแมคกิลล์ เราจะไปมอนทรีออลด้วยกัน เขารู้ดีว่าฉันอยากเรียนชีวโมเลกุลและต้องการหนีออกจากบ้านหลังที่ทุกการตัดสินใจหมุนวนอยู่รอบตัวลิลลี่เสมอ

ในตอนนั้น เขาสัญญาว่าจะไปกับฉัน

แต่ตอนนี้ ลิลลี่แทบไม่ต้องเอ่ยปากขอให้เขาอยู่ต่อด้วยซ้ำ สิ่งที่เธอต้องทำมีเพียงแค่แสดงอาการหวาดกลัวออกมานิดหน่อย แล้วคำสัญญาของเราก็ปลิวหายไปในพริบตา

"ไรอัน นายไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้นะ" ลิลลี่กัดริมฝีปาก ดวงตาเริ่มคลอด้วยน้ำใส "โนราก็สมัครแมคกิลล์เหมือนกันไม่ใช่เหรอ พวกนายวางแผนเรื่องนี้มาด้วยกันตลอดเลยไม่ใช่หรือไง"

ในที่สุดเธอก็พูดถึงฉันขึ้นมาสักที แต่ไม่มีใครหันมามองทางฉันเลยสักคน

แม่เอื้อมมือไปตบหลังมือของลิลลี่เบาๆ "โนราปรับตัวเก่งจะตาย เดี๋ยวแกก็หาทางจัดการตัวเองได้ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ส่วนลูกเป็นคนปรับตัวยากกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมีคนที่ไว้ใจได้คอยอยู่ใกล้ๆ น่ะดีที่สุดแล้ว"

พยักหน้ารับ "คนในครอบครัวก็ต้องช่วยดูแลกันอยู่แล้ว โนราเรียนต่อที่บอสตันนี่แหละ ดีเสียอีก ทุกคนจะได้แฮปปี้กันหมด"

ฉันอ้าปากเตรียมจะบอกพวกเขาว่ามหาวิทยาลัยเอดินบะระรับฉันแล้ว แต่ลิลลี่กลับส่งเสียงสูดจมูกเบาๆ

"หนูทำตัวเห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่าคะเนี่ย" เธอเอ่ยถามพร้อมกับจ้องมองมาที่ฉันตรงๆ "พี่คงไม่โกรธหนูใช่ไหมคะ โนรา?"

อีธานขมวดคิ้วมุ่นทันทีก่อนที่ฉันจะได้ทันเอ่ยปาก "เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับโนราล่ะ ไรอันเขาเป็นคนตัดสินใจเลือกเอง เลิกเหมาเอาความผิดทุกอย่างมาใส่ตัวได้แล้วน่า"

ไรอันมองฉันด้วยสายตาคุ้นเคย สายตาแบบเดียวกับเวลาที่เขาอยากให้ฉันยอมทำตามเพื่อให้เรื่องมันง่ายขึ้น

"โนราไม่ถือสาเรื่องนี้หรอก เธอไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยแบบนั้นซะหน่อย"

เขาไม่ถามสักคำว่าฉันเจ็บปวดแค่ไหน เขาไม่เคยถามเลยว่าฉันอยากไปที่ไหนกันแน่ เขาเป็นคนตัดสินใจแทนฉันเสร็จสรรพ เพราะตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา ฉันสวมบทบาทเป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่เคยสร้างความยุ่งยากให้ใครมาโดยตลอด

สมัยเด็กๆ ลิลลี่แคบร้องเพลงสักเพลงในงานเลี้ยงครอบครัว ผู้ใหญ่ทุกคนก็พร้อมใจกันหยุดฟัง แต่พอฉันเอาโครงงานวิทยาศาสตร์ไปอวด เธอก็แค่บ่นว่าปวดท้อง พ่อกับแม่ก็รีบพาเธอกลับบ้านทันทีโดยที่ฉันยังพูดไม่ทันจบประโยคแรกด้วยซ้ำ

ท้ายที่สุดแล้ว ฉันก็ได้เรียนรู้ที่จะไม่คาดหวังอะไรอีก ความคาดหวังมีแต่จะเปิดโอกาสให้คนอื่นเดินจากฉันไปได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

"โนรา?" ในที่สุดพ่อก็ทันสังเกตเห็นแล็ปท็อปที่เปิดค้างอยู่ตรงหน้าฉัน "ลูกกดตอบรับเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยรัฐแล้วใช่ไหม"

ฉันเหลือบมองจดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระบนหน้าจอ "เกือบแล้วค่ะ"

"อย่าปล่อยให้มันกระชั้นชิดจนถึงนาทีสุดท้ายล่ะ" อีธานเตือน "แล้วก็พยายามอย่าจัดตารางเรียนให้มันแน่นเกินไป ปีแรกของลิลลี่ยุ่งแน่ๆ เดี๋ยวน้องคงต้องพึ่งพาให้ลูกช่วยดูแลด้วย"

ลิลลี่รีบแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่ใครๆ ก็หลงรัก "อย่าไปกดดันพี่เขาเลยค่ะพี่อีธาน ไม่เห็นจำเป็นต้องยัดเยียดเป้าหมายเป็นล้านๆ อย่างใส่ตัวเหมือนกันหมดสักหน่อย เอาเป็นว่าแค่พี่โนรามีความสุขดี แค่นั้นก็พอแล้วค่ะ"

ฟังดูเหมือนเป็นคำพูดที่สนับสนุนกันดี แต่สิ่งที่เธอสื่อจริงๆ ก็คืออนาคตของเธอสมควรได้รับการวางแผนอย่างพิถีพิถัน ส่วนอนาคตของฉันจะเป็นอย่างไรก็ได้ แค่ปล่อยให้มันเป็นเศษเหลือๆ ก็พอ

ฉันเลิกพยายามที่จะอธิบายอะไรต่อ แล้วเดินลงมาชั้นล่างไปยังห้องนอนของฉันที่อยู่ตรงชั้นใต้ดิน

ตอนฉันอายุสิบสี่ พ่อแม่เปลี่ยนห้องนอนที่รับแสงแดดสดใสของฉันให้กลายเป็นห้องอัดเสียงของลิลลี่ พวกเขาย้ายฉันลงมาข้างล่างเพราะเห็นว่าฉันเป็นคนเงียบๆ เลี้ยงง่าย และดูท่าทางน่าจะอ่านหนังสือได้ในทุกสภาพแวดล้อม

โต๊ะหนังสือของฉันมีผนังด้านหนึ่งติดกับห้องหม้อต้มน้ำ ท่อเหล็กส่งเสียงดังลั่นตลอดคืนในฤดูหนาว ส่วนในฤดูร้อน อากาศรอบตัวก็อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นของคอนกรีตและผงซักฟอก

บนหน้าจอของฉัน มหาวิทยาลัยเอดินบะระกำลังรอคอยคำตอบจากฉันอยู่

แม้ว่าเงินเก็บของฉันจะยังไม่ค่อยพึงประสงค์นัก แต่ฉันก็ผ่านเข้ารอบสุดท้ายของทุนการศึกษา "โครงการทุนการศึกษาเพื่อผู้มีผลงานวิชาการระดับสากลคาลีโดเนีย" แล้ว หากฉันใช้เงินเก็บของตัวเองมาจ่ายค่าหอพักและค่าครองชีพในปีแรก ฉันก็สามารถบินไปได้แม้จะยังไม่ได้ทุนเต็มจำนวนก็ตาม

ฉันกดคลิก "ยอมรับ"

ในขณะที่หน้าจอยืนยันกำลังโหลด เสียงหัวเราะครื้นเครงก็ดังลอดมาจากชั้นบน ลิลลี่คงจะพูดอะไรน่ารักๆ ออกมาอีกตามเคย และไม่แปลกเลยที่ทุกคนจะพากันรุมล้อมเอาใจเธอเหมือนอย่างเคย

ไม่มีใครเดินลงมาข้างล่างเลยสักคน ไม่มีใครถามสักคำว่าฉันตัดสินใจอย่างไร

พวกเขาใช้เวลาทั้งเย็นวางแผนอนาคตให้กับฉัน แต่กลับไม่มีใครใส่ใจมากพอที่จะรับฟังคำตอบจากปากฉันเลยสักคน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • กว่าจะคิดถึงฉัน ฉันก็จากไปแล้ว   บทที่ 10

    หนึ่งปีต่อมา ฉันได้เข้าร่วมโครงการวิจัยช่วงฤดูร้อนในห้องปฏิบัติการซ่อมแซมเซลล์ของมหาวิทยาลัยเอดินบะระมันไม่ใช่ความสำเร็จประเภทที่จะดึงดูดนักข่าวให้มาแห่แหนถึงหน้าประตู และไม่ได้ทำให้ใครมานึกยอมรับกะทันหันว่าฉันเก่งกว่าลิลลี่ แต่มันคืองานที่ฉันใส่ใจจริงๆ และเป็นโอกาสที่ฉันหามาได้ด้วยตัวเองผ่านการยส่งใบสมัครอย่างจริงจังและการฝ่าด่านสัมภาษณ์ถึงสองรอบแค่นั้นก็เพียงพอสำหรับฉันแล้ว มากเกินพอด้วยซ้ำในวันที่ประกาศผลการคัดเลือก อมาราและเพื่อนๆ ในแลปช่วยกันทำมื้อค่ำในห้องครัวรวมของเรา พวกเขาจำได้ว่าฉันแพ้ถั่ว และจำได้ด้วยว่าฉันชอบไก่ย่างสมุนไพรเลมอน ฉันไม่ต้องคอยเตือนพวกเขาเลยสักคำ และพวกเขาก็ไม่เคยทำทีว่าการจำเรื่องเหล่านี้ได้คือบุญคุณครั้งใหญ่หลวงที่ฉันต้องรู้สึกซึ้งใจหลังมื้อค่ำ ฉันเปิดเจออีเมลฉบับหนึ่งจากแม่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเธอส่งอีเมลมาเป็นสิบๆรอบ บางครั้งเธอกล่าวหาว่าฉันเป็นคนใจร้าย บางครั้งเธอก็อ้างว่าตัวเองกำลังป่วย และบางครั้งเธอก็แนบรูปถ่ายของลิลลี่มาด้วย พร้อมกับเปรยเป็นนัยว่าทุกอย่างจะกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ถ้าฉันยอมกลับบ้านแต่อีเมลฉบับนี้สั้นมาก[แม่เอาเงินของลูกไป แม่

  • กว่าจะคิดถึงฉัน ฉันก็จากไปแล้ว   บทที่ 9

    ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม ไรอันเดินทางมาถึงเอดินบะระเขาส่งอีเมลมาบอกล่วงหน้าว่าจะนั่งรออยู่ที่ศูนย์นักศึกษาจนถึงเวลาสี่โมงเย็น ฉันไม่ได้อยากเจอเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ยิ่งปล่อยให้บางเรื่องเงียบหายไปนานเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งเข้าใจผิดคิดว่าความเงียบนั้นคือการเปิดประตูต้อนรับง่ายขึ้นเท่านั้นฉันให้เวลาเขาแค่สิบหัานาทีดูเหมือนว่าเขาจะผอมลงกว่าช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างพร้อมกับโกโก้ร้อนหนึ่งแก้วที่เย็นชืดไปนานแล้ว พอเห็นฉันเดินเข้ามา เขาก็รีบผุดลุกขึ้นยืนทันที แต่ไม่ได้ก้าวเข้ามาโอบกอดฉันเหมือนอย่างที่เคยทำในอดีต"ขอบคุณที่มานะ""นายต้องการจะพูดอะไรกันแน่?"ไรอันหยิบเหรียญที่ระลึกทองเหลืองเก่าๆ ชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท มันคือเหรียญที่เราเคยไปกดพิมพ์ด้วยกันที่ศูนย์วิทยาศาสตร์มอนทรีออลตอนที่เราอายุสิบห้าปี เราสลักชื่อของเราไว้ที่ด้านหลังและสัญญาว่าสักวันหนึ่งเราจะกลับมาใช้ชีวิตในเมืองนั้นด้วยกันตอนเข้ามหาวิทยาลัย"ฉันไม่เคยลืมเรื่องนี้เลยนะ" เขาพูด"แต่นายกลับไม่เลือกมันในตอนที่การตัดสินใจนั้นมันมีความหมายต่างหากล่ะ"นิ้วมือของเขาบีบเข้าหากันแน่นจนเหรีย

  • กว่าจะคิดถึงฉัน ฉันก็จากไปแล้ว   บทที่ 8

    ก่อนวันคริสต์มาสไม่นาน อีธานติดต่อฉันมาทางโทรศัพท์ของเพื่อนร่วมงานเขาไม่ถามด้วยซ้ำว่าฉันอยากคุยด้วยไหม แต่เข้าประเด็นทันที "ลิลลี่พลาดกำหนดส่งใบสมัครโครงการแลกเปลี่ยนต่างประเทศ เธอเก่งเรื่องพวกนี้อยู่แล้วนี่ ส่งเทมเพลตของเธอมาแล้วช่วยร่างอีเมลหาผู้อำนวยการโครงการให้หน่อยสิ"ชั่วขณะหนึ่ง ฉันพูดไม่ออกว่าจะตอบกลับว่าอย่างไรดีฉันจากมาได้สี่เดือนแล้ว และสิ่งแรกที่พวกเขาคิดถึงจริงๆ ก็ยังไม่ใช่ตัวฉันอยู่ดี แต่เป็นความสามารถในการตามเช็ดตามล้างปัญหาของลิลลี่ต่างหาก"ให้น้องติดต่อทางมหาวิทยาลัยเองสิคะ""น้องกำลังกดดันมากนะ" อีธานพูดด้วยน้ำเสียงที่เริ่มหมดความอดทน "เธอกำลังไปใช้ชีวิตดี๊ดีอยู่ต่างประเทศ การช่วยเหลือน้องมันใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเองนะ""นั่นมันใบสมัครของน้อง ไม่ใช่ของฉัน""แต่ก่อนเธอก็เคยช่วยน้องนี่""นั่นแหละคือสาเหตุที่พวกพี่คิดว่าฉันควรจะต้องทำมันไปตลอดชีวิตยังไงล่ะ"เขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะในลำคอด้วยความเย็นชา "เธอนี่กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไปจริงๆ แล้วนะ แม่แทบจะนอนไม่หลับเลยตั้งแต่เธอหนีไป ส่วนพ่อก็ต้องคอยรับมือกับปัญหาที่เธอเป็นคนก่อทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เธอทำ

  • กว่าจะคิดถึงฉัน ฉันก็จากไปแล้ว   บทที่ 7

    ช่วงปลายเดือนตุลาคม พ่อส่งอีเมลมาขอวิดีโอคอลท่านไม่ได้ออกคำสั่งให้ฉันกลับบ้านอีกต่อไปแล้ว พ่อบอกว่าแม่คืนเงินก้อนนั้นแล้ว และพวกเขาก็แค่อยากรู้ว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง ฉันปล่อยเวลาผ่านไปหนึ่งวันก่อนจะยอมตกลงให้เวลาพวกเขายี่สิบนาทีเมื่อวิดีโอคอลเชื่อมต่อ พ่อกับแม่ก็นั่งอยู่ด้วยกันในห้องครัวของบ้านเบนเน็ตต์ ตู้เย็นด้านหลังของแม่เต็มไปด้วยรูปถ่ายทริปซานโตรินีของลิลลี่ ส่วนรูปถ่ายรับปริญญาของฉันรูปเดียวที่มีอยู่ ก็ยังคงเป็นรูปที่ฉันตาปิดสนิทไปข้างหนึ่งเหมือนเดิมพ่อเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน "ลูกดูสบายดีนี่""ฉันสบายดีค่ะ"ดวงตาของแม่แดงก่ำ "แล้วทำไมลูกถึงไม่ยอมส่งข้อความบอกสักข้อความเดียวล่ะ พวกเราตามหาลูกไปทั่ว เกือบจะแจ้งตำรวจอยู่แล้วเชียว""พวกท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันหายไป จนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องให้ฉันไปรับเค้กของลิลลี่""นั่นมันเรื่องบังเอิญต่างหาก" แม่รีบสวนขึ้นทันควัน "ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่แคร์ลูกนะ ลูกก็แค่วางตัวเก่งและไม่เคยเรียกร้องอะไรจากพวกเราเลยนี่ ลูกแอบไปสมัครเอดินบะระ ทำเรื่องวีซ่า และคว้าทุนมาได้... ทำไมลูกถึงไม่ยอมบอกอะไรพวกเราเลยล่ะ?"คำถามนั้นมันช่างไร้สาระเสียจนฉันเกือบจ

  • กว่าจะคิดถึงฉัน ฉันก็จากไปแล้ว   บทที่ 6

    ทางมหาวิทยาลัยจัดให้ฉันพักในห้องพักเดี่ยวมันไม่ได้กว้างขวางอะไรนัก แต่หน้าต่างหันออกไปทางย่านเมืองเก่า และขอบหน้าต่างก็กว้างพอที่จะวางกระถางต้นไม้ได้สองกระถาง ไม่มีเสื้อผ้าของลิลลี่ที่เธอเบื่อแล้วแขวนอยู่ในตู้ และฉันก็ไม่ต้องทนเลือกผ้าปูที่นอนในสีที่คนอื่นโปรดปรานอีริน ที่ปรึกษานักศึกษาต่างชาติผู้คอยช่วยเหลือฉันเรื่องการลงทะเบียนเหลือบไปเห็นประโยค "แพ้ถั่วรุนแรง" ในใบประวัติสุขภาพของฉัน เธอรีบอัปเดตข้อมูลของหอพักและโรงอาหารทันที พร้อมกับเขียนเบอร์โทรศัพท์ของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด คลินิกประจำมหาวิทยาลัย และเบอร์ฉุกเฉินทุกเบอร์ที่ฉันอาจจำเป็นต้องใช้ใส่กระดาษยื่นให้ชั่วขณะหนึ่ง ฉันถึงกับพูดไม่ออก เห็นได้ชัดว่าการได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจังไม่ต้องอาศัยการพิสูจน์ตัวเองว่าเก่งกาจโดดเด่นเสียก่อนเลยด้วยซ้ำช่วงสัปดาห์แรก ครอบครัวเบนเน็ตต์ถล่มกล่องข้อความของฉันจนแทบแตก[แม่: ลูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหนีไปได้ ตอนนี้กลับบ้านมาคุยกันดีๆ ได้แล้ว][พ่อ: อย่างน้อยก็บอกที่อยู่ของลูกมาเถอะ เราเป็นพ่อแม่นะ ลูกควรมีสิทธิ์รู้ว่าลูกสาวพักอยู่ที่ไหน][อีธาน: เธอทำลายครอบครัวนี้พังยับเยินก็แค่เพราะ

  • กว่าจะคิดถึงฉัน ฉันก็จากไปแล้ว   บทที่ 5

    เวลาห้าโมงสี่สิบนาทีในเย็นวันนั้น เค้กสำหรับเดินทางของลิลลี่ยังคงมาไม่ถึงร้านอาหารแม่โทรหาฉันสามครั้งแต่ก็ได้ยินเสียงสัญญาณแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้เสมอ แม่วางโทรศัพท์ลงแล้วหันไปบอกทุกคนที่โต๊ะอาหารว่า "โนรากำลังงอนเรื่องเงินอยู่น่ะจ่ะ แกเป็นคนประเภทที่พึ่งพาตัวเองสูงมาก บางครั้งก็เลยเอาแต่คิดหมุนวนอยู่ในหัวของตัวเองคนเดียว"ลิลลี่ก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วฝืนส่งยิ้มกล้าหาญออกมา "ไม่เป็นไรค่ะ เราสั่งของหวานของร้านกินแทนก็ได้ วันนี้ไม่จำเป็นต้องโฟกัสที่หนูคนเดียวหรอกค่ะ พี่เขาคงรู้สึกเหมือนโดนมองข้ามแหละค่ะ"ด้วยประโยคเดียว เธอพลิกการโจรกรรมเงินของแม่ให้กลายเป็นเรื่องของพี่สาวขี้อิจฉาที่พยายามเรียกร้องความสนใจไปเสียอย่างนั้นและเป็นครั้งแรกที่ไรอันไม่รีบวิ่งเข้าไปปลอบโยนเธอเขานึกถึงแก้วมิลล์เชกที่เต็มไปด้วยถั่วพีแคน เขานึกถึงตอนที่ฉันบอกว่าเงินก้อนนั้นคือเงินเรียนต่อมหาวิทยาลัย และนึกออกว่าไม่มีใครสักคนเคยถามเลยว่าฉันจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยไหน"ครั้งสุดท้ายที่พวกเธอเห็นเธอคือเมื่อไหร่?" เขาเอ่ยถามขึ้นอีธานยักไหล่ "เธอก็อยู่บ้านเมื่อเช้านี่นา ไม่มีเงินติดตัวสักบาท แล้วเธอจะหนีไปไหนไ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status