LOGINทรรศิกายิ้มออกมาอย่างมีความสุขที่ได้รับรู้ว่า คุณย่ายังคงรักและเป็นห่วงตนเองไม่เสื่อมคลาย
“เสียใจไหมที่คุณไม่ได้พบคุณย่า”
เธอส่ายหน้าแทนคำตอบ น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว “เทย่าดีใจด้วยซ้ำที่คุณย่าไม่ลืมหลานสาวที่เคยทำตัวแย่ ๆ คนนี้”
อติรุจจูบซับน้ำตาบนใบหน้าของภรรยา
“ให้ตายสิ! อย่าร้องไห้บ่อยนักได้ไหมเทย่า ผมไม่อยากเห็นน้ำตาของคุณ”
“ผู้หญิงกับน้ำตาเป็นของคู่กันนะคะ”
“คุณจะรู้ไหมนะว่าผมแพ้น้ำตาคุณ” เขาพึมพำเบา ๆ
“คุณพูดอะไรคะ เทย่าฟังไม่ถนัด”
“ไม่มีอะไรหรอกแค่พูดเรื่อยเปื่อย” สองหนุ่มสาวยิ้มให้กันและกัน
ในเวลานั้นเองเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาสอบถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทรรศิกาก็ตอบไปเท่าที่เธอจดจำได้
“พวกมันมากันสามคน ฉันเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าพวกมันเป็นใคร มีความแค้นอะไรถึงได้ลงมือทำร้ายฉันแบบนั้น”
“ก่อนหน้านี้คุณมีปัญหาอะไรกับใครหรือเปล่าครับ”
หลานสาวคุณหญิงทิพย์มณีส่ายหน้า “ไม่นะคะ เทย่ามั่นใจว่าไม่เคยมีเรื่องกับใครจนถึงขั้นต้องมาทำร้ายกันแบบนี้”
“คุณพอจะจำหน้าตาหรือรายละเอียดของคนร้ายได้บ้างไหมครับ”
หญิงสาวบอกรูปพรรณของคนร้ายเท่าที่จำได้ พร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ตำรวจฟัง ทางตำรวจบอกว่าจะนำเบาะแสที่ได้ไปตามจับตัวคนร้ายมาดำเนินคดี จับได้เมื่อไรคงต้องให้เธอไปชี้ตัวอีกครั้ง
“คุณมีศัตรูที่ไหนหรือเปล่า” อติรุจเอ่ยถามเมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพัง
“ศัตรูคงมีบ้างแต่ก็คงไม่ร้ายแรงถึงกับจะเอาชีวิตของเทย่าหรอกค่ะ”
“ใครกันนะที่แค้นคุณถึงขนาดจ้องทำร้ายหมายจะฆ่ากันให้ตายแบบนี้”
“นั่นสิคะ เทย่านึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเป็นฝีมือใคร นี่ดีนะที่อ๊อดกับกี้ขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี พวกเขาก็เลยช่วยเทย่าไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นเทย่าคงจะไม่มีชีวิตรอดมานั่งคุยกับคุณแบบนี้หรอกค่ะ”
ทรรศิกาเอ่ยก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้เป็นวันแต่งงานของเนตรนภาและปกรณ์ จึงโทรศัพท์ไปอวยพรเจ้าสาวให้มีความสุขมาก ๆ และขอโทษที่ไม่สะดวกที่จะไปร่วมงานเพราะตอนนี้นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ส่วนของขวัญจะส่งตามไปให้ทีหลัง
“ไม่ต้องห่วงนะผมจะเป็นธุระจัดการเรื่องของขวัญวันแต่งงานให้เพื่อนคุณเอง” อติรุจเอ่ยขึ้นหลังจากหญิงสาววางสายโทรศัพท์
“ขอบคุณค่ะ”
เย็นวันนั้นหมอและพยาบาลที่สนิทกับอติรุจได้เดินทางมาเยี่ยมทรรศิกา พวกเขาเหลือบไปเห็นป้ายชื่อและนามสกุลของคนเจ็บที่หน้าห้องพัก ทุกคนต่างก็อุทานออกมาพร้อมกัน
“ทรรศิกา ธีร์วรารัศมิ์”
“นี่มันนามสกุลหมอรุจไม่ใช่หรือคะ” สุรีย์ซึ่งเป็นพยาบาลสาวคนสนิทเอ่ยขึ้น
“นั่นสิ ทำไมคุณเทย่าถึงใช้นามสกุลนี้”
อิทธิพลเองก็แปลกใจไม่น้อยอยู่เหมือนกัน เห็นทีคงต้องสอบถามจากอติรุจว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง เหตุใดทรรศิกาถึงได้ใช้นามสกุลเดียวกับเขา จะว่าทางโรงพยาบาลเขียนผิดพลาดก็ไม่น่าจะใช่ ในขณะที่ทุกคนกำลังทักทายถามไถ่อาการของหญิงสาว อิทธิพลก็ดึงตัวอติรุจเลี่ยงมาพูดคุยตามลำพัง
“มีอะไรทำไมต้องลากมาคุยตรงนี้”
“ทำไมคุณเทย่าถึงใช้นามสกุลของนาย” เขาถามเข้าประเด็นที่อยากรู้
“แปลกตรงไหนที่ภรรยาจะใช้นามสกุลของสามี”
“นายกำลังจะบอกว่านายกับคุณเทย่า...” อิทธิพลพูดละไว้ในฐานที่เข้าใจ
“ฉันจดทะเบียนสมรสกับเทย่ามาก่อนหน้านี้ และตอนนี้เราก็อยู่ด้วยกัน”
“คุณดาวก็ทราบเรื่องนี้ด้วยใช่ไหม”
“ใช่”
“มิน่าล่ะตอนที่คุณเทย่าไม่สบาย คุณดาวถึงได้พูดบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ฉันไปส่ง ที่แท้เธอยังไม่อยากให้ฉันรู้เรื่องนี้นี่เอง”
“ที่จริงเราก็ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไร เพราะสุดท้ายทุกคนก็ต้องรู้เรื่องนี้อยู่ดี เพียงแต่อยากให้รู้ในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น”
“แล้วพ่อกับแม่นายรู้เรื่องนี้หรือยัง”
“รู้สิ...พ่อกับแม่มาดูอาการของเทย่าทุกเช้า”
“พวกท่านไม่ว่าอะไรนายเลยหรือที่นายแอบจูงมือคุณเทย่าไปจดทะเบียนสมรส”
“ก็ตำหนินิดหน่อยว่าทำอะไรไม่ปรึกษาผู้ใหญ่ แต่ฉันบอกไปว่าฉันโตพอที่จะตัดสินใจเองได้แล้วว่าจะเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองยังไง”
“แล้วนายจะจัดพิธีแต่งงานกับคุณเทย่าเมื่อไร”
“เทย่าขอเวลาอีกสักพัก รอให้เขาเคลียร์ปัญหาต่าง ๆ กับคุณย่าให้ได้ซะก่อน แล้วพวกผู้ใหญ่ก็คงจะได้พูดคุยกันถึงเรื่องนี้ อันที่จริงผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายของเราก็รู้จักและสนิทสนมกันดีอยู่แล้ว”
“ฉันอยากรู้จังว่าคุณเทย่าเคยใช้นามสกุลอะไรก่อนที่จะมาจดทะเบียนสมรสกับนาย”
“จะอยากรู้ไปทำไม”
อิทธิพลไหวไหล่ “ก็แค่อยากรู้ เพราะฉันรู้สึกคุ้นหน้าคุณเทย่า แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้น”
“ทรรศิกา เขมะสิริกุล” อติรุจไขข้อข้องใจให้เพื่อน
“หลานสาวของคุณหญิงทิพย์มณี ทายาทเพียงหนึ่งเดียวของสตาร์ไดมอนด์!”
“นายเข้าใจถูกต้อง”
“มิน่าฉันถึงรู้สึกคุ้นหน้าเธอ ยินดีด้วยนะรุจ นายโชคดีที่มีเมียสวยราวกับนางฟ้า น่าอิจฉานายจริง ๆ”
“ขอบใจ แต่นายจะมาอิจฉาฉันทำไม ในเมื่อนายเองก็กำลังปลูกต้นรักอยู่กับคุณดาว คืบหน้าไปถึงไหนแล้วล่ะ”
“เราสองคนกำลังศึกษาดูใจกันอยู่ แต่นายไม่ต้องห่วงฉันไม่มีทางปล่อยมือจากคุณดาวแน่”
“รักจริงหวังแต่งแน่แล้วใช่ไหม”
“แน่อยู่แล้ว” จากนั้นทั้งคู่ก็เดินเข้าไปสมทบกับทุกคน
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







