LOGINในเวลานั้นเองพยาบาลได้เข้ามาแจ้งให้นายแพทย์อติรุจทราบว่า ท่านผู้อำนวยการให้มาเชิญเขาไปพบที่ห้องทำงาน
“ผมจะไปเดี๋ยวนี้ ฉันฝากนายดูแลคุณดาวด้วยนะอิท” ประโยคสุดท้ายเขาหันมาพูดกับเพื่อน
“ไม่ต้องห่วงฉันจะดูแลคุณดาวเอง”
“ผมขอตัวก่อนนะครับคุณดาว”
หญิงสาวพยักหน้าแทนคำตอบ จากนั้นอติรุจก็เดินตรงไปที่ห้องทำงานของบิดา เมื่อเปิดประตูเข้าไปเขาก็พบว่ามารดานั่งอยู่ภายในห้องนั้นด้วย
“ผมขอโทษนะครับพ่อที่ทำอะไรลงไปโดยพลการ”
“พ่อกับแม่ไม่ได้เรียกรุจมาเพื่อที่จะตำหนิเรื่องนี้ แต่เรียกมาถามว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง ทำไมเทย่าถึงได้ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงนี้” อติเทพเอ่ยถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
“ผมเองก็ยังไม่ทราบสาเหตุเหมือนกันครับ ตอนที่ผมกลับมาถึงบ้านผมก็ไม่พบเทย่า และไม่ทราบว่าเธอไปไหน มาทราบเรื่องอีกทีก็ตอนที่ผมโทร.เข้ามือถือของเทย่า”
สีหน้าของอติรุจแสดงถึงความเหน็ดเหนื่อย แววตาของเขาหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ต้องกังวลนะ แม่เชื่อว่าเทย่าจะต้องปลอดภัย”
“ตอนที่หัวใจของเทย่าหยุดเต้น หัวใจผมแทบสลาย ผมกลัวมากเลยครับแม่ กลัวว่าผมจะเสียเธอไป วินาทีนั้นผมรู้ทันทีว่าเธอมีค่าและมีความหมายต่อผมมากแค่ไหน”
รจนาลุกขึ้นไปนั่งลงข้างตัวบุตรชายก่อนจะดึงตัวเขาเข้ามากอด เธอลูบหลังและไหล่ของเขาแทนคำพูดปลอบโยน
“ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดว่าผมจะมีหัวใจ และไม่อยากมอบหัวใจของผมให้ใคร นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้มอบหัวใจของผมให้ใครบางคน ผมรักเธอครับแม่”
“พ่อกับแม่ก็รักเทย่าไม่ต่างไปจากที่รุจรัก เราจะไม่ยอมสูญเสียเทย่าไปเด็ดขาด” มารดาบอกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“รุจไปพักสักหน่อยดีไหม สีหน้าของลูกดูแย่มากเลย” อติเทพเอ่ยเมื่อเห็นสีหน้าที่แสดงถึงความเหน็ดเหนื่อยและทุกข์ใจของบุตรชาย
“ผมไม่เป็นไรครับพ่อ ขอตัวไปดูอาการของเทย่าก่อนนะครับ”
“ไปเถอะลูก” รจนากล่าวด้วยรอยยิ้ม
ขณะที่อติรุจกำลังจะเดินเข้าไปในห้องไอซียู เขาเดินสวนกับหญิงสูงวัยที่แต่งตัวภูมิฐานท่านหนึ่ง เขาฉุกใจคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ทำให้เขารีบหันไปเอ่ยถามเธอ
“คุณหญิงมาเยี่ยมอาการของเทย่าใช่ไหมครับ”
คุณหญิงทิพย์มณีหันกลับไปมองหน้าเขา “ใช่จ้ะ”
“กำลังจะกลับแล้วหรือครับ”
ผู้สูงวัยพยักหน้าแทนคำตอบ นัยน์ตาของเธอแดงช้ำเหมือนเพิ่งจะผ่านการร้องไห้มา
“รอให้เทย่ารู้สึกตัวก่อนแล้วค่อยกลับได้ไหมครับ เทย่าคิดถึงคุณย่ามากเลยนะครับ”
“ขอฝากเทย่าไว้กับคุณหมอด้วยนะคะ รบกวนคุณหมอช่วยดูแลอาการของเทย่าแทนฉันที”
“เรื่องนั้นมันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ แต่ผมอยากจะขอร้องให้คุณหญิงอยู่ที่นี่จนกว่าเทย่าจะฟื้นได้ไหมครับ”
“คงจะไม่ได้หรอกค่ะ คุณหมออาจจะไม่เข้าใจแต่ฉันมีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้ ขอฝากเทย่าไว้ในมือของคุณหมอด้วยนะคะ” พูดจบเธอก็เดินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง
“จะมีอะไรสำคัญมากไปกว่าชีวิตของเทย่า”
แม้อติรุจจะไม่เข้าใจ แต่เขาก็เคารพการตัดสินใจของเธอ จากนั้นก็เดินเข้าไปตรวจดูอาการของทรรศิกา เขานั่งเฝ้าสังเกตอาการของเธออย่างใกล้ชิด นับดาวและอิทธิพลกลับเข้ามาดูอาการของทรรศิกาอีกครั้งก่อนกลับ
“ดาวฝากเทย่าด้วยนะคะหมอรุจ”
“ไม่ต้องห่วงนะครับคุณดาว ผมจะดูแลเทย่าเป็นอย่างดี”
“ขอบคุณค่ะ ดาวขอตัวกลับก่อนนะคะ พรุ่งนี้จะมาเยี่ยมใหม่ค่ะ”
“เชิญครับ”
“ฉันกลับก่อนนะรุจ”
อติรุจพยักหน้าให้เพื่อน “ขับรถไปส่งคุณดาวที่บ้านด้วยนะอิท”
“ถึงนายไม่บอกฉันก็ต้องทำแบบนั้นอยู่แล้ว”
หลังจากทรรศิการู้สึกตัวและมีอาการคงที่ เธอก็ถูกย้ายมาพักฟื้นต่อที่ห้องวีไอพี โดยมีอติรุจคอยอยู่ดูแลอาการอย่างใกล้ชิด เขาเล่าให้เธอฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในขณะที่เขาทำการผ่าตัดให้เธอ
“ตอนที่หัวใจของคุณหยุดเต้น หัวใจของผมแทบจะหยุดเต้นตามคุณไปด้วย” อติรุจเอ่ยพร้อมกับยกมือของทรรศิกาขึ้นจรดริมฝีปากเขา รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าเขา
ใบหน้าของทรรศิกากลายเป็นสีชมพูระเรื่อเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนั้น เธอซึมซับและสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่เขามีต่อตัวเธอ และเธอเองก็รู้สึกกับเขาไม่ต่างไปจากที่เขารู้สึกกับเธอเช่นกัน
“คุณเป็นผู้หญิงคนแรกที่ผมมอบหัวใจรักให้ รู้อะไรไหมเทย่าเหตุการณ์ในครั้งนี้มันทำให้ผมรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของตัวเองอย่างถ่องแท้ว่า คุณมีความสำคัญสำหรับผมมากแค่ไหน ขอบคุณที่ยอมกลับมาอยู่เคียงข้างผมอีกครั้ง”
“คุณจะดูแลเทย่าอย่างดีใช่ไหมคะ”
“แน่นอนที่สุด ผมมีข่าวดีจะบอก”
“ข่าวดีอะไรคะ!?”
“ตอนที่คุณยังนอนไม่ได้สติ คุณย่าของคุณเป็นห่วงคุณมาก ท่านเดินทางมาเยี่ยมคุณที่นี่หลายครั้ง เพียงแต่ไม่ได้อยู่รอให้คุณฟื้น”
“จริงหรือคะ” ทรรศิกาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ใบหน้าของเธอเปื้อนยิ้ม
“จริงสิ...ผมไม่เอาเรื่องแบบนี้มาล้อคุณเล่นหรอก เพราะผมรู้ดีว่าคุณคิดถึงคุณย่าของคุณมากแค่ไหน”
“แล้วคุณย่าพูดอะไรกับคุณบ้างคะ”
“ก็ฝากให้ผมช่วยดูแลคุณ”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







