Masuk“สมมุตินะคะสมมุติ ถ้าเทย่ามีแต่ตัว เพราะถูกตัดออกจากกองมรดกจริง ๆ กรจะยังคบหากับเทย่าอยู่อีกไหม”
ทรรศิกาสบตาปกรณ์เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของเขา คำพูดของเธอทำให้เขาถึงกับอึ้งไปพักใหญ่
‘หรือว่าเรื่องที่พวกผู้หญิงเมาท์กันจะเป็นเรื่องจริง’ ปกรณ์นึกในใจ ก่อนจะแสร้งโต้ตอบกลับไปด้วยความฉุนเฉียว
“คุณถามคำถามแบบนี้เหมือนดูถูกผมนะ ผมไม่ได้คบคุณเพราะฐานะหรอกนะเทย่า”
“กรจะคิดแบบนั้นก็ตามใจ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่เข้ามาคบหากับเทย่า ก็เข้ามาเพื่อหวังจะกอบโกยผลประโยชน์จากเทย่าแทบทั้งนั้น”
คำพูดของทรรศิกาจี้ใจดำปกรณ์อย่างแรง หรือว่าเธอจะระแคะระคายเรื่องของครอบครัวเขา ปกรณ์แสร้งทำสีหน้าผิดหวังที่เธอมองเขาในแง่ลบ
“คุณไม่เชื่อใจผม”
“ก็แล้วแต่จะคิด”
ฐานะอย่างทรรศิกาทำให้เธอไม่ค่อยจะไว้ใจใครง่าย ๆ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ที่คบ ๆ กันอยู่ก็ใส่หน้ากากเข้าหากันแทบทั้งนั้น เธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าปกรณ์จะแตกต่างจากคนพวกนั้นหรือไม่ เพราะความเครียดกับปัญหาที่แก้ไม่ตกของตัวเองทำให้ทรรศิกาดื่มหนักกว่าที่เคย แถมปกรณ์ยังขยันเติมไวน์ในแก้วเธอ เมื่อเขาเห็นว่ามันพร่องไป
น้ำเสียงและท่าทางของหญิงสาวข้างตัวที่แสดงออก เหมือนไม่แคร์ว่าเขาจะรู้สึกเช่นไรกับคำพูดของเธอ ทำให้ปกรณ์ย้อนกลับมาคิดว่าตนเองทำอะไรผิดพลาดไป ทรรศิกาจึงแสดงอาการเช่นนี้กับเขา
‘หรือเธอจะรู้ความลับของเรา ว่าเรารวยแต่เปลือกและจมไม่ลง แต่ก็ไม่น่าเป็นไปได้เพราะเรื่องนี้มีคนรู้อยู่เพียงไม่กี่คน และเราเองก็พยายามปกปิดเรื่องนี้กับทุกคนมาโดยตลอด ถ้าอย่างนั้นอะไรทำให้น้ำเสียงและท่าทางของเธอเปลี่ยนไป’ ชายหนุ่มนึกสงสัยอยู่ในใจ
ปกรณ์รู้ดีว่าทรรศิกายังไม่ค่อยไว้ใจเขามากนัก แต่ที่ผ่านมาหญิงสาวดูท่าทางเป็นมิตรกับเขามากกว่านี้ ทำไมวันนี้เธอถึงเปลี่ยนไป ชายหนุ่มเริ่มบวกลบคูณหารว่าคุ้มหรือไม่ที่จะดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ทรรศิกาเองก็พยายามนึกหาวิธีที่จะเข้าให้ถึงตัวคุณย่า เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้ คงไม่มีเวลามาคิดเรื่องอื่น ๆ
สองหนุ่มสาวต่างคนต่างก็จมอยู่กับความคิดของตนเอง ความเงียบเริ่มเข้ามาครอบงำ
ปกรณ์ยังติดใจเรื่องที่ได้ยินมาจากเนตรนภา แม้จะเป็นข่าวเมาท์แต่เขาคิดว่ามันน่าจะมีมูลความจริงอยู่บ้าง คงต้องเริ่มหาคำตอบจากประเด็นนี้ก่อนที่เขาจะลงมือดำเนินการตามแผน ปกรณ์ตัดสินใจเอ่ยถามทรรศิกาตรง ๆ
“ตกลงคุณมีปัญหาอะไรกันแน่”
ทรรศิกาหันไปสบตาชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างตัว เธอต้องการจะทดสอบอะไรบางอย่าง ทำให้พูดทีเล่นทีจริงออกไป ซึ่งมันก็เสี่ยงอยู่เหมือนกันที่ทำเช่นนี้
“เทย่ากำลังถูกคุณย่าดัดนิสัย”
“ดัดนิสัย!!” ปกรณ์ทวนคำ แววตาตระหนกตกใจปรากฏขึ้นทันที แม้จะเป็นเพียงแค่เสี้ยววินาทีแต่ทรรศิกาก็สังเกตเห็น
“ใช่ คุณย่าไม่พอใจข่าวฉาวล่าสุดของเทย่าบนหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อคราวก่อน ก็เลยสั่งระงับบัตรเครดิตและอายัดเงินในบัญชีธนาคารทั้งหมดของเทย่า รวมถึงยึดกุญแจรถสปอร์ตของเทย่าไปด้วย ทั้งยังยื่นคำขาดว่าจะให้โอกาสเทย่าสามเดือนเพื่อพิสูจน์ตัวเอง”
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน “พิสูจน์ยังไง!?”
“ก็คงต้องปรับปรุงตัวใหม่จนกว่าคุณย่าจะพอใจ ซึ่งเทย่าเองก็ยังไม่รู้ว่าคุณย่าคาดหวังอะไรในตัวเทย่าไว้บ้าง แต่ที่แน่ๆ คือต้องลด ละ เลิกข่าวฉาวทั้งหมดให้ได้ซะก่อน สรุปก็คือต้องพิสูจน์ให้คุณย่าเห็นว่าเทย่าสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีคุณย่าคอยหนุนหลังเหมือนที่ผ่านมา ได้ยินแบบนี้แล้วกรยังอยากจะคบหากับเทย่าอยู่อีกไหม”
ปกรณ์มิได้ตอบคำถามนั้นแต่เลือกที่จะย้อนถามกลับไป เพราะคำตอบของเธอมันมีผลต่อการตัดสินใจของเขา
“จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณทำไม่ได้ตามที่ท่านต้องการ”
ทรรศิกายักไหล่ก่อนที่จะตอบ “ไม่รู้สิ เทย่าอาจจะถูกตัดออกจากกองมรดกจริง ๆ ก็ได้”
“ท่านอาจจะพูดเพื่อขู่ให้คุณกลัว คงจะไม่ได้ตั้งใจทำอย่างนั้นจริง ๆ หรอก”
“แต่ความรู้สึกของเทย่ามันบอกว่าครั้งนี้คุณย่าเอาจริง ไม่ใช่เพียงแค่คำขู่”
“แล้วคุณจะทำยังไงต่อไป” ปกรณ์เอ่ยถาม
“กรว่าเทย่าควรทำยังไงดีล่ะ”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







