Masukทรรศิกามองเห็นแววตาวูบไหวที่แสดงถึงความผิดหวังกับสิ่งที่ได้ยินจากปากของเธอ จากนั้นเธอก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาราวกับว่าขบขันอะไรบางอย่าง
“นี่กรเชื่อเรื่องขำ ๆ ที่เทย่าเล่าให้ฟังด้วยหรือ ทำไมถึงเชื่อคนง่ายแบบนี้”
ปกรณ์ทำหน้าเหวอไป ตกลงมันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหกกันแน่ เขาตามความคิดของเธอไม่ทันจริงๆ แต่ก็แสร้งหัวเราะราวกับขบขันกับสิ่งที่ได้ยิน
“ผมนึกอยู่แล้วว่ามันจะต้องเป็นเรื่องล้อกันเล่น”
ทรรศิกาไหวไหล่และไม่ตอบคำถามนั้น เธอเลือกที่จะให้เขาคิดเอาเองว่าสิ่งที่เธอพูดมานั้นมันเป็นเรื่องจริง หรือเธอโกหกได้เสมือนจริง
“เรามาดื่มกันดีกว่า หมดแก้วเลยนะเทย่า”
ปกรณ์ชนแก้วไวน์ในมือตนเองกับแก้วไวน์ของทรรศิกา ก่อนจะยกขึ้นดื่มจนหมดแก้ว เธอเองก็เช่นกัน ทั้งคู่เพลิดเพลินกับการดื่มไวน์ในบรรยากาศสบาย ๆ ทำให้การมอมเมาทรรศิกาเพื่อให้เธอตกเป็นของเขาก็เป็นไปตามแผน เมื่อไวน์ที่ดื่มเข้าไปออกฤทธิ์ ทรรศิกาเริ่มมีอาการมึนเมาให้เห็น
“นี่ก็ดึกมากแล้วเทย่ากลับก่อนดีกว่า ขอบคุณนะกรสำหรับอาหารและไวน์ชั้นเลิศ”
ความมึนเมาทำให้เธอเดินเซไปชนโซฟา ที่ตั้งโดดเด่นอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เธอยืนมากนัก ปกรณ์ได้ทีแสดงความห่วงใยโดยการประคองเธอเอาไว้ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ผมว่าคุณพักสักครู่ก่อนดีไหม ไว้หายมึนแล้วค่อยกลับ”
ชายหนุ่มประคองหญิงสาวเข้าไปในห้องนอน เขาพาเธอไปที่เตียงกว้างที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางห้อง และประคองเธอลงนอนบนเตียงโดยมีร่างของเขาทาบทับตามลงมาด้วย ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารินรดเรียวปากเธอ ศีรษะของเขาโน้มต่ำลง ริมฝีปากเคลื่อนลงมาจนเกือบจะทาบทับริมฝีปากเธอ แม้ทรรศิกาจะดื่มหนักแต่ก็ยังมีสติพอที่จะรับรู้ว่าอีกฝ่ายคิดที่จะทำอะไร
ทรรศิการีบเบือนหน้าหนี พร้อมกับออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด เพื่อให้เขาหยุดการกระทำที่อุกอาจ
“ปล่อยเทย่าเดี๋ยวนี้นะกร”
หญิงสาวยกมือขึ้นมากั้นยันตัวเขาเอาไว้ และพยายามผลักไสเขาออกไปแต่ก็ไร้ผล แรงของเธอในขณะที่กำลังมึนเมาหรือจะสู้แรงผู้ชายอกสามศอกได้
ปกรณ์พรมจูบไปทั่วใบหน้าเธออย่างย่ามใจ ทรรศิกาพยายามดิ้นรนขัดขืน ทั้งทุบตี หยิก ข่วน และผลักไสเขาเท่าที่แรงของเธอจะทำได้ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่สะดุ้งสะเทือน และยังคงจุมพิตเธออย่างต่อเนื่องโดยไม่สนใจอาการขัดขืนนั้น มือก็ทึ้งชายเสื้อออกจากขอบกระโปรง พอมันเป็นอิสระก็สอดมือเข้าไปใต้เสื้อเพื่อสัมผัสเนินเนื้อด้านใน ทรรศิกาพยายามปัดป้องเพื่อยุติการกระทำจาบจ้วงของเขา
แต่ก่อนที่เหตุการณ์จะเลยเถิด เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น ตอนแรกปกรณ์ไม่สนใจที่จะรับสาย แต่เสียงโทรศัพท์ก็ยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
‘ใครโทร.มาขัดจังหวะตอนนี้วะ กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม’ เขานึกด่าในใจก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
เมื่อเห็นว่ามารดาเป็นคนโทร.เข้ามา จึงผละจากร่างบางชั่วคราวเพื่อเลี่ยงไปรับสาย เขาชะล่าใจด้วยคิดว่าทรรศิกามึนเมามากเกินกว่าจะหนีไปไหนได้
“ว่าไงครับแม่”
“เป็นไงบ้างกร จัดการเรียบร้อยหรือยัง”
“ยังเลยครับ”
“ทำไมชักช้านักล่ะ รีบจัดการให้มันเสร็จสิ้นไป”
“ผมก็กำลังจะลงมือแต่แม่โทรมาขัดจังหวะซะก่อน”
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปจัดการซะ อย่าให้พลาดล่ะ โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยนักหรอก”
“แม่แน่ใจหรือครับว่าจะให้ผมทำตามแผน”
“แน่ใจสิ!”
แต่เมื่อปรียาพรจับน้ำเสียงลังเลของบุตรชายได้ทำให้ต้องเอ่ยถาม “ทำไม...มีปัญหาอะไรหรือเปล่ากร”
ปกรณ์เล่าเรื่องที่เขาได้ยินมาจากกลุ่มเพื่อนของทรรศิกา พวกนั้นเมาท์กันว่าตอนนี้ทรรศิกากำลังจะกลายเป็นนางฟ้าตกสวรรค์ และมีสิทธิ์ที่จะโดนตัดออกจากกองมรดกหมื่นล้าน เพราะคุณหญิงเอือมระอากับพฤติกรรมและข่าวฉาวของหลานสาวเต็มที รวมถึงบทสนทนาที่เขาคุยกับเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้มารดาฟัง
“อย่าโง่ไปหน่อยเลยกร คุณหญิงมีหลานอยู่เพียงคนเดียว และใคร ๆ ก็รู้ว่าคุณหญิงรักหลานสาวคนนี้มากแค่ไหน ไม่มีทางที่คุณหญิงจะตัดขาดจากทรรศิกาได้หรอก เลิกลังเลและก็รีบไปดำเนินการตามแผนให้สำเร็จ เราจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลเกี่ยวกับปัญหาเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อีก เข้าใจไหมกร”
“ครับแม่”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







