Masukคืนนั้นทรรศิกานอนไม่หลับอาจเป็นเพราะแปลกที่ และกังวลกับปัญหาที่จะต้องรีบสะสาง ทำให้หญิงสาวตัดสินใจลงมาเดินรับลมที่บริเวณสระว่ายน้ำ เป็นเวลาเดียวกับที่อติรุจกำลังจะลงมาว่ายน้ำ เขาเห็นเธอเดินวนไปเวียนมาพร้อมกับถอนหายใจอยู่หลายครั้ง ราวกับยังคิดไม่ตกว่าจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร
“จะเดินถอนหายใจอย่างนี้อีกนานไหม” อติรุจเอ่ยถามแต่ดูเหมือนทรรศิกาจะไม่ได้ยิน เพราะมัวแต่จมอยู่กับความคิดของตัวเอง
“เทย่า” ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเล่นของเธอได้คล่องจนติดปาก ทั้งที่เพิ่งจะพบกันเพียงไม่กี่ครั้ง
ทรรศิกาสะดุ้งก่อนจะหันไปตามเสียงเรียก “คุณเรียกฉันหรือ”
“อืม!”
“มีอะไรจะพูดกับฉัน...หรือว่าเป็นเรื่องนั้น” เธอเอ่ยถามเขาด้วยใจจดจ่อ
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ช่วยอะไรผมสักอย่างได้ไหม”
“คุณจะให้ฉันช่วยอะไร”
“ช่วยไปหยิบเอกสารสองฉบับที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานพร้อมกับปากกามาให้ผมหน่อย”
หญิงสาวเดินไปทำตามที่เขาต้องการ เธอเข้าไปหยิบเอกสารที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา ฉับพลันสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นข้อความที่ระบุอยู่ในกระดาษแผ่นนั้น มันเป็นสัญญาที่เขียนว่าเขายอมจ่ายเงินล่วงหน้าให้เธอเป็นจำนวนเงินสองแสนบาทตามที่เธอต้องการ โดยเธอยินยอมให้เขาหักเงินเดือนเธอเดือนละหนึ่งหมื่นบาท เพื่อเป็นค่าชำระหนี้ก้อนนี้ไปจนกว่าจะครบ
ทรรศิกายิ้มหน้าบาน ที่สุดท้ายปัญหาหนักอกของเธอก็ถูกขจัดออกไปได้ทันเวลา เธอกระโดดโลดเต้นอยู่เพียงลำพังภายในห้องนั้น ก่อนจะถือเอกสารและปากกาติดมือไป และวิ่งตรงไปหาเขาที่บริเวณสระว่ายน้ำ เธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมกับหอบหายใจเนื่องจากความเหนื่อย
“ทำไมจะต้องวิ่งด้วย”
“ฉันไม่อยากให้คุณต้องรอนาน”
“ไม่อยากให้ผมรอนานหรืออยากให้ผมเซ็นเอกสารไว ๆ กันแน่”
“ก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ นี่ค่ะเอกสารที่คุณต้องการ”
“อ่านแล้วใช่ไหม”
ทรรศิการพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มที่สดใส นัยน์ตาเธอทอประกายแวววาว
“ขอบคุณนะคะที่คุณยอมทำตามคำขอของฉัน”
“ไม่ต้องทำท่าซาบซึ้งใจขนาดนั้นหรอก เพราะผมไม่ได้ให้คุณฟรี ๆ แต่คุณต้องทำงานแลกเงิน”
“ฉันรู้ค่ะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณคุณอยู่ดี ที่ยอมช่วยเหลือฉันในครั้งนี้”
อติรุจเซ็นชื่อลงไปในสัญญาทั้งสองฉบับก่อนจะยื่นส่งให้เธอ
ทรรศิการับเอกสารและปากกาจากมือเขา เพื่อมาเซ็นชื่อของตัวเองลงไปในเอกสารทั้งสองฉบับนั้น ก่อนจะยื่นส่งให้เขาเก็บเป็นหลักฐานหนึ่งฉบับ ส่วนอีกฉบับหนึ่งเป็นของเธอ
“พรุ่งนี้ผมจะนำเงินสองแสนมาให้ตามที่คุณต้องการ ไม่ช้าไปใช่ไหม”
“ต้องบอกว่าทันเวลาพอดี เฮ้อ! โล่งอกได้ซะที ในที่สุดก็หาเงินมาคืนดาวได้แล้ว”
ทรรศิกาแสดงความดีใจจนออกนอกหน้า รอยยิ้มของเธอสดใส ก่อนจะตามมาด้วยการเอ่ยถาม
“ทำไมคุณถึงยอมช่วยฉัน ฉันคิดว่าคุณจะปฏิเสธคำขอของฉันซะอีก”
“หรือคุณอยากให้ผมปฏิเสธ”
“เปล่าซะหน่อย แต่ฉันสงสัยก็เลยถาม”
“ผมก็แค่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่าที่ผมพอจะทำได้ และก็ได้แต่หวังว่าคุณจะทำงานให้คุ้มกับค่าเงินที่ผมต้องจ่ายไป”
“รับรองได้เลยว่าฉันทำงานคุ้มค่าเงินของคุณแน่”
“แม้จะไม่กล้าคาดหวังแต่ก็ขอให้มันเป็นเช่นนั้น”
“ฉันขอตัวไปโทรศัพท์บอกเพื่อนก่อนนะคะ” หญิงสาวเอ่ย
“เชิญ”
ทรรศิการีบเดินตรงกลับไปที่ห้องของตนเอง เพื่อที่จะโทร.ไปบอกข่าวดีนี้แก่นับดาว
ก่อนที่จะโทร.หานับดาว ทรรศิกาพบว่าเพื่อนได้พยายามโทร.หาเธอถึงแปดครั้งแต่เธอไม่ได้รับสาย จึงรีบโทร.กลับไป และก็ได้ยินเสียงของนับดาววีนใส่เธอทันทีที่รับสาย
“เกิดอะไรขึ้นเทย่า ดาวพยายามโทร.หาตั้งหลายครั้ง แต่เทย่าก็ไม่ยอมรับสาย”
ทรรศิกาไม่ได้รู้สึกโกรธเพราะรู้ดีว่าเพื่อนพูดเพราะความเป็นห่วง นอกจากจะไม่โกรธแล้วยังมีอารมณ์พูดจาหยอกล้อนับดาวด้วยซ้ำ
“โอ๊ะโอ! เพิ่งจะรู้นะว่าผู้หญิงที่ใจเย็นอย่างนับดาวก็วีนเป็นกับเขาเหมือนกัน”
“ยังจะมาล้อเล่นอีก ทำไมเทย่าถึงไม่รับโทรศัพท์ของดาว”
“เทย่าไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ก็เลยไม่ได้รับสาย ว่าแต่ดาวมีเรื่องสำคัญเร่งด่วนอะไรถึงได้กระหน่ำโทร.หาเทย่า”
“ดาวเป็นห่วงเทย่าเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย”
หลานสาวคุณหญิงทิพย์มณีหัวเราะขบขัน เมื่อรู้ว่าเพื่อนเป็นห่วงเธอเรื่องอะไร
“ถ้าเป็นเรื่องนั้นละก็ไม่ต้องกังวล เขายังไม่ได้ปล้ำเทย่าแค่ขู่ให้กลัวเท่านั้น ถ้าเขาทำแบบนั้นเมื่อไรเทย่าจะบอกดาว”
“ยังจะพูดเล่นอีก มีใครเขาเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นกันบ้าง”
“เขาไม่ทำอะไรเทย่าหรอก ก็เขาบอกเองว่าเขาไม่เคยพิศวาสอะไรในตัวเทย่า”
“ไปไว้ใจเขาได้ยังไง ขึ้นชื่อว่าผู้ชายก็ไว้ใจไม่ได้ทั้งนั้น”
“แต่เขาดูเป็นคนดี ให้เครดิตเขาหน่อยละกัน”
“ถึงยังไงก็ต้องระวังตัว”
“เอาเป็นว่าถ้าเขาปล้ำเทย่าเมื่อไร เทย่าจะอิดออดเล่นตัวนิดหน่อยแล้วค่อยยอมเขาดีไหม”
“ทรรศิกา!” นับดาวเรียกเสียงเข้ม
“แค่ล้อเล่นขำ ๆ”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







