Masuk“ไฟไหม้! แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไง”
“ฝีมือของเทย่าเอง แต่เทย่าไม่ได้ตั้งใจนะมันเป็นอุบัติเหตุ จริง ๆ นะดาว”
“แล้วเทย่าไปทำอีท่าไหนไฟถึงได้ไหม้บ้านเขา”
“เทย่าก็แค่เข้าครัวทำอาหารตามที่เขาสั่ง แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไฟมันลุกไหม้ได้ยังไง”
“เข้าครัวทำอาหาร!” นับดาวอุทานเสียงสูง “เทย่าไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อนเลยนะ”
“มันก็จริง...แต่จะให้เทย่าทำยังไงในเมื่อมันเป็นคำสั่งของเขา”
“หมอรุจรู้เรื่องนี้หรือยัง”
“รู้แล้วเทย่าเป็นคนโทร.ไปบอกเขาเอง”
“แล้วเทย่าบาดเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า” นับดาวถามด้วยความห่วงใย
ทรรศิการีบเอามือข้างที่ได้รับบาดเจ็บไปซ่อนไว้ด้านหลัง แถมยังพูดโกหกเพราะไม่ต้องการให้เพื่อนเป็นห่วง
“เทย่าไม่เป็นอะไรมากหรอกแค่ตกใจนิดหน่อยเท่านั้น”
“เราตามเข้าไปดูเหตุการณ์ข้างในกันเถอะ ไม่รู้ว่าหมอรุจจัดการไปถึงไหนแล้ว”
นับดาวเอ่ยชวนทรรศิกาเดินไปสมทบกับนายแพทย์หนุ่มซึ่งเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ พวกเธอไปทันที่จะได้ยินบทสนทนาของเพื่อนบ้านที่กำลังพูดคุยกับชายหนุ่ม
“แฟนของหมอทำเอาพวกเราตกอกตกใจกันไปหมด”
“นั่นสิคะ...จู่ ๆ ก็เกิดไฟไหม้บ้านแตกตื่นกันไปทั่วทั้งซอย”
“เธอเป็นน้องครับ”
“อ้าว! เป็นน้องหรอกหรือ พวกเราก็นึกว่าเธอเป็นแฟนของหมอซะอีก”
“ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ทำให้ตกอกตกใจกับอุบัติเหตุในครั้งนี้”
“ไม่เป็นไร นี่ดีนะที่ควบคุมเพลิงได้ไว ไม่ทันได้ลุกลามไปบ้านอื่น มิฉะนั้นคงได้เดือดร้อนกันมากกว่านี้แน่”
“ไม่มีเรื่องอะไรแล้วพวกเราก็แยกย้ายกันดีกว่า บ้านใครบ้านมัน”
หลังจากอติรุจเคลียร์เรื่องทุกอย่างแล้ว พวกไทยมุงทั้งหลายต่างก็สลายตัวไปด้วยความรวดเร็ว
“หน้าฉันไปเหมือนหน้าน้องของคุณตั้งแต่เมื่อไร” ทรรศิกาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ผมเป็นลูกคนเดียว...ไม่มีพี่น้องที่ไหนที่หน้าเหมือนคุณ”
“แล้วคุณไปโกหกพวกเขาทำไมว่าฉันเป็นน้อง”
“หรือคุณจะให้ผมบอกพวกเขาว่าคุณเป็นเมียผม” อติรุจพูดสวนกลับไปทันที
“คุณนี่มันบ้าชัด ๆ”
“ไอ้ที่มายืนโวยวายกับผมแบบนี้ เพราะผมไม่ได้ประกาศให้พวกเขารู้ใช่ไหมว่าคุณเป็นเมียผม ถ้าคุณต้องการแบบนั้นจริงผมจะจัดให้”
คำพูดของเขาทำเอาเธออึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพ่นคำด่าตามมาเป็นชุด
“ไอ้หมอบ้า หมอปากเสีย ไอ้โรคจิต ชอบทำร้ายจิตใจคนอื่น”
“เทย่า” นับดาวเรียกชื่อเพื่อนเพื่อเตือนสติ “ทำไมพูดกับคุณหมอเขาแบบนั้น”
“ก็เขาพูดไม่ดีกับเทย่าก่อนหรือว่าดาวไม่ได้ยิน”
นับดาวปรามเพื่อนด้วยสายตา จากนั้นก็หันไปขอโทษคุณหมอหนุ่ม
“ดาวขอโทษแทนเทย่าด้วยนะคะ หวังว่าคุณหมอคงจะไม่ถือสาหาความ”
แม้จะสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร แต่ก็พอเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพื่อนที่แม่ตัวยุ่งเคยเอ่ยถึง ทำให้เขาตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม
“ผมไม่ถือสาคนที่มีปัญหาทางจิตหรอกครับ”
“ว่าใครไม่ทราบ...นายต่างหากที่เป็นพวกโรคจิต” ทรรศิกาโวยวายสวนกลับไปทันที เธอไม่ยอมให้เขาพูดโจมตีเธออยู่ฝ่ายเดียว
นายแพทย์หนุ่มแสดงสีหน้าอิดหนาระอาใจกับการแสดงออกของทรรศิกา ก่อนจะออกคำสั่งให้เธอเดินตามเขาเข้าไปในบ้าน
“เข้าไปข้างในเรามีเรื่องที่จะต้องสะสางกัน”
อติรุจเดินนำสองสาวเข้าไปในบ้าน เพื่อไปสำรวจจุดที่ได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้พร้อมกัน
โดยไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังแอบดูพวกเขาอยู่
“ไปได้ละนายสน” คุณหญิงทิพย์มณีออกคำสั่งกับคนขับรถ พร้อมกดกระจกหน้าต่างรถขึ้น
“ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้แล้วจะไหวหรือคะคุณหญิง ทำงานวันแรกคุณเทย่าก็เกือบจะทำไฟไหม้บ้านเขาซะละ เล่นเอาแตกตื่นกันไปทั่วซอย” สร้อยเอ่ยกับเจ้านายด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ
“ก็ต้องรอดูกันต่อไป แต่อย่างน้อยคุณหนูเทย่าของสร้อยก็ยังคิดได้ว่าจะต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง”
“น่าสงสารคุณเทย่านะคะ”
“ท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจนะสร้อย ถ้าเรายอมใจอ่อนซะตั้งแต่ตอนนี้เทย่าจะต้องเสียคนในไม่ช้า”
“ค่ะคุณหญิง”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







