Masukเมื่ออติรุจและสองสาวเดินเข้ามาในครัวตรงจุดที่ถูกไฟไหม้จนพังเสียหายไปบางส่วน
“นี่ฝีมือใคร” หมอหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ฉันแค่เตรียมทำอาหารเย็นตามคำสั่งของคุณ ใครจะคิดล่ะว่าผลมันจะออกมาเป็นแบบนี้”
“คุณจะทำอาหารหรือเผาบ้านผมกันแน่”
“ก็บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นอุบัติเหตุ...อุบัติเหตุน่ะเข้าใจไหม”
“ถึงจะเป็นอุบัติเหตุแต่คุณก็หนีความรับผิดชอบไปไม่พ้น ผมจะคิดค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากคุณ”
“จอมงก! ลงบัญชีไว้แล้วกัน ฉันจะทำงานใช้หนี้คุณเอง รับรองว่าจะคืนให้คุณจนครบทุกบาททุกสตางค์”
“จำคำพูดของตัวเองไว้ให้ดีด้วยล่ะ”
จากนั้นก็เดินกลับไปที่โซฟา โดยมีทรรศิกาและนับดาวเดินตามไปติดๆ
“ฉันยังไม่ได้แนะนำให้คุณรู้จักเลย นี่นับดาวเพื่อนสนิทของฉัน ดาวนี่หมอรุจนายจ้างสุดโหดของเทย่าเอง” ประโยคสุดท้ายเธอหันไปพูดกับนับดาว
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณนับดาว” อติรุจหันไปพูดกับนับดาวด้วยความสุภาพอ่อนโยน
“เช่นกันค่ะคุณหมอ เรียกดาวก็ได้ค่ะง่ายดี”
“ทีกับคนอื่นล่ะพูดจาดี สีหน้ายิ้มแย้ม พูดกับเราทีไรตีหน้ายักษ์ใส่ทุกที” ทรรศิกาแอบบ่นพึมพำเบาๆ
“นินทาอะไร! ผมได้ยินนะ”
“ใครว่าฉันนินทาคุณ ฉันชื่นชมคุณต่างหาก ว่าแต่คุณนำเงินสองแสนมาให้ฉันด้วยหรือเปล่า” ประโยคสุดท้ายทรรศิกาเปลี่ยนหัวข้อในการสนทนา ด้วยการเอ่ยถามตรง ๆ ตามประสาคนใจร้อน
“รอสักครู่”
อติรุจเดินกลับไปที่รถเพื่อไปหยิบซองเงินที่เขาเตรียมไว้มายื่นส่งให้ทรรศิกา
“นี่เงินสองแสนที่คุณต้องการ นับดูสิ”
“ไม่จำเป็น ถือซะว่าฉันเชื่อใจคุณ หมออย่างคุณคงไม่คิดที่จะโกงผู้หญิงหรอกใช่ไหม”
ทรรศิกายื่นมือออกไปรับซองเงินดังกล่าวก่อนจะส่งต่อให้เพื่อน นับดาวรับมาถือไว้แบบงง ๆ จังหวะนั้นเองที่อติรุจสังเกตเห็นบาดแผลที่ข้อมือของแม่จอมยุ่ง
“ข้อมือคุณไปโดนอะไรมา”
“ไม่มีอะไร”
“ส่งมือมานี่”
แทนที่จะทำตามคำสั่งของเขาแต่เธอกลับซ่อนมือข้างที่ได้รับบาดเจ็บไว้ข้างหลัง
“ฉันบอกว่าไม่เป็นไรไง อย่าเรื่องมากได้ไหม”
“อย่าทำเป็นล้อเล่นไป ถ้าแผลติดเชื้อขึ้นมาคุณจะลำบาก”
ถ้านั่นเป็นคำขู่ของเขาก็ถือว่ามันได้ผล เพราะมันทำให้ทรรศิกาจำใจต้องยื่นมือข้างที่ได้รับบาดเจ็บไปตรงหน้า หมอหนุ่มดึงข้อมือเธอมาพิจารณาบาดแผล
“นับว่าโชคดีที่ไม่เป็นอะไรมากไปกว่านี้ เดี๋ยวผมจะทำแผลให้คุณเอง”
อติรุจเดินไปหยิบอุปกรณ์ทำแผลมาทำแผลให้แม่ตัวยุ่ง
“เทย่าได้รับบาดเจ็บด้วยหรือ แล้วทำไมถึงบอกดาวว่าไม่เป็นอะไร”
“ก็เทย่าไม่อยากให้ดาวเป็นห่วง อีกอย่างแผลแค่นี้ไกลหัวใจ”
“แต่ถ้าขืนปล่อยทิ้งไว้ก็อาจตายได้ เพราะติดเชื้อในกระแสเลือด”
“โอ๊ย! ทำเบา ๆ หน่อยสิ มันเจ็บนะ”
“แค่นี้ทำเป็นใจเสาะไปได้”
“ก็มันเจ็บจริง ๆ นี่” ทรรศิกาโวยวายเสียงดัง
อติรุจล้างแผล ใส่ยา และพันข้อมือขวาของหญิงสาวเจ้าปัญหาไว้ด้วยผ้าพันแผล ก่อนจะสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง
“เสร็จแล้ว แค่นี้ก็ต้องร้องโวยวาย ไม่มีความอดทนเอาซะเลย”
“หมออะไรมือหนักชะมัด” เธอไม่วายบ่น
“ผมทำแผลให้นอกจากคุณจะไม่ขอบคุณแล้วยังจะมาว่าผมอีก”
“ขอบคุณ” ทรรศิกาขอบคุณเขาด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นอย่างเสียมิได้ จากนั้นเธอก็เปลี่ยนหัวข้อในการสนทนา
“ตกลงวันนี้คุณยังจะเปิดคลินิกอยู่อีกหรือเปล่า”
“ถ้ามีคนไข้เข้ามาผมก็ต้องรักษา สำหรับเรื่องการทำอาหาร ต่อไปนี้คุณไม่ต้องทำแล้ว เดี๋ยวผมจัดการเอง”
“คุณพูดเองนะ จะมาหาว่าฉันขัดคำสั่งหรือบกพร่องในหน้าที่ทีหลังไม่ได้นะ แต่อันที่จริงฉันทำได้”
“ขืนผมปล่อยให้คุณทำมีหวังบ้านผมได้วอดทั้งหลังแน่”
“คุณก็พูดเกินไป แล้วเย็นนี้เราจะทานอะไร ของที่ฉันเตรียมไว้มันเสียหายหมดแล้ว”
“เดี๋ยวผมจะออกไปซื้อเอง จะได้เลยไปตรวจดูอาการยายของแก้วด้วย ส่วนคุณก็รอผมอยู่ที่นี่ ถ้ามีคนไข้เข้ามาบอกให้พวกเขานั่งรอผมก่อน แล้วผมจะรีบกลับมา”
“ไม่มีปัญหา...ฉันจะจัดการทุกอย่างตามที่คุณสั่ง”
เมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพังนับดาวก็เปิดฉากการสนทนาด้วยคำถามที่ค้างคาใจ
“เทย่าช่วยอธิบายให้ดาวฟังหน่อยได้ไหมว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง ทำไมหมอรุจถึงต้องนำเงินจำนวนสองแสนมาให้เทย่า เขามีเหตุผลอะไร ทำไมถึงต้องทำแบบนั้น”
“มันเป็นข้อตกลงระหว่างเขากับเทย่า”
“เทย่าไปตกลงอะไรกับเขาไว้ตั้งแต่เมื่อไร แล้วเงื่อนไขที่ว่าคืออะไร”
“ไม่มีอะไรมากหรอกดาว เทย่าแค่ขอเบิกเงินล่วงหน้าจากเขา โดยยอมให้เขาหักเงินเดือนของเทย่าเดือนละหมื่น เรื่องมันก็มีอยู่แค่นี้ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างที่ดาวคิด”
“ไม่น่าเป็นไปได้ ใครจะบ้ายอมให้คนอื่นเบิกเงินล่วงหน้าตั้งสองแสน ทั้งที่เทย่าก็ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำงาน”
“ใครบอกว่าเขายอมให้ง่าย ๆ เทย่าต้องอธิบายเหตุผลให้เขาฟังอยู่ตั้งนาน และอย่าคิดนะว่าเขาจะเชื่อคำพูดของเทย่า เพราะเขาขอเวลาคิดดูก่อน แต่ที่จริงแล้วเขาต้องการจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่เทย่าเล่าให้เขาฟังทั้งหมดนั้นเป็นความจริงไหมต่างหาก เมื่อรู้ว่าเทย่าพูดความจริงเขาก็เลยยอมทำตามคำขอของเทย่า และเราก็ได้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ด้วย”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







