Masuk‘บ้าชะมัด! จู่ ๆ ก็พามาเดินในสลัมโดยไม่ถามความสมัครใจของเราสักนิด’ ทรรศิกานึกค่อนขอดเขาอยู่ในใจ
ทันใดนั้นเองส้นรองเท้าของเธอก็ติดอยู่ในท้องร่อง พยายามดึงขึ้นมาอย่างไรก็ดึงไม่ขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น” อติรุจหันมาเอ่ยถาม
“ส้นรองเท้าของฉันมันติดดึงยังไงก็ดึงไม่ออก”
“ให้ผมช่วยไหม”
“ไม่ต้อง” ทรรศิกาตอบพร้อมกับออกแรงดึงรองเท้าของตัวเองออกมาได้สำเร็จ แต่ทว่าการทำเช่นนั้นมันทำให้ส้นรองเท้าของเธอหัก ทำให้เธอโอดครวญออกมาราวกับมันเป็นเรื่องใหญ่ชนิดคอขาดบาดตาย
“โอแม่เจ้า! รองเท้าแบรนด์เนมคู่โปรดของฉัน”
“ผมบอกคุณแล้วว่าอย่าใส่คู่นี้มาคุณก็ไม่เชื่อ แล้วเป็นไง เห็นผลความดื้อของคุณหรือยัง”
“หยุดซ้ำเติมฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“คุณเองก็อย่าเรื่องมากและสร้างแต่ปัญหา รีบตามผมมา เราเสียเวลาไปมากแล้ว”
“แล้วฉันจะเดินยังไงในเมื่อส้นรองเท้าของฉันมันหัก”
“นั่นมันเป็นเรื่องที่คุณจะต้องแก้ไขปัญหาเอาเอง” อติรุจพูดพร้อมกับเดินนำหน้าไปโดยไม่หันมาสนใจเธออีกเลย
ทรรศิกาจำใจต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการหักส้นรองเท้าอีกข้างทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
เสียดายก็เสียดายอยู่หรอก เพราะเป็นรองเท้าคู่โปรดที่หรูหราราคาแพง แต่จะทำไงได้ในเมื่อเธอเดินไม่สะดวก ถ้าจะต้องเลือกระหว่างเดินย่ำน้ำเน่าด้วยเท้าเปล่ากับการหักส้นรองเท้าอีกข้างทิ้งไป อย่างหลังเห็นจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ทรรศิกาจึงต้องจำใจหักส้นรองเท้าอีกข้างทิ้งก่อนจะรีบเดินตามเขาไปให้ทัน อากาศที่ร้อนจัดทำให้มีเหงื่อผุดขึ้นตามขมับของเธอ แต่เธอก็มิได้สนใจเพราะมัวแต่หงุดหงิดที่ต้องเสียของรักของหวง ใบหน้าเรียวงามของทรรศิกาจึงบึ้งตึงและปราศจากรอยยิ้มเหมือนเช่นเคย
ตลอดทั้งวันเธอต้องเดินตามเขาเข้าบ้านโน้นออกบ้านนี้จนเหนื่อยล้า และอยากจะร้องกรี๊ดออกมาหลายครั้ง ด้วยเพราะไม่เคยออกมาสมบุกสมบันขนาดนี้มาก่อน ทรรศิกาได้แต่บอกกับตัวเองว่าให้อดทนไว้เพราะมันเป็นหน้าที่ แม้จะเหนื่อยล้าแต่ก็ไม่เคยปริปากบ่น เพราะไม่อยากให้เขาเอาไปพูดจาเหน็บแนมเธอได้ในภายหลัง
ในวันนั้นทรรศิกาทำทุกอย่างไปตามหน้าที่ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนไข้ของอติรุจเท่าไรนัก แถมยังมีความคิดอคติกับพวกเขาด้วยซ้ำ เพราะประเมินผู้คนเหล่านั้นจากรูปกายภายนอก กว่าทั้งคู่จะกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่ม
“เหนื่อยมาทั้งวันแล้วฉันขอตัวไปพักก่อนนะคะ” ทรรศิกาพูดพร้อมกับเดินอย่างคนหมดแรงกลับขึ้นไปบนห้อง
อติรุจมองตามจนเธอเดินลับสายตาไป ไม่น่าเชื่อว่าหญิงสาวที่ดูภายนอกเหมือนคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อจะอึดถึงเพียงนี้ แม้สีหน้าจะแสดงความเหน็ดเหนื่อยออกมาจนเห็นได้ชัด แต่เขาไม่ได้ยินเธอบ่นสักคำ นับว่ามีความอดทนมากพอควร ครั้งแรกทำได้เท่านี้ก็ถือได้ว่าน่าพึงพอใจ
เมื่อทรรศิกาเข้ามาในห้องสิ่งแรกที่เธอทำคืออาบน้ำสระผม เพื่อสลัดคราบเหงื่อไคลและความเหนื่อยล้าที่มีออกไปให้หมด ความเย็นของสายน้ำทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้น เหลือไว้แต่เพียงอาการปวดขาจากการเดินตรากตรำมาทั้งวัน
หลังจากอาบน้ำเสร็จทรรศิกาก็สวมชุดคลุมตัวยาวสีขาวเดินมานั่งที่เตียง พร้อมกับใช้ผ้าเช็ดตัวสีเดียวกันเช็ดผมที่เปียกชื้นจากการสระ ก่อนจะบีบนวดที่น่องและเท้าของตนเอง
“ปวดขาจัง...เหมือนจะเป็นตะคริวเลย” เธอบ่นพึมพำเบา ๆ โดยมิได้สังเกตว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาในยามวิกาล จนกระทั่งเธอได้ยินเสียงของเขา
“เดินนิดเดินหน่อยแค่นี้ถึงกับเดี้ยงเลยหรือคุณ”
หญิงสาวรีบหันไปมองยังทิศทางของเสียงนั้น แล้วก็พบอติรุจยืนกอดอกพิงกรอบประตูและมองมาที่เธอ
“ฉันไม่ได้ถึกเหมือนคุณนี่จะได้ไม่รู้ร้อนรู้หนาวหรือรู้สึกปวดเมื่อย”
“ผู้หญิงอะไรไม่มีความอดทนเอาซะเลย”
“อย่ามาซ้ำเติมกันได้ไหม” เธอโต้ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงติดจะวีนนิด ๆ
“ปวดขามากหรือ”
“ถามมาได้...ก็ใช่น่ะสิ...คุณเล่นพาฉันเดินมาราธอนทั้งวัน ถ้าฉันไม่รู้สึกปวดขาก็คงจะเป็นเรื่องแปลก”
“รอเดี๋ยวนะเดี๋ยวผมกลับมา” พูดจบเขาก็รีบผลุนผลันออกไปจากห้อง ทิ้งให้ทรรศิกางุนงงอยู่เพียงลำพัง
“อะไรของเขา!”
หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ในมือของเขาถือภาชนะสำหรับใส่น้ำและผ้าขนหนูผืนเล็กติดมือมาด้วย เขานั่งลงกับพื้นพร้อมกับวางอุปกรณ์ในมือลงตรงหน้าเธอ จากนั้นก็ออกคำสั่ง
“แช่เท้าของคุณลงมาในนี้ การแช่เท้าในน้ำอุ่นจะช่วยทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น”
“ทำไมฉันต้องเชื่อคุณด้วย”
“บอกให้ทำก็ทำสิ ทำไมชอบมีปัญหาอยู่เรื่อย”
ทรรศิกาตัดสินใจทำตามที่เขาบอก ทันทีที่เท้าของเธอสัมผัสน้ำอุ่นมันให้ความรู้สึกดีอย่างที่เขาพูดจริงๆ แต่เมื่ออติรุจสัมผัสเท้าของเธอทำให้ทรรศิการีบชักเท้าหนีโดยอัตโนมัติ
“คุณจะทำอะไร!”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”




![หนี้สวาทพ่อเลี้ยงทมิฬ [ Drama,Comedy 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


