Masukแต่เขาไม่ยอมให้เธอทำเช่นนั้น และรั้งข้อเท้าของเธอไว้แน่น ทำให้มีการยื้อยุดกันเกิดขึ้น
“อยู่เฉย ๆ สิ” เขาดุเธอ “ไม่เห็นเหรอว่าผมกำลังจะนวดเท้าให้คุณ”
“เห็นแต่คุณไม่ควรทำแบบนี้ เท้ามันเป็นของต่ำ เดี๋ยวฉันทำเอง”
“ไม่เป็นไรผมไม่ถือ ถึงคุณอยากทำเองก็ทำไม่ถนัดอยู่ดี แค่นั่งเฉย ๆ ก็พอเดี๋ยวผมจัดการให้”
ถึงอยากจะเถียงแต่ก็คงไม่มีประโยชน์ เถียงไปก็เท่านั้นเพราะสุดท้ายแล้วเขาก็ต้องบังคับให้เธอทำตามคำสั่งของเขาอยู่ดี เธอจึงยอมนั่งเฉย ๆ ตามที่เขาบอก และมองดูอติรุจนวดเท้าและน่องให้เธอด้วยความเชี่ยวชาญ
“ดูคุณจะชำนาญในการนวด สงสัยว่าคงจะทำให้สาว ๆ บ่อยล่ะสิ”
ทรรศิกาอดไม่ได้ที่จะพูดเหน็บแนมเขา แต่ก็ยอมรับว่าสิ่งที่เขาทำให้เธอนั้นมันทำให้เธอรู้สึกสบายขึ้นจริง ๆ อาการปวดขาคล้ายจะเป็นตะคริวหายไปเป็นปลิดทิ้ง
เท่าที่เคยสังเกตการทำงานของเขาแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ แต่ก็ทำให้เธอรู้ว่าเขาเป็นคนที่มีความสุภาพอ่อนโยน เอื้ออาทร และใส่ใจคนรอบข้างโดยเฉพาะกับคนไข้ แต่ก็มีความเด็ดขาดดูได้จากการที่เขาดุคนไข้ที่ทานยาไม่ครบตามที่เขาบอก เพียงแต่เขาไม่เคยทำสิ่งเหล่านั้นกับเธอ นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขากระทำกับเธออย่างอ่อนโยนและใส่ใจ
“ผู้หญิงที่ผมทำแบบนี้ให้บ่อย ๆ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือคุณแม่ของผม ส่วนคุณเป็นคนที่สอง แต่อย่าเข้าใจผิดคิดว่าผมพิศวาสอะไรในตัวคุณ ที่ผมทำแบบนี้ให้คุณเพราะว่าพรุ่งนี้คุณจะต้องไปเป็นผู้ช่วยนอกสถานที่ให้ผม”
คำพูดของเขาดึงทรรศิกาให้หลุดออกมาจากภวังค์ความคิดของตนเอง
“คุณไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างหรือไง วันนี้ก็พาฉันตะลอนมาทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ พรุ่งนี้แทนที่จะพักยังจะพาฉันออกไปนอกสถานที่อีก”
“มันเป็นหน้าที่ของคุณเพราะฉะนั้นห้ามบ่น” เขาพูดในขณะที่กำลังนวดเท้าให้เธออย่างตั้งใจ
“ไม่บ่นก็ได้ แต่บอกฉันหน่อยได้ไหมว่าคุณจะพาฉันไปไหน คงจะไม่ใช่ไปตรวจคนไข้ในแหล่งเสื่อมโทรมอย่างวันนี้อีกหรอกนะ”
“ผมไม่ค่อยจะได้ไปตรวจคนไข้ที่ชุมชนแออัดแห่งนั้นบ่อยนักหรอก ส่วนใหญ่จะไปที่ชุมชนแออัดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแถวนี้มากกว่า”
“อย่าบอกนะว่าพรุ่งนี้เราจะไปที่นั่น”
“เปล่าเราจะไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า”
“ไปทำอะไร!”
“ไปตรวจเช็กสุขภาพของเด็กด้อยโอกาสที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเหล่านั้น”
“ฉันไม่เข้าใจคุณทำสิ่งเหล่านี้ไปทำไม ทำแล้วได้อะไร”
“ก็ได้ความสุขใจที่เงินหาซื้อไม่ได้ เมื่อผมมีมากพอที่จะแบ่งปันได้ งกไว้ก็เท่านั้น ตายไปเราก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้อยู่ดี”
“คุณก็เลยแบ่งปันให้คนที่ด้อยโอกาส”
“ใช่”
“คุณนี่มันพ่อพระชัด ๆ”
อติรุจเหลือบสายตาขึ้นมาสบตาเธอในระยะใกล้ก่อนที่จะเอ่ยถาม
“แล้วคุณสนใจที่จะมาเป็นแม่พระร่วมกับผมไหม”
“ไม่ล่ะ” ทรรศิการีบส่ายหน้า “กิเลสฉันหนาคงอีกนานกว่าจะทำได้อย่างคุณ”
“เสร็จละ” อติรุจเอ่ยหลังจากที่เขาเช็ดเท้าของเธอจนแห้ง “รู้สึกดีขึ้นไหม”
“ดีขึ้นมากเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับบริการพิเศษที่คุณทำให้ฉัน”
“รีบนอนซะพรุ่งนี้จะได้มีแรงไปช่วยผมทำงาน เราจะออกจากบ้านประมาณเก้าโมง หวังว่าผมคงไม่ต้องมาปลุกคุณจากที่นอน” เขาพูดพร้อมกับขนอุปกรณ์เดินออกไปจากห้องของเธอโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูให้
ทรรศิกาลุกขึ้นแต่งตัวด้วยชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาวก่อนจะเดินไปซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม
“เฮ้อ! สบายจังเลย”
เพราะความเพลียทำให้เธอหลับไปโดยไม่รู้ตัว มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่อติรุจเดินเข้ามาปลุก
“สายแล้วนะคุณตื่นได้แล้ว จำได้ไหมว่าเราต้องออกไปข้างนอกด้วยกัน”
“สิบนาที! ฉันขอนอนอีกสิบนาที”
“ไม่ได้...คุณต้องลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้” เขาพูดพร้อมกับฉุดตัวเธอให้ลุกขึ้นมานั่ง แต่พอปล่อยมือทรรศิกาก็ล้มลงไปนอนเหมือนเดิม
“ยังไม่ลุกอีก ถ้าคุณไม่ลุกอย่าหาว่าผมไม่เตือน”
แต่อีกฝ่ายกลับนอนนิ่งเฉย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน อติรุจจึงต้องฉุดทรรศิกาขึ้นมาอีกครั้งแต่ในครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งแรก เพราะเขาคว้าตัวเธอขึ้นพาดบ่าและแบกเธอเดินออกมาจากห้องได้อย่างง่ายดาย มีผลทำให้ทรรศิกาหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เธอพยายามใช้เท้าทั้งสองข้างของตนเองเตะเขา เพื่อหวังให้เขาปล่อยร่างของเธอให้เป็นอิสระ แต่มันก็ไร้ผลเพราะนอกจากเขาจะไม่ปล่อยตัวเธอแล้ว เขายังเล่นบทโหดโดยการฟาดฝ่ามือลงมาบนบั้นท้ายของเธออย่างแรงถึงสองครั้งติดกันอีกด้วย
“โอ๊ย! เจ็บนะไอ้หมอบ้า หมอซาดิสม์ ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







