LOGINในขณะที่กาญจนานำเรื่องของเธอไปเมาท์ให้เพื่อนบ้านซึ่งอยู่ติดกับบ้านของอติรุจฟังนั้น ทรรศิกาก็ยืนฟังการสนทนาเหล่านั้นด้วยความอดทนอยู่ภายในรั้วบ้าน
“ฉันเคยบอกหลายหนแล้วว่าหมอรุจกับผู้หญิงคนนั้นเป็นพี่น้องกำมะลอ ฟันธงได้เลยว่าเขาสองคนต้องได้เสียเป็นเมียผัวกันแล้วแน่นอน” กาญจนาเป็นคนเปิดประเด็นการสนทนาในครั้งนี้
“เท่าที่รู้มาหมอรุจเขายังโสดนะ ยังไม่ได้แต่งงาน”
“สมัยนี้อยู่ก่อนแต่งเยอะแยะไป ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนี่นา”
“แต่หมอรุจเขาดูเป็นสุภาพบุรุษ บางทีเขาสองคนอาจจะไม่ได้มีอะไรกันอย่างที่เราคิด”
“ผู้หญิงกับผู้ชายก็เหมือนไฟกับน้ำมันนั่นแหละ อยู่ใกล้กันได้ซะทีไหน แถมยังอยู่กันตามลำพังสองต่อสอง ถ้าไม่มีอะไรกันสิแปลก” กาญจนายังยืนยันตามความคิดเดิม
“จะว่าไปเขาสองคนก็ดูเหมาะสมกันดี ผู้ชายก็หล่อ ผู้หญิงก็สวย”
“ก็ไอ้ความสวยนี่แหละที่จะสร้างปัญหา” กาญจนาเริ่มพูดเข้าประเด็นอีกครั้ง
“หมายความว่าไง!”
“ก็วันนี้มีผู้ชายตามผู้หญิงคนนั้นมาถึงที่นี่”
“แล้วเธอรู้ไหมว่าเขาเป็นใคร?”
“ฉันไม่รู้หรอกว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร แต่ดูจากท่าทางแล้วทั้งคู่สนิทสนมกันมาก ฉันได้ยินพวกเขายืนเถียงกันอยู่พักใหญ่ก่อนที่ผู้ชายจะขับรถออกไป เฮ้อ! น่าสงสารหมอรุจจริง ๆ”
“ไปสงสารเขาเรื่องอะไร”
“อ้าว! ก็เรื่องที่กำลังจะถูกเมียสวมเขาให้โดยไม่รู้ตัวน่ะสิ”
ประโยคนี้ทำให้ความอดทนของทรรศิกาสิ้นสุดลง เธอเปิดประตูออกไปต่อว่าพวกเขาทันที
“จะพูดจาอะไรระวังปากไว้บ้างนะป้า ใครจะมีอะไรกับใคร หรือใครสวมเขาให้ใคร ถ้ารู้ไม่จริงอย่าพูด”
“ของแบบนี้มันเดาได้ไม่ยากหรอกก็มันเห็น ๆ กันอยู่” กาญจนาลอยหน้าลอยตาพูดโต้ตอบกลับไปอย่างไม่ยอมลดละ
“ถ้ายังไม่หยุดปล่อยข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริงอีกละก็อย่าหาว่าไม่เตือน แก่แล้วแทนที่จะทำตัวให้น่าเคารพนับถือกลับทำตัวให้คนอื่นมาถอนหงอกได้”
“ว่าใคร!”
“ก็ว่าป้านั่นแหละ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผัวของป้าถึงมีกิ๊กรุ่นสาวคราวลูก เพราะป้ามัวแต่เอาเวลามานั่งนินทาเรื่องของชาวบ้านจนไม่มีเวลาไปสอดส่องดูแลผัวตัวเอง ผัวถึงได้มีกิ๊ก”
“กล้าดียังไงถึงได้มาพูดกับฉันแบบนี้” กาญจนาโกรธจนตัวสั่นแทบจะถลาเข้าไปตบปากแม่ตัวดีที่ยืนเถียงฉอด ๆๆ อยู่ตรงหน้า
“อย่านะป้า อย่าแม้แต่จะคิด ถ้าไม่เชื่อกันละก็เลือดกบปากแน่”
คำพูดของทรรศิกาทำให้มือของกาญจนายกค้างไว้เพียงแค่นั้น ก่อนจะค่อย ๆ ลดมือลง ทั้งคู่ประสานสายตากันชนิดไม่มีใครยอมลงให้ใคร
ทันใดนั้นอติรุจก็ขับรถมาจอดที่หน้าประตูบ้าน เขาลงจากรถและเดินมาตรงจุดที่พวกเธอยืนอยู่
“มีอะไรกันหรือครับ”
“ก็คนของหมอสิคะมายืนด่าฉันฉอด ๆ แถมยังมากล่าวหาว่าผัวฉันไปกิ๊กกับสาวคราวลูกอีกต่างหาก หมอต้องจัดการให้ฉันนะคะ” กาญจนาชิงฟ้องก่อน
“คุณทำอย่างที่เขากล่าวหาจริงหรือเปล่าเทย่า”
“จริง...แต่เขาเป็นคนเริ่มก่อน”
“ขอโทษคุณกาญเขาซะเทย่า เรื่องมันจะได้จบ”
ทรรศิกาหันไปมองอติรุจด้วยสายตาวาวโรจน์ “คุณจะให้ฉันขอโทษเขา”
“ใช่ ก็ในเมื่อคุณทำผิดคุณก็ต้องขอโทษ”
“ใครบอกว่าฉันผิด เขาต่างหากที่ผิด”
“เลิกดื้อแล้วทำตามที่ผมบอก”
“ฉันไม่ทำ”
“ผมบอกให้คุณขอโทษ” เขาสั่งเสียงเข้ม
“ไม่! คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะมาบังคับฉัน ทำไมฉันจะต้องขอโทษเขาในเมื่อฉันยังไม่ได้ทำอะไรผิด เขาต่างหากที่ต้องขอโทษเรา”
“เห็นไหมคะคุณหมอ นี่ขนาดอยู่ต่อหน้าคุณหมอนะคะ เขายังเถียงคำไม่ตกฟากเลยค่ะ ลับหลังคุณเขาด่าฉันหนักกว่านี้อีก”
“อย่ามาพูดใส่ความกันนะยัยป้ามหาภัย” ทรรศิกาเดือดจัดถึงขั้นชี้หน้าด่า
“ฉันพูดใส่ความเธอตรงไหน”
จากนั้นก็หันไปเตือนอติรุจด้วยความหวังดี
“คุณหมอทราบหรือเปล่าคะว่าวันนี้มีผู้ชายขับรถตามคนของคุณหมอมาถึงที่บ้านนี้เลยนะคะ ระวังคนของคุณหมอไว้บ้างก็ดีค่ะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน”
“อย่ามาพูดจาส่งเดชนะป้า กรเขามาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้”
“ฉันไม่ได้พูดกับเธอ แต่เตือนคุณหมอด้วยความหวังดี”
“ฮึ! เก็บความหวังดีของป้าไปใช้กับคนอื่นเถอะ และขอเตือนว่าอย่าสาระแนมายุ่งกับเรื่องของเราอีก”
“ใจเย็น ๆ ก่อนค่ะคุณกาญ ค่อยพูดค่อยจากันดีกว่านะคะ” นันทินีเพื่อนบ้านข้างเคียงที่อยู่ในเหตุการณ์เอ่ยเตือนกาญจนา
“นี่ฉันใจเย็นแล้วนะคะคุณนัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนละก็แม่นี่แหลกไปแล้ว คงไม่ได้มายืนเถียงฉันฉอด ๆ แบบนี้หรอก คนอะไรไม่รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่”
“ก็เพราะผู้ใหญ่มันไม่ได้ทำตัวให้น่าเคารพนับถือน่ะสิ ฉันถึงได้ทำแบบนี้”
อติรุจเห็นท่าไม่ดีคล้ายกับว่าทั้งคู่จะเริ่มเปิดศึกกันอีกรอบ เขาก็เลยระงับศึกนั้นด้วยการหันไปสั่งทรรศิกา
“คุณกลับเข้าไปในบ้านเดี๋ยวนี้เลยนะเทย่า”
แต่ดูเหมือนว่าสมองของทรรศิกาจะไม่ยอมรับรู้ เธอจ้องมองกาญจนาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“ผมบอกให้คุณเข้าไปข้างใน” อติรุจเริ่มขึ้นเสียง
ทรรศิกาหันมาจ้องมองเขาด้วยสายตาผิดหวัง และยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะมาสั่งเธอถ้าเธอไม่ยินยอม
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







