LOGIN“ทำไมวันนี้หมอรุจถึงไม่มาด้วยละคะ”
“ต้องมีคนอยู่ประจำที่คลินิกคนหนึ่ง เขาก็เลยสั่งให้นำยามาให้ลุงนพ ขอตัวก่อนนะคะ ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อเย็นค่ะ”
สองสาวต่างวัยยิ้มให้กันและกันอย่างมีไมตรี
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้รับน้ำใจจากพวกเขา ก่อนหน้านี้ยังมีเหตุการณ์อื่น ๆ ที่แสดงให้ทรรศิกาเห็นถึงความเอื้ออาทรของผู้คนที่พักอาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนั้น แม้ว่าพวกเขาจะมีฐานะยากจนต้องหาเช้ากินค่ำ แต่กลับมีน้ำใจที่จะแบ่งปันสิ่งของที่พวกเขามีอยู่น้อยนิด เพื่อเป็นการตอบแทนที่เธอและหมอรุจเสียสละ เข้ามาดูแลเรื่องสุขภาพให้พวกเขาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย การกระทำเหล่านี้ทำให้ทรรศิกาเปลี่ยนมุมมองที่เคยมีต่อพวกเขา อคติที่เคยมีหายไปจนหมดสิ้น
ก่อนที่ทรรศิกาจะไปที่บ้านของลุงนพ เธอได้แวะซื้ออาหารและผลไม้ไปฝากลุงนพและแก้ว ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะมาเดินเลือกซื้อของที่ตลาดสดข้างทางแบบนี้ได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่มีทางที่เธอจะโคจรมาในสถานที่แบบนี้แน่ ในขณะที่กำลังยืนเลือกซื้อผลไม้อยู่นั้นก็ได้ยินเสียงทักของใครบางคนลอยลมมาแต่ไกล
“สวัสดีครับคุณผู้หญิง”
ทรรศิกาหันไปตามทิศทางของเสียงทักนั้น “นึกว่าใคร ที่แท้ก็พวกนายนี่เอง กำลังจะไปไหนกัน”
“ก็เตร็ดเตร่อยู่แถวนี้แหละ ว่าแต่คุณผู้หญิงมีอะไรจะให้พวกเรารับใช้ก็บอกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
“เรียกพี่เทย่าก็ได้ เรียกคุณผู้หญิงแล้วมันฟังดูแปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้ แล้วนี่ลูกพี่เราไปไหนซะล่ะ ปกติเห็นมาพร้อมกัน”
“พอดีมีเด็กที่บ้านครูอี๊ดไม่สบาย พี่อ๊อดก็เลยอาสาพาไปรักษาที่คลินิกของพี่รุจ”
“เดี๋ยวพวกเราช่วยถือของให้”
ทรรศิกาส่งของในมือให้เด็กหนุ่มกลุ่มนั้น “ขอบใจนะ”
“พี่เทย่ากำลังจะไปไหนถึงได้ซื้อของเยอะแยะแบบนี้”
“จะเอายาไปให้ลุงนพ จริงสิพวกนายรู้จักบ้านของแก้วไหม”
“หมายถึงยัยแก้วหน้าม้าหรือเปล่าครับ ถ้าใช่ล่ะก็พวกเรารู้จักเป็นอย่างดี”
“คงใช่แหละ! ช่วยพาพี่ไปหน่อยได้ไหม”
“ได้เลย ว่าแต่พี่เทย่าจะไปบ้านใครก่อน”
“เอายาไปให้ลุงนพก่อนแล้วค่อยไปบ้านแก้ว”
“เฮ้ย! ไปเว้ยพวกเรา วันนี้ทำหน้าที่บอดี้การ์ดส่วนตัวให้พี่เทย่าแทนพี่รุจหนึ่งวัน” กี้หันไปสั่งลูกน้องที่เหลือก่อนจะหันมาผายมือและเอ่ยเชื้อเชิญทรรศิกาด้วยมาดกวน ๆ ตามประสาเด็กวัยรุ่น
“เชิญทางนี้เลยครับ”
ทรรศิกาเคยมองเด็กพวกนี้ว่าเป็นพวกติดยา เพราะประเมินจากรูปลักษณ์ภายนอก แต่เมื่อได้สัมผัสกันจริง ๆ ถึงรู้ว่าพวกเขาไม่ได้เป็นพวกขี้ยาอย่างที่เธอเข้าใจ
แต่เป็นเพียงเด็กแว้นที่ชอบขับรถซิ่งแซวสาว ๆ ตามประสาคนที่อยู่ในวัยคึกคะนองเท่านั้น หญิงสาวนำอาหาร ผลไม้ และยามาให้ลุงนพที่บ้านพร้อมกับสอบถามอาการ อีกทั้งยังกำชับให้แกทานอาหารและยาให้ตรงเวลา แกยกมือไหว้ทรรศิกาพร้อมกับเอ่ยปากขอบคุณ
“ขอบคุณสำหรับความมีน้ำใจของคุณ ขอให้คุณมีแต่ความสุขความเจริญ”
“ลุงนพอย่าไหว้เทย่าเลยค่ะ เดี๋ยวเทย่าก็อายุสั้นกันพอดี อย่าลืมทานยาตามเวลานะคะ”
ชายสูงวัยพยักหน้าแทนคำตอบ จากนั้นเทย่าก็เดินตามลูกน้องของอ๊อดไปที่บ้านของแก้ว ซึ่งพักอาศัยอยู่กับยายเพียงสองคน สภาพบ้านดูเก่าและทรุดโทรมไม่ต่างไปจากบ้านของคนอื่น ๆ ในละแวกเดียวกัน
“แก้ว แก้วอยู่ไหม”
“ใครมาตะโกนเรียกเอ็งวะนังแก้ว เดินออกไปดูซิ”
แก้วเดินมายืนที่หน้าประตูและก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือน ใบหน้าของแก้วแดงเพราะพิษไข้
“คุณเทย่ามาทำอะไรที่นี่” แก้วเอ่ยถาม
“ถามมาได้ พี่เทย่าเขาก็มาเยี่ยมเอ็งน่ะสิ ได้ข่าวว่าเอ็งป่วยเขาก็เลยเป็นห่วง แต่ถ้ายังปากดีเหมือนเดิมแบบนี้ ข้าว่าเอ็งป่วยการเมืองซะมากกว่า”
“หยุดเห่าไปเลยนะไอ้กี้”
“ปากดีนักนะ เดี๋ยวก็จับปล้ำทำเมียซะหรอก” กี้พูดสวนกลับไปทันที
“พอ ๆ หยุดเถียงกันได้แล้ว” ทรรศิกาห้ามทัพก่อนจะหันไปเอ่ยถามแก้ว
“เธอทานอะไรหรือยังแก้ว”
“ยังค่ะ”
“นี่อาหารฉันซื้อมาฝาก ฉันซื้อมาเผื่อยายของเธอด้วยนะ แล้วนี่ก็ผลไม้ ส่วนนี่ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และก็ยาแก้อักเสบฉันเอาติดมาให้”
แก้วยื่นมือออกไปรับของเหล่านั้น “ขอบคุณค่ะ แต่คุณเทย่าไม่น่าต้องลำบากเอาของมาให้แก้วถึงที่นี่”
“ก็ไม่ได้ลำบากอะไร พอดีฉันต้องเอายามาให้ลุงนพ ก็เลยถือโอกาสแวะมาดูอาการของเธอ”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







