LOGINเมื่อทนายสุชาติมองเห็นสายตาหวาดหวั่นต่ออนาคตของทรรศิกา ทำให้เขาตัดสินใจเอ่ยปากแนะนำอะไรบางอย่างกับเธอด้วยความจริงใจ โดยที่อีกฝ่ายมิได้ร้องขอ
“ในฐานะที่ผมเคยอาบน้ำร้อนมาก่อนคุณ ขอแนะนำว่าคุณต้องปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตของคุณ พยายามปรับปรุงตัวเพื่อให้คุณหญิงเห็นว่าคุณสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยที่คุณหญิงไม่ต้องคอยให้ความช่วยเหลือคุณเหมือนที่ผ่านมา และคุณต้องทำมันอย่างจริงจังมิใช่เสแสร้งแกล้งทำ เพียงเพื่อให้หลุดพ้นไปจากวิกฤติในครั้งนี้”
ปรับเปลี่ยนตัวเองซะใหม่! พูดง่าย แต่ทำยาก
หลังจากอึ้งและคิดอยู่ครู่ใหญ่ก็ขอตัวเพื่อจะกลับเข้าไปในบ้าน ทนายสุชาติถามว่าเธอต้องการอะไร เพราะเขาได้ให้คนรับใช้จัดของมาให้หมดแล้ว
“ฉันจะกลับเข้าไปเอาเครื่องประดับที่คุณย่าเคยยกให้”
“คุณหญิงสั่งให้คุณสร้อยเก็บไปหมดแล้วครับ”
คำตอบของทนายความประจำตัวคุณย่าทำให้ทรรศิกาถึงกับอึ้งไป ขณะที่หญิงสาวกำลังสับสนวุ่นวายกับวินาทีตกกระป๋องนั้น ทนายสุชาติก็ยื่นมือมาตรงหน้าเธอ เธอมองมือนั้นด้วยความงุนงงพร้อมถามด้วยสายตาว่าต้องการอะไร
“ขอนาฬิกาคืนด้วยครับ”
หลานสาวคุณหญิงปลดนาฬิกาที่ข้อมือของตนเองส่งให้เขาแบบงง ๆ จากนั้นก็ปลดสร้อยพร้อมจี้เพชรและต่างหูเพชรส่งให้ทนายสุชาติ มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เธอยืนตัวแข็งค้าง พร้อมกองกระเป๋าสัมภาระมากมาย อยู่หน้าโรงแรมระดับห้าดาวที่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมือง ซึ่งเธอและกลุ่มเพื่อนไฮโซมักจะนัดรวมตัวกันมาทานข้าว และจัดงานปาร์ตี้หรูหราที่โรงแรมแห่งนี้อยู่เป็นประจำ
หลังจากยืนแข็งค้างเป็นท่อนไม้อยู่พักใหญ่ ทรรศิกาก็ได้สติ เธอจึงเห็นว่ามีพนักงานโรงแรมยืนมองเธออยู่ไม่ไกล ด้วยศักดิ์ศรีทรรศิกาเชิดหน้า จิกสายตามองไปยังกระเป๋า และทำสัญญาณมือให้พวกเขาเหล่านั้นยกของตาม
เธอก้าวเดินด้วยมาดของสาวมั่นตรงไปยังแผนกต้อนรับ เพื่อขอเปิดห้องสวีตที่ราคาแพงตกคืนละหลายหมื่น แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนั้น ถึงอย่างไรโรงแรมนี้ก็ต้องส่งบิลไปเรียกเก็บกับคุณย่าของเธออยู่ดี เพราะที่ผ่านมามันเป็นเช่นนั้นเสมอ ทรรศิกาจึงไม่กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายตรงจุดนี้ คิดง่าย ๆ เพียงว่าเดี๋ยวส่งอีเมลไปง้อคุณย่าเสียหน่อย คุณย่าก็คงจะใจอ่อนและสั่งให้ทนายสุชาติมารับเธอกลับบ้าน
แม้รู้สึกหวาดหวั่นกับอนาคตของตนเองอยู่บ้าง แต่จะให้คนอย่างทรรศิกาไปพักอยู่ในโรงแรมกระจอก ๆ คงไม่ได้หรอก ถ้าบังเอิญกลุ่มเพื่อนไฮโซมาพบเจอเธอในสถานที่พวกนั้น ชื่อเสียงที่เธอสู้อุตส่าห์สั่งสมมาก็ย่อยยับหมดน่ะสิ
แค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ร้านกระเป๋าแบรนด์เนมในวันนี้ ก็ทำให้เธออายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี แถมยังแอบเห็นเนตรนภายิ้มเยาะหยันให้ ที่สำคัญเพื่อนปากโทรโข่งคนนี้ยังได้ยินตอนที่เธอคุยโทรศัพท์ขณะที่อยู่ในร้าน ป่านนี้คงเอาเรื่องของเธอไปเมาท์กันอย่างสนุกปาก แล้วจะให้เธอลดตัวไปพักโรงแรมเกรดต่ำกว่านี้ได้อย่างไร ขืนทำอย่างนั้นก็ยิ่งเป็นการสนับสนุนข่าวลือที่เนตรนภานำไปเมาท์กับผองเพื่อนน่ะสิ เธอยอมไม่ได้เด็ดขาด งานนี้ทรรศิกาสู้ไม่ถอย
ทายได้เลยไม่เกินสามวันคุณย่าจะต้องใจอ่อน และส่งคนมารับเธอกลับบ้าน
จากนั้นก็ขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องพัก สิ่งแรกที่เธอทำเมื่อก้าวเข้าไปในห้องคือชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปิดอ่านอีเมลของทนายสุชาติ หลังจากอ่านจบเธอก็เขียนอีเมลส่งไปให้คุณย่าเพื่อตัดพ้อว่าคุณย่าใจร้าย ทำกับหลานสาวคนเดียวอย่างเธอเช่นนี้ได้ลงคอ โดยไม่สนใจว่าเธอจะตกระกำลำบากอย่างไร แต่ยังไม่วายออดอ้อนปิดท้ายว่าถึงคุณย่าจะไม่รักเธอเหมือนเดิม แต่เธอก็จะรักคุณย่าตลอดไปไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อส่งอีเมลเสร็จหญิงสาวก็ไปผ่อนคลายความตึงเครียด ด้วยการนอนแช่น้ำอุ่นแบบสบาย ๆ พร้อมการจิบไวน์ด้วยอารมณ์ชิวชิว และวางแผนที่จะไปตามหาตัวคุณย่า
ในเมื่อคุณย่าสั่งปิดคฤหาสน์แบบไม่มีกำหนด ก็หมายความว่าเธอจะไม่ได้พบคุณย่าที่นั่น แต่โดยปกติแล้วคุณย่าเป็นคนขยัน และรักการทำงานเป็นชีวิตจิตใจ ทรรศิกาจึงเดาว่าคุณย่าจะต้องไปทำงานที่บริษัทแน่นอน เธอจึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะไปพบคุณย่าที่ทำงาน ถ้าเจอตัวคุณย่าเมื่อไรไม่มีละที่ลูกอ้อนเธอจะใช้ไม่ได้ผล...
สโลแกนประจำตัวเธอคือ...ไม่มีอะไรที่ทรรศิกาทำไม่ได้
คุณหญิงทิพย์มณีคุยโทรศัพท์อยู่พักใหญ่ก่อนจะวางสาย จากนั้นก็เช็กอีเมลของตนเอง ด้วยคิดว่าทรรศิกาจะต้องส่งอีเมลหาเธอแน่นอน
เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะสื่อสารกับเธอได้ และก็เป็นไปตามความคาดหมาย คุณหญิงนั่งอ่านอีเมลของหลานสาวด้วยรอยยิ้ม
“กำลังอ่านอะไรอยู่หรือคะคุณหญิง” สร้อยเอ่ยถาม
“อ่านอีเมลของเทย่า เขาอีเมลมาตัดพ้อว่าฉันเป็นย่าใจร้าย ที่ทำให้เขาต้องออกไประเหเร่ร่อน เหมือนเจ้าไม่มีศาล”
“ก็คุณเทย่าไม่เคยลำบากลำบนมาก่อนเลยนี่คะ ชีวิตของเธออยู่บนความสุขสบายมาโดยตลอด ไม่รู้ว่าป่านนี้เป็นอย่างไรบ้าง จะไปพักอยู่ที่ไหน”
“ไม่ต้องห่วงหรอกสร้อย ตอนนี้คุณหนูเทย่าของสร้อยพักอยู่ที่โรงแรมห้าดาว”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







