LOGIN“สร้อยอดเป็นห่วงคุณเทย่าไม่ได้หรอกค่ะคุณหญิง ในเมื่อเธอไม่เคยสัมผัสกับความลำบากในชีวิตมาก่อน แถมเงินที่มีก็จะต้องลดน้อยลงเรื่อย ๆ”
“หลานสาวฉันเป็นคนฉลาด เขาต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ได้แน่ เชื่อฉันสิว่าเมื่อเข้าตาจนจริง ๆ ทรรศิกาก็จะปรับตัวได้เอง เขาจะใช้ความรู้ความสามารถที่มีทำให้ตนเองผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้”
“ด้วยวิธีไหนล่ะคะ ถ้าจะให้คุณเทย่าไปหางานทำ แล้วใครล่ะคะที่จะเข้าใจและทนนิสัยของเธอได้”
ที่ต้องพูดเช่นนี้เนื่องจากสร้อยรู้จักนิสัยของเจ้านายสาวเป็นอย่างดี เพราะดูแลกันมาตั้งแต่เธอยังแบเบาะ หญิงสาวถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ ทำให้ทรรศิกาเป็นคนเจ้าอารมณ์ และเอาแต่ใจตัวเองอยู่เสมอ เมื่อใดก็ตามที่ใครทำให้ไม่พอใจ เธอเป็นต้องอาละวาดจนคนเข็ดขยาดไปตาม ๆ กัน
“ฉันเชื่อมั่นนะสร้อยว่าต้องมีใครสักคน ที่จะสามารถปราบพยศหลานสาวของฉันได้”
“ใครคือคนที่คุณหญิงพูดถึงคะ” สร้อยถามด้วยความสงสัย
“ตอนนี้ยังบอกอะไรไม่ได้หรอก คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าใครจะเป็นคนทำให้เทย่ากลับตัวกลับใจ และปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของตนเอง ฉันขอสั่งห้ามไม่ให้สร้อยติดต่อกับเทย่าโดยเด็ดขาด เพราะเธอมันเป็นคนใจอ่อน ถ้าไม่อยากเห็นเจ้านายของเธอเสียผู้เสียคนก็ต้องใจแข็งอย่างฉัน เข้าใจไหม”
“เข้าใจค่ะคุณหญิง”
แม้จะเห็นใจเจ้านายสาวของตนที่ต้องไปตกระกำลำบาก แต่ก็เห็นด้วยกับความคิดของคุณหญิงทิพย์มณี เพราะเล็งเห็นแล้วว่าขืนปล่อยไว้คุณหนูทรรศิกาอาจจะเสเพลจนกู่ไม่กลับ
หลังจากการผ่าตัดใหญ่ที่ยาวนานร่วมสามชั่วโมงเสร็จสิ้นลง อติรุจซึ่งเป็นหนึ่งในทีมแพทย์ที่เข้าร่วมการผ่าตัดได้เดินกลับเข้าไปในห้องพักแพทย์ เขาพบเพื่อนหมอและพยาบาลกำลังยืนจับกลุ่มคุยกันถึงการผ่าตัดในครั้งนี้
“การผ่าตัดเรียบร้อยดีไหมรุจ” อิทธิพลเอ่ยถาม
“ก็ผ่านไปได้ด้วยดี แต่คงต้องคอยเฝ้าดูอาการกันอย่างใกล้ชิด”
“ยังไม่พ้นขีดอันตรายเหรอคะ” หนึ่งในคณะพยาบาลเอ่ยถาม
“ยังฟันธงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ แม้การผ่าตัดจะสำเร็จลุล่วงไปแล้วแต่ก็ยังวางใจไม่ได้ คงต้องเฝ้าดูอาการกันต่อไป”
“ภาวนาขอให้เด็กปลอดภัย”
หมอและพยาบาลยังคงพูดคุยกันถึงเรื่องของพ่อหนูน้อยวัยเพียงห้าขวบเศษ ที่ประสบอุบัติเหตุและถูกส่งตัวมารับการรักษาที่นี่ อติรุจยืนฟังการสนทนาเหล่านั้นโดยไม่ออกความคิดเห็น เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาซับเหงื่อบนใบหน้า โดยไม่รู้ตัวว่าได้ทำของบางอย่างร่วงหล่นลงมาด้วย
“หมอรุจทำของตกค่ะ” พยาบาลสาวคนหนึ่งร้องทักและแอบยิ้ม
ทุกคนต่างก็จ้องมองไปที่หลักฐานชิ้นสำคัญที่ร่วงอยู่บนพื้น พวกเขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มขำเมื่อเห็นของชิ้นดังกล่าว
“ของอะไรครับ!?”
แล้วเขาก็ได้คำตอบ เมื่อเพื่อนสนิทของเขาเดินมาเก็บของชิ้นนั้นขึ้นมาโชว์ตรงหน้า
“แม่เจ้าโว้ย! อกอึ๋มซะด้วย น่าอิจฉานายจริง ๆ เลยว่ะรุจ”
อติรุจหน้าเปลี่ยนสีไปชั่วขณะ เมื่อเห็นของที่อยู่ในมือเพื่อน แววตาของเขาวูบไหวก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วก็พานต่อว่าเจ้าของบราเซียร์ตัวนั้นอยู่ในใจ
‘ยัยตัวแสบ!! สร้างปัญหาให้อีกจนได้ ทำไมถึงได้ซวยแบบนี้นะ’
ทุกคนประสานเสียงหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของอติรุจ
“คุณหมอมีแฟนตั้งแต่เมื่อไรคะพวกเราไม่เห็นรู้เรื่องเลย” สุรีย์พยาบาลสาวที่ค่อนข้างสนิทกับหมอหนุ่มเอ่ยถาม
“นั่นสิ ไอ้เราก็นึกว่านายจะไม่สนใจผู้หญิง ที่ไหนได้กลายเป็นเสือซุ่ม แอบซุกแฟนไว้โดยไม่ยอมบอกให้ใครรู้” อิทธิพลเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระเซ้าเย้าแหย่มากกว่าจะคิดต่อว่าอย่างจริงจัง ที่อีกฝ่ายปิดปากเงียบเรื่องแฟนสาว
“มันไม่ได้เป็นอย่างที่พวกคุณคิด เรื่องนี้ผมอธิบายได้ คือว่า...” อติรุจพยายามที่จะพูดชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจ แต่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ เพราะเพื่อนหมอและเหล่าพยาบาลกลับเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น
“ไม่ต้องแก้ตัวหรอกรุจ หลักฐานมัดแน่นขนาดนี้ ดิ้นยังไงก็ดิ้นไม่หลุด” สาธิตเอ่ยพร้อมกับส่งสายตาล้อเลียนไปให้เพื่อนรัก
อิทธิพลเดินไปกอดบ่าเพื่อน พร้อมซักถามนัยน์ตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้ ทั้งที่ยังถือหลักฐานชิ้นสำคัญไว้ในมือ
“บอกเรามาซะดี ๆ ว่าเจ้าของบราสุดสยิวตัวนี้เป็นใคร พวกเรารู้จักหรือเปล่า”
“ที่วันนี้หมอรุจมาช้าเป็นเพราะเหตุนี้เองเหรอคะ”
แม้พยาบาลคนดังกล่าวจะไม่ได้เอ่ยออกมาอย่างชัดเจน แต่ทุกคนต่างก็เข้าใจความหมายที่ซ่อนเร้นในประโยคนั้นได้เป็นอย่างดี พวกเขาต่างก็นึกไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่คุณหมออาจทำกิจกรรมอะไรบางอย่างอยู่ แต่ด้วยความรีบร้อนจึงติดสิ่งนี้มาด้วย พยาบาลสาวคนอื่น ๆ ต่างก็ช่วยกันผสมโรงเอ่ยแซว คุณหมอหนุ่มเนื้อหอมเบอร์หนึ่งของโรงพยาบาลนี้กันอย่างสนุกสนาน
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







